บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

มนต์ผีเสื้อ
ตอน ทักษิณายันนคร สาวิตรี : เขียน

10…เจ้าหญิงแห่งทักษิณายันนคร

จวบจนกระทั่งเสียงกลองศึกค่อยราไป ประหนึ่งว่าฝุ่นควันจากเกือกม้าค่อยจางหาย จันทรากลับขึ้นหลังม้า ไม่มีกิจอันใดต้องรีบร้อน จากหน้าผาด้านนี้สามารถไปตามเส้นทางผ่านป่าที่ลาดต่ำลงไป จากนั้นจะอ้อมผ่านจันทราคีรี ความสำราญใจดูจะผ่านไปเร็วดั่งใบไม้ที่ปลิวไปตามลม แม้จะค่อยขยับห่างออกมาจากที่เดิมได้พักใหญ่ แต่ความคับข้องใจที่จำเป็นจะต้องเข้าใจยังคงรบกวนจิตใจอยู่

แทบไม่รู้สึกตัว…โดยไม่ได้ใส่ใจสิ่งรอบข้าง พอพ้นแนวต้นไม้ออกมา เสียงฝีเท้าม้าเคาะดังกังวานบนลานหินกว้าง สิ่งที่โดดเด่นและดูเหมือนขยับเข้ามาใกล้ทุกขณะคือภูเขาหินเกลี้ยง จากฐานกว้างค่อยแคบสูงขึ้นไปด้านบน

จันทราแหงนหน้าขึ้นไปมองยอดสูงด้านบน บนนั้นมีคูหาเล็กห้องหนึ่ง ซึ่งเป็นปลายทางของบันไดคดเคี้ยวภายในภูเขาหิน

เธอหยุดม้าแล้วแหงนมองขึ้นไปด้วยสายตานิ่งสนิทราวกับจะให้สิ่งที่ไกลเกินสายตานั้นมาปรากฏอยู่ตรงหน้า รูปปั้นพระแม่เจ้าแห่งจันทราคีรี….

ไม่มีใครจะหยั่งรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ คงมีแต่เพียงริมฝีปากที่เม้มเล็กน้อย พร้อมกับอาการตื่นจากภวังค์ของความขลัง ที่เป็นเหมือนรัศมีครอบคลุมอาณาบริเวณลานหินกว้างรอบจันทราคีรี

ยามดวงตะวันอาบฟ้า แสงจันทราจะซ่อนเร้น… ประโยคนี้ผุดขึ้นในใจ

จันทราคีรีอยู่ในลักษณะเช่นนี้มายาวนาน ผ่านมาหลายชั่วอายุคน พระแม่เจ้าเป็นผู้ดูแลปกป้อง และสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ต้นไม้ในป่า กับทุกสรรพสิ่งที่ต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ก่อนหน้านี้เธอเคยมั่นใจว่าแสงจันทราที่ซ่อนเร้นนี้ จะสามารถรุกคืบและแผ่ปกคลุมไปถึงเบื้องล่าง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้กลับสั่นคลอนความเชื่อมั่นอันนี้

นับวันพวกที่ถือดาบกวัดแกว่งอยู่ท่ามกลางแสงตะวันจะมีอำนาจฮึกเหิมมากขึ้น

 

แท้ที่จริงแล้วแสงจันทราคือแสงแห่งดวงอาทิตย์… ปราชญ์แห่งราชสำนักสัตตคีรีนครบอกกับผู้คนเยี่ยงนี้ พวกเขาต้องการรวบรวมผู้คนด้วยการทำลายศรัทธาของผู้คนที่เคยมีต่อแสงจันทราและจันทราคีรี

จากการที่เจ้าหญิงเก็บตัวอยู่แต่ภายในห้องศิลาเสียนาน…ความยาวนานมากนั้นเกิดกับความรู้สึกของเธอ เธอจึงไม่รู้เลยว่าบรรดาผู้คนที่ศรัทธาต่อจันทราคีรีนั้น ยังคงเป็นเช่นเดิมหรือไม่ ก่อนหน้านี้เธอรู้มาว่ามีคนจำนวนหนึ่งทั้งยินยอมและถูกบังคับ พวกเขาพากันลงไปอยู่ที่สัตตคีรีนคร ไปเป็นข้าทาสบริวารของกลุ่มคนที่สถาปนาตนเองขึ้นมาเป็นชนชั้นสูง ผู้ที่บอกกับคนอื่นว่าได้รับอำนาจการปกครองมาจากองค์เทวะบนสรวงสวรรค์ พวกเขาสร้างศิลาสถานอันศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาดั่งเนรมิต

สถานที่นั้นเรียกว่า ปราสาทหนุมาน และปรางค์เศียรเทวะ กล่าวกันว่าเป็นการจำลองแบบมาจากสถานที่จริงบนสรวงสวรรค์ ผิดแผกกันตรงที่ปราสาทหนุมานกับปรางค์เศียรเทวะต้นแบบอยู่ที่ริมขอบของมหาสมุทร แต่ที่อยู่ตรงศูนย์กลางของสัตตคีรีนครนั้นอยู่กลางมหานที บริเวณที่บรรจบกันของลำธารใหญ่สองสายและเกิดเป็นเวิ้งน้ำล้อมรอบสันดอนขนาดใหญ่ ซึ่งได้ใช้เป็นสถานที่ก่อสร้าง

เรื่องราวของจันทราคีรีกับสัตตคีรีนคร ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงอายุของเจ้าหญิง แต่เป็นเรื่องที่เป็นมายาวนานแล้ว มีหลายเรื่องราวที่ได้แค่เพียงผ่านในความทรงจำ นั่นเป็นเพราะความเยาว์วัยของเจ้าหญิง แม้จะได้รับฟังมาก่อน แต่มีเรื่องราวมากมายที่ยังไม่กระจ่าง ถ้าจะเริ่มความทรงจำที่ปะติดปะต่อได้แจ่มชัด ต้องนับจากวันหนึ่ง…

วันที่จันทราได้พบกับบุรุษผู้หนึ่งนามว่าเวคิน ผู้ที่มอบคัมภีร์อนันตภพ ผู้ที่ไม่ยอมให้เธอเรียกเขาว่าพระอาจารย์ เขาต้องการให้เด็กน้อยมองเขาอย่างมิตร ในเวลานั้นเธอมีอายุเพียงสิบขวบ แต่ละครั้งที่พบกัน เขาจะมีเรื่องราวมาเล่าให้ฟังจากสิ่งที่เขาพบเห็นมาจากทุกหนทุกแห่ง

เขาพูดและเล่าเรื่องราวต่างๆ โดยไม่คิดและใส่ใจว่าเด็กอายุสิบขวบที่ตั้งใจฟังตาใสจะเข้าใจหรือไม่ ความพึงใจสำหรับการเป็นผู้ฟังอยู่ที่น้ำเสียงและถ้อยสำเนียงอันไพเราะน่าฟัง

ท่านพูดให้ข้าฟังอีกได้ไหม

ท่านเจออะไรบ้าง

ทำไมจึงมีคนคิดทำลายคัมภีร์อนันตภพ

ท่านคิดจะไปที่ใดอีกหรือไม่

ยังมีตัวข้าอยู่อีกสถานที่หรือ

ยังคงมีอีกนับร้อยคำถามที่เธอภาคภูมิใจ เพราะได้รับคำชมว่าเป็นนักตั้งคำถามที่เก่งกาจ (ถึงแม้จะไม่เข้าใจคำตอบก็ตาม)

แต่มีคำถามหนึ่งซึ่งเป็นการถามครั้งสุดท้าย เขาไม่ตอบคำถามนี้ คงมีแต่รอยยิ้มอย่างสงบ

ข้าจะได้พบกับท่านอีกหรือไม่ !

เรื่องราวของสัตตคีรีนคร เรื่องราวของจันทราคีรี เรื่องของคนในแต่ละกลุ่มบ้านของทักษิณายันนคร เรื่องราวของผู้คนในแดนไกล เรื่องความคิดของผู้ปกครองสัตตคีรีนครที่อ้างตนเองว่าได้รับอำนาจจากองค์เทวะ อีกนับร้อยนับพันเรื่องที่เวคินถ่ายทอดให้กับเจ้าหญิง ทุกสิ่งเกิดมาจากประสบการณ์และความทรงจำทั้งหมดที่เขามี

ความจริงคำตอบที่ว่าเธอจะได้พบกับเขาอีกไหม ตัวเธอเองน่าจะรู้แก่ใจดี เพราะเป็นความผิดพลาดร้ายแรงที่เธอไม่คิดให้อภัยตนเอง ความผิดอันนี้ทุกคนบอกว่าคือความเหมาะสมถูกต้อง ผลจากสิ่งที่เธอคิดว่าเป็นความผิดคือการได้รับการสรรเสริญยกย่อง

นับจากวันนั้นเมื่อสี่ปีที่แล้ว วันพิธีกรรมปลดปล่อยผีเสื้อ เขาคือผู้ภักดีที่เสนอตัวเข้าร่วมพิธีกรรม วันนั้น…คือวันที่เวคินหายลับไป หลังจากนั้นทุกสิ่งในคัมภีร์อนันตภพได้กลืนมาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเจ้าหญิง เหมือนกับที่ครั้งหนึ่งคัมภีร์อนันตภพได้กลืนไปกับเวคิน

ดังนั้นในเวลาต่อมา ทุกครั้งที่เธอนึกถึงเขา ภาพที่เห็น เวคินกับรอยยิ้มสงบเยือกเย็น แววตาเรียบนิ่ง เขาพึงใจกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น นั่นคือสิ่งที่ถูกต้องแล้ว…

จันทราละจากความคิดคำนึง บริเวณนี้ใกล้กับที่พำนักของบิดา นานพอควรแล้วที่เธอไม่ได้แวะผ่านมาทางนี้ ถึงอย่างนั้นก็มักจะได้ยินคนพูดถึงเขา ซึ่งเป็นไปในทางร้าย

อาจเป็นเพราะความเคยชิน ในเวลามีเรื่องที่ต้องคิดและต้องการอยู่คนเดียว เธอมักจะมาหยุดนั่งอยู่ตรงนี้ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ธารน้ำอุ่นด้านหลังจันทราคีรี บิดาเคยบอกว่าข้างใต้บริเวณนี้มีหินร้อน ความร้อนจากใต้พิภพมีผลให้ธารน้ำบริเวณนี้กลายเป็นธารน้ำอุ่น

พร้อมกับความคิด จันทราค่อยเดินก้าวไปตามก้อนหินที่ไม่เปียกน้ำ ที่พำนักของโลกียะอยู่ห่างไปไม่กี่ก้าว ในห้องใต้จันทราคีรี

เธอยืนลังเลครู่หนึ่ง ฉับพลันภาพในวัยเด็กผุดเข้ามาในความทรงจำ เด็กหญิงคนหนึ่งแววตากลมใส เงยหน้าขึ้นไปมองผู้ชายตัวสูงใหญ่ที่ใจดีเป็นที่สุด ขณะนั้นเขากำลังมองหาอะไรบางอย่างแบบหน้านิ่วคิ้วขมวด เขาหันมามองทางเจ้าหญิงน้อยหลายครั้ง แต่ไม่ได้พูดอะไร สักครู่หนึ่งเขาตัดสินใจถามเด็กน้อยจอมซนว่าเห็นโถน้ำสีแดงไหม เด็กน้อยอึกอักก่อนรับสารภาพออกมาเสียงอ่อย

“ข้าหิวน้ำก็เลยเอามากิน บิดาคงไม่หวง”

ตอนนั้นบิดาทำหน้าตาน่ากลัวยิ่งนัก เด็กน้อยกลัวว่าเขาจะโกรธจริงๆ ค่อยๆ เดินไปหยิบเอาโถเปล่าที่แอบซ่อนเอาไว้ มาส่งคืนให้ พร้อมกับตาแดงๆ อย่างสำนึกผิด

“เด็กน้อยของข้า ดื่ม…ดื่มขึ้นไปจริงหรือ” เสียงของบิดาแหบพร่า เขาไม่สามารถทรงตัวให้ยืนอยู่ได้ ใบหน้าของเขาดูบิดเบี้ยว มีน้ำตาไหลลงมาเป็นทาง

“บิดาร้องไห้ทำไมกัน เดี๋ยวข้าหามาเติมให้ใหม่ ข้าทำผิด ไม่ได้ขอบิดาก่อน” เจ้าหญิงน้อยใจเสีย เอื้อมมือเล็กป้อมไปเช็ดน้ำตาให้โลกียะ

“ข้าผิดเอง…ข้าผิดเอง เป็นความผิดของข้า ข้าไม่เก็บตัวยาที่มีพิษเอาไว้ในที่ปลอดภัย แล้วนี่จะทำอย่างไร” โลกียะพูดแบบคร่ำครวญไม่หยุด “เป็นเวรกรรมอันใดหนอ ข้าเพียรสกัดยารักษาโรคเพื่อรักษาผู้คน ผลงานที่ข้าภาคภูมิใจนักหนา ทำไม…ทำไมวันนี้ข้าจึงได้ทำร้ายเจ้าหญิงน้อยผู้เป็นดวงใจของข้า ได้โปรดเถิด…”

เจ้าหญิงน้อยจับตัวโลกียะไว้อย่างปลอบใจ อีกมือหนึ่งลูบหลังเขาเบาๆ ตอนนี้บิดาดูตัวเล็กเท่ากับเธอ

“ข้ากินยาที่มีพิษหรือ เป็นแบบไหนกัน กินแล้วร้อนอยากอาบน้ำใช่ไหม อยากอาบน้ำ บิดาพาข้าไปอาบน้ำได้ไหม” เด็กน้อยเอาตัวร้อนๆ มากอดเขาไว้

โลกียะเริ่มมีสติขึ้นมา นอกจากตัวร้อนแล้ว ไม่มีอาการอื่นใดที่แสดงว่าจะได้รับอันตราย

“เจ้าหญิงน้อยของข้า ดื่มน้ำสีแดงไปนานเท่าใดแล้ว” โลกียะถามด้วยแววตามีความหวัง

“ข้าดื่มมานานแล้ว ตั้งแต่วิ่งเข้ามา แล้วบิดาอยู่ข้างนอก แล้วมีอีกอย่างที่ข้าจะบอก ข้าไม่ได้ดื่มโถเดียว ยังดื่มโถนั้นอีกเล็กน้อย…” เจ้าหญิงน้อยยังเจื้ยวแจ้วไปตามประสาเด็ก โลกียะเริ่มมองเห็นแสงสว่าง เจ้าหญิงน้อยดื่มยาตัวนั้นจนหมดโถ ยังไม่มีอาการปวดท้องสักนิด โดยปกติแล้วเพียงชั่วอึดใจ จะต้องมีอาการปวดท้องทุรนทุรายแล้ว

เขาใช้สองมือจับตัวเจ้าหญิงน้อยมาดูให้ชัด ๆ

“ฮ่า…ฮ่า…ฮ่า ! มหัศจรรย์ มหัศจรรย์จริงๆ” โลกียะหัวเราะขึ้นมาราวกับคนบ้า “พระแม่เจ้าทดสอบจิตใจข้า พระแม่เจ้าเล่นตลกกับข้า เจ้าหญิงน้อยจะเป็นอะไรไปได้อย่างไร” โลกียะยกเด็กน้อยขึ้นลอยจากพื้น หมุนไปมารอบห้องอย่างดีใจสุดขีด เด็กน้อยได้แต่หัวเราะเอิ้กๆ

“มานี่มา…ก่อนจะไปอาบน้ำ จะต้องกินน้ำอันนี้ก่อน” โลกียะวางตัวเด็กน้อยลง แล้วไปหยิบเอาน้ำนมผสมกับผงอะไรบางอย่าง คนรวมกันในแก้วใบใหญ่ แล้วส่งให้ดื่มให้หมด เจ้าหญิงน้อยรับมาดื่มแต่โดยดี เพราะต้องการเอาใจเขา

ห้องใต้จันทราคีรีในวันนี้ไม่ต่างจากวันเก่าๆ เท่าใดนัก บิดายังสาละวนอยู่กับการคิดค้นสิ่งต่างๆรอบตัวทั้งพืชชนิดต่างๆ และสินแร่ที่เขาให้คนไปดั้นด้นหามา

“เจ้าหญิง..” โลกียะเหลือบมาเห็น ท่าทางเขาดูอิดโรย

“บิดาไม่ได้พักผ่อนเลยหรือ” เจ้าหญิงถามอย่างห่วงใย

โลกียะหลบตา ท่าทางของเขาเหมือนคนกำลังจับไข้ ซึ่งตัวเขาเองรู้ดีว่าความทุกข์ทรมานนั้นบ่มอยู่ภายใน ตอนนี้เขาคิดแต่เพียงว่าจะเยียวยาตนเองอย่างไร

“ข้าคิดว่าจะย้ายไปอยู่ที่พระราชวังเก่า ซ่อมแซมเอาไว้เสียนาน ที่นั่นกว้างขวาง สามารถนำของรกรุงรังเข้าไปได้มาก” โลกียะบอกกับเธอ

จันทรารู้สึกใจหาย เริ่มรู้สึกว่าความเปลี่ยนแปลงเริ่มคืบคลานมาถึงตัวเธอทุกเรื่อง การที่เธอเรียกเขาว่าบิดา เพราะว่าเธอโตมากับเขา เขาคือคนที่ปกป้องคุ้มครองตั้งแต่เธอจำความได้ เป็นเขาที่ไม่ใส่ใจในคำทำนาย ว่าเธอคือผู้ที่กำเนิดมาพร้อมกับยุคที่สูญสลายของทักษิณายันนคร อันเป็นเหตุให้กษัตริย์พ่อและพระมารดา ยกทารกน้อยที่เพิ่งกำเนิดขึ้นมา ให้เป็นตัวแทนของพระแม่เจ้า เพื่อแก้ไขให้ทุกอย่างดีขึ้น นับจากนั้นเป็นต้นมา เธอได้ถูกนำมาเลี้ยงดูที่พระราชวังศิลา โดยมีแม่นมซึ่งเป็นคนมาจากกลุ่มบ้านต่างๆ ช่วยกันเลี้ยงดู ส่วนกษัตริย์พ่อและพระมารดานั้นยังคงอยู่ที่พระราชวังหลวงเช่นเดิม พระราชวังแห่งนั้นล้อมรอบด้วยกลุ่มบ้านต่างๆ แม้ระยะทางจะไม่ห่างไกลกันชนิดสุดทิศ แต่ความห่างเหินนั้น ทำให้ระยะทางที่จะพบหน้ากันนั้นไกลเหลือเกิน ด้วยเหตุนี้โลกียะจึงเปรียบเสมือนบุพการีคนหนึ่ง ซึ่งผูกพันด้วยความใกล้ชิด

“พระราชวังเก่า… ไม่ไกลไปจากที่นี่นัก” เจ้าหญิงพูดเบาๆ กับตนเอง

“ถ้าได้ย้ายไปสักพัก ที่นั่นจะมีของเล่นให้เจ้าหญิงอีกมาก” โลกียะพูดปลอบใจ เพราะตัวเขาเองก็ใจหายเหมือนกัน เขาค่อยเงยหน้าขึ้นมามองเจ้าหญิง มีบางสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกว่าเด็กน้อยแสนซนคนนั้น ได้เติบโตแข็งแรงขึ้นแล้ว เมื่อรู้สึกเช่นนี้ ในใจของเขามั่นคงยิ่งขึ้น เขาเชื่อว่าเธอซึ่งเป็นหนึ่งเดียวกับพระแม่เจ้า จะสามารถนำพาทักษิณายันนครให้อยู่ยั่งยืนสืบไป

เจ้าหญิงนั่งคุยกับโลกียะอีกครู่หนึ่ง จึงกลับออกมา

ขากลับออกมายังมีเรื่องให้ครุ่นคิดอีกมากมาย เธอไม่อยากจะคิดว่า เพียงชั่วเวลาสั้นๆในชีวิตจะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเติบโต จริงๆแล้วควรจะเรียกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับชีวิตมากกว่า ในวันนี้เธอไม่ได้มองโลกียะอย่างเด็กที่มองผู้ใหญ่ที่ตัวใหญ่กว่า สูงกว่า แข็งแรงกว่า และมีอำนาจมากกว่าอีกแล้ว

เธอกำลังมองโลกียะที่เธอเรียกเขาว่าบิดา แบบเขาเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง แล้วตอนนี้เธอก็หวั่นไหวไปกับเรื่องที่คนกระซิบต่อกันมาว่า เขาเป็นผู้วางยาพิษฆ่ากษัตริย์พ่อและพระมารดาผู้ให้กำเนิด

ถ้าเขาเป็นผู้กระทำจริง…เธอจะทำอะไรกับเขา

ถ้าเขาไม่ได้เป็นผู้กระทำเล่า…

ดูเหมือนคำตอบว่าเธอควรจะทำอย่างไร ได้ปรากฏออกมาจากแววตาของเขาในยามที่มองเธอ ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม

เธอยังเป็นเจ้าหญิงน้อยที่เขารักและพร้อมที่จะปกป้องด้วยชีวิต เขาไม่เคยเอ่ยบอกคำพูดด้วยถ้อยคำเหล่านี้ แต่เธออ่านออกมาได้จากดวงตา

อื้อ…จันทราอุทานในลำคอ การจมอยู่กับความคิด ทำให้ไม่ทันระวัง ทำให้เท้าเหยียบพลาดจากก้อนหินที่เล็งไว้ ดีที่ไม่เสียหลัก เอี้ยวตัวไปมองเห็นรอยลื่นของตนเอง พื้นหินบริเวณนี้ลื่นกว่าที่อื่น เพราะมีตาน้ำซึมขึ้นมา บางตอนเป็นแอ่งน้ำเล็กๆ ไหลรวมกันเป็นทางน้ำ เนื่องมาจากความชุ่มชื้น บนหินที่อยู่ติดกับทางน้ำมีพืชเล็กๆอย่างมอสและสาหร่ายเกาะกันเป็นแพสีเขียว น้ำที่ผุดขึ้นมาเป็นน้ำอุ่น ในช่วงเวลาอากาศเย็นจะมองเห็นเป็นควันลอยขึ้นมา

จันทราหันกลับไปมองรอยลื่นตรงนั้นอีกครั้ง ยังมองเห็นชัดเจน ดูราวกับว่าบิดาจะไม่ได้ใช้เส้นทางนี้เดินเข้าออกมาเป็นเวลานาน ทั้งที่มีอยู่ทางเดียว ที่จะเดินออกไปภายนอกได้โดยง่าย ต่อให้เหยียบไม่พลาดสักก้าว น่าจะพอมีร่องรอยอยู่บ้าง เธอมองเห็นแต่รอยเท้าตนเอง จะเป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะอยู่แต่ในคูหาถ้ำ ถ้ามีคนนำสิ่งของมาส่งให้ ก็น่าจะมีคนพูดให้ได้ยินบ้าง

ข้อสงสัยอันนี้เคยเป็นมาก่อนแล้วหลายครั้ง คิดว่าจะต้องหาคำตอบให้ได้ แต่พอตั้งใจจะมาถามหรือเสาะหาคำตอบด้วยตนเอง มักมีเหตุหรือเรื่องอื่นมาดึงความสนใจ ให้ลืมเรื่องนี้ไปเสียทุกที คงเป็นเพราะว่าทุกครั้งที่เห็นเขา ดูเขามีสุขภาพดี และมีภักษาหารวางอยู่บนโต๊ะอุดมสมบูรณ์ แล้วในวัยเยาว์บ่อยครั้งที่เธอมักหยิบอาหารบนโต๊ะของบิดากินอย่างเอร็ดอร่อย

เธอจำได้ว่าเคยบอกกับเขาไปว่า ได้กินอาหารของบิดานั้นทำให้เจริญอาหาร ไม่รู้ว่าทำไมอาหารที่นี่จึงอร่อยกว่า จากนั้นเด็กน้อยก็หัวเราะร่วนแบบอารมณ์ดี การแย่งคนอื่นกินนั้น มักอร่อยเป็นพิเศษ

จันทราหัวเราะออกมาโดยไม่เกรงว่าออกจะพิกลสำหรับการหัวเราะคนเดียว จินตนาการความรื่นรมย์กับเสียงหัวเราะในวัยเยาว์ เธอดีใจที่ยังสามารถเก็บและจดจำเอาไว้ได้ ยิ่งเติบโตขึ้นมา ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ความทรงจำมักเก็บแต่เรื่องร้าย ความกลัวและความวิตกกังวลเอาไว้ ทั้งที่จริงแล้วชีวิตมีทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย ถ้าทำได้เธออยากให้ความคิดของตนเองมีพื้นที่เก็บเอาความรื่นรมย์ความสุขและความสวยงามให้ได้มากกว่านี้

เมื่อเดินออกมาพ้นจากตรงธารน้ำอุ่น ทันทีที่เจ้าหมอกสีน้ำตาลรู้ว่าเธอกำลังเข้าไปใกล้ มันส่งเสียงในลำคอทักทาย ส่วนหัวสะบัดไปมา

“มาแล้ว…มาแล้ว” เธอพูดและลูบแผงคอเบาๆ ปลดเชือกที่มัดหลวมๆกับกิ่งไม้ พาเดินไปด้วยกัน

กับบุคคลคุ้นเคยอย่างโลกียะ มุมมองของเธอที่มองเขาได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่มีวันย้อนกลับคืน ยังมีบางสิ่งที่ใกล้ตัว เธออยากรู้ว่าสิ่งนั้นที่เคยมีอำนาจครอบงำความคิดและโชคชะตาของเธอ เธอจะมองให้เปลี่ยนไปได้หรือไม่

จันทราตัดสินใจแล้วว่า พลบค่ำวันนี้จะลอบขึ้นไปบนคูหาชั้นบนสุดของจันทราคีรี เผชิญหน้ากับพระแม่เจ้า รูปเคารพสูงสุดที่ประดิษฐานบนยอดจันทราคีรี !

 

หลังจากเจ้าหญิงน้อยกลับออกไป โลกียะยังนั่งจมอยู่กับที่อย่างเนิ่นนาน เขาอยากให้เธอตำหนิหรือซักไซร้ไต่ความถึงสิ่งที่ได้เกิดขึ้น แต่ไม่เลย…เธอยังคงพยายามปฏิบัติทุกสิ่งเช่นเดิม สิ่งหนึ่งที่สะเทือนใจคนที่ไม่ค่อยมีความใส่ใจกับความอ่อนไหวนัก ในแววตาของเธอเจือไว้ด้วยความปวดร้าวและบางสิ่งที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะให้ความหมาย

เขาไม่รู้ว่าตนเองอยู่ในสภาพเหมือนถูกสาปด้วยภวังค์ไปนานเท่าใด เมื่อสติกลับคืนมา เขาเดินเข้าไปในห้องด้านใน ยืนมองที่ผนังด้านหนึ่ง จากนั้นใช้มือดึงเอาไม้เลื้อยที่ห้อยย้อยลงมาคลุมแน่นออก ผนังด้านนี้พื้นหินไม่เรียบ แต่ทันใดที่เขานำหญ้าแห้งมัดเป็นกำ แล้วจุ่มไปในน้ำยาสีเขียวในอ่าง ส่วนที่หยาบที่ฉาบผนังด้านนั้นได้ลอกหลุดออกมาอย่างง่ายดาย ติดมากับมัดหญ้าแห้ง

สิ่งเดียวที่โลกียะอยากให้ตนเองรู้สึกในตอนนี้ คือการย้ำกับตนเองว่าทุกอย่างที่เขาทำลงไปคือความสมบูรณ์แบบ และเป็นสิ่งที่อยู่เหนือความรู้สึกผิดที่กำลังก่อตัวรบกวนอยู่ภายในตัวเขา

แท้ที่จริงแล้วผนังห้องที่เขาใช้เป็นที่พำนักมานับสิบปี เป็นที่จารึกความหมายสำคัญของการคงอยู่ของจันทราคีรีและทักษิณายันนคร

 

ชีวิตมนุษย์นั้นเปราะบางยิ่งนัก การมีสิ่งตรงข้ามกลับมิใช่สิ่งดี ความสุขความทุกข์ ความรักความชัง ยิ่งนานวัน ความทรงจำจะเรียนรู้และสะสมเรื่องร้ายมากขึ้น นั่นเพราะความกลัวต่อการเจ็บปวดและดับสูญ ผู้มีปัญญาย่อมรู้ว่า เวลาที่ผู้ใดรู้สึกสุขมากเท่าใด ทุกข์มากเท่านั้นรอที่จะปรากฏไม่วันใดก็วันหนึ่ง ฉะนั้นจึงมีพระแม่เจ้าสถิตอยู่เหนือพื้นพิภพ เป็นที่พึ่งพิงต่อชีวิตที่ทดท้อ พระแม่เจ้ามีความรัก แต่ไม่โอบกอดไว้กับกาย พระแม่เจ้าเปี่ยมสุข โดยไม่หวั่นต่อทุกข์ใดทั้งปวง ผู้ใดอยู่เหนือผู้อื่นได้ดังนี้ ผู้นั้นคือมณีแห่งทักษิณายันนคร

โลกียะทรุดตัวลงบนพื้นเบื้องหน้าจารึก เขาวางมืออันสั่นเทาแตะที่จารึกนั้น รู้สึกว่าตนเองเป็นมนุษย์ที่เปราะบางเหลือทน เขาเป็นคนวางยาพิษผู้ปกครองทักษิณายันนคร จากความขัดแย้งที่คัดง้างกันมานาน ความขลาดกลัวของพวกเขากำลังจะทำลายทุกสิ่งของจันทราคีรี ทำลายพิธีกรรมปลดปล่อยผีเสื้อ ที่ส่งผลกับความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า พวกเขาถูกปราชญ์ของสัตตคีรีนครเกลี้ยกล่อมทั้งปลอบประโลมและข่มด้วยอำนาจ จนขาดศรัทธาต่อสิ่งที่เป็นมาสืบเนื่องจากบรรพบุรุษ

ทักษิณายันนครเป็นเคหะสถานของผู้คน เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ จันทราคีรีสูงส่งด้วยความลึกล้ำ และทำหน้าที่ค้ำจุนพื้นพิภพแห่งนี้นับแต่เริ่มต้นของชีวิตแรกอุบัติขึ้น

ศาสนสถานของสัตตคีรีนครน่ะรึ… ล้วนเกิดมาจากการอุปโลกย์ของผู้ปกครอง ความต้องการมีอำนาจเหนือจันทราคีรี กองหินเหล่านั้นสร้างความอุดมให้กับอะไรบ้างเล่า

สิ่งสำคัญที่สุดที่เขายอมแลกกับความสูญสิ้นแตกสลายของตนเอง

เจ้าหญิงน้อยเป็นมณีแห่งทักษิณายันนคร ! มิใช่เป็นเครื่องบรรณาการแก่พวกสัตตคีรีนคร ที่รู้จักแต่การปล้นสดมภ์ สะสมของมีค่า และกวาดต้อนผู้คนไปเป็นทาส

โลกียะย้ำหนทางของตนเอง ย้ำไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนแววตาหม่นหมองอ่อนไหวค่อยเลือนหายไป ปรากฏแต่เพียงแววตาสว่างนิ่งยากผู้ใดจะอ่านใจได้ 

เช้าวันหนึ่งอันแสนประหลาด
นักค้าวัตถุโบราณแปลกหน้า
สำรวจช่องเขาขาด
วางแผนเพื่อรู้ความลับ
จารึกโบราณของโลกียะ
เที่ยวป่า
ทีมสำรวจออกเดินทาง
ชายแปลกหน้าในความเลือนลาง
คัมภีร์อนันตภพเป็นจริง
เจ้าหญิงแห่งทักษิณายันนคร
พระแม่เจ้าบนจันทราคีรี
คีตะมิตรที่แสนดี
ทางลับเข้ามหาปราสาท
ความลับในปราสาท
ทางลอดใต้น้ำ
ความจริงที่น่าสะเทือนใจ
รัชทายาทนักรบ
งานเลี้ยงในท้องพระโรง
ดั่งนกในกรง
โลกียะส่งคนมาช่วย
พิธีเรียกดวงไฟ
ภาพฝัน
กลุ่มคนไม่น่าไว้วางใจ
เมืองโบราณใต้น้ำ
ความโหดร้ายในหุบเขาสัตตคีรี
ลูกน้องจอมทรยศ
ดร.วัลลภอยู่ในอันตราย
แม่เฒ่าผู้เฝ้าจันทราคีรี
ในสายตาของพระแม่เจ้า 
ห้องพิธีกรรม
หลงไปในอดีตกาล
ความตื่นเต้นของเจ้าหญิง
คำสัญญาของตรีศูล 
ล้วงความลับ
ภาพอนาคตอันน่าพิศวง  
เฝ้ามองจันทราคีรี
พิธีกรรมในคืนวันเพ็ญ
ตอนจบ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook