บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

มนต์ผีเสื้อ
ตอน ทักษิณายันนคร สาวิตรี : เขียน

24…เมืองโบราณใต้น้ำ

หลังความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินผ่านหุบเขาอันแห้งแล้ง ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงจุดหมายที่ยังไม่เคยมาถึงก่อนหน้านี้ สิ่งที่สะกดต่อสายตาทุกคู่คือผืนน้ำสีน้ำเงินที่ไกลสุดตา สิ่งที่เห็นตรงกันทำให้เสียงพูดคุยกันดังขรมไปหมด เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้เห็นภาพนี้ แม้แต่คนท้องถิ่นอย่างนายโทนและนายว่องคนสนิทของพิชยุทธ พวกเขายังไม่เคยเห็นเพราะไม่เคยมาแถวนี้มาก่อน

แม้แต่พิชยุทธที่พอได้ข้อมูลมาก่อนบ้าง เขาก็ประหลาดใจไม่แพ้กัน ตามที่วาดภาพเอาไว้ในใจ เขาคิดว่าบริเวณที่นักสำรวจคนก่อนที่จบชีวิตไปหลังจากถ่ายภาพใต้น้ำ ที่เห็นเป็นจารึกบนผนังที่คาดว่าจะเป็นส่วนของโบราณสถานที่จมอยู่ใต้น้ำ เขาคิดว่าเวิ้งน้ำน่าจะเป็นบริเวณจำกัดในส่วนที่เป็นที่ต่ำ ซึ่งภูมิประเทศอาจเปลี่ยนแปลงไปจากการยุบตัว จนทำให้บริเวณนั้นกลายเป็นหลุมลึก ทำให้เกิดน้ำขังในบริเวณนั้น นึกไม่ถึงว่าเมื่อมาเห็นกับตา จะกลายเป็นว่าบนภูเขาที่คาดว่าในอดีตเคยเป็นสถานที่ตั้งของทักษิณายันนคร จะกลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ ประหนึ่งว่ามีใครมาสร้างกำแพงปิดกั้นทางออกของน้ำไม่ให้ไหลลงไปสู่พื้นที่ต่ำที่แห้งแล้งจนดินแทบเป็นผง

ลัดดาใช้กล้องส่องทางไกลกวาดตามองไปโดยรอบ

“รู้สึกจะมีภูเขาหินเกลี้ยงลูกโน้นนะคะ ที่ไม่ถูกน้ำท่วม” ลัดดาบอกมาตามที่เห็น

พิชยุทธมองเห็นสิ่งที่ลัดดาบอกด้วยตาเปล่า

“จันทราคีรี” พิชยุทธพูดขึ้น

“ค่ะ…ดาว่าใช่แล้วละ ประตูบานแรกของปริศนา” ลัดดาพูดด้วยประกายตามีความหมายรู้กันกับพิชยุทธ อย่างนี้นี่เองที่เธอเลือกที่จะใช้ชีวิตร่วมกับเขา นอกจากความตื่นเต้นในการค้นพบสิ่งที่ไม่มีใครเคยพบมาก่อน สิ่งที่พบนั้นยังให้ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่าน่าหลงใหล

พิชยุทธเริ่มตั้งข้อสังเกต “เริ่มจากตรงนี้ แล้วลงไปดูจารึกที่นายคนนั้นไปถ่ายมา ดูจากระยะเวลาที่เขาถ่ายภาพเห็นน้ำกับท้องฟ้าด้านบนก่อนจะลงไป กับภาพจารึกบนผนังหิน เวลามันห่างกันไม่ถึงชั่วโมง คิดว่าตัวโบราณสถานน่าจะอยู่ระหว่างตรงจุดที่เขาลงไปกับภูเขาหินเกลี้ยงลูกนั้น จารึกนั้นไม่น่าจะอยู่ที่นั่นเพราะมันไกลเกินไป และตัวเขาก็ไม่ได้มีเรือที่จะทุ่นแรงให้ออกไปไกลถึงขนาดนั้น”

ศิลป์ธรซึ่งยืนอยู่ใกล้ ได้ยินในสิ่งที่พิชยุทธพูด โดยไม่ต้องรอคำสั่ง เขาเดินไปที่สัมภาระ หยิบเอาอุปกรณ์ดำน้ำออกมาเตรียมพร้อม เพื่อจะได้ลงไปสำรวจได้โดยทันที

สิ่งที่เขาทำตกอยู่ในสายตาพึงใจของนายจ้าง

ลัดดาขยับเข้ามากระซิบพูดกับพิชยุทธให้ได้ยินกันแค่สองคน “ยุทธว่าน้ำนี่จะมีอันตรายหรือเปล่าคะ นักสำรวจทีมที่แล้วตายถึงสองคน นี่ก็ยังไม่พบศพของอีกคน ตลอดทางที่ผ่านมาเราก็พยายามสังเกตหากันอยู่ แล้วคนนี้เขาจะรู้หรือยัง”

พิชยุทธเหลือบมองสบตากับลัดดา ข้อสังเกตของเธอน่าคิดมาก จากเดิมเขาคิดจะลงไปเองด้วยซ้ำ

“ยุทธอย่าเพิ่งลงไปนะคะ ดูไปก่อน” ลัดดาจับมือเขาเขย่าเบาๆ

สิ่งที่ลัดดาเตือนด้วยความรอบคอบ ทำให้เขาตัดสินใจบอกให้นายโทนลงไปเป็นเพื่อนศิลป์ธร เพื่อไปสำรวจใต้น้ำ เป้าหมายแรกคือหาตำแหน่งภาพจารึกบนผนังหิน ซึ่งเขาเอาภาพนั้นมาแสดงให้ทั้งสองคนได้ดูให้แน่ชัดก่อนจะลงไป

ศิลป์ธรหยิบสองภาพนั้นมาดู เขาหยิบภาพแรกซึ่งเป็นภาพถ่ายผืนน้ำกับท้องฟ้ามาเทียบดู อยากจะให้แน่ใจว่าคนถ่ายภาพยืนอยู่แถวนี้ก่อนจะลงน้ำไป พิชยุทธบอกให้ทั้งสองคนหยุดพักให้หายเหนื่อยกันสักสองชั่วโมงโดยไม่ต้องหยิบฉวยทำอะไร งานอื่นปล่อยให้คนอื่นทำ

ท้องฟ้าวันนี้แจ่มใส แดดยามบ่ายแรงพอสมควร ลูกน้องของพิชยุทธเร่งรีบช่วยกันสร้างเพิงกันแดดที่ขึงด้วยผืนผ้าใบเพื่อเป็นที่พักกันแดดให้กับทุกคน ก่อนที่จะไปทำอย่างอื่น

ดูเหมือนว่าวันนี้คนที่เคร่งขรึมที่สุดจะเป็นดร.สถิตย์ เขาเลี่ยงที่จะไม่พูดคุยกับใคร ศิลป์ธรรู้สึกแปลกใจ แต่ก็ไม่ติดใจนัก ซึ่งเหตุก็เกิดมาจากพิชยุทธได้บอกเตือนกับเขาว่าไม่ให้พูดบอกอะไรกับนักสำรวจคนใหม่นั้นมากเกินไป ความที่พิชยุทธคุ้นเคยกับดร.สถิตย์เป็นอย่างดี เขาจึงรู้ว่านักฟิสิกส์และนักประดิษฐ์ผู้นี้ไม่ใช่คนที่จะสามารถเก็บความลับเรื่องราวอะไรได้ ซึ่งที่ผ่านมาในการร่วมงานกัน ทุกครั้งเขาจะต้องคอยบอกอยู่เสมอ ทั้งที่รู้ว่าการบอกของเขาไม่น่าจะได้ผล

จริงๆ แล้วเขาเองพยายามทำใจให้ลืมผ่านไป เพราะรู้ว่าไม่มีประโยชน์อะไร แต่ลัดดาเป็นคนมาบอกให้เขากำชับดร.สถิตย์อีกครั้ง

ศิลป์ธรยังคงนั่งมองคนอื่นทำงานไป หลังจากเตรียมอุปกรณ์ครบทุกอย่าง และสวมชุดประดาน้ำพร้อมที่จะลงน้ำได้ทันที นอกเหนือจากอุปกรณ์ดำน้ำลึก อีกอย่างหนึ่งที่เขาต้องถือลงไปด้วยคือกล้องถ่ายวีดีโอที่สามารถถ่ายภาพใต้น้ำ เขานั่งเช็คอุปกรณ์อยู่เงียบๆ ความจริงแล้วเขาไม่ได้เหน็ดเหนื่อยอะไรนักกับการเดินทางในครั้งนี้ อาจเป็นเพราะความเคยชินที่เดินป่าบ่อยครั้ง แม้ช่วงที่อยู่ในเมืองเขาก็เป็นคนชอบออกกำลังกายและเล่นกีฬากลางแจ้งอยู่เสมอ ถ้าจะเป็นเรื่องความเหนื่อย เขาคิดว่าความรู้สึกเหนื่อยใจน่าจะมีมากกว่า ตอนนี้เขาเริ่มรู้ตัวเองแล้วว่าคิดผิดที่ยอมเซ็นสัญญา อาจเป็นเพราะว่าเขาไม่เคยลองที่จะผูกมัดตนเองแบบนี้มาก่อน

ลองดูอีกสักพัก !

ศิลป์ธรบอกกับตนเอง อย่างน้อยที่สุดเขาก็ควรจะได้รู้ทุกอย่างที่อยากจะรู้ และได้เห็นสิ่งที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นเสียก่อน อย่างในตอนนี้ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าตนเองมีความเสี่ยง อย่างหนึ่งที่เขาต้องยอมรับคือเรื่องที่ได้รับรู้มาจากการบอกเล่าของดร.สถิตย์ ชะตากรรมของนักสำรวจทีมก่อน

อา…ใช่ละ น่าจะเป็นเพราะเขามักไปล้วงถามความลับเอาจากดร.สถิตย์ ดังนั้นเขาจึงได้เลี่ยงจะไม่บอกเล่าอะไรแก่เขาอีก

เมื่อนั่งพักอีกครู่ใหญ่จนรู้สึกเบื่อ เมื่อเห็นนายโทนเดินตรงเข้ามาพร้อมกับเชือกม้วนหนึ่งซึ่งสะพายคล้องบ่า เขาจึงจัดแจงตนเองเพื่อลงไปในน้ำ นายโทนดูคล่องตัวดี เมื่อสวมอุปกรณ์ดำน้ำกันเรียบร้อยแล้ว นายว่องกับนายบุญสมก็เอาเรือยางเข้ามาเทียบ เพื่อจะนำตัวทั้งคู่ให้ออกห่างไปจากฝั่งเป็นการทุ่นแรง

ศิลป์ธรชี้บอกทิศทางที่เขาต้องการไป เมื่อเรือลอยห่างจากฝั่งไป จนเขามองย้อนกลับไปเห็นคนอื่นตัวเล็กลงพอสมควร เขาให้นายว่องกับนายบุญสมหยุดตรงนี้ จากนั้นเขาก็สวมหน้ากากและคาบท่ออากาศแล้วม้วนหลังลงน้ำไป นายโทนลงตามมาติดๆ

เมื่อตัวของศิลป์ธรลงไปในน้ำ เขาตั้งตัวได้ในเวลาสั้นๆ ด้วยความชำนาญ แสงแดดจ้าจากข้างบนให้ประโยชน์กับเขาเป็นอย่างมาก เมื่อลงมาในน้ำ เขาจึงรู้ว่าลึกลงไปจากผิวน้ำสีน้ำเงินที่ดูเหมือนจะมองไม่เห็นพื้นข้างล่าง เพียงแค่หนึ่งถึงสองเมตร น้ำใสราวกับกระจก เขาพุ่งตัวแหวกว่ายลึกลงไปอย่างช้าๆ เพื่อให้ร่างกายปรับตัวได้จากความลึกที่มากขึ้น สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกสบายในตอนนี้คือความเย็นสบายของน้ำ และความเงียบสงัดที่ไม่ต้องได้ยินเสียงพูดจาของมนุษย์คนไหน

นี่มันอะไรกันนี่ !

ศิลป์ธรอุทานกับตนเอง เขาเริ่มถ่ายวีดีโอกับภาพที่เห็น ในขณะที่ข้างบนมีแต่ต้นไม้ทนแล้ง นอกนั้นก็มีแต่ดินและหิน เหตุใดใต้ผืนน้ำที่ดูไม่น่ามีสิ่งมีชีวิต กลับมีพืชน้ำขึ้นอยู่มากมายอุดมสมบูรณ์ ไม่เพียงแค่นั้นยังมีฝูงปลาแหวกว่ายกันอย่างร่าเริง

เขาหันกลับไปมองนายโทน อีกฝ่ายดูจะประหลาดใจเช่นกัน

ศิลป์ธรยังสะบัดข้อเท้าที่สวมตีนกบให้ตนเองเดินหน้าต่อไป การจะหาตำแหน่งเดิมของนักสำรวจคนก่อนดูจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะด้านล่างมีหลายสิ่งที่บดบังสายตา ทั้งเนินหินที่สูงบ้างต่ำบ้าง แถมบางช่วงยังมีดงของสาหร่ายยักษ์ขนาดสูงเท่าตึกสองสามชั้น ขยับเคลื่อนไปมาตามกระแสน้ำ บดบังการมองเห็น

เมื่อไปตรงจุดที่ลังเลใจ เขาจะหยุดเล็งทิศทางอยู่ครู่หนึ่ง แล้วทำสัญญาณมือบอกนายโทนว่าเขาจะไปทางนี้

ดูเหมือนว่าเวลาจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว ศิลป์ธรพลิกข้อมือดูนาฬิกาเป็นช่วงๆ….

เขาพลิกดูนาฬิกาอีกที นี่เขาลงมาอยู่ในน้ำเป็นชั่วโมงแล้วหรือนี่ อย่างมากที่สุดเขามีเวลาอยู่แถวนี้อีกไม่เกินครึ่งชั่วโมง ก่อนอากาศในถังจะหมด เพราะจะต้องสำรองอากาศไว้ตอนขึ้นสู่ผิวน้ำด้วย

อย่างคนที่ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว….

ศิลป์ธรหยิบมีดออกมาถือไว้ ตัดสินใจว่ายฝ่าเข้าไปในดงของสาหร่ายยักษ์ ที่เขาลองใช้มีดตัดดูปรากฏว่าต้นและใบสามารถขาดออกอย่างง่ายดายด้วยคมมีด ขณะเอื้อมมือแหวกสาหร่ายที่ขวางทาง มีบางอย่างอยู่ใกล้แค่ปลายมือเขา

ศิลป์ธรผงะถอยหลังออกมาตามสัญชาตญาณ !

นายโทนที่ตามหลังไปติดๆ ถูกชนเสียหลักไปเล็กน้อย เมื่อเห็นสิ่งที่ศิลป์ธรเกือบว่ายไปชนชัดๆ นายโทนมีท่าทางอยากว่ายหนีออกไปจากตรงนั้นด้วยความตระหนก ดีแต่ว่าศิลป์ธรรู้ทัน ฉวยได้เชือกที่นายโทนม้วนคล้องไว้ที่ไหล่

อีกศพหนึ่งของผู้ช่วยนักสำรวจคนนั้นมาติดอยู่ที่นี่เอง !

ศิลป์ธรนึกประหลาดใจว่าทำไมศพจึงไม่เน่าเปื่อย ทั้งที่เวลาผ่านมาเป็นปี เขาถ่ายภาพสภาพศพที่ลืมตาอยู่ครึ่งหนึ่งในสภาพที่ดูสมบูรณ์ในชุดมนุษย์กบ มีสาหร่ายพันมัดรอบตัวเขา ศิลป์ธรขยับไปมองที่พื้น ตรงนี้ดูมีดินมากพอควร แล้วเขาก็เห็นถังอากาศและหน้ากากดำน้ำพันอยู่กับกอสาหร่ายใกล้ๆ กัน

หลังจากเก็บภาพในสภาพเดิมไว้แล้ว ก่อนอื่นเขาจะต้องนำร่างนี้ขึ้นไปด้วย เขาขอเชือกจากนายโทนเพื่อใช้ปลายเชือกด้านหนึ่งมัดติดกับร่างอันไร้วิญญาณ จากนั้นก็จะช่วยกันดึงขึ้นไปบนผิวน้ำ

ในขณะที่ดึงศพขึ้นไป ศิลป์ธรเอี้ยวตัวมองด้านหลัง เป็นจังหวะเดียวกับที่สาหร่ายกอนั้นเอียงพริ้วไปด้านเดียวกันตามคลื่นน้ำ แล้วเขาก็ได้เห็นบางสิ่งเผยตัวออกมา

เสาหินขนาดใหญ่เรียงรายกัน !

เขาไม่คาดคิดเลยว่าการลงมาในครั้งนี้ จากเดิมไม่ได้คาดว่าจะได้พบกับอะไร กลับกลายเป็นว่าเขาได้ทุกอย่างติดมือขึ้นไป ซึ่งทุกคนจะต้องประหลาดใจ…..

เมื่อสิ่งที่ศิลป์ธรกับนายโทนช่วยกันนำกลับมา ได้วางอยู่ตรงหน้าของทุกคนที่มามุงดู ต่างคนก็พูดไม่ออกกันพักหนึ่ง

ลัดดามองเพียงครู่เดียวก็เดินเลี่ยงออกไป แม้สภาพศพจะคล้ายคนนอนหลับ ผิดไปก็แต่ผิวหนังส่วนที่เผยให้เห็นตรงใบหน้าและมือเท้าที่ขาวซีด คล้ายกับถูกดองเก็บไว้เป็นเวลานาน แต่การได้เห็นแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องดีเลย

พิชยุทธยืนดูให้แน่ใจ แล้วถ่ายภาพไว้ จากนั้นบอกให้ลูกน้องช่วยกันหามออกไปเผาให้ห่างจากบริเวณนี้สักหน่อย เมื่อเผาแล้วจะได้เก็บกระดูกส่งคืนกับญาติพี่น้อง

ศิลป์ธรซึ่งถอดชุดประดาน้ำออกหมดแล้ว เดินเข้าไปนั่งใกล้กับดร.สถิตย์ที่นั่งเงียบอยู่หน้าเต็นท์ของตนเอง

ศิลป์ธรชวนคุย “ข้างล่างนั้นไม่ได้มีอะไรน่ากลัวอย่างที่คิดหรอกนะครับ กลับน่าค้นหาตื่นตาตื่นใจ”

คำพูดของศิลป์ธรดึงความสนใจของดร.สถิตย์ได้ชะงัด “เป็นไงหรือ” เขานึกขึ้นมาได้ว่าตั้งแต่ศิลป์ธรขึ้นมาจากน้ำ ยังไม่มีใครได้ไต่ถามอะไร เพราะมัวแต่ใจเสียกับศพที่เขานำกลับมา

“เหมือนเป็นอีกโลกหนึ่ง ที่พยายามดูแลตนเองได้ดีที่สุด เท่าที่สภาพแวดล้อมใต้ผืนน้ำจะทำได้ ที่เรามองจากข้างบนเป็นสีน้ำเงิน เมื่อลงไปจากผิวน้ำสักหนึ่งถึงสองเมตร น้ำข้างล่างใสมาก มีทั้งสาหร่ายยักษ์ พืชน้ำชนิดต่างๆ และยังมีฝูงปลาแหวกว่าย อัศจรรย์จริงๆ” ศิลป์ธรพยายามหาคำมาบรรยายให้อีกฝ่ายได้เห็นภาพ

“จริงรึ ! เยี่ยมเลย เหมาะมาก เหมาะจริงๆ” ดร.สถิตย์มีท่าทางกระตือรือร้น จนศิลป์ธรประหลาดใจ

“อะ..อะไร หรือครับ”

“ผมจะได้ลองเอาเครื่องฉายภาพอดีตลงไปใช้น่ะสิ” ดร.สถิตย์ชะงัก เขาลืมตัวบอกออกไปแล้ว เขาคิดในใจว่าน่าจะแล้วกันไป เขาจะได้ไม่ต้องมาอึดอัดคอยปิดบัง

“เครื่องฉายภาพอดีตในกล่องสีดำที่มักอยู่ติดกับตัวดอกเตอร์หรือครับ”

“อืม…” ดร.สถิตย์ยอมรับ

“ฟังจากชื่อดูแปลกดีนะครับ แต่ผมไม่เห็นเคยได้ยินว่ามีของแบบนี้มาก่อนเลย” ศิลป์ธรพูดแบบไม่ได้ให้ความสำคัญและสนใจสักเท่าไหร่ ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่คิดอยู่ในใจ

อีกฝ่ายหนึ่งดูยินดีที่จะติดกับ เพราะอยากบอกมานาน

“เราไม่ทำอะไรที่คนอื่นเขาทำกันได้หรอก สิ่งประดิษฐ์ที่จะมีชื่อเสียง จะต้องเป็นของใหม่ที่ไม่มีใครเคยทำได้มาก่อน คุณโชคดีมากรู้ไหมที่จะได้เห็นการทำงานของเครื่องนี้เป็นคนแรก สภาพแวดล้อมใต้น้ำที่คุณว่าอัศจรรย์นี่นะ ถ้าเอาเครื่องนี้ไปฉายดูฉากหนึ่งฉากใดในอดีตของที่ตรงนั้นย้อนไปเป็นพันหรือหมื่นปี คุณจะได้เห็นความมหัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นอีก”

“เหรอครับ” ศิลป์ธรฟังแล้วรู้สึกสนุกไปกับเขาด้วย 

เช้าวันหนึ่งอันแสนประหลาด
นักค้าวัตถุโบราณแปลกหน้า
สำรวจช่องเขาขาด
วางแผนเพื่อรู้ความลับ
จารึกโบราณของโลกียะ
เที่ยวป่า
ทีมสำรวจออกเดินทาง
ชายแปลกหน้าในความเลือนลาง
คัมภีร์อนันตภพเป็นจริง
เจ้าหญิงแห่งทักษิณายันนคร
พระแม่เจ้าบนจันทราคีรี
คีตะมิตรที่แสนดี
ทางลับเข้ามหาปราสาท
ความลับในปราสาท
ทางลอดใต้น้ำ
ความจริงที่น่าสะเทือนใจ
รัชทายาทนักรบ
งานเลี้ยงในท้องพระโรง
ดั่งนกในกรง
โลกียะส่งคนมาช่วย
พิธีเรียกดวงไฟ
ภาพฝัน
กลุ่มคนไม่น่าไว้วางใจ
เมืองโบราณใต้น้ำ
ความโหดร้ายในหุบเขาสัตตคีรี
ลูกน้องจอมทรยศ
ดร.วัลลภอยู่ในอันตราย
แม่เฒ่าผู้เฝ้าจันทราคีรี
ในสายตาของพระแม่เจ้า 
ห้องพิธีกรรม
หลงไปในอดีตกาล
ความตื่นเต้นของเจ้าหญิง
คำสัญญาของตรีศูล 
ล้วงความลับ
ภาพอนาคตอันน่าพิศวง  
เฝ้ามองจันทราคีรี
พิธีกรรมในคืนวันเพ็ญ
ตอนจบ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook