บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

มนต์ผีเสื้อ
ตอน ทักษิณายันนคร สาวิตรี : เขียน

12…คีตะมิตรที่แสนดี

สายฝนที่พรมลงมาติดต่อกันสองวัน ทำให้จันทราที่พลิกฟื้นชีวิตขึ้นมาได้ใหม่ ไม่สามารถออกไปนอกพระราชวังศิลาได้เหมือนเคย ถ้าไม่พูดหยอกล้อกลั่นแกล้งบรรดาข้ารับใช้ให้หัวหมุน เธอก็จะใช้เวลาไปกับการนั่งมองสายฝนผ่านทางช่องหน้าต่าง สายฝนนั้นโปรยลงมาอย่างไม่ขาดเม็ด บางขณะฝนตกหนัก บางทีก็ปรอยสลับกันไป กิ่งไม้กับใบไม้ที่โดนแรงน้ำฝนดูไม่บอบช้ำ กลับยิ่งดูเปล่งปลั่งสดใสกว่าเดิม

นึกถึงรังนกที่กำลังมีลูกน้อย ฝนตกลงมาแรงขนาดนี้ เจ้าตัวเล็กจะอยู่กันอย่างไร จันทรานั่งครุ่นคิดในความเป็นไปของชีวิตใหม่ที่อยู่ในความสนใจ แต่ค่อยเบาใจ เมื่อหัวหน้าข้ารับใช้คนเก่าแก่บอกรับรองว่า ลูกนกจะปลอดภัย เพราะมีแม่นกคอยกางปีกกันฝนให้ แล้วปีกของนกจะไม่อมน้ำ จึงกันแดดกันฝนได้เป็นอย่างดี

เมื่อบรรดาลูกนกน่าจะปลอดภัยแล้ว ตัวข้าเล่า ! ตอนนี้ชีวิตของเธอไร้ปีกของแม่นกที่จะมาคอยคุ้มภัย

นางข้ารับใช้คนเดิมมองหน้าเจ้าหญิงอย่างครุ่นคิดและรับรู้ความรู้สึกภายใน นางปลอบประโลมมาว่า เมื่อลูกนกมีขนขึ้นเต็มตัว ปีกจะค่อยแข็งแรงกระพือบินได้ ลูกนกย่อมรู้ว่าจะต้องพึ่งพาปีกของตนเอง จากนั้นลูกนกจะบินออกไปจากรังอันคับแคบอย่างรวดเร็ว ด้วยความอยากรู้อยากเห็นไปทุกเรื่อง แต่ละวันบรรดาลูกนกที่ค่อยเติบโตแข็งแรงจะสนุกเพลิดเพลินไปกับการเลือกกินอาหาร

เจ้าหญิงเห็นด้วยและเข้าใจทุกสิ่งที่นางบอก น้ำตาที่สะกดกลั้นไว้นานค่อยไหลรินลงมาโดยปราศจากเสียงสะอื้น

ชีวิตใหม่ย่อมเหมือนหญ้าอ่อนเขียวขจี ความสุขเป็นเหมือนกับน้ำฝนที่ทำให้ต้นพืชงอกงาม แต่แล้วไม่นานเมื่อความแห้งแล้งมาเยือน ถ้าต้นหญ้าไม่ถูกบรรดาสัตว์น้อยใหญ่กัดกิน ทุกต้นทุกใบจะค่อยแห้งตายไปกลายเป็นผืนดิน ชีวิตในแต่ละชาติภพก็เป็นเช่นนี้ ร่างกายจะเกิดและตาย คงเหลือแต่จิตวิญญาณที่ยังคงเป็นไป อนันตภพก็ดำเนินไปเช่นนี้…

ล่วงเข้ายามเช้าอีกวันหนึ่ง ฝนซาลงพร้อมกับท้องฟ้าที่แจ่มใส ไม่ต่างอะไรกับนกน้อยที่รอคอยเวลาจะบินออกจากรัง น้ำฝนยังอาบสะท้อนเงาวาววับกับต้นไม้และใบไม้ เวลาม้าวิ่งผ่านเบียดเข้าไปใกล้ น้ำที่ค้างอยู่บนใบไม้กระเซ็นเข้ามาใส่ บนพื้นตามทางที่ม้าวิ่งทะยานผ่านไป น้ำที่ขังอยู่ในแอ่งหินแตกกระจาย เส้นทางดูแคบลงจากกิ่งไม้ที่แตกใหม่ บางช่วงกิ่งหักลงมาขวาง

ชั่วอึดใจ เธอบังคับม้าให้เดินช้าลง แล้วมาหยุดตรงริมเนินหินที่มีเหลี่ยมเขาบัง พลางหย่อนตัวลงมายืน เจ้าม้าแสนดีสะบัดหัวเบาๆ ไล่หยดน้ำ เธอเอียงหลบและลูบแผงคอชื้นเบาๆ อย่างรักใคร่

เพียงลับเหลี่ยมเขาที่เป็นเหมือนประตูทางเข้า เสียงเครื่องมือสกัดหินเคาะดังแว่วมาให้ได้ยิน กลุ่มบ้านตรงนี้เป็นบ้านช่างแกะสลัก

จันทรามองหาภาพที่กลายเป็นความคุ้นเคย ท่ามกลางแมกไม้เฉดสีเขียวอ่อนแก่ตามแสงตกกระทบ หญิงสาวยิ้มออกมาได้

“เจ้าหญิง…” บุรุษหนุ่มรูปงามคนหนึ่งอุทานออกมาเบาๆ เมื่อรู้สึกว่ามีคนกำลังเดินตรงเข้ามาหา มือข้างหนึ่งกำสิ่งของบางอย่าง รีบซ่อนไว้ข้างหลังตนเอง

นั่นยิ่งทำให้จันทราเกิดความใคร่รู้มากขึ้น

“กำลังจะไปไหนหรือ” เจ้าหญิงเอ่ยถาม

“เอ่อ…ข้า” คีตะพูดอึกอักในลำคอ ยังนึกคำพูดไม่ได้ทันที “ข้า…เอ่อ จะไปหามารดา”

“หามารดารึ” เธอทำเสียงสูง สีหน้าประหลาดใจ ในเมื่อจะไปหามารดา ทำไมถึงต้องมีท่าทีเป็นความลับด้วย ดูว่าความลับจะซ่อนอยู่ในมือที่เขาซ่อนหลังเอาไว้นี่เอง

อย่างรวดเร็วโดยที่คีตะไม่ทันตั้งตัว มือเล็กของคนตัวบอบบางตรงหน้าเขา คว้าแขนที่ซ่อนไว้ด้านหลังแล้วดึงกลับมาเต็มแรง

คีตะร้อง…ว้า ! ยอมให้โดยดี

ในมือที่ประกอบด้วยนิ้วเรียวยาว กำตุ๊กตาไม้ตัวหนึ่ง ขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือเล็กน้อย เมื่อสังเกตอย่างถี่ถ้วนของรูปร่างหน้าตาของตุ๊กตาไม้แกะสลักตัวนี้ เป็นงานไม้ที่ปราณีตงดงามและเก็บรายละเอียดได้อย่างน่าทึ่ง

เธอถึงกับอึ้งไปชั่วครู่ เหลือบตาขึ้นมองหน้าเจ้าของความลับที่กำลังฉีกยิ้มให้

ตุ๊กตาไม้อันนี้มีลายละเอียดคล้ายรูปปั้นพระแม่เจ้าทุกประการ นั่นคือเหมือนเป็นสิ่งแทนตัวเธอน่ะสิ !

“นี่ตัวข้าใช่ไหม”

“ข้ากำลังจะไปหามารดา เพื่อทำพิธีเรียกดวงไฟ… ให้กับเจ้าหญิง ยังไม่ทันจะไป เจ้าหญิงก็มีกำลังพอที่จะมาหาข้าได้แล้ว”

เหนือกว่าสิ่งอื่นใด เมื่อเธอมาอยู่ตรงนี้แล้ว ไม่มีอะไรให้ห่วงใยและกังวลอีก

จันทราลูบคลำตุ๊กตาไม้ เชื่อแน่ว่าเป็นฝีมือของบุรุษผู้มีพรสวรรค์ผู้นี้แน่นอน ยกขึ้นมาดูพลิกไปมาอีกครู่หนึ่ง ก่อนตัดใจส่งคืนให้ ในใจรู้สึกซาบซึ้งเกินกว่าจะบอกคำใดออกมา

คีตะยิ้มบางๆ ทำให้คางเหลี่ยมได้รูปนั้นน่ามองยิ่งขึ้น มือเรียวแข็งแรงจับตุ๊กตายัดใส่มือเจ้าหญิงไว้ดังเดิม

“ตอนนี้เห็นจะไม่ต้องใช้แล้ว เจ้าหญิงเก็บเอาไว้ดูเล่นเถิด… ข้าให้”

อ่านจากสีหน้าแล้ว ย่อมรู้ว่าเจ้าหญิงดีใจเพียงใด

“เราอยากจะไปหามารดาเจ้า ให้นางทำพิธีเรียกดวงไฟ”

“ตอนนี้เจ้าหญิงดูสบายดี” เขาใช้สายตามองดูร่างผอมบาง แต่สีหน้าดูสดใส ในใจคิดว่าถ้าได้กินอาหารมากขึ้นกว่านี้สักนิด เธอจะดูเป็นสาวน้อยแสนซนที่ร่างกายแข็งแรงเหมือนเดิม “ข้าคิดว่าไม่จำเป็นแล้ว”

“ดวงไฟที่ดูมีชีวิตชีวาในตอนนี้ มิได้เกิดมาจากตัวข้าเพียงผู้เดียว ข้าอยากให้ดวงไฟในที่ไกลโพ้นเข้ามาใกล้มากกว่านี้ เพื่อข้าจะมีกำลังมากขึ้น” ประกายตาของเจ้าหญิงส่อความหวัง เธอมิได้ขอความเห็นใจ แต่เขากลับรู้สึกสงสารอย่างจับใจ

“ยังมีอีกตั้งหลายเรื่องที่ใคร่จะไต่ถามมารดาของเจ้า”

“อย่างนั้นก็ไปกัน” คีตะไม่ซักถามให้มากความ เป่าปากเรียกเจ้าหมอกสีน้ำตาล เจ้าม้าตัวเก่งจำสัญญาณของเจ้านายเก่าได้ รีบวิ่งเหยาะเข้ามาใกล้

เขาโหนตัวขึ้นไปก่อน จากนั้นส่งมือไปรับตัวเจ้าหญิงให้ขึ้นมานั่งบนหลังม้าด้วยกัน

คีตะบังคับม้าด้วยความชำนาญ เพราะเคยชินมาตั้งแต่เด็ก ม้าตัวแรกของเขาเป็นม้าป่าตัวสีเทา เจ้าหมอกสีน้ำตาลที่เขามอบให้กับเจ้าหญิง เป็นลูกของมัน

เส้นทางที่มุ่งไปยังบ้านมารดาของคีตะ เป็นทางค่อยลาดลงไปจากภูเขา แต่เดิมมารดาก็อยู่กับเขาที่นี่ แต่หลังจากที่บิดาหายสาบสูญไป นางจึงไม่อยากจะอยู่ที่นี่อีก เขาเองเข้าใจความรู้สึกของนางดี จึงไม่ขัดใจที่นางจะย้ายกลับไปอยู่บ้านเดิม

เป็นเพราะฝนช่วงปลายฤดูได้ตกลงมาติดต่อกันถึงสองวัน ทำให้มีแอ่งน้ำขังเกิดขึ้นมากมาย บรรดาสัตว์เล็กๆ ภายในป่าดูมีชีวิตชีวา เขาชี้ให้ดูกระต่ายป่าสีขาวสองตัวที่เล็มหญ้ากินอยู่ตรงพุ่มไม้อย่างเอร็ดอร่อย ใกล้กันเขาชะลอฝีเท้าม้า ไม่ให้กวางน้อยแม่ลูกตกใจ เจ้าหญิงหันไปมองทางนั้นทางนี้อย่างเพลิดเพลิน เขาได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ เมื่อเธอบังเอิญพบกับภาพน่ารัก

หัวใจของคีตะพองโตเสียจนเจ้าตัวกลัวว่ามันจะระเบิดออกมา เจ้าหญิงนั่งท่าสบายด้วยการอิงหลังไว้กับแผ่นอกเขา เส้นผมนุ่มละเอียดของเธอคลอเคลียอยู่กับปลายคาง

เรื่องทุกข์ใจกับเรื่องสุขใจนี้น่าอัศจรรย์จริงๆ !

ก่อนหน้านี้ไม่นาน เขายังระทมทุกข์กับอาการป่วยทางใจของเจ้าหญิง ทุกอย่างดูมืดมนไร้หนทาง คงมีเพียงความหวังเดียว จากเรื่องที่มารดาเคยพูดให้ฟังเมื่อนานมาแล้ว เขาเองเพียงรับฟังมา จดจำได้แต่ว่าพิธีนี้เรียกว่า “พิธีเรียกดวงไฟ” เป็นพิธีเสริมชะตาต่อชีวิต

เจ้าหญิงจับแขนข้างหนึ่งของเขา บอกให้แวะไปทางนั้น เขาตามใจ บริเวณนั้นมีต้นไม้ใหญ่หลายต้นขึ้นหนาทึบ ตามกิ่งไม้มีกล้วยไม้หลายกอที่กำลังออกดอกช่อระย้า

“ข้าจะนำไปฝากมารดาเจ้าสักช่อหนึ่ง”

“ระวังงูนะเจ้าหญิง ข้าเห็นหางมันแกว่งไปมา เพิ่งผลุบหายไปเมื่อครู่”

มือขาวเรียวที่เอื้อมไปชะงัก

“อย่ามาหลอกกันน่า” เขาโดนเอ็ดเข้าให้

“เห็นจริงนี่”

เจ้าหญิงไม่สนใจ คงเอื้อมมือไปเก็บช่อดอกสีขาวมาก้านหนึ่ง

“ไปต่อได้แล้ว”

คีตะหัวเราะในลำคออย่างครึ้มใจ

พอพ้นออกมาจากป่ารกครึ้ม ออกมาสู่ที่โล่ง สิ่งที่กระจ่างต่อสายตาคือท้องฟ้าอันสดใส เมฆขาวลอยเป็นปุยบาง ๆ ตัดกับสีฟ้าเข้มของท้องฟ้า ทั้งคนและม้าดูอารมณ์ดีเหมือนกัน บางช่วงบริเวณนี้เป็นหน้าผา คีตะพาเจ้าหญิงแวะชมทัศนียภาพเบื้องล่างที่แม้จะยังถูกบดบังจากกลุ่มหมอก แต่มีสิ่งหนึ่งปรากฏออกมา คือเส้นของแม่น้ำทั้งสองสายที่ไหลผ่านสัตตคีรีนคร

ครั้นเห็นเจ้าหญิงพยายามมองฝ่าหมอกที่ค่อยจางลงไปจากแสงแดดที่ผ่านลงมาจากท้องฟ้า คีตะจึงลงมาจากหลังม้า พร้อมรับตัวเจ้าหญิงลงมาด้วย

“เจ้าหญิงเห็นโค้งน้ำตรงนั้นหรือไม่” คีตะชี้ให้ดู “เมื่อก่อนยังไม่เป็นแอ่งน้ำกว้าง ทางราชสำนักสัตตคีรีเพิ่งสั่งให้ขุดเป็นเวิ้งน้ำขนาดใหญ่ หลังจากวางรากฐานการสร้างมหาปราสาทหนุมานและปรางค์เศียรเทวะ บิดาข้าบอกว่าเป็นเจตนาแต่ดั้งเดิม เพื่อให้เป็นไปตามตำนาน ศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองจะต้องโอบล้อมด้วยสายน้ำ เปรียบดั่งอยู่ในมหาสมุทร”

ศาสนสถานที่คีตะกล่าวถึง ตอนนี้แลเห็นได้ชัดเจนจากระยะไกล หมอกที่ลอยคลุมได้สลายหายไป จันทรามองอย่างตื่นตะลึง

“มีตรงไหนที่จะเห็นได้ชัดเจนกว่านี้ไหม”

“มีสิ มีหน้าผาแห่งหนึ่ง ใกล้กับบ้านมารดาข้า เจ้าหญิงจะได้เห็นอย่างชัดเจนทีเดียว”

ทั้งคู่กลับขึ้นหลังม้า เส้นทางกลับเข้ามายังป่าทึบอีกครั้ง และรู้สึกได้ถึงความลาดชันที่ค่อยลดลงทีละน้อย มีบางช่วงต้องข้ามน้ำตกขนาดเล็ก ได้ยินเสียงน้ำไหลจากที่สูงลงไปยังที่ต่ำกว่า จากนั้นต้องผ่านทางที่ดูเหมือนกับอุโมงค์ ทั้งนี้เกิดมาจากต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มีเถาวัลย์มากมาย ในการใช้สัญจรไปมาได้มีการตัดแต่งช่องทางด้วยการดัดบรรดาเถาวัลย์เหล่านั้นให้พันทบกลับเลื้อยสลับขึ้นไป นานวันเข้าจึงมีสภาพเหมือนกับอุโมงค์

บริเวณที่ดูทึมทึบตรงนี้เองที่ถือเป็นปากทางเข้าสู่ด้านในของทักษิณายันนคร เป็นเส้นทางเดียวสำหรับการเข้าถึงจันทราคีรี สำหรับผู้ที่ขึ้นมาจากสัตตคีรีนคร เคยมีปรากฏว่ามีคนหลงทางแถวบริเวณนี้ จนเป็นเหตุให้ลือกันไปว่า ป่าเถาวัลย์ยักษ์มีมนต์ดำของคนในกลุ่มบ้านศักดิ์สิทธิ์ปกป้องเส้นทางนี้ไว้

ดังนั้นก่อนที่จะเข้ามาในเขตนี้ จะต้องมีการนำสิ่งของตามความเหมาะสม ไปเป็นเครื่องแสดงความเคารพต่อบรรดาสมาชิกของหมู่บ้าน ซึ่งต่างก็มีมนต์วิเศษเชี่ยวชาญกันไปคนละทาง ตามการสืบทอดกันมาของบรรพบุรุษในแต่ละครอบครัว

ด้วยความชำนาญของคีตะ ทำให้เส้นทางที่คดเคี้ยวดูเป็นเรื่องง่าย พอพ้นออกมา แสงสว่างค่อยกระจ่างดังเดิม สองข้างทางมองผ่านเข้าไปมองเห็นบางส่วนของตัวบ้านที่ตั้งเว้นระยะห่างกันพอสมควร คีตะดึงม้าให้เข้าไปทางเล็กๆ ทางหนึ่งที่ไต่สูงขึ้นไปเล็กน้อย ลมเริ่มแรงขึ้นจากเดิมเพราะไปหยุดตรงลานโล่ง

สิ่งที่เจ้าหญิงต้องการเห็นใกล้ๆ อยู่แค่เอื้อมนี่เอง !

จากหน้าผาด้านนี้สามารถมองเห็นความอลังการของปราสาทหนุมานกับปรางค์เศียรเทวะได้ชัดเจน

คีตะบอกว่ามหาปราสาทของสัตตคีรีนคร เพิ่งจะประกอบส่วนสำคัญและเปิดเผยโฉมให้ผู้คนได้เห็นเมื่อไม่นานมานี้เอง หลังจากก่อสร้างมานานนับสิบปี และแว่วมาว่ากำลังจะมีการเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ คีตะคงปล่อยให้เจ้าหญิงยืนชมทัศนียภาพด้วยความสนใจยิ่ง นอกจากมหาปราสาททั้งสองแล้ว ยังเป็นสิ่งก่อสร้างอีกหลายจุดที่เริ่มก่อร่างขึ้นมา ส่วนที่ใหญ่ที่สุดเห็นจะเป็นพระราชวัง และตามสองฟากของฝั่งน้ำ มองเห็นสิ่งก่อสร้างของชาวเมือง ตรงจุดเล็กๆ ที่เคลื่อนไปมาได้น่าจะเป็นวัวเทียมเกวียนที่ใช้บรรทุกของ

จันทราหันความสนใจมายังสิ่งที่มองเห็นได้ชัดเจน

ดูจะเป็นเจตนาที่ให้ปราสาทหนุมานหันหน้ามาด้านนี้ พร้อมกับแยกเขี้ยวเป็นการข่มขวัญต่อจันทราคีรี

ไม่ว่าใครบนทักษิณายันนคร เมื่อมองลงไป เชื่อว่าเกิดความรู้สึกเช่นเดียวกัน

คีตะยังคงปล่อยให้เจ้าหญิงมองภาพตรงหน้าอย่างไม่รบกวน กระทั่งเธอหันกลับมา ไม่รู้ว่าคีตะหายออกไปตามมารดาตั้งแต่เมื่อใด และมารดาก็มายืนอยู่กับเขาตรงนี้แล้ว

เมื่อเจ้าหญิงหันกลับมา นางปาราวีย่อตัวลงคุกเข่ากับพื้น ใช้มือทั้งสองข้างของตนเองจับมือของเจ้าหญิงมาแตะที่หน้าผาก กิริยานี้เป็นการแสดงความเคารพสูงสุดของชาวทักษิณายันนคร การได้พบกับเจ้าหญิงซึ่งเป็นตัวแทนของพระแม่เจ้าอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ ถือเป็นศิริมงคลกับชีวิตเป็นอย่างยิ่ง และการนำมือของเจ้าหญิงแตะที่หน้าผากของนาง มีอีกความหมายเป็นการเพิ่มอำนาจให้กับดวงตาที่สามของนาง

เจ้าหญิงใช้มือข้างหนึ่งสัมผัสที่ไหล่ กล่าวเบาๆให้ลุกขึ้นยืน

“ทีแรกมารดาไม่เชื่อว่าเจ้าหญิงมากับข้า” คีตะพูดขึ้นมา ด้วยน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความรื่นรมย์

“ลูกชายข้าบอกว่า เจ้าหญิงต้องการให้ข้าทำพิธีเรียกดวงไฟ” นางปาราวีเข้าเรื่องอย่างไม่รีรอ

จันทราสบสายตานาง รู้ได้โดยทันทีถึงพลังอันลึกลับของคนในหมู่บ้านศักดิ์สิทธิ์

“ข้าต้องการให้ดวงไฟ ที่อยู่ในที่อีกแห่งหนึ่ง ได้เข้ามาใกล้”

“เจ้าหญิงมองเห็นรึ”

“ข้าเห็น…” เจ้าหญิงตอบชัด ด้วยความมาดมั่น นางปาราวีเบิกตาและเป็นฝ่ายหลบสายตาก่อน

“ตอนนี้ตัวข้ามิเข้มแข็งดังก่อน หลายสิ่งดูจะล้าลงไป” เมื่อคิ้วของนางขมวด มองเห็นชัดว่าใบหน้าของนางอมทุกข์ นางถอนหายใจยาว พลางหันมองไปทางมหาปราสาทของสัตตคีรีนคร ด้วยความรู้สึกปวดร้าว

เจ้าหญิงมองเห็นคีตะจับตามองมารดาด้วยความเห็นใจยิ่ง

“มารดาบอกข้าเองมิใช่หรือ คนเรานั้นมีเวลาอยู่กับคนที่เรารักอย่างจำกัดด้วยกันทุกคน เมื่อเรามีเวลานั้น ถ้าทำให้เปี่ยมสุขก็จะสุข ถ้าทำให้ทุกข์ก็จะทุกข์ แล้วไม่มีสักคนที่จะบอกได้ว่าต้องการจะอยู่กับคนที่รักกี่วันกันแน่ เท่าใดก็ดูมิพอ”

นางปาราวีหันมาทางบุตรชาย คำเตือนสติของเขามีค่ายิ่งนัก

“ดูสิ… เจ้าหญิง วันนี้บุตรชายของข้าเติบโตจนกล่าวตักเตือนข้าได้แล้ว” นางปาราวีเอื้อมมือมาจับตัวบุตรชายอย่างภาคภูมิใจ “แม้ข้าจะสูญเสียผู้เป็นที่รักไป แต่ข้ายังมีเขาอีกคน นี่ข้าลืมไปได้อย่างไร… เข้าไปในบ้านของข้าเสียก่อนเถิดเจ้าหญิง ข้ามีบางอย่างจะให้ดู” มารดาของคีตะเอ่ยชวน

ระหว่างทางที่เดินไปบ้านของนางปาราวี คีตะยังคงหยอกเอินกับมารดา โดยบอกว่านางลืมว่าเขาเป็นลูกได้อย่างไรกัน น่าน้อยใจจริง สงสัยว่านางจะไม่รักเขาแล้วกระมัง หรือว่าเขาไม่ใช่ลูก นางเก็บเขามาจากป่าหรือ

เขายังพูดเล่นจนนางลืมความทุกข์ไปได้ชั่วขณะ พร้อมกับสังเกตได้ว่าบุตรชายกำลังอยู่ในช่วงมีความสุขเหลือเกิน

เจ้าเด็กที่ไม่มีความทุกข์เป็นของตนเอง !

นางนึกถึงภาพตั้งแต่ครั้งเยาว์วัยของเขา บุตรชายคนนี้เป็นเหมือนสิ่งที่สวรรค์ประทานมา นับตั้งแต่เขาเกิด ทุกสิ่งดูรื่นรมย์ไปหมด การเป็นเด็กร่าเริงทำให้บ้านมีเสียงหัวเราะอยู่เสมอ เขาเป็นคนที่มีดวงตาอ่อนโยน ทุกครั้งที่ความรู้สึกของนางกำลังจมดิ่งสู่ความมืดดำ อันเป็นอาการอย่างหนึ่งของคนที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาทางมนตรา เมื่อเขาก้าวเข้ามามนต์ดำนั้นดูละลายหายไปอย่างรวดเร็ว

ภายในบ้านของนางปาราวี นางเข้าไปในห้องนอนเพื่อหยิบของสำคัญ นำมาให้เจ้าหญิงดู ในขณะที่คีตะยังอยู่ข้างนอก เพื่อเตรียมอาหารเช้า

มารดาของคีตะหายไปครู่หนึ่ง จากนั้นเดินออกมาจากห้อง ในมือมีแผ่นหนังเก่าม้วนไว้ นางวางแผ่นหนังบนโต๊ะ แล้วนั่งเก้าอี้ตรงข้ามกับเจ้าหญิง จากนั้นค่อยบรรจงแกะเชือกที่มัดออก ข้อความบนแผ่นหนังที่คลี่กางออกมา เป็นอักษรโบราณ มีบางส่วนที่มองไม่ค่อยชัดด้วยความเก่าแก่

เจ้าหญิงพิจารณาดูแต่ละอักขระ อักษรภาพเหล่านี้ดูคล้ายอักษรภาพที่จันทราคีรี บางตัวพอจะอ่านได้ ซึ่งถ้าต้องอ่านทั้งหมด คงต้องใช้เวลานานทีเดียว

“ผืนหนังอันนี้ตกทอดจากมารดามาถึงข้า อักษรเหล่านี้บอกถึงพิธีกรรมโบราณในเรื่องการเพิ่มพลังอำนาจให้กับจิตวิญญาณ พร้อมกับมีบทสวดที่ใช้ในพิธีกรรม ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีนี้ ตัวผู้สืบทอดวิชานี้ จะสามารถประกอบพิธีให้กับผู้อื่นได้เพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น เพราะข้าจะต้องใช้พลังจากดวงชะตาของตนเองเข้าร่วมพิธีนี้ด้วย ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่เคยมีผู้ใดที่ข้าคิดว่ามีความเหมาะสม จนกระทั่งวันนี้ ข้ายินดีอย่างยิ่งที่ศาสตร์ชั้นสูงของครอบครัวข้า จะได้รับใช้เจ้าหญิง” นางปาราวีบอกความนี้กับเจ้าหญิง เป็นครั้งแรกที่นางยิ้มให้ ถึงอย่างนั้นดวงตาของนางก็ยังมีความเศร้าหมองอยู่

“ข้ารู้สึกยินดีและขอบใจท่าน ข้าจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง” เจ้าหญิงถาม ในใจรู้สึกตื่นเต้น

“ข้าจะให้บุตรชายเป็นคนจัดเตรียมเครื่องทำพิธี เขาจะเป็นคนพาเจ้าหญิงไปยังสถานที่ที่ข้าเลือก ข้าคิดว่าวันแรมแปดค่ำที่จะถึงนี้คือวันที่เหมาะสมที่สุด” เมื่อนางพูดจบ ด้วยกิริยาสำรวม นางม้วนแผ่นหนังไว้ดังเดิม แล้วขอตัวเดินออกไปนอกบ้าน ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่คีตะเดินเข้ามา นางเรียกเขาเพื่อบอกบางเรื่อง สักพักหนึ่งคีตะเดินเข้ามาหาเจ้าหญิงด้วยสีหน้าไม่ค่อยสบายใจที่ปิดบังเอาไว้ไม่มิด

“มารดาบอกให้ข้าระมัดระวังตัว ระยะนี้มีทหารของสัตตคีรีนครกลุ่มหนึ่งแอบเข้ามาลาดตระเวนแถวนี้ อีกไม่นานบ้านหลังนี้จะถูกค้นด้วย”

“เขามาค้นหาอะไรหรือ” เจ้าหญิงถามด้วยความฉงน

“พวกเขาต้องการมาหาศิลาปิรามิดของแท้ ซึ่งซ่อนจารึกเรื่องราวของปราสาทหนุมานและปรางค์เศียรเทวะ”

“ของแท้รึ !” เธอรู้สึกสะดุดใจ ดูทีว่าจะมีเรื่องที่ไม่ชอบมาพากล

“ใช่แล้ว…เจ้าหญิง ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหม ว่ามหาปราสาทที่ใหญ่โตถึงเพียงนั้น ด้วยความเร่งรีบ ถึงกลับไม่ยอมรอให้ศิลาปิรามิดตกอยู่ในมือของตนเอง พวกเขาสร้างขึ้นมาจากเพียงคำบอกเล่าของคนที่เคยเห็นศิลาปิรามิดของแท้ โดยที่สิ่งมีค่าอันนั้นได้สาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยมาหลายสิบปีแล้ว”

“ทำไมพวกเขาจึงคิดว่าศิลาปิรามิดอยู่ที่นี่เล่า” เจ้าหญิงถามด้วยความสงสัย

คีตะเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบกลับมาช้าๆ ด้วยแววตาซ่อนความลับ “เพราะว่าศิลาปิรามิดอยู่ที่นี่จริงๆ”

เจ้าหญิงจับตามองคีตะ “เจ้ารู้ !”

คีตะหันมองไปรอบกายอย่างหวาดระแวง เขาขยับเข้ามากระซิบบอกเธอ

“ก่อนที่บิดาข้าจะกลายเป็นคนสาบสูญ หลังจากลงไปเป็นช่างสลักที่มหาปราสาท เขาได้สั่งความไว้กับข้า โดยบอกให้รื้อบ้านหลังเดิมเสียถ้าวันหนึ่งวันใดไม่มีเขาอยู่ และเขาก็เชื่อว่าในวันนั้นมารดาข้าก็ไม่ต้องการอยู่บ้านหลังนั้นเช่นกัน เขาบอกให้ข้าดูแลรักษาสิ่งสำคัญที่เขาซ่อนเอาไว้ใต้ดิน ข้างใต้ห้องนอนของเขา เขาบอกว่าของสิ่งนั้นจักต้องอยู่ที่ทักษิณายันนครเท่านั้น”

“ของสิ่งนั้นก็คือ….” เจ้าหญิงหยุดกล่าว เพราะไม่ต้องการแม้แต่สายลมจะได้ยินความลับอันนี้ ตอนนี้เธอกำลังคิดว่า ในเมื่อเป็นอย่างนี้ คีตะย่อมตกอยู่ในสถานะไม่ปลอดภัย “ทำไมเจ้าถึงไม่ยินยอมให้ของสิ่งนี้แก่สัตตคีรีนคร เก็บไว้รังแต่จะเป็นภัยกับตัว แล้วยังจะต้องมีผู้อื่นต้องเดือดร้อนอีกด้วย”

คีตะมองเจ้าหญิงอย่างหาความจริงในคำพูดของเธอ เขาพบแต่เพียงความห่วงใย และความอ่อนต่อโลกของเธอ

“ถึงแม้พวกเขาจะได้ไป ใช่ว่าการตรวจค้นจะยุติ เพราะพวกเขายังมีเป้าหมายอื่นในการตรวจค้นในแต่ละบ้าน” คีตะหยุดพูดชั่วครู่ “จริงๆ แล้วพวกเขาต้องการที่จะรู้ว่า ทักษิณายันนครนั้นมีการซ่องสุมกำลัง เพื่อต่อต้านสัตตคีรีนครหรือไม่”

สิ่งที่คีตะบอกมา คืออีกเรื่องหนึ่งที่เจ้าหญิงไม่เคยรู้มาก่อน เธอรับฟังแล้วเก็บไว้ภายในใจ จากนั้นเธอได้บอกความต้องการที่คอยหาโอกาสบอก

“ข้าอยากไปดูภายในมหาปราสาททั้งสองสักครั้ง มีทางจะแอบเข้าไปได้ไหม” เจ้าหญิงบอกกับคีตะ พร้อมมองเขาตาเป๋ง

คีตะทำท่าเฉยเมยไปครู่หนึ่ง จนกระทั่งต้องใจอ่อนรับปากว่าจะหาทางพาเธอเข้าไป 

เช้าวันหนึ่งอันแสนประหลาด
นักค้าวัตถุโบราณแปลกหน้า
สำรวจช่องเขาขาด
วางแผนเพื่อรู้ความลับ
จารึกโบราณของโลกียะ
เที่ยวป่า
ทีมสำรวจออกเดินทาง
ชายแปลกหน้าในความเลือนลาง
คัมภีร์อนันตภพเป็นจริง
เจ้าหญิงแห่งทักษิณายันนคร
พระแม่เจ้าบนจันทราคีรี
คีตะมิตรที่แสนดี
ทางลับเข้ามหาปราสาท
ความลับในปราสาท
ทางลอดใต้น้ำ
ความจริงที่น่าสะเทือนใจ
รัชทายาทนักรบ
งานเลี้ยงในท้องพระโรง
ดั่งนกในกรง
โลกียะส่งคนมาช่วย
พิธีเรียกดวงไฟ
ภาพฝัน
กลุ่มคนไม่น่าไว้วางใจ
เมืองโบราณใต้น้ำ
ความโหดร้ายในหุบเขาสัตตคีรี
ลูกน้องจอมทรยศ
ดร.วัลลภอยู่ในอันตราย
แม่เฒ่าผู้เฝ้าจันทราคีรี
ในสายตาของพระแม่เจ้า 
ห้องพิธีกรรม
หลงไปในอดีตกาล
ความตื่นเต้นของเจ้าหญิง
คำสัญญาของตรีศูล 
ล้วงความลับ
ภาพอนาคตอันน่าพิศวง  
เฝ้ามองจันทราคีรี
พิธีกรรมในคืนวันเพ็ญ
ตอนจบ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook