บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

มนต์ผีเสื้อ
ตอน ทักษิณายันนคร สาวิตรี : เขียน

20…โลกียะส่งคนมาช่วย

หลังการถูกผลักไสโดยไม่ทันตั้งตัว คีตะยังไม่ได้หลบออกไปจากสัตตคีรีนคร ตามความต้องการอย่างเดาใจไม่ถูกของเจ้าหญิง ด้วยความช่วยเหลือของชาวทักษิณายันนคร คนของท่านโลกียะ คนผู้นั้นทำหน้าที่ทหารยามอยู่ด้านนอกพระราชวัง ขณะเดียวกันก็คอยสืบข่าวสอดแนม นำความส่งไปรายงานเป็นระยะ

ชายผู้นี้ได้ช่วยหาเสื้อผ้าคนติดตามราชทูตของเจ้าเมืองแห่งหนึ่ง ซึ่งมีหน้าที่แบกเครื่องบรรณาการเข้าไปถวายในท้องพระโรง คีตะจึงฉวยโอกาสนี้เข้าไปร่วมพิธีด้วย

ในช่วงเวลานั้นในท้องพระโรงขนาดใหญ่ มีผู้คนมากมาย ไม่มีใครทันสังเกตใคร เพราะแต่ละคนใจจดจ่ออยู่กับการเข้าเฝ้า บรรดาคนของเมืองต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นคนแปลกหน้าทั้งสิ้น

ดังนั้นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในสถานที่แห่งนี้ จึงไม่พ้นไปจากสายตาของคีตะ…

คีตะคาดการณ์ตั้งแต่ก่อนจะมองเห็นเจ้าหญิงนั่งอยู่บนบัลลังก์เคียงข้างกับตรีศูล องค์รัชทายาทที่จะขึ้นมาเป็นกษัตริย์ในเร็ววันนี้

เจ้าหญิงจะต้องไม่ได้กลับทักษิณายันนครแน่นอน !

ดังนั้นเขาจึงเร่งให้คนสอดแนมส่งข่าวให้ท่านโลกียะตั้งแต่เมื่อคืน นั่นเองที่ทำให้เขาโล่งใจได้ส่วนหนึ่ง ไม่ว่าอย่างไรท่านโลกียะจะต้องหาทางช่วยเจ้าหญิงกลับไปได้แน่

การที่เขามั่นใจเช่นนี้เป็นเพราะเขารู้จักกับท่านโลกียะพอสมควร จากการตามเจ้าหญิงเวลาแวะไปเยี่ยมท่านโลกียะ ตรงที่พำนักใต้จันทราคีรี คีตะคิดว่าชายผู้นี้มีความฉลาดล้ำในศาสตร์ต่างๆ ขณะเดียวกันเขาก็คิดว่าในตัวของท่านโลกียะ แฝงไว้ด้วยความน่ากลัว ในแววตาเปี่ยมไปด้วยความรักและภักดีที่ท่านโลกียะมีต่อเจ้าหญิง เขากลับมาครุ่นคิดทบทวนดูหลายครั้ง จึงมีความคิดว่าท่านโลกียะต่างจากผู้ศรัทธาต่อพระแม่เจ้าดังเช่นคนอื่นๆ

ท่านโลกียะมองเจ้าหญิงเป็นตัวจริงของพระแม่เจ้า… พระแม่เจ้าบนจันทราคีรีนั้นคือรูปปั้นเท่านั้น !

ขณะที่ผู้ศรัทธาคนอื่นจะสามารถยอมรับต่อพระแม่เจ้าที่มาในร่างผู้อื่นได้ แต่ท่านโลกียะยอมรับได้แต่เพียงเจ้าหญิง !

แต่นั่น…อย่างน้อยที่สุดก็เป็นเรื่องดีกับเจ้าหญิงไม่ใช่หรือ…

คีตะลอบมองไปด้านหน้าท้องพระโรง

หญิงงามเคียงข้างบัลลังก์กษัตริย์ !

ในใจเขานึกริษยา แต่เป็นไปในช่วงเวลาสั้นๆ เมื่อมองไปอีกพักหนึ่ง เขาจึงรู้ว่าใบหน้าของอิสตรีที่งดงามอย่างไร้ที่ติดังที่สะกดทุกสายตาอยู่นั้น จิตใจของเจ้าหญิงกลับไม่อยู่กับตัว ยิ่งเพ่งพินิจไปนานๆ ราวกับเป็นอุปทาน เขารู้สึกว่าใบหน้าเนียนงามที่ขับด้วยมงกุฎเพชรสีชมพู ลึกลงไปในดวงตาคือน้ำตาที่รินไหลเข้าไปในอก

คีตะเบือนสายตาออกมา พลางถอนหายใจกับตัวเองเบาๆ

ความทุกข์ใจที่เขาสัมผัสได้ หนักอึ้งราวกับนั่นเป็นภาระที่เขาต้องแบกไว้เอง เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะตัวเขาแทบไม่มีความทุกข์เป็นของตนเอง ดังนั้นจึงมีที่ว่างมากมายในการรับทุกข์ของผู้อื่นมาไว้กับตน แต่เมื่อรับมากเข้า เขาชักเริ่มไม่แน่ใจ ทุกข์นั้นมาจากผู้อื่นหรือเป็นสิ่งที่เขาสร้างมาจากจิตใจของตนเอง

นับจากนี้ไป เห็นทีทักษิณายันนครจะหาความสงบสันติไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน ดูอย่างคนพวกนี้ บางเมืองอยู่ห่างไกลออกไปขนาดต้องเดินทางบนหลังม้าหลายวัน แต่ไม่วายต้องบ้านแตกเพราะความพ่ายแพ้จากสงคราม การแพ้ศึก อย่าว่าแต่ทรัพย์สมบัติหรือชีวิตลูกเมียเลย การเอาชีวิตตนเองให้รอดก็ดูยากเต็มที

เทียบกันแล้ว ความเสียหายที่สัตตคีรีนครกระทำต่อทักษิณายันนคร ยังดูน้อยนิด เมื่อเทียบกับสิ่งที่พวกเขากระทำกับเมืองอื่น เท่าที่เห็นจะมีเพียงทหารกลุ่มหนึ่ง แอบเข้ามาในเขตทักษิณายันนครอย่างเงียบๆ เพื่อมาตามหาศิลาปิรามิด ทหารกลุ่มนี้จะเที่ยวตรวจค้นไปตามกลุ่มบ้านต่างๆ เขาคิดว่าเจตนาแฝงก็คือการดูความเคลื่อนไหวของทักษิณายันนคร ถึงแม้จะไม่พบว่ามีการสะสมกองกำลังขนาดใหญ่ แต่ใช่ว่าทักษิณายันนครจะไม่มีกองกำลัง

มีหลายคนคิดว่าการที่สัตตคีรีนครถนอมน้ำใจต่อทักษิณายันนคร เป็นเพราะที่นั่นคือถิ่นเกิดเมืองนอนของเจ้าหญิง คนที่จอมทัพของสัตตคีรีนครต้องการให้นั่งเคียงบัลลังก์ แต่สถานการณ์ตอนนี้ดูเปลี่ยนแปลงไป ทักษิณายันนครในเวลานี้กำลังขาดผู้ปกครอง ไม่ว่าท่านโลกียะจะเป็นคนลอบวางยาพิษผู้ปกครองคนเดิมหรือไม่ก็ตาม ด้วยศักดิ์ศรีที่เท่าเทียมกันของทั้งสองวงศ์วาน นั่นคือวงศ์วานของเจ้าหญิง กับวงศ์วานของท่านโลกียะ ผู้มีพันธะสัญญากันมาช้านาน ในการผลัดเปลี่ยนคัดเลือกบุคคลมาเป็นผู้ปกครอง แม้จะยังไม่ได้สถาปนา แต่ขณะเวลานี้ท่านโลกียะได้มีสถานะการเป็นผู้ปกครองโดยอำนาจ และการยอมรับของหัวหน้ากลุ่มบ้านต่างๆ ทำให้เขาสามารถสร้างกองกำลังได้จำนวนหนึ่ง

สิ่งนี้เองที่สัตตคีรีนครจับตามองอย่างไม่วางตา…

คีตะคาดการณ์ว่าสัตตคีรีนครจะต้องใช้โอกาสนี้ ใช้กองกำลังบุกเข้าทักษิณายันนคร ด้วยเหตุผลการชิงอำนาจคืนให้กับเจ้าหญิง ที่ขณะเวลานี้เสด็จมาสัตตคีรีนครเพื่อหาที่พึ่งพิง ทุกสิ่งดูจะพอเหมาะสร้างผลดีให้กับผู้ปกครองสัตตคีรีนคร ชาวเมืองสัตตคีรีนครที่ยึดมั่นต่อพระแม่เจ้าและรักในตัวเจ้าหญิง จะไม่รู้สึกว่าถูกทำร้ายจิตใจ

ทั้งนี้ความผิดทั้งหมดจะถูกยกให้กับท่านโลกียะ ในฐานก่อกบฏผู้ปกครองทักษิณายันนคร !

ทั้งนี้ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่คีตะไม่สามารถหยุดความคิดของตนเองได้

โดยสถานะการสืบทอดวงศ์วานผู้ปกครองทักษิณายันนคร มีเพียงเจ้าหญิงคนเดียวที่มีความชอบธรรมในการสืบทอด นี่เจ้าหญิงจะทันรู้สึกถึงภาระอันใหม่เช่นนี้หรือไม่ !

ถ้าเจ้าหญิงถูกกักตัวไว้ที่นี่ เพื่อเป็นราชินีองค์ต่อไปของสัตตคีรีนคร เธอจะไม่ต้องกลับไปเป็นตัวแทนพระแม่เจ้า ไม่ต้องแบกรับภาระอันใหม่ของการเป็นผู้ปกครองทักษิณายันนคร

คีตะกลับมาเพ่งมองเจ้าหญิง ซึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์อีกครั้ง เขาต้องการอ่านใจของเธอให้ลึกลงไปที่สุด แล้วเขาก็ได้คำตอบ ต่อให้เส้นทางกลับทักษิณายันนครปูลาดด้วยขวากหนาม เขาเชื่อมั่นอย่างเต็มหัวใจ เจ้าหญิงจักต้องเลือกเดินบนเส้นทางอันแสนปวดร้าวนี้ !

 

ก่อนรุ่งสางเล็กน้อย ควันที่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำของปราสาทหนุมานกับปรางค์เศียรเทวะ ยังคงลอยอย่างอ้อยอิ่ง ไอน้ำในอากาศบางส่วนกลายเป็นหยดน้ำค้างเกาะบนใบหญ้า ทุกสิ่งเงียบสงบราวกับทุกคนกำลังอยู่ในนิทราอันล้ำลึก ทหารยามที่เคยกระฉับกระเฉงช่วงต้นของเวรยามดูง่วงซึม บางคนไม่อาจฝืนอาการสะลึมสะลือ ถึงกับเข่าอ่อนฟุบหลับอยู่กับพื้น

สักพักหนึ่งหมอกควันค่อยจางลง ในความมืดมีเสียงฝีเท้าม้าดังกุบกับ มีคนสวมชุดสีดำปิดคลุมหน้าตาและร่างกายจำนวนสิบคน พวกเขานั่งอยู่บนหลังม้า เมื่อมาใกล้กำแพงของพระราชวังชั้นใน ชายฉกรรจ์ทั้งสิบคนค่อยลงจากหลังม้าอย่างเงียบเชียบ

ภายในห้องบรรทมของเจ้าหญิง จันทราพยายามสงบจิตใจด้วยการนอนหลับตา ท่ามกลางความเงียบนั้น ได้ยินเสียงดังตึงตังที่ประตูห้อง เปลือกตาของเธอยังปิดสนิท พลางเงี่ยหูสดับฟัง

ใช่แน่…เสียงนั้นมาจากประตู !

พร้อมกับการลุกขึ้นนั่ง ประตูห้องถูกผลักเปิดอย่างแรงและรีบเร่ง ด้วยสัญชาตญาณการระวังภัย เธอผุดลุกจากที่นอน เบี่ยงตัวกำบังตนกับผ้าม่านด้านหัวเตียง

นางกำนัลสองคนที่นอนเฝ้าเจ้าหญิงสะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างกระทันหัน ไม่ทันได้รู้ตัว ได้ปรากฏเงาของผู้บุกรุกสามคนเข้ามาในห้อง ก่อนจะกรีดร้องก็มีฝ่ามือหนามาปิดปากไว้

“เจ้าหญิง…เจ้าหญิง” ชายอีกคนหนึ่งวิ่งวนอยู่ในห้อง ส่งเสียงเรียก

“คีตะ !” เจ้าหญิงจำเสียงเขาได้ เธอรีบเดินออกมาจากหลังม่าน

“เจ้าหญิง” น้ำเสียงของคีตะแสดงความโล่งใจ

ชายฉกรรจ์อีกสองคนที่มากับเขากำลังมัดปากมัดมือมัดเท้านางกำนัลสองคนนั้น

“รีบไปกันเถอะ ท่านโลกียะส่งคนมารับเจ้าหญิงกลับแล้ว พวกเขารอกันอยู่ด้านนอก” อย่างไม่ให้เสียเวลา เขาดึงมือเจ้าหญิงให้วิ่งตามออกไปทันที

“ข้านึกว่าเจ้ากลับไปแล้ว” เจ้าหญิงพูดขณะวิ่ง คีตะไม่ได้ตอบกลับ เพราะเขามัวพะวงกับหนทางหนี

“อีกสักครู่จะมีทหารอีกกลุ่มมาเปลี่ยนเวร พวกเขาจะรู้ว่ามีคนแอบเข้ามาวางยาพวกนี้” เมื่อออกมาที่โล่ง คีตะส่งผ้าชุบน้ำยาผืนหนึ่ง ให้เจ้าหญิงปิดปากปิดจมูกไว้ เผื่อควันสลบจะยังไม่จางไปหมด

มีช่วงหนึ่งที่คีตะหยุดลังเลว่าทางไหนคือจุดนัดหมาย อีกสองคนที่ตามมาติดๆ คนหนึ่งวิ่งแซงนำทาง ส่วนอีกคนหนึ่งปิดท้าย สองคนนี่มีความชำนาญเส้นทางในพระราชวังดี เพราะได้เคยมาสอดแนมอยู่ที่นี่นานพอสมควร

บรรยากาศของพระราชวังสัตตคีรีในส่วนนี้ดูเงียบวังเวงจนรู้สึกได้ แสงสลัวและความมืดดูจะปกปิดความมลังเมลืองได้ชะงัด ยังคงมีควันสลบจางๆ ลอยเข้ามาเป็นระยะ จันทราเกือบย่ำลงบนร่างทหารยามคนหนึ่งที่นอนหลับอยู่กลางทาง

มีเสียงเป่าปากให้สัญญาณจากคนที่ปิดท้ายขบวน แล้วก็มีเสียงแบบเดียวกันดังรับมาจากข้างหน้าไม่ไกลนัก

คีตะยังกำมือเจ้าหญิงไว้แน่น จันทรามองไปยังใบหน้าด้านข้างของเขา เวลานี้ดูแปลกกว่าทุกครั้ง ใบหน้าได้รูปราวกับรูปสลักบ่งบอกถึงอารมณ์หลากหลาย ช่างผิดกับเวลาที่เขานิ่งสงบ จดจ่ออยู่กับบรรดาก้อนหิน

ดูเหมือนจะรู้ว่ามีคนมอง เขาหันหน้ามาด้วยอาการฉงนเล็กน้อย เจ้าหญิงรู้สึกตัวเสไปมองทางอื่น ขณะพยายามจะแกะมือที่ร้อนไปด้วยเหงื่อออก แต่เขากลับจับแน่นกว่าเดิม เมื่อเห็นชายชุดดำคนข้างหน้าวิ่งมารับและบอกให้รีบตามไป

พอพ้นออกมาจากพระราชวังชั้นใน ความกดดันดูผ่อนคลายไปได้บ้าง ท้องฟ้าสว่างขึ้นเล็กน้อย คีตะจัดการพาเจ้าหญิงขึ้นไปนั่งบนหลังของเจ้าหมอกสีน้ำตาล เจ้าหญิงรู้สึกดีใจที่มันร่วมขบวนมาช่วยในครั้งนี้ แล้วกลุ่มชายฉกรรจ์ทั้งสิบกับอีกสี่คนที่มาสมทบ ก็พุ่งตัวออกไปเต็มที่ด้วยฝีเท้าม้าชั้นดี

จากด้านข้างพระราชวังด้านนี้ ถนนไปบรรจบกับถนนสายใหญ่ที่ผ่านหน้าพระราชวัง และตัดตรงผ่านใจกลางเมือง ตามสองข้างทางของถนนสายใหญ่ แลเห็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่เป็นเงาทะมึน อาคารเหล่านี้เป็นของพวกขุนนางและคหบดีที่ร่ำรวย ตรงสุดปลายถนนจะเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่แยกออกเป็นตรอกซอกซอยขนาดเล็กมากมาย ถนนโดยส่วนใหญ่ขนาดพอวัวเทียมเกวียนผ่านไปมาได้ เส้นทางกลับขึ้นไปทักษิณายันนคร จะต้องข้ามสะพานแม่น้ำสายย่อยของจักษุนที แม่น้ำเส้นนี้มีต้นแม่น้ำอยู่บริเวณทักษิณายันนคร และจะต้องผ่านตลาด

ตามเส้นทางเล็กนี้ เริ่มมองเห็นชาวบ้านเดินสัญจรไปมา บางคนแบกตะกร้าผักผลไม้ เพื่อนำไปขายที่ตลาด บางคนผูกตะกร้าไว้กับม้าแล้วเดินจูงไป ตลาดเช้าของที่นี่อยู่ถัดเลยไปจากสะพานไม้เล็กน้อย

เสียงฝีเท้าม้าควบเร็วกระทบกับถนนที่ปูด้วยหินก้อนใหญ่ ฟังดูอึกทึก บรรดาพ่อค้าแม่ค้าพากันตื่นตระหนก กอดข้าวของตนเองหาที่หลบกันภัย ยังไม่มีใครรู้ว่าเช้ามืดของวันนี้เกิดอะไรขึ้น

ยังไม่ทันจะได้เห็นตัวที่มาของเสียงอึกทึก ได้มีเสียงควบม้าอีกกลุ่มใหญ่ ทหารกลุ่มนี้ปกติจะประจำอยู่ตรงป้อมปราการด้านทิศตะวันตก ทหารกลุ่มนี้ได้รับสัญญาณด่วน ให้รีบมาสกัดพวกกองโจรที่บุกเข้ามาชิงตัวเจ้าหญิง และกำลังจะหลบหนีไปทางด้านใต้

เมื่อทั้งสองกลุ่มมาเจอกัน ความโกลาหลได้เกิดขึ้นกลางตลาดที่ผู้คนเริ่มหนาแน่นตรงนั้นเอง บรรดาสัตว์ต่างๆ ที่มาเจอกัน ต่างพากันตื่นตกใจ ไหนจะม้าของกลุ่มคนสวมชุดดำ ไหนจะม้าของทหาร ไหนจะสัตว์บรรทุกของชาวบ้าน โดยเฉพาะฝ่ายหลังที่ไม่ได้ผ่านการฝึกฝน พวกมันจึงดิ้นหนีด้วยความตกใจตามสัญชาตญาณสัตว์ เจ้าของต้องพากันไล่ตะครุบเชือก ตะกร้าผักผลไม้ตกหล่นเสียหาย เพิงชั่วคราวอันที่ไม่แข็งแรงถึงกับล้มลงมา

เมื่อเข้าใกล้กัน กลุ่มทหารดึงดาบออกมาจากฝัก ติดตรงที่ชาวเมืองและข้าวของที่กีดขวางตามไล่กันไม่ถนัด ประเมินด้วยสายตา กองทหารของสัตตคีรีนครมีจำนวนมากกว่าเล็กน้อย

ด้วยฝีเท้าม้าที่ปราดเปรียว ฝ่ายชิงตัวเจ้าหญิงได้โอกาสทิ้งห่างพวกทหารไปอีกช่วงหนึ่ง

หนทางรอดอยู่ข้างหน้าแล้ว… ดวงอาทิตย์จวนจะพ้นจากขอบฟ้า แสงสว่างค่อยโผล่ขึ้นรำไร สองข้างทางบ้านเรือนเริ่มห่าง มีต้นไม้ขึ้นหนาตา

แต่แล้วสถานการณ์กลับแย่ลง เมื่อมีทหารของสัตตคีรีนครอีกกลุ่มหนึ่ง พุ่งตรงมาสมทบจากด้านตะวันออก อย่างที่มีการคาดการณ์ไว้ก่อน ฝ่ายที่มาชิงตัวเจ้าหญิงแบ่งกำลังออกเป็นสองส่วน สามคนรวมทั้งคีตะ ควบม้าขนาบเจ้าหมอกสีน้ำตาลของเจ้าหญิง ส่วนอีกสิบคนชักม้ากลับ หันไปเผชิญหน้ากับกองทหารเพื่อประวิงเวลา

อีกชั่วอึดใจ ถนนเริ่มลาดชันขึ้น ต้นไม้ครึ้มต้นใหญ่เรียงรายสองข้างทาง ป้อมปราการด้านทิศใต้ดูเงียบเชียบ เพราะพวกทหารยามยังไม่ฟื้นจากยาสลบ เมื่อพ้นจากช่วงนี้ไป ถือว่าพ้นออกไปจากเขตของสัตตคีรีนคร จนกระทั่งเริ่มเข้าเขตของกลุ่มบ้านศักดิ์สิทธิ์

เจ้าหญิงที่อยู่บนหลังม้าในกลุ่มผู้นำมาตลอด ด้วยฝีเท้าชั้นเยี่ยมของเจ้าหมอกสีน้ำตาล เธอเริ่มรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง เมื่อเริ่มมองเห็นปากทางเข้าป่าเถาวัลย์ ปราการทางธรรมชาติของทักษิณายันนคร เจ้าหญิงบังคับม้าให้ชะลอฝีเท้า จนกระทั่งหยุดยืนแล้วหันกลับไป

องครักษ์ทั้งสามจำต้องหยุดตามไปด้วย…

เจ้าหญิงยังคงมองห่างออกไปอย่างรอคอย

“ไปกันต่อเถิดเจ้าหญิง” คีตะบอกมาเบาๆ

“ไม่…ข้าต้องรอพวกที่มาด้วยกัน” เจ้าหญิงยืนกราน พยายามชะเง้อมอง ทุกอย่างเงียบเชียบ ไม่มีแม้แต่เสียงแว่วของฝีเท้าม้าที่จะลอยมากับสายลม

ผู้กล้าชุดสีดำทั้งสองคนปลดผ้าคลุมหน้าออก ริมฝีปากมีรอยยิ้ม

“พวกเราสามารถช่วยเจ้าหญิงออกมาได้สำเร็จ ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่านี้อีกแล้ว” ขณะพูดไปชายฉกรรจ์สองคนมองหน้าเจ้าหญิงตรงๆ ด้วยแววตามีศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยม พวกเขาก้มศรีษะให้ จากนั้นทั้งคู่เตะสีข้างม้าของเขาเบาๆ แล้วหมุนตัวพากันหายกลับเข้าไปในป่าเถาวัลย์

“หมายความว่าอย่างไร” เจ้าหญิงหันไปทางคีตะ รู้สึกใจไม่ดีกับชะตากรรมของสิบคนนั้น พวกเขาจะสู้กับทหารของสัตตคีรีนครที่มีคนมากกว่าเท่าตัวได้อย่างไร

คีตะไม่รู้จะตอบอย่างไร เขาขยับม้าเข้าไปใกล้ เอื้อมตัวพยายามจะดึงบังคับเจ้าหมอกสีน้ำตาล เจ้าหญิงรู้สึกขัดใจ จะลงจากหลังม้า คีตะรีบปรามไว้

“อย่าทำอย่างนั้นเลย…เจ้าหญิง” เป็นครั้งแรกที่คีตะเสียงเข้ม แสดงความจริงจังอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน “ทางที่ดีควรไปให้พ้นจากตรงนี้ ก่อนที่พวกสัตตคีรีนครจะตามมาทัน ถ้าเจ้าหญิงถูกจับตัวไปอีก ผู้กล้าที่พลีชีพ เขาจะเสียใจสักขนาดไหน”

เจ้าหญิงหน้าซีดเผือดกับถ้อยความที่กระทบเข้ากับจิตใจอย่างจัง

หลังจากผ่านเส้นทางลดเลี้ยวของป่าเถาวัลย์ด้วยบรรยากาศเศร้าสร้อย พ้นออกมาได้สักพัก คีตะลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ท่านโลกียะสั่งมากับกองกำลังที่บุกไปช่วยเจ้าหญิง ให้นำตัวเธอกลับเข้าป่าเถาวัลย์ ทางเขาจะรวบรวมคนตรึงกำลังเอาไว้ตรงนี้ และเขาได้ประกาศว่า

 

นับแต่เท้าของเจ้าหญิงแตะถึงพื้นดินของทักษิณายันนครอีกครั้ง ทักษิณายันนครจะเป็นเมืองปิด ตัดขาดกับสัตตคีรีนครอย่างสิ้นเชิง ! 

เช้าวันหนึ่งอันแสนประหลาด
นักค้าวัตถุโบราณแปลกหน้า
สำรวจช่องเขาขาด
วางแผนเพื่อรู้ความลับ
จารึกโบราณของโลกียะ
เที่ยวป่า
ทีมสำรวจออกเดินทาง
ชายแปลกหน้าในความเลือนลาง
คัมภีร์อนันตภพเป็นจริง
เจ้าหญิงแห่งทักษิณายันนคร
พระแม่เจ้าบนจันทราคีรี
คีตะมิตรที่แสนดี
ทางลับเข้ามหาปราสาท
ความลับในปราสาท
ทางลอดใต้น้ำ
ความจริงที่น่าสะเทือนใจ
รัชทายาทนักรบ
งานเลี้ยงในท้องพระโรง
ดั่งนกในกรง
โลกียะส่งคนมาช่วย
พิธีเรียกดวงไฟ
ภาพฝัน
กลุ่มคนไม่น่าไว้วางใจ
เมืองโบราณใต้น้ำ
ความโหดร้ายในหุบเขาสัตตคีรี
ลูกน้องจอมทรยศ
ดร.วัลลภอยู่ในอันตราย
แม่เฒ่าผู้เฝ้าจันทราคีรี
ในสายตาของพระแม่เจ้า 
ห้องพิธีกรรม
หลงไปในอดีตกาล
ความตื่นเต้นของเจ้าหญิง
คำสัญญาของตรีศูล 
ล้วงความลับ
ภาพอนาคตอันน่าพิศวง  
เฝ้ามองจันทราคีรี
พิธีกรรมในคืนวันเพ็ญ
ตอนจบ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook