บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

มนต์ผีเสื้อ
ตอน ทักษิณายันนคร สาวิตรี : เขียน

5…จารึกโบราณของโลกียะ

เพียงหนึ่งอาทิตย์ที่งามมยุราได้ย้ายมาอยู่บ้านชนบทหลังเดิม หมู่บ้านช่องเขาขาดอันเงียบสงบ ตลอดระยะเวลาของความผูกพันและคิดถึง วิถีชีวิตอันเรียบง่ายท่ามกลางเพื่อนบ้านใจดี

เมื่อได้กลับมา ทุกอย่างยังคงเป็นเช่นเดิมทั้งวิถีชีวิตของผู้คนและสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ ทุกอย่างกำลังเป็นไปด้วยดี ถ้าไม่…

เธอไม่เคยคิดจริงๆ กลุ่มสำรวจเมืองโบราณกลุ่มนี้ เพียงได้พบเป็นครั้งแรก เธอรู้สึกเหมือนกับว่าความสุขสงบที่วาดไว้กลางอากาศ เป็นเหมือนฟองสบู่ แล้วได้แตกออกเป็นไอฝอยไปหมด

บางสิ่งบางอย่าง…เป็นความรู้สึกข้างใน สังหรณ์ซึ่งนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจ ความรู้สึกหวงแหนในทุกอณูของผืนดินผืนหญ้าและแมกไม้ทุกต้น เหล่านี้คลุกเคล้าไปกับความโหยหาบางอย่างที่เจือทั้งสุขและเศร้า อย่างที่ไม่สามารถอธิบายกับตนเองได้หมด นับวันจะทวีมากขึ้น

เธอค่อยย้อนคิด นับตั้งแต่วันแรกของการมาที่นี่ เรื่องราวประหลาดเริ่มเกิดขึ้นในวันรุ่งขึ้นที่ไปตื่นนอนกลางป่าบนพื้นหญ้าอันเปียกชื้นจากน้ำค้าง มาถึงวันนี้ยังไม่สามารถบอกกับตนเองได้ว่าเดินไปได้อย่างไรกัน หลังกลับมาถึงบ้าน ด้วยความข้องใจ สำรวจดูประตูบ้านและประตูห้องพบว่าน่าจะเป็นตัวเธอเองที่เปิดออกไปจริงๆ

จากวันนั้นเป็นต้นมา บางสิ่งบางอย่างในตัวเธอเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไป ในเวลามองเงาของตนเองในกระจก ความกลัวอย่างหนึ่งอุบัติขึ้นอย่างหาคำอธิบายอะไรไม่ได้ ความกลัวนั้นเกิดมาจากเกรงที่จะมองเห็นหน้าตาของตนเองไม่เหมือนเดิม

ไหนจะเสียงประหลาดที่ขับกล่อมมากับเสียงดนตรีธรรมชาติอย่างเสียงนกร้อง เสียงใบไม้กระทบกันยามต้องลม อะไรก็ไม่น่าหวั่นใจเท่ากับเสียงของผู้คนที่บางเวลาแว่วมาเหนือลม บางทีเป็นเสียงหัวเราะ บางทีร้องไห้ เสียงเหล่านี้ถ้าแทรกเข้าไปในยามหลับ ตอนเช้าที่ตื่นขึ้นมาจะเป็นเหมือนกับว่าตนเองได้ผ่านเหตุการณ์ใดมาก่อน แต่ในยามตื่นกลับลืมเลือน คงเหลือแต่เพียงรอยยิ้มติดกับริมฝีปากหรือไม่ก็รอยน้ำตาที่ยังชื้นอยู่ที่หางตา

แล้วยังมีกลิ่นหอมประหลาด กลิ่นเหมือนเครื่องหอมจำพวกธูปและกำยานในการประกอบพิธีกรรม กลิ่นหอมนั้นปะปนมากับกลิ่นหอมของเกสรดอกไม้ กลิ่นหอมรัญจวนแบบขรึมขลังแบบนี้มาจากที่ใด

งามมยุรานึกย้อนอดีตเข้าไปยังวัยเด็กเท่าที่ความทรงจำของตนเองจะพอมีอยู่ ใช่แล้ว… เธอพยายามรื้อฟื้นภาพที่เลือนลางนั้นกลับมา ครั้งหนึ่งเด็กหญิงตัวเล็กๆได้วิ่งเล่นเพลิดเพลินไกลจากบ้านจนเข้าไปในป่า

ความหวาดกลัวเป็นสิ่งที่ทำให้เธอจดจำเรื่องราวนี้ได้…

ในความทรงจำต่อมา ขณะที่กำลังร้องไห้เพราะกลับบ้านไม่ได้นั้น ได้มีชายตัวสูงใจดีคนหนึ่งเข้ามาปลอบโยนและจูงมือพากลับบ้าน อีกทั้งระหว่างทางยังได้พาไปเก็บมะม่วงและดอกกล้วยไม้สีเหลืองช่อใหญ่เป็นของเล่นติดมือกลับบ้าน

น่าประหลาดที่ความรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นจากอุ้งมือใหญ่แข็งแรงนั้นยังคงอยู่ ใบหน้าของชายคนนั้น

นึกได้แล้ว ! ชายคนนั้นคือคนเดียวกับที่เธอพบหลังจากตื่นขึ้นมา หลังจากไปนอนอยู่ด้านหลังช่องเขาขาดนั่นเอง

ว่าแต่ทำไมชายผู้นั้นจึงได้ดูเหมือนเดิมอย่างมิผิดเพี้ยน ในขณะที่ตัวเธอได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ตัวสูงขึ้นจนไม่ต้องมองแบบคอตั้งบ่าเหมือนเดิม

งามมยุราทิ้งความสงสัยไว้เพียงแค่นั้น พลางหันความสนใจกลับมายังกระดาษปึกหนึ่งบนโต๊ะ ข้อมูลเหล่านี้เพิ่งพิมพ์ออกมาจากเครื่อง ข้อมูลทั้งหมดเขียนเป็นภาษาอังกฤษ มีหน้าหนึ่งเป็นแผนที่ระบุสถานที่เด่นๆ ของเมืองโบราณค่อนข้างชัดเจน ส่วนหน้าอื่นๆ เป็นข้อความที่แปลออกมาจากหลักจารึกที่ค้นพบตามที่ต่างๆ

งามมยุราจัดเรียงข้อมูลเหล่านั้น แล้วเริ่มลงมืออ่าน

โลกียะ 2200 ปีก่อนคริสตกาล ( ประมาณ 4200 ปีมาแล้ว)

ในวันแห่งความเดียวดาย… ประโยคหนึ่งคล้ายกับลอยขึ้นมาจากหน้ากระดาษ เธอได้เริ่มอ่านจากตรงนี้

 

ในวันแห่งความเดียวดาย หลังจากเวลาได้ผ่านไปปีแล้วปีเล่า ทุกคนที่มีชีวิตอยู่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวในชีวิตข้า บัดนี้ทุกคนได้จากลาไปหมดสิ้นตามกาลเวลา ในเพลานี้ข้าจึงได้คิดหลายเรื่องอย่างลึกซึ้ง ในช่วงชีวิตของยอดคนบนบัลลังก์ ได้อุทิศเวลาไปกับการแสวงหาและรวบรวมอำนาจ อันนำไปสู่การคงไว้ซึ่งลาภยศแลทรัพย์สิน แต่มิว่าผู้ใดเห็นจะมิพ้นความตาย นั่นย่อมมิใช่ปลายทางของตัวข้า กษัตริย์ไตรภูมิผู้กรำศึก สุดท้ายต้องแพ้สังขารจากร่างกายตนเอง โอรสตรีศรูได้ครองบัลลังก์ต่อมา แม้จะองอาจแข็งแกร่งเป็นที่น่ายกย่อง แต่ช่วงชีวิตวัยหนุ่มกลับเศร้าหมองเพราะมนตราแห่งรัก เหล่านี้เป็นเรื่องราวของเชื้อพระวงศ์ของสัตตคีรีนคร ผู้อ้างเป็นเมืองเทวะ แล้วเมืองพระแม่เจ้าอย่างทักษิณายันนครของข้าเล่า….(ไม่สามารถอ่านข้อความส่วนนี้ได้ เพราะมีความเสียหายทำให้เหลือแต่ข้อความตอนท้าย)

 

…….ข้ายังคงตามหา ผู้ที่เป็นศรัทธาเพียงประการเดียวที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ อันเปรียบเสมือนดวงไฟที่จะนำทางให้ข้าและเหล่าผู้มีศรัทธา ให้กลับมานำทางเหมือนวันเวลาที่เคยเป็นมา

ตามข้อความที่ถอดออกมาจากภาษาโบราณ งามมยุราคล้ายคนต้องมนต์สะกดให้ทบทวนข้อความเดิมกลับไปกลับมา สัตตคีรีนคร ตรีศูล ทักษิณายันนคร ชื่อเมืองทั้งสองกับนามของกษัตริย์นักรบ

เสมือนลำแสงที่พุ่งปราดเข้าไปสว่างในก้นบึ้งของจิตใจ ความรู้สึกคุ้นเคยเกิดขึ้นเหมือนกับชื่อตัวละครในหนังสือที่เคยอ่านผ่านสายตามาก่อน แต่ว่าเธอเคยรู้จักมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

 

สัตตคีรีนครผู้อ้างเป็นเมืองเทวะ…

ทำไมเธอจึงรู้สึกเข้าใจความนัยของผู้เขียน

 

ทักษิณายันนครเมืองพระแม่เจ้า … แห่งจันทราคีรี

คำว่าจันทราคีรีติดออกมาจากริมฝีปากแผ่วเบา

 

จันทราคีรี… จันทราคีรี… จันทรา

แสงสว่างภายในห้องดูจะน้อยลงไป แต่ภายในใจของเธอกลับสว่างเป็นตรงกันข้าม…

เนื้อความเหล่านี้ผู้จารึกมีนามว่า… โลกียะ !

ทำไมจึงรู้สึกคุ้นกับชื่อนี้นัก….

เขาจารึกข้อความนี้ไว้บนแผ่นหินเมื่อ 4200 ปีที่แล้ว !

สี่พันสองร้อยปี …หญิงสาวครุ่นคิดถึงความยาวนาน ยุคสมัยนั้นเป็นมาก่อนยุคทองของอารยธรรมโบราณของเขมร อินเดีย และอียิปต์ งามมยุราเปิดดูหน้าถัดไปแบบคร่าวๆ

พบว่าหลายหน้าเป็นเนื้อความที่ถอดออกมาจากจารึกบนแผ่นหิน ของผู้มีนามว่าโลกียะทั้งสิ้น แล้วก็มีบางอย่างที่ทำให้ต้องนิ่งอึ้งไป หน้าแรกที่อ่านไปแล้ว โลกียะ 2200 ปีก่อนคริสตกาล ( ประมาณ 4200 ปีมาแล้ว) หน้าถัดมาเป็นโลกียะ 1500 ปีก่อนคริสตกาล( ประมาณ 3500 ปีมาแล้ว) โลกียะ 800 ปีก่อนคริสตกาล (2800 ปีมาแล้ว---ยังไม่พบ) โลกียะ 100 ปีก่อนคริสตกาล(ประมาณ 2100 ปีมาแล้ว) โลกียะ ค.ศ. 600 (ประมาณ 1400 มาแล้ว---ยังไม่พบ) และโลกียะ ค.ศ. 1300 (ประมาณ 700 ปีมาแล้ว)

ตำแหน่งที่พบจารึกระบุว่าเป็นสถานที่ใกล้กัน โดยพบในชั้นดินที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม มีบางอันแตกหัก บางอันมีรากของต้นไม้ขึ้นคลุมจนมองและอ่านแทบไม่ออก แต่ช่วงเวลาการเขียนในส่วนที่พบและเห็นได้ชัดเจนนั้น ได้บอกไว้ชัด

นี่จะเป็นไปได้อย่างไรกัน ที่มนุษย์คนหนึ่งที่ควรจะมีอายุไม่เกินหนึ่งร้อยปีจะมาเขียนจารึกเล่าเรื่องราวให้คนรุ่นหลังฟังอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายพันปี จากตัวเลขระยะห่างของเวลา เขาได้เขียนมันขึ้นมาในทุกรอบ 700 ปี อาจเป็นไปได้ที่ว่าเป็นการใช้นามเดียวกันในแต่ละยุคสมัย นั่นแสดงว่าโลกียะจะต้องเป็นบุคคลที่มีความสำคัญยิ่ง จึงทำให้หลายยุคสมัย นามของเขาจึงมีคนนำกลับมาใช้อย่างบ้าคลั่ง

และดูเหมือนว่าคนที่ค้นพบจารึกนี้และทำการศึกษาอย่างจริงจังเขาก็คิดอย่างนี้เหมือนกัน แต่ได้มีความขัดแย้งบางประการที่ต้องกล่าวเอาไว้ คือได้มีข้อสมมติฐานอันแปลกประหลาดว่าเป็นโลกียะคนเดียวกันที่เขียนจารึกเหล่านี้ ดังนั้นเพื่อเป็นเอกลักษณ์ในเวลาอ้างถึง จึงมีคนวงเล็บท้ายชื่อโลกียะว่า โลกียะ(ผู้ไม่มีวันตาย) นอกจากนี้ยังได้พบว่าโลกียะเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องดาราศาสตร์ โดยแผ่นจารึกแต่ละอันของเขาได้ระบุการเปลี่ยนตำแหน่งของดวงดาวบนท้องฟ้า

ถัดจากหน้าแรก หญิงสาวเริ่มอ่านช้า ๆ เพื่อซึมซับทุกข้อความ

 

โลกียะ 1500 ปีก่อนคริสตกาล( ประมาณ 3500 ปีมาแล้ว)

ประหนึ่งเทพเจ้าพิโรธให้ฟ้าถล่มดินทะลาย แผ่นดินแยกสะเทือน ฝนเทกระหน่ำลงมาหลายวันคืน มหาอาณาจักรแห่งใหม่ที่กำลังก่อร่าง ถึงคราจักต้องถึงกาลพิบัติก่อนเวลาอันควร ดินแดนที่ต้องมนต์คำสาป บัดนี้ได้กลายเป็นเส้นทางน้ำ ปราสาทหนุมานกับปรางค์เศียรเทวะต้องจมอยู่ในมหานทีอีกครา ผู้คนนับหมื่นถูกดินโคลนพัดพากลบทับเสมือนเป็นเครื่องสังเวยแก่เทพเจ้าผู้กระหายความตาย ความผิดพลาดนั้นเกิดมาจากมิรู้ฤกษ์ยาม พิธีกรรมอันแปลกประหลาดอันเป็นสันดานหยาบช้าที่ติดตัวพวกมันมา ได้ทำลายพวกมันเอง มหานครที่เคยร้าง บ้านที่ไม่ใช่ของพวกมัน ใช่ว่าจะยึดครองกันโดยง่าย

หลังน้ำท่วมใหญ่ แทบไม่เหลือพื้นดินดีให้เพาะปลูก เมล็ดพันธุ์พืชที่ต่างเก็บฝังไว้กินไว้ปลูกเป็นอันเสียหายหมดสิ้น บ้านเรือนไม่มีให้อยู่อาศัย กำแพงเมืองเดิมพังทะลาย เมืองที่สร้างใหม่ย่อยยับไปเสียแต่ทีแรก ซ้ำร้ายโรคร้ายจากซากศพจมโคลนกลับคร่าชีวิตคนอีกไม่น้อย

ความระทมทุกข์ครานี้ล้วนตกอยู่ในสายตาที่ทอดลงไปมองของพระแม่เจ้า ขุนเขายังสูงตระหง่านโอบล้อม เลือดเนื้อและวิญญาณของผู้คนจักทำให้แผ่นดินงอกงาม คงอีกนับร้อยปีที่เส้นน้ำจะแปรเปลี่ยน หรืออาจจะเป็นเช่นนี้ไปตลอดกาลถ้านั่นเป็นความประสงค์…

โลกียะ ค.ศ 1300 (ประมาณ 700 ปีมาแล้ว)

…..ไปทางทิศตะวันออก ข้าต้องพบกับความประหลาดใจยิ่งนัก อาณาจักรใหม่ท่ามกลางพงไพร ใกล้กับทะเลสาบใหญ่อันอุดม เสียงเคาะแผ่นหิน เสียงช้างม้า ปราสาทเศียรเทวะได้ปรากฏขึ้นอีกครา……………………พวกเขาเพาะบ่มความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย ด้วยว่าก้อนศิลาที่เรียงกันตามแบบนิมิตของนิวาสถานของเทพเจ้า จักสามารถดูดกลืนแสงแห่งวิญญาณ คงไว้ซึ่งความเป็นนิรันดรกาล แต่หารู้ไม่ว่า เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป ก้อนศิลาที่ผุพัง จักกลายเป็นที่คุมขัง ………….

………………… ข้าทาสบริวาร ………. สงคราม ….. นกแร้งนับหมื่นบินร่อนบนท้องฟ้า

ทักษิณายันนคร ………. แห้งแล้งล้มตาย ….. ผีเสื้อจักโบยบิน ……………… ความอุดมสมบูรณ์จักเกิดขึ้น

นอกจากนี้ยังมีจารึกที่ถอดความแล้ว ระบุแหล่งที่มาต่างจากอันอื่น และยังไม่พบว่าเป็นใครเขียนจารึกนี้ไว้ มีเขียนไว้ว่าเป็นจารึกที่จมอยู่ในน้ำ ภายในวิหารแห่งหนึ่ง ตรงบริเวณใกล้กับส่วนที่สันนิษฐานว่าคือจันทราคีรี

ปีที่สิบหก ขึ้นสิบห้าค่ำ

ต้นฤดูอันเหน็บหนาว หนึ่งคนอยู่ อีกหนึ่งวางวาย ผีเสื้อผู้มลาย โบยบินสู่สรวงสวรรค์

ปีที่สิบเจ็ด ขึ้นสิบห้าค่ำ

ดอกรักเบ่งบาน ยามต้องน้ำค้าง หวั่นว่าไม่นานจักพลันสลาย ต้นไม้ต้องเติบใหญ่ ด้วยรากแห่งตน

ปีที่สิบแปด ขึ้นสิบห้าค่ำ

กระแสลมเปลี่ยนทิศ จากเหนือย้อนใต้ เภทภัยกล้ำกราย ทุ่งหญ้าแหวกไหวตามลม

และข้อมูลชุดสุดท้าย มีเอกสารอีกหนึ่งชุด เขียนบนหัวกระดาษว่า วิเคราะห์พิธีกรรมปลดปล่อยผีเสื้อ จากการรวบรวมข้อมูลพบว่ามีประเด็นน่าสนใจ คาดว่าเป็นพิธีกรรมบูชายัญมนุษย์ ซึ่งจากเดิมพิธีการเซ่นสังเวยที่พอพบเห็นกันได้ จะเป็นการบูชายัญเทพเจ้าด้วยชีวิตและเลือดของสัตว์ หลักฐานในการวิเคราะห์มี 3 ส่วนคือ

  1. ข้อความจากศิลาจารึกของสัตตคีรีนคร ซึ่งถูกค้นพบเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ขณะนี้ถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่ง เนื้อหาที่เกี่ยวข้องคือ
  2. “…พิธีบูชายัญโดยใช้มนุษย์เป็นเครื่องสังเวย ในปีอธิกสุรทิน วันเพ็ญแรกของต้นฤดูหนาว พระแม่เจ้า… เทพสูงสุดของทักษิณายันนคร จักต้องการชีวิตและวิญญาณของผู้ภักดีต่อเจ้าหญิงแห่งทักษิณายันนคร ผู้เป็นตัวแทนของเธอ ในพิธีกรรมปลดปล่อยผีเสื้อ…

    ….ช่วงสุดท้ายของความรุ่งเรืองแห่งศรัทธาต่อพระแม่เจ้า เจ้าหญิงผู้มีใจเมตตาและมีใจรักต่อองค์กษัตริย์ตรีศูล ได้หลบหนีจากเมือง หลังตกปากรับคำการอภิเษกสมรสกับพระองค์ เหตุเพราะไม่ต้องการประกอบพิธีกรรมอันโหดเหี้ยมผิดมนุษย์เช่นนี้อีกครั้ง องค์เทวะทรงมีพระเมตตาอภัยต่อนาง ที่แล้วมามิใช่ความผิดของนาง เวลาต่อมาทักษิณายันนครได้รวมเป็นแผ่นดินเดียวกับสัตตคีรีนคร”

  3. ข้อความในศิลาจารึกของโลกียะ (ผู้ไม่มีวันตาย)
  4. โลกียะ 2200 ปีก่อนคริสตกาล ( ประมาณ 4200 ปีมาแล้ว)

    ในวันแห่งความเดียวดาย หลังจากเวลาได้ผ่านไปปีแล้วปีเล่า ทุกคนที่มีชีวิตอยู่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวในชีวิตข้า บัดนี้ทุกคนได้จากลาไปหมดสิ้นตามกาลเวลา ในเพลานี้ข้าจึงได้คิดหลายเรื่องอย่างลึกซึ้ง ในช่วงชีวิตของยอดคนบนบัลลังก์ ได้อุทิศเวลาไปกับการแสวงหาและรวบรวมอำนาจ อันนำไปสู่การคงไว้ซึ่งลาภยศแลทรัพย์สิน แต่มิว่าผู้ใดเห็นจะมิพ้นความตาย นั่นย่อมมิใช่ปลายทางของตัวข้า กษัตริย์ไตรภูมิผู้กรำศึก สุดท้ายต้องแพ้สังขารจากร่างกายตนเอง โอรสตรีศรูได้ครองบัลลังก์ต่อมา แม้จะองอาจแข็งแกร่งเป็นที่น่ายกย่อง แต่ช่วงชีวิตวัยหนุ่มกลับเศร้าหมองเพราะมนตราแห่งรัก เหล่านี้เป็นเรื่องราวของเชื้อพระวงศ์ของสัตตคีรีนคร ผู้อ้างเป็นเมืองเทวะ แล้วเมืองพระแม่เจ้าอย่างทักษิณายันนครของข้าเล่า….

  5. บทเพลงพื้นบ้าน “บทเพลงเจ้าหญิงผู้เลี้ยงผีเสื้อ” ขับร้องในงานประเพณีเลือกคู่ตามแบบโบราณของชนเผ่าบริเวณชายขอบของป่า

เจ้าหญิง…เจ้าหญิง…เจ้าหญิงผู้เลี้ยงผีเสื้อ

ผีเสื้อ…ผีเสื้อ…ผู้ดูแลสรรพสิ่งในป่า

ผีเสื้อ…ผีเสื้อ…ผีเสื้อของเจ้าหญิง

อนิจจา…อนิจจา..เจ้าหญิงเปิดรังผีเสื้อไม่ได้

เจ้าหญิงต้องการผู้กล้า…มาปลดปล่อยผีเสื้อ

ใครกันหนอ…อยู่ที่ไหนกัน

พบแล้ว…ใครคนนั้น

ผู้คนรื่นรมย์…ป่าอุดมสมบูรณ์

เฮ…เฮ…เฮ…เรามาช่วยกัน

ข้าเป็นผู้กล้าๆ ข้าเป็นผู้ภักดีๆ เลือกข้าสิ ๆ (ซ้ำ)

หญิงสาวเอย…หญิงสาวเอย…ถ้าไม่มีผู้กล้ามาเป็นคู่

จะเป็นดังเจ้าหญิง…เจ้าหญิงถูกลงทัณฑ์…ในวันไม่มีผู้กล้า

ประเด็นหลักฐานที่ขัดแย้งกัน

ศิลาจารึกของสัตตคีรีนคร ซึ่งค้นพบเมื่อ 30 ปีที่แล้ว กล่าวว่าเจ้าหญิง ผู้มีใจเมตตาและมีใจรักต่อองค์กษัตริย์ตรีศูล ได้หลบหนีจากเมือง หลังตกปากรับคำการอภิเษกสมรสกับพระองค์

ขณะที่จารึกของโลกียะ(ผู้ไม่มีวันตาย) เพิ่งค้นพบใหม่ กล่าวว่า โอรสตรีศรูได้ครองบัลลังก์ต่อมา แม้จะองอาจแข็งแกร่งเป็นที่น่ายกย่อง แต่ช่วงชีวิตวัยหนุ่มกลับเศร้าหมองเพราะมนตราแห่งรัก

ข้อสงสัยจึงมีอยู่ว่าทำไมองค์กษัตริย์ตรีศูลจึงต้องเศร้าใจในเมื่อสมหวังกับความรัก ? หรือว่าเจ้าหญิงแห่งทักษิณายันนครไม่ใช่หญิงสาวที่พระองค์ต้องการ ? หรือว่าเจ้าหญิงไม่ได้อภิเษกสมรสกับพระองค์ ? (ข้อความในจารึกไม่ได้กล่าวถึงงานอภิเษกสมรส บอกแต่เพียงว่าเจ้าหญิงตกปากรับคำ และต่อมาทักษิณายันนครก็รวมเป็นส่วนหนึ่งของสัตตคีรีนคร)

สรุปการวิเคราะห์จากหลักฐานทั้ง 3 ชุด

  1. ทักษิณายันนครมีพิธีกรรมบูชายัญด้วยชีวิตมนุษย์เรียกว่า พิธีกรรมปลดปล่อยผีเสื้อ เพื่อบูชาพระแม่เจ้า เทพเจ้าสูงสุดของทักษิณายันนคร พิธีกรรมนี้จัดขึ้นในวันเพ็ญแรกช่วงต้นฤดูหนาว ในปีอธิกสุรทิน
  2. เจ้าหญิงแห่งทักษิณายันนคร คือตัวแทนพระแม่เจ้าในการประกอบพิธีกรรม ในวันพิธีจะต้องมีผู้กล้าหรือผู้ภักดีหนึ่งคนเข้าร่วมพิธีด้วย คนผู้นี้เองที่จะต้องมอบทั้งชีวิตและวิญญาณให้กับพระแม่เจ้า
  3. คาดว่าการประกอบพิธีกรรมครั้งแรกของเจ้าหญิงประสบผลตามคาดหมาย แต่ครั้งต่อมาไม่ประสบผล จึงมีความเป็นไปได้สำหรับเส้นทางชีวิตของเจ้าหญิงดังนี้ เจ้าหญิงหลบหนีไปสัตตคีรีนคร เป็นการยุติพิธีกรรมที่จันทราคีรี (ทักษิณายันนคร)โดยสิ้นเชิง หรือเจ้าหญิงถูกลงทัณฑ์เพราะไม่มีผู้กล้าหรือผู้ภักดีเข้าร่วมพิธี หรืออื่น ๆ

เช้าวันหนึ่งอันแสนประหลาด
นักค้าวัตถุโบราณแปลกหน้า
สำรวจช่องเขาขาด
วางแผนเพื่อรู้ความลับ
จารึกโบราณของโลกียะ
เที่ยวป่า
ทีมสำรวจออกเดินทาง
ชายแปลกหน้าในความเลือนลาง
คัมภีร์อนันตภพเป็นจริง
เจ้าหญิงแห่งทักษิณายันนคร
พระแม่เจ้าบนจันทราคีรี
คีตะมิตรที่แสนดี
ทางลับเข้ามหาปราสาท
ความลับในปราสาท
ทางลอดใต้น้ำ
ความจริงที่น่าสะเทือนใจ
รัชทายาทนักรบ
งานเลี้ยงในท้องพระโรง
ดั่งนกในกรง
โลกียะส่งคนมาช่วย
พิธีเรียกดวงไฟ
ภาพฝัน
กลุ่มคนไม่น่าไว้วางใจ
เมืองโบราณใต้น้ำ
ความโหดร้ายในหุบเขาสัตตคีรี
ลูกน้องจอมทรยศ
ดร.วัลลภอยู่ในอันตราย
แม่เฒ่าผู้เฝ้าจันทราคีรี
ในสายตาของพระแม่เจ้า 
ห้องพิธีกรรม
หลงไปในอดีตกาล
ความตื่นเต้นของเจ้าหญิง
คำสัญญาของตรีศูล 
ล้วงความลับ
ภาพอนาคตอันน่าพิศวง  
เฝ้ามองจันทราคีรี
พิธีกรรมในคืนวันเพ็ญ
ตอนจบ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook