บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

มนต์ผีเสื้อ
ตอน ทักษิณายันนคร สาวิตรี : เขียน

31…หลงไปในอดีตกาล

      เมื่อกลับลงมาจากจันทราคีรี ได้พบว่ามีทางออกอยู่ทางด้านหลัง ปากทางออกดูรกรุงรังจากเถาวัลย์และรากไม้ ยากแก่การสังเกตจากข้างนอก บริเวณนี้ใกล้กับที่พำนักของโลกียะ เจ้าหญิงค่อนข้างแน่ใจว่าข้างในโถงห้องของเขามีทางตัดเข้าไปหาบันไดเส้นทางเก่า นั่นหมายถึงว่าเขาจะไม่ต้องใช้เส้นทางย่ำลัดเลาะไปกับธารน้ำอุ่น

      คีตะเดินมาส่งเจ้าหญิงหน้าพระราชวังศิลา เขาบอกให้เจ้าหญิงรออยู่ก่อน ครู่หนึ่งเขากลับมาพร้อมกับห่อผ้า สิ่งที่อยู่ข้างในดูเป็นของมีค่ามาก เห็นได้จากการที่เขาอุ้มมาอย่างระมัดระวัง คีตะกระซิบบอกว่าในนี้คือศิลาปิรามิด ของล้ำค่าที่บิดาเขาฝากฝังให้เก็บรักษา แต่ก่อนนี้เขาได้ขุดห้องใต้ดินที่บ้านมารดา และเก็บไว้ที่นั่น แต่ตอนนี้คนกลุ่มบ้านศักดิ์สิทธิ์ส่วนใหญ่ได้รื้อย้ายบ้านเข้ามาอยู่ด้านใน ตามคำประกาศตัดความสัมพันธ์กัน มารดาเขาได้ย้ายเข้ามาด้วย เขาจึงขอฝากศิลาปิรามิดไว้กับเจ้าหญิงเป็นการชั่วคราว รอให้เขามีสถานที่เก็บที่ดีและปลอดภัย เขาจึงจะมารับคืน

      เมื่อกลับมาถึงห้องส่วนตัวภายในพระราชวังศิลา เจ้าหญิงบอกไม่ให้ใครเข้ามารบกวน เธอแกะห่อผ้าออก ศิลาปิรามิดวางเด่นอวดโฉมอยู่บนโต๊ะ นึกไปพลางว่าจะเก็บไว้ที่ไหนดี นึกขึ้นมาได้ มีที่แห่งหนึ่งปลอดภัยและมิดชิดที่สุด

      เก็บไว้ที่เดียวกับหยดน้ำพระแม่สมุทร !

      ศิลาปิรามิดมีคุณค่าเกินหยั่งรู้ มารดาของคีตะบอกมาเช่นนั้น เจ้าหญิงพิจารณาดู สิ่งที่เห็นกับสายตาคือความสวยงามและน่าพิศวง เธอมองดูเหลี่ยมของแต่ละด้าน ไม่เหมือนกับนำแต่ละด้านมาต่อกัน เหมือนกับว่าหินอัญมณีสีเขียวขาวแดงดำ ที่มาประกอบกัน เกิดมาอยู่ในหินก้อนเดียวกัน แล้วมีคนนำมาตัดให้เป็นรูปทรงนี้

      เทียบกับของปลอมที่ตั้งเด่นในปรางค์เศียรเทวะ ดูต่างกันลิบลับ ของจริงอันนี้ความกว้างของฐานแต่ละด้านมีขนาดยาวกว่าฝ่ามือของเธอเล็กน้อย ต่างกับศิลาปิรามิดของสัตตคีรีนครที่มีขนาดใหญ่กว่านี้เป็นสิบเท่า เธอพยายามหาจารึกเกี่ยวกับการสร้างมหาปราสาททั้งสอง ที่กล่าวกันว่าซ่อนอยู่ในนี้ แต่ไม่พบอะไร

      จันทราชื่นชมศิลาปิรามิดจนพอใจ จากนั้นเดินไปเปิดกลไกของช่องเก็บของ ด้วยการใช้ดาบที่แขวนวางติดไว้กับผนัง ดึงดาบออกมาจากฝัก แล้วสอดปลายดาบเข้ากับช่องตรงลวดลายสลักบนฝาผนัง ผนังอันนี้อีกด้านเป็นส่วนที่เธอใช้ปลายมีดเขียนจารึกเอาไว้ เพื่อบันทึกความเป็นไปของชีวิตในแต่ละขวบปี ปลายดาบเข้าไปในร่องจนเกือบถึงด้าม จากนั้นเธอดึงด้ามลงเป็นการผลักกลไกข้างใน มีเสียงเคลื่อนของแผ่นหินใกล้กัน เผยให้เห็นช่องเก็บของที่ซ่อนไว้อย่างมิดชิด ท่ามกลางลายนูนสูงต่ำของภาพสลักที่ปรากฏเต็มทั่วทั้งผนัง

      ภายในช่องเก็บของ หยดน้ำพระแม่สมุทร… วางเด่นอยู่ข้างใน

      จันทราเดินไปยกศิลาปิรามิด นำมาวางไว้เคียงกัน ราวกับวัตถุทั้งสองต่างยอมรับซึ่งกันและกัน ถ้าตาไม่ฝาด ดูเหมือนหยดน้ำพระแม่สมุทร ได้ปรากฏมีหยดน้ำไหวระริกอยู่ข้างใน ขณะเดียวกันศิลาปิรามิดก็ดูสว่างสดใส เธอจับตามองอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อไม่มีอะไรแล้ว จึงปิดช่องเก็บของไว้ดังเดิม  

      วันรุ่งขึ้นเจ้าหญิงออกไปจากพระราชวังศิลากับเจ้าหมอกสีน้ำตาลตั้งแต่เช้า เพื่อแวะเยี่ยมเยียนผู้คนในกลุ่มบ้านต่างๆ เหมือนที่เคยปฏิบัติมา ช่วงที่เจ้าหญิงไม่อยู่ ภายในพระราชวังศิลาได้เกิดเรื่องประหลาด ทำให้ข้ารับใช้พากันแตกตื่น หญิงรับใช้สองคนเดินเข้าไปภายในห้องโถงชั้นใน ห้องนั่งเล่นของเจ้าหญิง แต่แล้วต้องตกใจจนต้องทิ้งของในมือ วิ่งไปเรียกคนข้างนอกให้เข้ามาดู

      มีคนแปลกหน้าสี่คนสวมชุดสีดำปิดทั้งตัว ตรงใบหน้ามีหน้ากากปิดไว้ครึ่งหนึ่ง พร้อมกับสายโยง ข้างหลังแบกถังโลหะติดมาด้วย

      คนพวกนี้เข้ามาภายในพระราชวังได้อย่างไร ทำไมไม่มีใครเห็น….ห้องโถงชั้นในห้องนี้เป็นของเจ้าหญิง เป็นห้องจารึกเหตุการณ์สำคัญของตัวเจ้าหญิง

      เพียงชั่วครู่ข้ารับใช้นับสิบคนพากันวิ่งมามุงดู พร้อมทั้งพูดคุยกันดูสับสนวุ่นวาย มีบางคนวิ่งออกไปข้างนอก เพื่อไปตามคนอื่นที่จัดการเรื่องนี้ได้ให้มาดู

      ฝ่ายผู้บุกรุกทั้งสี่คน สภาพของพวกเขานอนอยู่กับพื้นคนละทิศคนละทาง ก่อนหน้านี้พวกเขากำลังดำน้ำเข้าไปในภูเขาหินลูกหนึ่งที่ถูกน้ำท่วมจนมิด จากด้านหน้าวิหารมองเห็นเสาหินขนาดใหญ่เรียงรายกัน สิ่งที่ต้องการเข้าไปเห็นคืออักษรภาพจารึกบนฝาผนัง อันที่นักสำรวจคนหนึ่งที่เสียชีวิตไปถ่ายภาพมาให้ดู ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ทางเข้าแต่ละห้องกว้างขวางพอที่จะแหวกว่ายเข้าไป ประตูโลหะหนาเป็นบานพับที่น่าจะปิดกั้นแต่ละห้อง ผุกร่อนเห็นแต่ร่องรอยบางส่วน การเข้ามาสำรวจครั้งนี้มีทั้งหมดสี่คนคือพิชยุทธ ลัดดา ดร.สถิตย์และศิลป์ธร แต่เดิมดร.สถิตย์ไม่เคยแม้แต่จะคิดที่จะต้องลงมาด้วย แต่ด้วยความเป็นห่วงเครื่องฉายภาพอดีตที่พิชยุทธยืนยันที่จะต้องเอาลงมา เขาจึงจำใจต้องขอลงมาด้วย 

      ในการนำอุปกรณ์สำคัญลงมาในน้ำ ใช้วิธีผูกโยงด้วยสายเคเบิ้ลขนาดเล็กติดไว้กับเรือยาง ซึ่งผูกติดกับทุ่น ทำให้ไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะหลุดมือหายไปกับน้ำ นอกจากนี้อุปกรณ์อื่นที่ติดมามีเพียงกล้องวีดีโอสำหรับถ่ายใต้น้ำ ไฟฉายกันน้ำ กับถุงตาข่ายแบบถี่เผื่อว่าเจอสิ่งของอะไรที่จะเก็บขึ้นไปดูได้ แล้วก็ของส่วนตัวของแต่ละคนเป็นนาฬิกา มีดเล่มเล็ก และอุปกรณ์ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือฉุกเฉินกรณีขึ้นจากน้ำไม่ได้

      ส่วนคนอื่นๆ ที่มาด้วยกัน พิชยุทธบอกให้รออยู่ข้างบนทั้งหมด ตามคำสั่งของพิชยุทธ เขาบอกว่าจะลงไปไม่เกินสองชั่วโมง ถ้านานกว่านี้ให้นำเรือยางอีกลำที่จอดเทียบฝั่งออกไปตาม

      แต่แล้วสิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นรวดเร็วแค่กระพริบตา !

      เมื่อเข้าไปใกล้กับผนังด้านที่มีจารึก ด้วยความขุ่นของน้ำจากตะกอนสะสมที่พื้นห้อง ทำให้ไม่สามารถถ่ายภาพจารึกบนผนังได้ชัด ทั้งสี่คนใจตรงกันที่จะเข้าไปใกล้ แล้วจู่ ๆ เรื่องฉายภาพอดีตที่ดร.สถิตย์ยังหนีบติดไว้กับตัวตลอดเวลาก็ถูกผนังด้านนั้น ดึงไปติดแน่นอยู่ที่ผนัง สภาพคล้ายกับแม่เหล็กดูดติดกับโลหะ แล้วเครื่องฉายภาพอดีตก็ทำงานอัติโนมัติทันที ทั้งที่ไม่ได้ตั้งระบบนี้ไว้ก่อน มีแสงวาบพุ่งเข้ามาหาร่างทั้งสี่คน มีเพียงดร.สถิตย์ที่รู้ว่ามีความผิดปกติ อีกสามคนไม่ทันได้รู้เรื่องอะไรเลย…

      แล้วต่อมาพวกเขาก็มานอนเค้เก้แบกถังอากาศกันบนบก แล้วก็มีผู้หญิงนับสิบคนมายืนมุงดู พวกเธอมีท่าทางอยากจะขับไล่พวกเขาออกไปจากตรงนี้ ด้วยการส่งเสียงพูดคุยกันด้วยภาษาที่ฟังไม่รู้เรื่องสักคำ

      อักษรโบราณบนฝาผนังที่จากเดิมไม่ชัดเจนในน้ำขุ่น ปรากฏแก่สายตาทั้งสี่คู่อย่างชัดเจน ในสภาพที่สมบูรณ์มากที่สุด

      ยังไม่มีใครเข้าใจอะไรเลย ทุกคนยังอยู่ในอาการช็อก !

      ศิลป์ธรเป็นคนถอดถังอากาศออกเป็นคนแรก น้ำที่อาบเปียกตั้งแต่หัวจรดเท้ายังหยดติ๋งอยู่กับพื้น เขาทำทุกอย่างโดยปฏิกิริยาของร่างกาย มากกว่าใช้สมอง คนอื่นๆ ก็ทำเช่นเดียวกัน รู้แต่ว่าอยู่ตรงนี้ดูผิดที่ผิดทาง ควรจะหาที่สงบทบทวนว่ามันเกิดอะไรขึ้นจะดีกว่า 

      ศิลป์ธรเดินนำอีกสามคนออกไปข้างนอก บานประตูโลหะแบบบานพับขนาดใหญ่ที่เปิดอ้าอยู่ในสภาพดี ต่างกับเศษซากผุพังที่เห็นก่อนหน้านี้ประมาณสิบนาที เดินออกไปผ่านห้องโถงใหญ่ แล้วก็มาถึงด้านหน้าที่มองเห็นเสาหินต้นใหญ่ยืนเรียงราย ดูอลังการสวยงาม

      แต่เดิมลัดดากำลังจะลากเอาถังอากาศออกไป เหมือนกับอีกสามคน แต่เธอฉุกคิดมีสติที่จะทิ้งของหนักเอาไว้ตรงนั้น หันไปฉวยเอาของเบากว่าอย่างกล้องถ่ายวีดีโอและไฟฉายอีกสองอัน หยิบรวมไว้ในถุงตาข่าย ถือติดมือออกไป 

      ด้านหน้าของสถานที่แห่งนี้เป็นระเบียงเปิดโล่ง มีคนโผล่ออกมาดูพวกเขาเป็นจำนวนมากขึ้น ข้างล่างมีพวกผู้ชายปะปนอยู่ด้วย ทันทีที่มองเห็นบันไดโค้งที่ออกแบบให้ลงจากด้านข้าง แล้วหมุนลงตรงด้านหน้า คนแปลกหน้าพฤติกรรมประหลาดทั้งสี่คนไม่รีรอ ต่างรีบลงไปโดยทันที

      ทั้งหมดพากันเดินออกไป อย่างไม่ต้องการตกเป็นเป้าสายตา กระทั่งเดินเข้าไปตรงที่มีต้นไม้รกครึ้ม จึงสามารถหลบสายตาคนพวกนั้นได้

      ลัดดาซึ่งเหนื่อยน้อยกว่าคนอื่น เพราะเลือกถือกล้องวีดีโอแทนถังอากาศ ใบหน้าของเธอแดงก่ำกับดวงตาแดงอยากจะร้องไห้ พิชยุทธยังไม่พูดอะไร ต้องการปรับจิตใจอีกสักครู่ ศิลป์ธรรู้สึกอึกอัก ดร.สถิตย์ซึ่งน่าจะรู้ดีกว่าใครเพื่อนว่าเกิดอะไรขึ้น พูดเป็นอยู่คำเดียว “มันเป็นไปได้อย่างไร…มันเป็นไปได้อย่างไร” ซ้ำไปซ้ำมา

      อีกพักใหญ่ผู้ร่วมชะตากรรมทั้งสี่คนจึงกลับมารวมตัวพูดคุยกันได้ คนที่จะต้องตอบคำถามให้ได้คือดร.สถิตย์ ขณะนี้เขาทรุดตัวนั่งอยู่กับโคนต้นไม้ ขณะที่คนอื่นยืนรอฟังคำตอบ

      “ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น” ประโยคแรกของเขาฟังไม่เข้าท่า จนน่าโมโห “อยู่ดีๆ เครื่องฉายภาพอดีตก็ถูกดึงไปติดแน่นกับผนัง ผมออกแรงดึงกลับมาจนหัวทิ่ม ผมคิดว่าเครื่องทำงานเอง แทนที่จะฉายภาพอดีตให้เราดู กลับฉายภาพเราเข้ามาในอดีตแทน” เขาพูดเสียงอ้อมแอ้มตอนท้าย

      พิชยุทธทำเสียงสุดเซ็งในลำคอ แล้วเดินหันหน้าไปทางอื่น ลัดดามีท่าทางหมดแรง เธอคิดล่วงหน้าไปแล้วถึงสารพัดความลำบากที่รออยู่ข้างหน้า ไม่มีอะไรสักอย่างติดตัว เรียกว่าเหลือแต่ตัวจริงๆ หมดสิ้นแล้ว ความสะดวกสบายในคฤหาสน์ เสื้อผ้า เครื่องสำอางค์ ทรัพย์สินเงินทอง อย่าว่าแต่อะไรเลย…คืนนี้จะไปซุกหัวนอนที่ไหน

      ศิลป์ธรมองเห็นสิ่งที่อยู่ในมือลัดดา “ขอผมดูหน่อยได้ไหมครับ”

      ลัดดายื่นกล้องถ่ายวีดีโอให้ ศิลป์ธรเรียกภาพกลับมาดู กล้องถ่ายวีดีโอยังใช้ได้ดีเหมือนเดิม ภาพชุดนี้เป็นอันล่าสุดที่เพิ่งถ่ายตอนลงมาคราวนี้ ภาพที่เห็นมีตั้งแต่นั่งบนเรือยาง เห็นผืนน้ำสีน้ำเงิน ไกลออกไปเห็นเพียงจันทราคีรี ภูเขาหินเกลี้ยงที่มีส่วนที่โผล่พ้นน้ำ จากนั้นเริ่มเป็นภาพถ่ายใต้น้ำ ตั้งแต่ภาพของเสาหินที่ยืนเรียงรายด้านหน้าวิหาร ผ่านเข้าไปในห้องโถงกลาง มีภาพของลัดดาในชุดดำน้ำลึก ทำท่าโบกมือให้กล้อง จนไปถึงในห้องที่มีจารึกอักษรโบราณ อีกเพียงครู่เดียว ปรากฏว่ามีแสงสว่างจ้ามองไม่เห็นอะไร…แต่ดูเหมือนกล้องถ่ายวีดีโอจะยังทำงานอยู่ สิ่งที่กล้องถ่ายวีดีโอได้มาคือภาพผนังห้องที่สว่างใสแบบบนบก ไม่ใช่ในน้ำ

      ศิลป์ธรลองย้อนกลับไปดูช่วงนี้อีกครั้ง เขาสังเกตตัวเลขเวลาที่ขึ้นอยู่ในกล้อง…

      ปรากฏว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นภายในแสงประหลาดครั้งเดียว ซึ่งคาดว่าแสงนั้นจะฉายออกมาจากเครื่องถ่ายภาพอดีต เขาตรวจดูอย่างละเอียด พบว่ากล้องถ่ายวีดีโอยังทำงานต่อได้ตามปกติ ศิลป์ธรรีบปิดเครื่องทันทีเพื่อประหยัดแบตเตอรี่ ดร.สถิตย์ขอดูซ้ำอีกครั้ง

เช้าวันหนึ่งอันแสนประหลาด
นักค้าวัตถุโบราณแปลกหน้า
สำรวจช่องเขาขาด
วางแผนเพื่อรู้ความลับ
จารึกโบราณของโลกียะ
เที่ยวป่า
ทีมสำรวจออกเดินทาง
ชายแปลกหน้าในความเลือนลาง
คัมภีร์อนันตภพเป็นจริง
เจ้าหญิงแห่งทักษิณายันนคร
พระแม่เจ้าบนจันทราคีรี
คีตะมิตรที่แสนดี
ทางลับเข้ามหาปราสาท
ความลับในปราสาท
ทางลอดใต้น้ำ
ความจริงที่น่าสะเทือนใจ
รัชทายาทนักรบ
งานเลี้ยงในท้องพระโรง
ดั่งนกในกรง
โลกียะส่งคนมาช่วย
พิธีเรียกดวงไฟ
ภาพฝัน
กลุ่มคนไม่น่าไว้วางใจ
เมืองโบราณใต้น้ำ
ความโหดร้ายในหุบเขาสัตตคีรี
ลูกน้องจอมทรยศ
ดร.วัลลภอยู่ในอันตราย
แม่เฒ่าผู้เฝ้าจันทราคีรี
ในสายตาของพระแม่เจ้า 
ห้องพิธีกรรม
หลงไปในอดีตกาล
ความตื่นเต้นของเจ้าหญิง
คำสัญญาของตรีศูล 
ล้วงความลับ
ภาพอนาคตอันน่าพิศวง  
เฝ้ามองจันทราคีรี
พิธีกรรมในคืนวันเพ็ญ
ตอนจบ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook