บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

มนต์ผีเสื้อ
ตอน ทักษิณายันนคร สาวิตรี : เขียน

3…สำรวจช่องเขาขาด

จากบานหน้าต่างห้องนอนชั้นบน งามมยุรายืนกอดอกนิ่ง สายตาที่มองออกไปกระจัดกระจายไปพร้อมกับความคิด แม้จะผ่านมาหลายวัน กับเช้าอันแปลกประหลาดบนผืนหญ้าชื้นจากหยาดน้ำค้าง สายลมแห่งการโหยหาบางสิ่งบางอย่างที่เธอไม่สามารถอธิบายกับตนเองได้ กำลังหมุนวนอย่างชัดเจนในความรู้สึก

ทิวเขาเตี้ยที่มีช่องเขาขาด กับเทือกเขาที่เป็นเสมือนกำแพงขนาดยักษ์ กลิ่นดินคลุกเคล้าไปกับกลิ่นเกสรดอกไม้…คล้ายกับวันหนึ่งวันใดเมื่อนานมาแล้ว

เสียงแผ่นกระดาษหนังสือตีกระทบกันตามแรงลมที่พัดเข้ามา งามมยุราดึงความรู้สึกของตนเองกลับมายังห้องที่เริ่มจะมืดจากแสงอาทิตย์ภายนอกที่ค่อยน้อยลง เธอเอื้อมมือไปปิดหน้าต่างขณะที่ลมพัดแรงขึ้นจนเส้นผมกระจาย แล้วสายตาก็มองเห็นเงาที่เคลื่อนไหวผิดปกติอยู่นอกรั้วบ้าน ครั้นเอื้อมมือไปหยิบกล้องส่องทางไกลอันเล็กที่วางอยู่ใกล้มือมาดู เงานั้นก็หายไปเสียแล้ว

อย่างรวดเร็วเกือบเท่ากับความคิด เธอเปิดลิ้นชักใต้ชั้นหนังสือแล้วดึงกล่องไม้ใส่เครื่องมือออกมา จากนั้นสาวใช้ทั้งสองคนถูกเรียกตัวกระทันหัน

“เรากำลังจะเดินไปไหนกันคะ….คุณ” บัวสาววัยรุ่นตัวอ้วนถามขึ้นมา ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นถึงได้พากันเดินฝ่าความมืดออกมาจากบ้าน เมื่อพ้นออกจากลานโล่งหน้าบ้าน เงาตะคุ่มหลังพุ่มไม้ทำให้รู้สึกใจคอไม่ดี

หลังจากที่เดินออกมาไกลจากบ้านได้ระยะหนึ่ง งามมยุราหันไปเห็นท่าทางเหลียวไปมา เดินขาแทบพันกันของบัว

“แย้มเขาไม่เห็นกลัว แล้วเราจะมากลัวอะไร” เธอทำเสียงดุ แต่แล้วเมื่อเห็นเงียบกันไปนานผิดปกติ หันกลับไปมอง ต้องอมยิ้ม คนที่คิดว่าไม่กลัวมีอาการหนักยิ่งกว่า เธอเห็นอย่างนั้นจึงได้ปลดผ้าพันคอสีมืดๆ มาคล้องไว้ที่ไหล่ ดูจากหน้าตาและท่าทางในเงามืด สองคนนี้ทำท่าจะกลัวเธอเข้าไปด้วย

“ไหนลองบอกมาซิว่ากลัวอะไร นอกจากเราสามคนแล้วยังมีเพื่อนอยู่กับเรามากมาย ได้ยินเสียงกบร้องแล้วก็เสียงแมลงนั่นไหม” เธอมองไปตามเสียงที่อยู่ในเงามืดของต้นไม้และกอหญ้า “อืม…รู้สึกว่ากบตัวนั้นจะกลืนแมลงเข้าไปแล้วนะ”

บัวกับแย้มหัวเราะออกมาเกือบจะพร้อมกัน

“แล้วก็ยังมีดาวอีกเต็มฟ้า เชื่อไหมว่าแสงที่ระยิบระยับเหล่านั้นล้วนแต่มีชีวิต”

“อย่างไรเจ้าคะ…”แย้มถาม ส่วนอีกคนรอฟังตาแป๋ว

“เวลาที่เราเหงาหรือว่ามีความทุกข์ เมื่อได้เพ่งมองพวกเขา ยิ่งมองได้นานเท่าไหร่ ความเศร้าของเราจะค่อยหายไป เราสามารถลากเส้นให้เขาเป็นหมีตัวใหญ่ก็ได้ เป็นจรเข้ เป็นคน หรืออะไรก็ได้ที่เราอยากจะให้เป็น หรือมองไปอีกทีก็เหมือนเป็นดวงตาของใครสักคนที่เฝ้ามองเราด้วยความรัก เราอยู่บนพื้นดิน ส่วนเขาอยู่บนท้องฟ้า แม้ว่าจะเอื้อมไม่ถึง แต่เขาจะยังอยู่กับเราตลอดเวลา หรือวันดีคืนดี สักวันหนึ่งเราอาจจะเดินทางไปถึงดวงดาวเหล่านั้น คงจะมีสักแห่งที่จะมีโลกที่สวยงามและไม่ถูกทำลายมากอย่างโลกใบนี้”

ตลอดเวลาที่ฟังไป คิดว่าเรื่องที่เจ้านายเล่าให้ฟังเหมือนนิทาน สิ่งที่แย้มกับบัวเห็นตรงกันคือแสงดาวในยามนี้ช่างคล้ายกับประกายตาของเจ้านายเสียจริง

“ทีนี้หายกลัวกันหรือยัง ไปกันต่อได้แล้วนะ”

ทั้งสองคนยังคงเดินตามเจ้านายไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้เลยว่าจะไปที่ไหน ทางที่เดินไปบ้างก็วกไปทางขวา เลี้ยวไปทางซ้าย สักพัก….จนกระทั่งผ่านไปได้สักครึ่งชั่วโมง

“จะไปไหนเจ้าคะ แล้วถึงหรือยัง” บัวอดถามขึ้นมาไม่ได้ สายตาแม้จะเริ่มชินกับความมืด แต่เหมือนกับเดินเข้าหาที่มืดมิดเข้าไปอีก ครั้นจะจุดไฟเจ้านายก็ยังไม่ได้สั่ง

“แย้มว่าเรากลับกันดีกว่า กลางวันค่อยมาใหม่” แย้มเองที่ตอนแรกทำใจแข็ง เริ่มใจแกว่งไปเหมือนกัน

งามมยุราดึงแย้มที่อยู่ใกล้มือที่สุดมากระซิบใกล้ ๆ “มีคนตามเรามา เงียบไว้” งามมยุรารีบปรามไว้ก่อน

“อย่าให้เขารู้ว่าเรารู้ตัว ทำตัวตามปกติ ฉันเชื่อว่าเขาไม่ได้มีเจตนาร้าย เขาอยากจะตามก็ให้ตามไป ตอนนี้เราจะไปช่องเขาขาดกัน นึกภาพตอนกลางวันออกไหม จะได้ช่วยกันคลำทาง”

แย้มดูจะหันรีหันขวางเล็กน้อยพอรู้ว่ามีคนตามมา แต่ดูแล้วไม่ได้กลัวสักเท่าไหร่ นั่นเป็นเพราะว่าแต่ไหนแต่ไรมาถ้าเป็นคนแล้วจะไม่น่ากลัวอะไร เพราะไม่เคยมีเหตุร้ายแรง มืดๆค่ำๆ แบบนี้ถ้าจะให้กลัวก็น่าจะเป็นกลัวผีกับกลัวงูกัดมากกว่า

อีกไม่ไกลที่จะถึงยังสถานที่ที่เธอเคยผ่านออกมา อากาศเริ่มเย็นลงทีละน้อย ยิ่งเดินเข้าไปใกล้มากเท่าไหร่ก็เหมือนกับลมจะพัดช้าลง พื้นดินต้นหญ้าที่ย่ำไปสูงจนเกือบคลุมข้อเท้า…..สิ่งที่กลายมาเป็นความทรงจำจากวันนั้นค่อยเรียงร้อยเข้ามาในความรู้สึก

กำลังจะไปยังที่แห่งใด….งามมยุราถามตนเองเสียงดังอยู่ในใจ แขนทั้งสองข้างเหมือนอยากจะโอบกอดบางสิ่งบางอย่างไว้ และโดยไม่มีใครคาดคิด บนท้องฟ้านั่น เมฆสีดำที่เคลื่อนมา….ฟ้าแลบแปลบ ทำให้ทุกคนเห็นชัดเจนว่าช่องเขาขาดอยู่ข้างหน้า

“จุดคบไฟได้แล้ว…บัว”

คบไฟที่เธอเอ่ยถึงทำมาจากวัสดุพื้นบ้านที่คนแถวนี้มักใช้กัน เพราะสามารถหาได้ง่าย ที่ติดไฟได้มาจากยางไม้

เธอรับคบไฟที่จุดสว่างมาถือเอาไว้ แล้วจึงเดินนำไป

โดยที่ไม่มีการพูดกัน ชั่วอึดใจ ปากทางเข้าช่องเขาขาดเริ่มชัดขึ้น จนกระทั่งมาหยุดยืนตรงปากทางเข้า ดูเหมือนว่างามมยุราจะมีความลังเลใจเล็กน้อย แต่แล้วก็ก้าวเดินเข้าไปอย่างช้า ๆ

ความมหัศจรรย์เริ่มปรากฏให้เห็น ผนังหินหยาบขรุขระสีน้ำตาลแดงอย่างที่มองเห็นในตอนกลางวัน ยามเมื่อกระทบกับแสงจากคบไฟที่เอียงไหวไปตามการเคลื่อนไหว อำนาจของการสะท้อนค่อนข้างชัดเจน ทำให้ดูราวกับว่านั่นคืออัญมณีมากมายที่ประกอบรวมกันกลายมาเป็นผนังทั้งสองข้าง

สาวใช้ทั้งสองคนได้แต่พากันกระพริบตาถี่ ๆ ตื่นตากับแสงระยิบระยับ

“อย่างกะเพชรพลอยแน่ะ แกว่ามั๊ย” บัวขอความเห็น

“ถ้าเป็นเพชรพลอยจริง ๆ ข้าว่าชาวบ้านเขาแกะไปขายหมดแล้วแหละ คนที่อื่นก็คงจะแห่กันมา อืม…แต่ว่าไปช่วงนี้เห็นเขาว่ามีคนในเมืองมาพร้อมกับลูกน้องกลุ่มใหญ่ เข้ามาอยู่ในหมู่บ้านเรา” แย้มพูดพลางเอามือไปลูบที่ผนัง

“กลุ่มนายศิลป์ธรมั้ง แกก็มาหลายครั้งแล้วนี่ เห็นว่ามาสำรวจป่าทำแผนที่อะไรนี่แหละ” บัวพูด

“ถ้าเป็นนายคนนี้ ชาวบ้านก็รู้สิ เขาจะมาลือกันทำไม เดี๋ยวข้าว่าจะไปสืบมาสักหน่อย เผื่อจะรู้อะไรดีดี” แย้มมีท่าทางว่าจะต้องรู้ให้ได้

“สองคนนี้เคยมาแถวนี้บ้างหรือเปล่า” เจ้านายที่เงียบอยู่เป็นนานถามขึ้นมา

“เพิ่งจะเคยมาเจ้าค่ะ” สองคนตอบเกือบจะพร้อมกัน แย้มขยายความต่อมา “ทางด้านนี้ปกติจะไม่ได้ที่เป็นสวนไร่นา พวกที่ไปหาของในป่า เห็นเขาเดินอ้อมไปอีกทาง ไม่เห็นมีใครพูดถึงว่ามีช่องเขาตรงนี้ สงสัยว่าจะไม่สะดวก”

“เรามาลองเล่นสนุกอะไรกันดีกว่า” หลังจากชวนแล้ว ผู้เป็นเจ้านายก็เอาด้ามคบไฟปักไว้ที่ซอกหินด้านขวามือ จากนั้นก็หย่อนตัวลงนั่งอย่างไม่กลัวว่าชุดสวยทะมัดทะแมงที่สวมอยู่จะเปื้อน

แย้มกับบัวหย่อนตัวลงนั่งบ้าง จะว่าไปแล้วทั้งนายและบ่าวต่างก็อยู่ในวัยสิบแปดสิบเก้าใกล้เคียงกัน ความร่าเริงเล่นสนุกยังคงมีอยู่ ในเรื่องความสนิทสนมกัน ต้องถือว่าเป็นมายาวนาน แม้ว่างามมยุราจะไม่ได้อยู่ที่นี่ตลอด ตั่งแต่มารดาแยกทางกันกับบิดาเมื่อเธออายุแปดขวบ เป็นเพราะมารดาไปแต่งงานมีครอบครัวใหม่ เธอจึงได้ไปอยู่กับบิดา ซึ่งมักทำงานอยู่ในสถาบันวิทยาศาสตร์ที่ต่างประเทศ ถึงจะได้ชื่อว่าอยู่ในการดูแลของบิดา แต่เขาก็ไม่มีเวลาให้กับเธอมากนัก อีกอย่างหนึ่งทั้งตัวเธอและเขาก็ไม่ใช่พวกที่มีความเห็นตรงกัน หรือจะมีความสนใจร่วมกันกับการงานหรือความบันเทิงจนต้องมาขลุกอยู่ด้วยกันทุกวัน

ดังนั้นเวลาส่วนใหญ่ของเด็กผู้หญิงวัยรุ่นในโลกที่ไม่กว้างนักอย่างสมัยนี้ จึงได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเดินทางไปตามที่ต่างๆ ทั่วทุกมุมโลก เท่าที่ความรู้สึกภายในจะพาไป นั่นเพราะดูจะเป็นหนทางเดียวที่จะไม่ทำให้ตนเองต้องมานั่งหมกมุ่นอยู่กับปมปัญหาซ้ำๆรอบตัว การเดินทางให้ความรู้สึกของอนาคต ทำให้ไม่มีเวลามานั่งคิดถึงอดีตและปัจจุบัน

แต่วัยเด็กที่นี่ตลอดเวลาแปดปีนั้นไม่เคยลืมเลือน ทุกครั้งที่กลับมาแม้เพียงไม่กี่วัน จะมีสองคนนี้มาเป็นคนช่วยทำงานบ้านและเป็นเพื่อนคุยเสมอ ครั้งหลังสุดนี้ก็สามปีที่จากบ้านที่เป็นภาพความทรงจำอันอบอุ่นแห่งนี้ไป

“อืม…ต่อไปนี้เราจะสร้างเหตุการณ์สมมติขึ้นมา ว่าเราพากันแอบมาค้นหาอะไรกันสักอย่าง” งามมยุราเริ่มไขข้อข้องใจให้ทั้งสองคนฟัง ถึงสาเหตุที่ต้องพากันเดินออกมาตอนกลางคืน

“คืออย่างนี้ กระเถิบมาใกล้ ๆ สิ สักสองสามวันที่ผ่านมา ฉันมองไปที่หน้าบ้านเรา เห็นเป็นเงาตะคุ่มเหมือนเป็นคน ลองสังเกตดูอีกวัน เป็นคนจริง ๆ คราวนี้ฉันลองเอากล้องส่องทางไกลส่องดู มองเห็นไม่ค่อยชัดและดูเหมือนเขาจะรู้ตัวหลบออกไปเสียก่อน ฉันมาลองคิดดูว่ามันดูแปลกอยู่ จะเป็นขโมยก็ไม่น่าใช่ เพราะชาวบ้านที่นี่ไม่มีใครนิสัยแบบนี้ มันน่าสงสัย อาจเป็นคนต่างถิ่นกลุ่มนั้นก็ได้ คิดอย่างนั้นไหม “

“ต้องใช่แน่ๆเลยเจ้าค่ะ” แย้มยืนยันมาอีกคน “วันนั้นแย้มเห็นคุณไปยืนคุยกับเขาด้วย เขามาทำอะไรกันหรือเจ้าคะ”

“ฉันเองก็ไม่ได้ไปรู้จักคนพวกนี้หรอก แค่คนเคยเห็นหน้ากันเท่านั้น คิดว่าเขามาสำรวจเมืองโบราณกัน เพราะก่อนหน้านี้ห่างจากที่นี่ไปในป่าลึกสักสิบกิโล เคยมีคนค้นพบวัตถุโบราณ แล้วก็เคยมีการแอบเข้ามาขุดกันหลายครั้งเหมือนกัน ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาได้อะไรกันมาบ้าง พอเรื่องนี้ดัง มีคนรู้มากขึ้น พวกเขาก็พยายามปิดเรื่องให้เงียบ หายกันไปนานจนคนในวงการเกือบลืม ดูท่าตอนนี้จะมีเหตุให้กลับมาสนใจทางด้านนี้กันอีก”

งามมยุรานั่งนิ่งไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินดูไปรอบ ๆ โดยมีบัวไปหยิบคบไฟและแย้มเดินเรียงมาอีกคนตามไปติด ๆ บนท้องฟ้าที่ครึ้มไปเมื่อสักครู่ ตอนนี้ฟ้าได้เปิดมองเห็นดาวบนฟ้าเหมือนเดิม แล้วก็ได้ที่เหมาะแห่งหนึ่งซึ่งดูเป็นเวิ้งกว้างประมาณเกือบสามเมตร ซึ่งจะเป็นจุดที่หักโค้งมา

งามมยุราบอกให้บัวเอาคบไฟไปเสียบไว้ที่แง่หินด้านหนึ่ง แล้วให้แย้มส่งกล่องเครื่องมือมา จากนั้นเธอได้ประกอบเครื่องมือพอใช้แทนเสียมขนาดเล็กได้ แล้วส่งให้บัวที่ดูแข็งแรงที่สุด

“ขุดตรงนี้นะ อืม..นั่นแหละ ดูแล้วตรงนี้ดินน่าจะนิ่มที่สุด ขุดแบบพอให้น่าสนใจก็พอ ไม่ต้องเอาจริงให้ได้ความลึกอะไร แล้วจากนั้นก็กลบเสีย” งามมยุราสั่ง

การสร้างสถานการณ์ให้คนลึกลับสะกดรอยตามมาดำเนินต่อไป มีเสียงคุยกันเบาๆ แว่วปลิวตามสายลมเอื่อย ๆ ชายลึกลับยังเฝ้าจับตามองอย่างไม่วางตา

แต่แล้วความรู้สึกของผู้ที่แอบสะกดรอยตามงามมยุราออกมาก็ต้องดับวูบ เมื่อมีของแข็งฟาดมาที่ศรีษะอย่างแรงโดยไม่มีคำเตือน และไม่มีโอกาสรู้ว่าเป็นใครที่ซ้อนรอยย่องกริบเข้ามา

เช้าวันหนึ่งอันแสนประหลาด
นักค้าวัตถุโบราณแปลกหน้า
สำรวจช่องเขาขาด
วางแผนเพื่อรู้ความลับ
จารึกโบราณของโลกียะ
เที่ยวป่า
ทีมสำรวจออกเดินทาง
ชายแปลกหน้าในความเลือนลาง
คัมภีร์อนันตภพเป็นจริง
เจ้าหญิงแห่งทักษิณายันนคร
พระแม่เจ้าบนจันทราคีรี
คีตะมิตรที่แสนดี
ทางลับเข้ามหาปราสาท
ความลับในปราสาท
ทางลอดใต้น้ำ
ความจริงที่น่าสะเทือนใจ
รัชทายาทนักรบ
งานเลี้ยงในท้องพระโรง
ดั่งนกในกรง
โลกียะส่งคนมาช่วย
พิธีเรียกดวงไฟ
ภาพฝัน
กลุ่มคนไม่น่าไว้วางใจ
เมืองโบราณใต้น้ำ
ความโหดร้ายในหุบเขาสัตตคีรี
ลูกน้องจอมทรยศ
ดร.วัลลภอยู่ในอันตราย
แม่เฒ่าผู้เฝ้าจันทราคีรี
ในสายตาของพระแม่เจ้า 
ห้องพิธีกรรม
หลงไปในอดีตกาล
ความตื่นเต้นของเจ้าหญิง
คำสัญญาของตรีศูล 
ล้วงความลับ
ภาพอนาคตอันน่าพิศวง  
เฝ้ามองจันทราคีรี
พิธีกรรมในคืนวันเพ็ญ
ตอนจบ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook