บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

มนต์ผีเสื้อ
ตอน ทักษิณายันนคร สาวิตรี : เขียน

13…ทางลับเข้ามหาปราสาท

ค่ำคืนของวันแรมห้าค่ำ หลังฝนตกติดต่อกันสองวัน ทำให้กระแสน้ำไหลเชี่ยวขึ้น จากการสะสมของน้ำบนเทือกเขาทั้งเจ็ดยอด อันเป็นที่มาของคำเรียกเมืองนี้ว่าสัตตคีรีนคร

แม่น้ำสายหนึ่งเรียกหัตถานที สีของน้ำเป็นสีเหลืองอมน้ำตาล อีกสายหนึ่งใสราวกับกระจกเรียกจักษุนที แม่น้ำสองสายไหลมาบรรจบกันกลางหุบเขา รวมกันเป็นแม่น้ำสายใหญ่หล่อเลี้ยงตัวเมือง แม่น้ำสายนี้เรียกแม่น้ำเทวามหานที

เมื่อกษัตริย์ไตรภูมิทรงมีดำริสร้างปราสาทหนุมานกับปรางค์เศียรเทวะ ได้มีการระดมแรงงานมาขุดทะเลสาบขนาดใหญ่ในช่วงฤดูแล้ง ทะเลสาบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อล้อมปราสาททั้งสองที่สร้างอยู่บนสันดอนซึ่งมีฐานเป็นหินซึ่งมีอยู่แล้วแต่เดิม นอกจากนี้ยังเป็นประโยชน์ในการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง

คีตะได้พิจารณาเลือกตำแหน่งที่พอเหมาะ มองไปทางขวาเล็กน้อยเห็นด้านข้างของปราสาทหนุมานเป็นเงาตะคุ่มอยู่ในความมืด มีเสียงน้ำไหลไปกระทบกับคันกั้นน้ำที่เป็นหินก้อนใหญ่วางซ้อนกัน เพื่อลดความแรงของกระแสน้ำที่จะไปกระทบกับตัวปราสาทในฤดูน้ำหลาก

คีตะใช้มือเรียวแข็งแรงจับมือเจ้าหญิงไว้แน่น ด้านนี้ปลอดคนและเป็นส่วนที่แคบที่สุด ทั้งสองคนเดินลงไปในน้ำ ความลึกของน้ำมิดศรีษะ เมื่อออกแรงว่ายไปสักพัก ทั้งสองคนก็ไหลไปติดกับตะกอนหน้าคันกั้นน้ำที่เป็นหินกรวดและทราย ทำให้พยุงตัวขึ้นยืนได้

รอบกายได้ยินแต่เสียงน้ำ ยามนี้บรรยากาศดูวังเวง ควันธูปและกำยานลอยออกมาจากข้างในปราสาท เมื่อเข้ามารวมกับหมอกจางๆ บนผิวน้ำ ทำให้หมอกดูหนาทึบขึ้น

คีตะบอกกับเจ้าหญิงว่า ด้านหลังของปราสาทหนุมาน มีช่องระบายน้ำสำหรับช่วงเวลามีพายุฝนตกแรง ซึ่งจะมีน้ำฝนไหลเข้าไปข้างใน ตรงนี้เองที่เขาคิดว่าจะสามารถพาเจ้าหญิงแอบเข้าไปด้านในได้ แต่ด้วยความมืดเขาจึงยังไม่มีความมั่นใจเต็มที่ เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหญิง เขาจึงดึงตัวเธอให้ขึ้นไปยืนบนก้อนหินที่เรียงกันเป็นคันกั้นน้ำ จากนั้นบอกให้เจ้าหญิงนั่งรออยู่ตรงนี้สักครู่

ราวกับเขาไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่ทันที่เจ้าหญิงจะเอ่ยปากถามหรืออนุญาต เขาก็กระโจนตัวลงไปในน้ำแล้วผลุบหายเข้าไปในความมืดอย่างรวดเร็ว

จันทราทำได้แต่เพียงก้าวตามทันหนึ่งก้าวและอ้าปากค้าง นึกไม่ถึงว่าเขาจะว่องไวปราดเปรียวเช่นนี้ เธอเหลียวมองไปรอบตัว ความมืดและควันสีขาวที่ปกคลุมอยู่โดยรอบข่มขวัญมากขึ้นไปอีก ตอนนี้เรียกได้ว่าอยู่เพียงลำพังจริงๆ ได้ที่นั่งพอเหมาะหันไปทางที่ตั้งของปราสาทหนุมาน บางช่วงควันธูปและกำยานที่ส่งกลิ่นหอมคลุ้งลอยวนไปทางอื่น เผยให้เห็นตัวปราสาทราวกับอยู่แค่เอื้อม มองระยะใกล้ในเวลาเช่นนี้ ช่างไม่ต่างอะไรกับภูเขาหินลูกย่อมๆกองหนึ่งที่มีคนนำมากองเอาไว้กลางน้ำ

เธอนึกถึงสิ่งที่มารดาของคีตะเล่ามา ก่อนที่บิดาของคีตะจะเดินลงเขาไป ท่าทีเขาบอกเป็นลางสังหรณ์ว่าจะไม่ได้กลับมา แต่นางไม่สามารถจะไปห้ามปรามความฝันอันสูงสุดของเขาได้ เขามักจะบอกกับนางอยู่เสมอ ไม่ว่าอย่างไรทักษิณายันนคร จะต้องอยู่เหนือสัตตคีรีนคร ไม่ใช่ด้วยเวทมนตร์หรือปาฏิหาริย์ใดทั้งสิ้น แต่จะเป็นด้วยปัญญาและสองมือของเขา

จันทราเริ่มรู้สึกใจคอไม่อยู่กับตัว เมื่อไพล่มาคิดถึงตนเอง นี่คงไม่ใช่ลางสังหรณ์ว่าคีตะจะหายลับไป เธอเหลียวมองไปรอบกายอีกครั้ง นอกจากเสียงน้ำไหล ทุกสิ่งดูเงียบสงบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ดูเหมือนอากาศจะเย็นลง ถึงแม้เสื้อผ้าจะเปียกน้ำ ความเย็นอันนี้ก็ไม่สามารถทำให้รู้สึกเข้าไปในกายได้ เวลาแต่ละช่วงนาทีดูจะผ่านไปอย่างเชื่องช้า ความเศร้าบางๆ เริ่มจับเข้ามาในความรู้สึก

นานมาแล้วที่เธอเคยมาที่นี่ ตอนนั้นสัตตคีรีนครยังเป็นเมืองเล็กๆ เป็นทางผ่านและที่พำนักชั่วคราวของคนต่างเมืองที่ต้องการไปแลกเปลี่ยนสินค้า กับคนของกลุ่มบ้านช่างข้างบนของทักษิณายันนคร และยังเป็นสถานที่ให้คนมารวมกันในวันสำคัญของจันทราคีรี ด้วยจำนวนคนที่มากมายจากทั่วทุกสารทิศ ลานโดยรอบของจันทราคีรีจึงไม่พอเพียงแก่ผู้คน คนที่มาทีหลังจำนวนหนึ่งได้ใช้บริเวณของสัตตคีรีนครที่จะมองเห็นจันทราคีรีได้ชัด ร่วมทำพิธีอยู่ข้างล่าง

อย่างเมื่อสี่ปีที่แล้ว ปีอธิกสุรทิน วันเพ็ญแรกช่วงต้นฤดูหนาว ครั้งแรกกับหน้าที่การเป็นตัวแทนพระแม่เจ้าของเธอ มองจากข้างบนคูหาชั้นสูงสุดของจันทราคีรี บนท้องฟ้าดวงจันทร์กระจ่าง บนพื้นดินเต็มไปด้วยแสงเรืองรองของแสงเทียนของบรรดาผู้ศรัทธาต่อพระแม่เจ้า ทั้งโดยรอบลานของจันทราคีรีและที่ข้างล่างตรงสัตตคีรีนคร

เธอจำได้ว่าภาพของแสงเทียนที่สว่างไสวทั่วทุกสารทิศ ดูแล้วไม่ต่างกับดาวเต็มฟ้าในคืนข้างแรม วันนั้นจึงเป็นวันที่ดาวบนฟ้าลงมาอยู่บนผืนดิน วันที่แสงจันทร์ได้มาพบกับแสงดวงดาวที่หลอมมาจากใจของผู้ศรัทธา

เธอกัดริมฝีปากตนเองเบาๆ เพื่อจะหยุดความคิดคำนึงต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น…

ฉับพลันความทรงจำอีกเรื่องหนึ่งปรากฏเข้ามาแทนที่ สัตตคีรีนครเมื่อวันวานเป็นเมืองที่แสนรื่นรมย์ ผู้คนที่มีอยู่จำนวนไม่มากนักดูเป็นมิตรทุกคน แม่น้ำสองสีไหลมารวมกันดูเป็นที่น่าอัศจรรย์ แม่น้ำสายใหญ่เกิดมาจากลำธารคดเคี้ยวสายเล็กหลายสาย ไหลลงมาจากภูเขา ข้างกันผืนหญ้าเขียวขจี ดอกหญ้าหลากสีสรรขึ้นเต็มไปหมด ความสนุกในวันนั้นกับเพื่อนสนิทในวัยเยาว์

ในวัยเด็กของเธอ เพียงรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง ที่ตรีศูลมีบ้านใหญ่โตเพียบพร้อมกว่าเด็กคนอื่น จะมีสิ่งที่ไม่ชอบใจอยู่อย่างเดียว ในเวลาเข้าไปในบ้านหลังใหญ่ที่มีข้าราชบริพารมากมาย มีเพียงเธอผู้เดียวที่ได้รับอนุญาตให้เดินเข้านอกออกในได้โดยสะดวก ส่วนเด็กคนอื่นที่ลงมาจากทักษิณายันนครพร้อมกัน ต่างต้องรอคอยในห้องที่จัดไว้ ในการปฏิบัติของผู้คนในนั้นก็แปลกประหลาด กับตัวเธอพวกเขาพินอบพิเทาเอาใจและตามใจทุกอย่าง ในขณะที่คนเหล่านี้มักจะหันไปทำตาเขียวกับคนอื่นๆ ที่มีท่าทีซุกซน ดังนั้นในเวลาต่อมากลุ่มเด็กๆ ที่ลงมาจากทักษิณายันนคร รวมไปถึงตัวเธอด้วย มักจะวิ่งเล่นกันในทุ่งหญ้าริมลำธาร เก็บดอกไม้ เล่นน้ำ จับปลา แทนการเข้าไปเยี่ยมบ้านอันใหญ่โตของตรีศูล

ถึงไม่ได้นัดหมายกัน แทบทุกครั้งที่เธอกับเพื่อนๆ ลงมา มักพบกับตรีศูลเข้ามาเล่นด้วยทุกครั้งไป

นับจากนั้นเพียงไม่กี่ปี สัตตคีรีนครดูเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่จันทราคีรีกับทักษิณายันนครยังคงเหมือนเดิมทุกประการ บ้านเรือนมากมายสร้างขึ้นทดแทนทุ่งหญ้าเขียวขจี การขุดทะเลสาบขนาดใหญ่เป็นที่รองรับน้ำที่ไหลลงมาช่วงน้ำหลาก ทำให้น้ำไม่เอ่อท่วมสองฝั่งเหมือนอย่างเคย

การที่สัตตคีรีนครมีผู้คนพลุกพล่านมากขึ้น ไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในทิศทางเดียวกันให้กับทักษิณายันนคร กลับยิ่งทำให้ทักษิณายันนครกลายเป็นเมืองปิดมากขึ้น จากเดิมพ่อค้าต่างเมืองจะเป็นฝ่ายขึ้นไปติดต่อแลกเปลี่ยนสินค้าข้างบนภูเขาโดยตรง พอมาถึงช่วงรุ่งเรืองของสัตตคีรีนคร ได้เกิดมีความเปลี่ยนแปลง เกิดมีพ่อค้าคนกลางทำหน้าที่เจรจาแทน การมีคนกลางมาติดต่อซื้อขายทำให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ เอาส่วนแบ่งค่าเหนื่อย เมื่อดูไม่เป็นธรรมมากขึ้น ผู้คนของแต่ละกลุ่มบ้านช่างของทักษิณายันนครจึงเปลี่ยนวิธีค้าขาย โดยคนจากบนภูเขาลำเลียงสินค้าลงไปขายเอง

ในช่วงนี้ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างคาดไม่ถึง ชาวทักษิณายันนครบางกลุ่มลงไปค้าขายแล้วตั้งรกรากอยู่เป็นชาวเมืองสัตตคีรี การนำสินค้าลงไปมีปัญหาหลายอย่างทั้งเรื่องกีดกันสถานที่ค้าขาย การแอบเก็บภาษีของขุนนาง การขโมยสินค้า การที่ชาวเมืองทักษิณายันนครเข้าไปยึดพื้นที่สร้างบ้านเรือนอยู่ด้านล่าง เปรียบเสมือนการส่งคนไปดูแลผลประโยชน์ทางการค้าของกลุ่มบ้านของตน สิ่งนี้ทำให้ชาวเมืองสัตตคีรีนครบางส่วนรู้สึกไม่พอใจ พลเมืองสัตตคีรีนครบางกลุ่มเกิดความรู้สึกหวงแหนดินแดน เป็นผลให้เกิดการแบ่งแยกพลเมืองด้วยหน้าตาสีผิวการแต่งกาย มีการแบ่งเขตดินแดนกันเด่นชัดขึ้น และความรู้สึกชิงชังที่มีต่อกันก็เริ่มมีมากขึ้นด้วย

ความรู้สึกเขม็งเกลียวต่อกัน ไม่เว้นกับเธอและตรีศูลที่ค่อยห่างจากกัน

มาถึงวันนี้ตรีศูลได้เติบโตขึ้นมาเป็นชายหนุ่มที่องอาจแข็งแรง พร้อมกับอำนาจต่อผู้คนที่มากขึ้นเป็นเงาตามตัว โลกียะเคยพูดให้ฟังถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงของคนที่มีอำนาจอยู่เหนือผู้คน ในเวลานั้นเธอมิได้ใส่ใจ เพราะความจริงใจที่มีให้แก่กันตั้งแต่วัยเยาว์ ได้กลบความเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งหมด

แต่กระนั้น…คำเตือนของบิดาก็มิอาจเลือนหายไป สัตตคีรีนครต้องการครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างที่จะทำให้อาณาจักรยิ่งใหญ่ ซึ่งรวมถึงตัวเธอในฐานะตัวแทนพระแม่เจ้า ผู้มีบทบาทต่อศรัทธาของผู้คนอย่างเหนียวแน่น การที่องค์รัชทายาทตรีศูลจะได้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิง เป็นหนทางสวยงามที่ทั้งสองเมืองจะได้รวมกัน ความกินแหนงแคลงใจที่เคยมีต่อกันจะค่อยหมดไป สันติวิธีตามแนวทางนี้เป็นสิ่งที่กษัตริย์พ่อกับพระมารดาเคยปรารถกับเธอหลายครั้ง และทุกครั้งโลกียะที่เธอรักยิ่งต้องแสดงอาการไม่เห็นด้วยกับหนทางนี้ ครั้งหนึ่งที่เขายืนอยู่ด้วย และได้ยินความประสงค์นี้อย่างชัดเจน เขาได้แสดงกิริยาโอหังยิ่ง จนข้ารับใช้แถวนั้นพากันตกใจ

“เจ้าหญิงสูงค่า…เกินกว่าจะเป็นบรรณาการ” เขาประกาศถ้อยความนี้ด้วยเสียงอันดังชัดถ้อยคำ ในเวลานั้นไม่มีผู้ใดในโถงห้องพระราชวังศิลาไม่ได้ยิน

กษัตริย์พ่อดูโกรธมาก ถึงกับสั่งห้ามโลกียะไม่ให้เหยียบเข้ามาในเขตพระราชวังศิลา และห้ามมิให้ผู้ใดเอ่ยถึงหรือติดต่อกับเขาอีก จากนั้นเป็นต้นมาเขาก็ทำตัวลึกลับ ไม่ค่อยปรากฏตัวให้ผู้ใดพบเห็น

เรื่องนี้เป็นที่โจษจัณฑ์กันอยู่พักใหญ่ เพราะแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยมีใครกล้าแตะต้องท่านโลกียะ เนื่องจากถ้านับกันตามศักดิ์ศรีของวงศ์วานที่มีสิทธิเป็นผู้ปกครองทักษิณายันนคร ถือว่าเทียบเสมอกัน เพราะผู้ปกครองทักษิณายันนครต้องสลับสับเปลี่ยนกันในสองตระกูล ตามพันธะสัญญาที่มีมาแต่บรรพกาล

จากนั้นมาชั่วเวลาไม่นานนัก กษัตริย์พ่อและพระมารดาของเจ้าหญิงได้ถูกลอบวางยาพิษ เป็นที่มาของข่าวลือว่า…โลกียะเป็นคนกระทำ

จันทราใช้มือข้างหนึ่งลูบใบหน้าที่เปียกน้ำ พร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลรวมกัน

คีตะกลับมาแล้ว…

จันทราผุดลุกขึ้นยืน เมื่อเขาพาตัวกลับเข้ามาถึงตรงที่เธอยืน เขาเหลือบตาขึ้นมอง ความเหน็ดเหนื่อยทำให้ไม่สามารถพูดอะไรได้ทันที เขาทิ้งตัวลงนอนแผ่ หน้าอกกระเพื่อมแรง เจ้าหญิงนั่งลงจับไหล่ข้างหนึ่งของเขา รอว่าเมื่อไหร่เขาจะบอกอะไรได้

ครู่หนึ่งคีตะจึงผงกหัวและดึงตัวขึ้นมานั่ง

“ข้าพบทางเข้าแล้ว หลงว่ายน้ำข้ามไปมาเสียหลายรอบ”

“เจ้าพักให้หายเหนื่อยก่อน” เจ้าหญิงแสดงความเห็นใจ การค้นพบของคีตะทำให้รู้สึกกระตือรือร้น จนลืมเรื่องอื่นไปชั่วขณะ

“ข้างในเป็นอย่างไรบ้าง”

“เข้าไปเพียงไม่กี่ก้าว เวลานี้ดูปลอดคน คาดว่าเป็นเพราะช่วงนี้น้ำหลาก ทางเดินเข้ามาตัวปราสาทบางจุดชำรุด เวรยามจึงใช้วิธีลอยเรืออยู่ตรงปากทางเข้า ไม่เดินตรวจตราไปมาเหมือนฤดูอื่น”

“เจ้าเคยมาที่นี่แล้วหรือ”

“ใช่แล้วเจ้าหญิง” คีตะยืดอกรับ “ก่อนนี้ข้าเคยแอบมาพบกับบิดา ในช่วงการก่อสร้างมหาปราสาท ถึงจะนานมาแล้ว และหลายสิ่งเปลี่ยนไป แต่ข้ายังจำได้อย่างแม่นยำ ถึงการจัดวางผังก่อสร้าง ทางเดิน และกลไกต่างๆ”

“ถ้าอย่างนั้น…ไปกันเถอะ” เจ้าหญิงเร่งให้เขาหายเหนื่อย ท่าทางมาดมั่น

“ข้ายังไม่ไหวเลย” คีตะโอด เขาทิ้งตัวลงนอนราบกับพื้นเหมือนเดิม ในใจนึกว่าอยากจะมีเวลาอยู่เพียงลำพังกับเจ้าหญิงให้นานกว่านี้

เจ้าหญิงส่ายหน้าไม่ยอมเข้าใจ รู้ว่าเขาแกล้งถ่วงเวลา พลางนึกว่าควรจะทำอย่างไรดี ว่าแล้วก็กำมือกะจะทุบลงไปที่ท้อง ดีที่ว่าคีตะหรี่ตามองอยู่ก่อน จึงจับไว้ได้ทัน

“เจ้าหญิงชอบใช้กำลังกับข้า” คีตะยังจับข้อมือเจ้าหญิงเอาไว้แน่น เพราะไม่ไว้ใจความปลอดภัยของตนเอง

“จะไปหรือยัง…” เธอลากเสียง มืออีกข้างกำไว้ขู่

คีตะหัวเราะเบาๆ ปล่อยข้อมือเจ้าหญิง ลุกขึ้นยืนอย่างไม่อิดออด

“เอาละ…ไปกัน เกาะตัวข้าให้ดีล่ะเจ้าหญิง อะ..อะ” เขาขัดจังหวะขณะเธอจะเอ่ยพูด

“เจ้าหญิงจะพูดว่าตนเองว่ายน้ำเก่ง แต่ข้ารู้เส้นทาง” คีตะดักคอไว้ด้วยความเป็นห่วง เพราะยังไม่ค่อยมั่นใจในกำลังของเจ้าหญิงนัก

ส่วนจันทราก็นึกเป็นห่วงคีตะเช่นกัน เพราะว่าเขาเพิ่งว่ายน้ำกลับมา

ทั้งสองคนจับมือกันแล้วพยักหน้าก่อนจะพุ่งตัวลงน้ำพร้อมกัน ชั่วอึดใจก็มาถึงตัวปราสาท คีตะเงยหน้าขึ้นจากน้ำ บอกให้เจ้าหญิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขาบอกสั้นๆว่าจะต้องดำน้ำลงไปประมาณหนึ่งช่วงตัว แล้วให้ดีดตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย จะพอดีกับช่องระบายน้ำของปราสาท

เธอทำตามที่เขาบอกทันที เมื่อมุดศรีษะดำลงไป มือและแขนข้างหนึ่งของคีตะได้กางป้องกันไม่ให้ส่วนศรีษะของเจ้าหญิงเป็นอันตราย ในช่วงที่ต้องดีดตัวมุดขึ้นมา

ไม่ยากเย็นนัก ทั้งคู่ได้โผล่พ้นน้ำเข้ามาในส่วนของปราสาทหนุมาน

เช้าวันหนึ่งอันแสนประหลาด
นักค้าวัตถุโบราณแปลกหน้า
สำรวจช่องเขาขาด
วางแผนเพื่อรู้ความลับ
จารึกโบราณของโลกียะ
เที่ยวป่า
ทีมสำรวจออกเดินทาง
ชายแปลกหน้าในความเลือนลาง
คัมภีร์อนันตภพเป็นจริง
เจ้าหญิงแห่งทักษิณายันนคร
พระแม่เจ้าบนจันทราคีรี
คีตะมิตรที่แสนดี
ทางลับเข้ามหาปราสาท
ความลับในปราสาท
ทางลอดใต้น้ำ
ความจริงที่น่าสะเทือนใจ
รัชทายาทนักรบ
งานเลี้ยงในท้องพระโรง
ดั่งนกในกรง
โลกียะส่งคนมาช่วย
พิธีเรียกดวงไฟ
ภาพฝัน
กลุ่มคนไม่น่าไว้วางใจ
เมืองโบราณใต้น้ำ
ความโหดร้ายในหุบเขาสัตตคีรี
ลูกน้องจอมทรยศ
ดร.วัลลภอยู่ในอันตราย
แม่เฒ่าผู้เฝ้าจันทราคีรี
ในสายตาของพระแม่เจ้า 
ห้องพิธีกรรม
หลงไปในอดีตกาล
ความตื่นเต้นของเจ้าหญิง
คำสัญญาของตรีศูล 
ล้วงความลับ
ภาพอนาคตอันน่าพิศวง  
เฝ้ามองจันทราคีรี
พิธีกรรมในคืนวันเพ็ญ
ตอนจบ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook