บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

มนต์ผีเสื้อ
ตอน ทักษิณายันนคร สาวิตรี : เขียน

28…แม่เฒ่าผู้เฝ้าจันทราคีรี

คืนวันต่อมาหลังจากทำพิธีเรียกดวงไฟ จันทราได้ออกมานั่งมองดวงดาวพราวระยับบนท้องฟ้า สายลมเย็นพัดผ่านป่า มองจากด้านบนเห็นยอดไม้ที่เอนลู่ไปตามกระแสลม พระราชวังศิลาในยามทุกคนพากันหลับใหลดูเคร่งขรึมเยือกเย็น เธอนั่งมองทุกสิ่งจากระเบียงด้านนอก ในเวลากลางวัน ตรงบริเวณนี้บรรดาข้ารับใช้จะพากันมานั่งรวมกันเป็นกลุ่ม หลังจากทำภาระหน้าที่ของตนเสร็จสิ้นแล้ว ตรงเสาหินขนาดสองคนโอบดูเป็นจุดนัดหมายที่แน่นอนว่าใครจะเลือกนั่งอิงต้นไหน

เธอปรารถนาว่าวันรุ่งขึ้น ภาพชินตาจะเป็นเช่นเดิม พร้อมกับเสียงพูดคุยกัน เสียงหัวเราะหยอกเอิน ทุกเสียงกลมกลืนกับธรรมชาติ ไม่ต่างอะไรกับเสียงนกร้องและเสียงเซ็งแซ่ของแมลงในป่า

ความเปลี่ยนแปลงที่แสดงตนออกมาช่วงเวลานี้ล้วนไม่เป็นมิตร เช่นนี้จะไม่ให้มนุษย์อยู่กับความกลัวได้อย่างไร แม้ไม่ทำอะไรเลย ความเปลี่ยนแปลงจากภายนอกจะบีบเข้ามา จนทำให้คนเราต้องเลือกโอบกอดความกลัวไว้เพื่อสร้างเกราะป้องกันภัย

มารดาของคีตะได้เคยบอกว่าความสำเร็จในการทำพิธีเรียกดวงไฟ ครึ่งหนึ่งอยู่ที่ตัวร่าง อีกครึ่งอยู่ที่พลังของจิตวิญญาณ การที่ร่างกายจะสามารถรับดวงไฟจากที่อีกแห่งหนึ่ง ร่างต้องถอดความกลัวออกไปให้ได้ พิธีเรียกดวงไฟนั้น เปรียบได้กับการเปิดประตูบานแรก สำหรับการไปเยือนดินแดนที่มนุษย์ไม่สามารถย่ำไปในสภาพที่มีชีวิตอยู่ ถ้าประสบผล ตัวเธอที่สามารถเปิดประตูบานนั้นออกมา จะสามารถโน้มน้าวปลุกดวงไฟอีกดวงให้ได้พบเห็นและสัมผัสกัน แม้จะมีเส้นกั้นแบ่งเป็นชาติภพและกาลเวลา

ร่างจะต้องถอดความกลัวออกไปให้ได้…

จันทราขยับตัวลุกขึ้นจากการนั่งอิงเสาหิน จากนั้นเดินออกสู่ด้านที่เป็นระเบียง มีลูกกรงสูงเหนือหัวเข่าขึ้นมาเล็กน้อย กั้นไม่ให้ตกไปข้างล่าง เธอก้มมองดิ่งลงไป

ความกลัว….ความกลัว…

จิตวิญญาณที่ถูกครอบงำด้วยความกลัว เดินก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุด ก้าวไป..ก้าวไป ราวกับมีเสียงกรีดร้อง ความรู้สึกดิ่งลิ่วลงไปที่พื้น !

จันทราสะดุ้งเล็กน้อย ค่อยลืมตาขึ้นมา

ภาพนิมิตในยามตื่น !

 

ยามสายของวันใหม่ ภาพชินตาของข้ารับใช้นั่งจับกลุ่มตรงระเบียงยังเป็นเช่นเดิม ภัยคุกคามจากสัตตคีรีนครดูจะยังมาไม่ถึง พวกเขายังหัวเราะพูดคุยกันตามปกติ เมื่อเห็นเจ้าหญิงเดินออกมา ทุกคนขยับนั่งด้วยอาการสำรวม แววตาที่มองมาเต็มเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมและภักดี เธอทักทายด้วยรอยยิ้ม เมื่อเดินออกมาถึงด้านนอก มองลงไปเห็นบางสิ่งเคลื่อนไหวไปมา

คีตะ !

เขายืนชะเง้อวิ่งไปมาอยู่ข้างล่าง อาการแบบนี้เองที่ข้ารับใช้มักวิ่งมาบอกด้วยรอยยิ้ม ใครๆ พากันเปรียบอาการมีธุระกับเจ้าหญิง เหมือนกวางหนุ่มวิ่งเล็มยอดอ่อนต้นไม้

เพิ่งเห็นกับตาก็คราวนี้เอง ดูไม่ผิดกับที่เขาพากันเปรียบเทียบนัก ในพระราชวังศิลามีกฏข้อห้ามมิให้บุรุษที่ไม่ใช่เครือญาติของผู้ปกครองทักษิณายันนครเข้ามาข้างในนี้

จันทราโบกมือให้เขา คีตะมองเห็นโดยทันทีเหมือนกัน เขายกมือทั้งสองข้างโบกรับ ขณะที่เจ้าหญิงก้าวลงบันได

“ทำไมจึงรีบมา” เจ้าหญิงถามทันทีที่เข้าใกล้

“เจ้าหญิงจะพาข้าไปที่ใด” เกือบพร้อมกันที่เขาถาม

ยังไม่มีใครตอบ เพราะดูเคาะเขินอย่างไรพิกล ความประหม่าแบบนี้ ราวกับคนเพิ่งเคยรู้จักกัน ครานี้คนที่เก็บความรู้สึกได้รวดเร็วคือเจ้าหญิง เธอมองเห็นความอ่อนไหวในดวงตาเขา แล้วความกลัวอย่างหนึ่งก็ปรากฏอยู่กลางใจของเจ้าหญิง

เธอไม่อยากสูญเสียเขาไป !

เขามีมารดาที่รักเขาดั่งแก้วตาดวงใจ เขาควรจะมีเส้นทางชีวิตที่ยาวไกลมากกว่านี้

“ข้าจะพาเจ้าขึ้นไปบนจันทราคีรี”

คีตะมีอาการประหลาดใจเล็กน้อย พลางสบตากับเจ้าหญิงที่มองเขม็ง

ในใจของเจ้าหญิงกำลังคิด เหตุใดเขาไม่มีความวิตกกังวลสักนิด ทั้งที่ตัวเขาก็รู้เรื่องเกี่ยวกับจันทราคีรีไม่ใช่น้อย

“สิ่งที่ยังไม่เกิด ไม่มีความน่ากลัว” ขณะเดินเคียงกันไป คีตะพูดขึ้นมาอย่างอ่านใจอีกฝ่ายหนึ่งออก

“ทั้งที่เราแน่ใจว่ามันจะต้องเกิดขึ้นซ้ำแบบเดิม อย่างนั้นหรือ…” เจ้าหญิงถามอย่างคับข้องใจ

คีตะหยุดเดินหันกลับไปมองทางที่เดินผ่านมา

“ดูอย่างรอยเท้าของข้าสิ ข้าเดินมารอพบเจ้าหญิงไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งตามทางนี้ แต่ไม่มีครั้งใดที่ข้าจะเดินทับรอยเท้าเดิมทุกก้าว เหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นแบบนี้เหมือนกัน”

“ถึงอย่างไรก็ต้องเป็นแบบเดิม” เจ้าหญิงสั่นศรีษะ ไม่ยอมเชื่อตามนั้น

คีตะรวบสองมือของเจ้าหญิงไว้ในอุ้งมือเขา

“เจ้าหญิงกำลังมองทุกสิ่งในด้านร้าย ดูคราวที่เจ้าหญิงถูกกักตัวที่สัตตคีรีสิ ตอนนั้นคิดว่าจะได้กลับมาที่นี่อีกหรือไม่ แล้วในที่สุดก็ได้กลับมา หรือดูอย่างตัวข้าสิ วันก่อนโน้นยังเป็นทุกข์ใจที่เจ้าหญิงไม่ยอมกลับมาเป็นคนเดิม แต่แล้ววันหนึ่งเจ้าหญิงก็ไปปรากฏกายต่อหน้าข้า เรื่องราวเหล่านี้ล้วนแต่คิดไม่ถึงทั้งสิ้น”

เจ้าหญิงของเขารับฟัง ดูผ่อนคลายลงไปบ้าง

“ข้าดีใจยิ่งนัก เจ้าหญิงห่วงใยข้าถึงเพียงนี้ แม้ว่า…” คีตะชะงักคำพูดต่อมา

“แม้ว่าอะไรหรือ” เจ้าหญิงยังคงไม่ปล่อยให้เขาผ่านไปง่ายๆ

“แม้ว่า…เอ่อ” คีตะอ้ำอึ้ง เกาศรีษะทำหน้างง “ข้าลืมไปแล้วว่าจะพูดอะไร”

สิ่งที่คีตะไม่พูดออกมา คงเก็บไว้ข้างในใจ

 

แม้ว่า…ข้าจะต้องเป็นผู้ภักดีคนต่อไปที่จะต้องหายไปจากโลกนี้

“ข้าจะเข้าไปข้างในจันทราคีรีได้อย่างไร ข้ารู้มาว่าแม่เฒ่าพันปีผู้เฝ้าจันทราคีรี ทั้งดุและน่ากลัวเหลือเกิน”

“หืม…เจ้าเรียกนางว่าอะไร”

“แม่เฒ่าพันปี” คีตะพูดชัดๆ ให้ฟังอีกที

เจ้าหญิงยิ้มได้ รู้สึกเพลินที่จะถามต่อ “ทำไมเรียกนางอย่างนั้น”

“คนที่กลุ่มบ้านช่างแกะสลัก เขาเรียกกันอย่างนี้ทุกคน ข้าเคยถามพ่อเฒ่าคนหนึ่ง เขาเล่าให้ฟังว่าตอนเป็นเด็ก ต้องการจะเป็นคนกล้าที่สุดในกลุ่ม เคยแอบมาดูหญิงชราผู้เฝ้าจันทราคีรีครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นมา ถามไถ่ดูจากใครอีกหลายคนทั้งรุ่นก่อนและรุ่นหลัง ทุกคนต่างบอกตรงกัน นางปฏิบัติตัวเหมือนกันตลอดทุกวัน ทั้งท่าเดินการแต่งกาย รวมทั้งอุปนิสัยไม่พูดคุยข้องแวะกับผู้ใด คนต่างร่ำลือกันว่านางอาจไม่ใช่คนเหมือนกับพวกเรา แต่เป็นภูตผีที่มาสิงร่างคน ด้วยการดลบันดาลของพระแม่เจ้า เอ่อ…ข้าสงสัยมานาน เจ้าหญิงอยู่ใกล้เพียงแค่นี้ นางเป็นดังที่ผู้อื่นพูดถึงหรือไม่”

เจ้าหญิงยังไม่ตอบทันที เม้มริมฝีปากครุ่นคิดไปพลาง บางสิ่งที่อยู่ใกล้ ใช่ว่าจะรู้จักดีเสมอไป แม้แต่ตัวเธอเอง เวลาต้องการจะขึ้นไปบนจันทราคีรี ยังต้องหลบซ่อนตัวแอบขึ้นไป กับหญิงผู้เฝ้าจันทราคีรี เธอไม่เคยได้สนทนากับนาง จะมีแต่ได้พบหน้ากันในวันสำคัญ วันพิธีกรรมปลดปล่อยผีเสื้อ ของจันทราคีรีเมื่อสี่ปีที่แล้ว

เท่าที่จำได้ วันนั้นเป็นวันที่นางเข้ามาใกล้ตัวมากที่สุด แต่เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น นางเป็นคนสุดท้ายที่เดินมาเตือนให้เธอเดินขึ้นบันได ไปยังห้องชั้นบนของจันทราคีรี ก่อนเดินขึ้นไปเธอได้กวาดสายตามองไปยังกลุ่มคนที่มาส่งตัวเธอ เธอได้เห็นหญิงผู้นี้ยังยืนอย่างสงบโดยมีผ้าปิดคลุมศรีษะและใบหน้าไว้

“ข้ากับนางเป็นคนใกล้ที่ไกลกัน” เจ้าหญิงตอบกลับมาสั้นๆ

“นอกจากหน้าที่การนำเครื่องบูชาไปถวายพระแม่เจ้า นางทำหน้าที่อื่นอีกหรือไม่” คีตะไม่ได้มีเจตนาถามจริงจังนัก แต่กลับไปสะดุดใจเจ้าหญิง

“ครั้งหนึ่งพระมารดาเคยเปรยขึ้นมา มีหลายคนเรียกนางว่าเป็นผู้เฝ้าจันทราคีรี นั่นไม่ถูกนัก เรียกให้ถูกต้อง ควรเรียกนางว่าเป็นผู้คุมกฎของจันทราคีรี”

“อะไรคือกฎของจันทราคีรี” คีตะถาม

คำถามนี้ตรงกับใจของเจ้าหญิง ความไม่รู้นี้น่าอึดอัดจริง ไม่เคยมีใครบอกเรื่องนี้กับเธอเลย เมื่อย้อนนึกถึงสภาพของตนเองในเวลานั้น

ตัวเธอเองช่างโง่เขลาและน่าเวทนายิ่งนัก !

“ข้าคิดอะไรได้อย่างหนึ่ง วันนี้เราเดินไปถามนางให้รู้กันไป” เจ้าหญิงพูดอย่างเด็ดเดี่ยว เดินนำหน้าไป

คีตะได้แต่ยืนงง

อีกแล้ว…เป็นอีกครั้งที่เจ้าหญิงตัดสินใจแบบผลุนผัน ไม่กลัวต่อสิ่งใด ขณะวิ่งตามไป เขาไม่อยากคิดว่าจะมีเรื่องยุ่งเกิดขึ้นอีกหรือไม่

ครั้นมาถึงปากทางเข้าจันทราคีรี แม่เฒ่าพันปีตามคำเรียกของคีตะ ง่วนอยู่กับการรวบรวมเครื่องบูชาพระแม่เจ้า บางส่วนจัดใส่ถาดเพื่อยกไปถวายข้างบน

จันทราเจตนาเดินช้าทีละก้าวอย่างเปิดเผย เพื่อให้นางมองเห็น อีกอึดใจคีตะถลันตามเข้ามาทัน และหันไปมองตามสายตาเจ้าหญิง

การที่มีคนถึงสองคนเข้ามายืนในโถงห้องจันทราคีรี ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่นางจะมองไม่เห็น

เจ้าหญิงหยุดยืนอยู่กับที่ ขณะที่คีตะยังไม่กล้าเอื้อนเอ่ยคำใด

เมื่อเครื่องบูชาจัดใส่ถาดได้ครบ นางใช้มือและแขนประคองถาด เมื่อนางหันมา ผ้าที่คลุมศรีษะยังปิดหน้าบางส่วน ทำให้มองเห็นหน้าไม่ชัด

เป็นดังที่เจ้าหญิงเคยตั้งข้อสังเกตไว้ พิศดูดีๆ นางยังไม่ชราสักนิด อายุน่าจะไม่เกินสี่สิบห้า นางเงยหน้าขึ้นมองอย่างไม่ประหลาดใจ

เจ้าหญิงยังคงนิ่งไม่ปริปากอย่างสงวนท่าที จากนั้นชิงเดินตัดหน้าเพื่อให้นางเห็นว่าเธอกำลังจะพาบุรุษผู้หนึ่ง ขึ้นไปบนจันทราคีรี โดยไม่มีกิจสำคัญอันใด

อย่างผิดความคาดหมาย นางเพียงแต่มอง ไม่มีท่าทีขัดขวางหรือห้ามปราม คงยินยอมแต่โดยดี

กระทั่งเจ้าหญิงหมดความอดทนเสียก่อน

“ข้ามีเรื่องอยากจะถามท่านสักนิด” เจ้าหญิงพูดขึ้นก่อน

นางเงยหน้าขึ้น ผ้าคลุมศรีษะเลื่อนหลุดไปด้านหลัง สองมือที่ประคองถาด หันกลับไปวางที่เดิม

นี่หรือคนที่ใครต่อใครพากันหวาดกลัว คีตะคิดอยู่ในใจอย่างฉงน หน้าตาท่าทางของนางก็เหมือนกับคนทั่วไป อาการสำรวมของนาง ชวนให้รู้สึกว่าในที่นี้เจ้าหญิงน่ากริ่งเกรงมากกว่าผู้ใด เมื่อนางหันกลับมาและเขามองได้ชัดเจนมากขึ้น เขาจึงพบว่าความน่ากลัวของนางซ่อนอยู่ในดวงตา มีบางอย่างซ่อนไว้อย่างมิดชิด

นางขยับปากตอบ “มีอันใดถามข้าหรือ บ่าวยินดีตอบ” นางตอบกลับมาเนิบช้า แววตานิ่งเย็นชาเปลี่ยนมาเป็นจ้องมองผู้ที่อยู่ข้างหน้าสองคนอย่างจริงจัง นางมองเจ้าหญิงด้วยแววตาภักดีอย่างลุ่มลึก นางได้เลื่อนสายตามาจ้องมองเขา ทำให้เขารู้สึกเสียวสันหลังอย่างไรพิกล

“ท่านอยู่ที่นี่มานานเท่าใดแล้ว” เจ้าหญิงเริ่มถาม

“โปรดเรียกบ่าวเหมือนกับข้ารับใช้คนหนึ่งเถิด” นางยังคงยืนกราน “ข้าอยู่ที่นี่ก่อนวันถือกำเนิดของเจ้าหญิงเพียงเล็กน้อย” นางตอบเพียงสั้นๆ

“ทำไมข้าถึงไม่เคยพบปะ พูดคุยกับเจ้าบ้างเลย ทั้งที่ข้าตกอยู่ในสายตาของเจ้ามาทั้งชีวิต” เจ้าหญิงพูดคล้ายรำพึงกับตนเอง “ก่อนนั้นเล่า เป็นใครอยู่มาก่อนเจ้า”

“พี่สาวของมารดาข้า ทายาทที่เป็นหญิงจะถูกคัดเลือกให้สืบทอดหน้าที่นี้”

เจ้าหญิงขยับเดินเข้าไปใกล้ เนื่องมาจากหญิงผู้นี้ทำตัวลีบและดูถอยห่างออกไปเรื่อย เจ้าหญิงทำทีมองไปทางอื่น ก่อนจะถามสิ่งที่ต้องการอยากรู้

“หน้าที่รึ ผู้คุมกฎอย่างเจ้า มีหน้าที่อะไรบ้าง”

คำถามนี้ทำให้นางชะงัก ขยับถอยไปอีกหนึ่งก้าว มีท่าทีกระวนกระวาย สายตามองที่พื้น นิ่งเงียบ ไม่ยอมปริปากตอบ

เจ้าหญิงถามอีกครั้งด้วยคำถามเดิม นางยิ่งก้มหน้าลงกว่าเดิม ทั้งยังมีอาการหวั่นหวาดอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก

กฎของจันทราคีรีคืออะไรกันแน่ !

แน่นอนว่าสิ่งนี้จะต้องเกี่ยวกับตัวเธอ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ และการที่ไม่มีใครปริปากบอก ทำให้ยิ่งแน่ใจว่าสิ่งนั้นต้องเกี่ยวข้องกับตัวเธอโดยตรง

ยังมีบางเรื่องที่เธอไม่รู้ !

ร้อนใจไป คาดคั้นไป ดูไม่มีประโยชน์ นางไม่ยอมบอกแน่…

ภายในโถงห้องในจันทราคีรีดูเงียบลงไปชั่วขณะหนึ่ง คงมีแต่เปลวเทียนที่จุดอยู่บนโต๊ะพริ้วไหวเล็กน้อย

“ช่างเถอะ” เจ้าหญิงกล่าวสั้นๆ

หญิงผู้เฝ้าจันทราคีรีเหลือบตาขึ้นมอง สายตาเย็นชานั้นเปลี่ยนเป็นวิงวอน

“ว่าแต่…ให้เราเรียกเจ้าว่าอะไร”

“บ่าวชื่อดลยา”

“จะเป็นไรไหม…ดลยา ถ้าข้าจะพาบุรุษผู้นี้ขึ้นไปบนจันทราคีรี”

“ถ้ามิใช่กฎที่ข้าและบรรพบุรุษต้องรักษาเท่าชีวิต ทุกสิ่งเป็นไปตามบัญชาของเจ้าหญิง” นางดลยาก้มศรีษะให้เป็นการยอมรับ

“เช่นนั้นเจ้ายกเครื่องบูชาขึ้นไปก่อนเถิด”

นางรับคำเบาๆ แล้วทำตามคำสั่ง ด้วยการหันไปยกถาดเครื่องบูชา จากนั้นเดินตรงไปยังทางขึ้น ก้าวขึ้นบันไดจันทราคีรี

เมื่อนางดลยาลับสายตาไป คีตะพูดขึ้นมา

“บางทีมารดาข้าอาจรู้เรื่องนี้”

“ข้าเคยถามนางแล้ว นอกจากนางจะไม่ตอบ ยังมีท่าทีคล้ายกับหญิงผู้นี้ ดูไปแล้วกฎของจันทราคีรีคือสิ่งที่ข้าไม่สมควรรู้”

คีตะเก็บมาครุ่นนิด ถ้าเขาเป็นผู้ถาม มารดาน่าจะให้ความกระจ่าง

“ดูสิ…มัวแต่มานึกถึงเรื่องนี้ ข้าพาเจ้ามาที่นี่ด้วยเรื่องของตัวเจ้า ไม่ใช่ตัวข้า ไปกันได้แล้ว”

คีตะยังขอเดินชมห้องโถงด้านล่างของจันทราคีรีอีกครู่หนึ่ง บนโต๊ะด้านหนึ่งเขามองเห็นเครื่องบูชามากมายที่มีคนนำมาถวายแด่พระแม่เจ้า ห้องโถงนี้มีการตัดและสกัดหินอย่างสวยงาม แม้จะไม่มีภาพสลัก เพราะภูเขาหินของจันทราคีรี โดยส่วนใหญ่ประกอบด้วยหินเนื้อแข็งมาก ทำให้ยากต่อการสลัก แต่ห้องก็สวยงามจากลวดลายและสีธรรมชาติของเนื้อหิน

เช้าวันหนึ่งอันแสนประหลาด
นักค้าวัตถุโบราณแปลกหน้า
สำรวจช่องเขาขาด
วางแผนเพื่อรู้ความลับ
จารึกโบราณของโลกียะ
เที่ยวป่า
ทีมสำรวจออกเดินทาง
ชายแปลกหน้าในความเลือนลาง
คัมภีร์อนันตภพเป็นจริง
เจ้าหญิงแห่งทักษิณายันนคร
พระแม่เจ้าบนจันทราคีรี
คีตะมิตรที่แสนดี
ทางลับเข้ามหาปราสาท
ความลับในปราสาท
ทางลอดใต้น้ำ
ความจริงที่น่าสะเทือนใจ
รัชทายาทนักรบ
งานเลี้ยงในท้องพระโรง
ดั่งนกในกรง
โลกียะส่งคนมาช่วย
พิธีเรียกดวงไฟ
ภาพฝัน
กลุ่มคนไม่น่าไว้วางใจ
เมืองโบราณใต้น้ำ
ความโหดร้ายในหุบเขาสัตตคีรี
ลูกน้องจอมทรยศ
ดร.วัลลภอยู่ในอันตราย
แม่เฒ่าผู้เฝ้าจันทราคีรี
ในสายตาของพระแม่เจ้า 
ห้องพิธีกรรม
หลงไปในอดีตกาล
ความตื่นเต้นของเจ้าหญิง
คำสัญญาของตรีศูล 
ล้วงความลับ
ภาพอนาคตอันน่าพิศวง  
เฝ้ามองจันทราคีรี
พิธีกรรมในคืนวันเพ็ญ
ตอนจบ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook