บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

มนต์ผีเสื้อ
ตอน ทักษิณายันนคร สาวิตรี : เขียน

33…คำสัญญาของตรีศูล

      ตอนหัวค่ำก่อนเข้านอน ขณะที่เจ้าหญิงออกมายืนกอดอกครุ่นคิดอยู่ตรงระเบียงพระราชวังศิลา เวลาผ่านไปเท่าใดไม่ได้อยู่ในความคิดของเธอ ขณะเดินหันกลับเข้าไปข้างใน ร่างของใครคนหนึ่งเคลื่อนมาขวางทาง เจ้าหญิงผงะตกใจ ตั้งสติได้ตรงที่เห็นว่าเป็นตรีศูล !

      เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เธอไพล่คิดถึงครั้งก่อนที่ตนเองเคยปรากฏตัวในยามวิกาลที่สัตตคีรีนคร ครั้นเมื่อนึกถึงสิ่งที่เขากระทำอันเป็นการหักหาญน้ำใจ เธอขยับจะเดินเลี่ยงเข้าไปข้างใน 

      “ก่อนจะเคืองตัวข้ามากกว่านี้ ฟังในสิ่งที่ข้าต้องการพูดกับเจ้าสักนิดได้ไหม” เสียงทุ้มของตรีศูลกล่าวไล่หลังมา เขาไม่มีท่าทีรุกรานเหมือนเมื่อคราวก่อน ร่างในชุดนักรบยังยืนปักหลักนิ่ง

      จันทราหยุดยืนขณะที่ยังหันหลังให้เขา จากนั้นจึงหันกลับมาช้าๆ จับตามองท่าทีของตรีศูล

อย่างชั่งใจ แล้วตัดสินใจเดินเข้ามายืนเผชิญหน้ากับชายหนุ่ม

      แววตาของตรีศูลไหวไปเล็กน้อยก่อนจะพูดสิ่งที่อยู่ในใจ “ข้ามาถามสิ่งที่อยู่ในหัวใจของเจ้า” เขาพูดด้วยน้ำเสียงชัดเจน จันทราไม่ทันได้ตั้งตัวชะงักไปชั่วครู่ เมฆหมอกทึมทึบในความรู้สึกของเธอบดบังทุกอย่างไปหมดสิ้น

      “เจ้าถามหัวใจข้าในเวลาที่หัวใจแตกสลาย ข้าไม่รู้จะตอบอย่างไร”

      “เคยมีใจให้ข้าบ้างไหม” เขาคาดคั้นต่อ

      จันทราหลบสายตาคมกล้า เต็มเปี่ยมไปด้วยความเสน่หาของเขา เธอตอบเขาโดยไม่มองหน้า“ทุกสิ่งได้เปลี่ยนไปหมดแล้ว ไม่ว่าอย่างไร ทักษิณายันนครก็ไม่อาจรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสัตตคีรีนคร”

      คำตอบของเจ้าหญิงทำให้ตรีศูลรู้สึกอึดอัดใจ

      “ข้าหมายถึงเจ้ากับข้า ไม่ได้หมายถึงสิ่งใดหรือผู้ใดมาเกี่ยวข้อง” เขาค้าน

      “จะมีความหมายอะไร” เธอยิ้มที่มุมปาก “ในเมื่อตัวเจ้าไม่ได้มีเพียงเจ้า และตัวข้าไม่ได้มีเพียงข้า เจ้าเองสำนึกในสิ่งนี้ดีกว่าข้ามาแต่ไหนแต่ไรไม่ใช่หรือ มหาอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ไพศาล อำนาจที่ท่วมท้นเหนือผู้คน สิ่งเหล่านี้หลอมหัวใจของเจ้าไปจนหมดสิ้น สำหรับสัตตคีรีนคร ตัวข้าเป็นได้เพียงเครื่องบรรณาการ”

      ตรีศูลฟังสิ่งที่เธอบอกมาด้วยความรู้สึกงงงัน เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าเธอรู้สึกเช่นนี้ เขาคิดแต่เพียงว่าเขามีใจให้เธอมากที่สุด ทุกสิ่งที่เป็นของเขา นั่นจะเป็นของเธอด้วย

      “ข้าไม่เคยคิดที่จะทำลายทักษิณายันนคร ไม่เคยคิดสักครั้ง” เขายืนยันหนักแน่น

      “นั่นคือสิ่งที่ข้าจะจดจำไว้ อย่างน้อยที่สุดเจ้าก็ยังเห็นแก่มิตรผู้นี้”

      ตรีศูลถอนหายใจอย่างหนักอก เขารู้สึกจนใจที่จะคาดคั้นให้ได้คำตอบอย่างที่ตนต้องการ เขาหันข้างให้กับเจ้าหญิง สายตาพุ่งมองไปในความมืด “ก่อนนี้ข้าเคยคิดว่าจะไม่ยอมให้ตนเองตกอยู่ในมนตราแห่งรัก” ตรีศูลเหลือบชำเลืองมามองเจ้าหญิงเล็กน้อย “แต่ข้าก็ต้องพ่ายแพ้”

      การกล่าวยอมแพ้อย่างสง่าผ่าเผยของเขา ทำให้เจ้าหญิงมองเขาอย่างสนใจ

      ตรีศูลพูดต่อ “ข้าสามารถชนะศึกสงครามมานับไม่ถ้วน แต่สงครามในใจ ข้ากลับพ่ายแพ้หมดรูป”

      ด้วยท่าทีและคำพูดของเขาทำให้ความหวั่นเกรงของเจ้าหญิงคลายลง “สงครามไม่มีใครเป็นผู้ชนะ มีแต่คนต้องสูญเสีย ชะตากำหนดให้เจ้าทำหน้าที่นักรบ ขณะที่ข้าต้องเป็นตัวแทนพระแม่เจ้า”

      ตรีศูลยืนนิ่งอยู่ในท่าเดิม เขาขยับแขนขึ้นมากอดอก “ชะตานำให้เราได้มาพบกัน ตอนนี้ข้ากำลังนึกถึงวัยเด็กของเรา” เขาหันหน้ามามองก่อนจะหันกลับไป แล้วพูดต่อ “ตอนนั้นข้าเชื่อว่าเจ้าต้องชอบข้าแน่นอน เพราะข้าแข็งแรงที่สุด”

      เจ้าหญิงแอบยิ้ม “ยังจำได้อีกหรือ ข้านึกว่าเจ้าลืมไปหมดแล้ว” เธอเดินมายืนข้างเขา สายตามองออกไปทางเดียวกัน

      “ข้าจำได้ทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเจ้า”

      เหตุใดวันนี้เขาจึงพูดจาได้ไพเราะหวานหูยิ่งนัก เจ้าหญิงแอบคิดอยู่ในใจ ท่าทางของเขาในวันนี้ ไม่เหมือนตรีศูลคนที่เธอรู้จัก ด้วยความคุ้นเคยกัน ทำให้เธอไม่อาจวางใจ ตอนสมัยยังเด็ก มีหลายครั้งที่เขาบันดาลโทสะ จนทำให้เด็กคนอื่นบาดเจ็บ นั่นเป็นเพราะนิสัยเขาชอบเอาชนะทุกคน เขาไม่ชอบพ่ายแพ้ แม้จะเป็นเพียงการเล่นสนุกเท่านั้น

      “ข้ามิได้อยู่ห่างไกล ทักษิณายันนครอยู่ใกล้เพียงแค่นี้ หรือเจ้าคิดว่ามันไกลไปเสียแล้ว ถึงได้คิดที่จะกักตัวข้าไว้”

      “จันทรา… อย่าเคืองข้าเลย เป็นเพราะความห่วงใยในความปลอดภัยของเจ้า ตอนนี้ใครเล่าจะปกป้องเจ้า เจ้าคิดว่าคนที่เจ้าเรียกเขาว่าบิดานั้น เขาคือผู้จงรักภักดีอย่างนั้นหรือ ฮึ! ข้าอ่านใจเขาออก ใครบ้างเล่าไม่ปรารถนาอำนาจ จริงๆแล้วหลังจากที่ทั้งสองพระองค์สิ้นพระชนม์ เจ้ามีความชอบธรรมที่จะได้ทุกสิ่งตามการตกทอด แต่แล้วทุกสิ่งกลับตกไปอยู่กับเขา” ตรีศูลบอกในสิ่งที่เขาคิด

      “ข้าไม่เคยรู้สึกว่าตนเองมีอำนาจอะไร เพียงแค่การเอาชีวิตตนเองให้ยืนหยัดได้ ก็หนักหนาเหลือเกิน” เจ้าหญิงยิ้มที่ริมฝีปาก “ข้าไม่รู้สึกว่าบิดาแย่งชิงสิ่งใดไป เพราะสิ่งนั้นข้าไม่เคยมี”

      ตรีศูลหันมามองหน้าเจ้าหญิงอย่างฉงน เขาไม่เคยได้ยินใครพูดแบบนี้มาก่อน เสี้ยวหนึ่งของความคิด เขาได้คิดว่านี่กระมังที่ทำให้ทักษิณายันนครแตกต่างกับสัตตคีรีนครอย่างสิ้นเชิง 

      ตรีศูลรู้สึกข้องใจอย่างจริงจัง “เจ้าพูดเองไม่ใช่หรือ ทุกสิ่งได้เปลี่ยนไปแล้ว การไม่มีอำนาจจะทำให้ตัวเจ้าลำบากยิ่งขึ้น แม้ตัวเจ้าจะไม่ปรารถนาหรือแยแส แต่ใช่ว่าผลกระทบจะไม่มาถึงตัว” เขาพูดเพื่อให้เธอได้คิดถึงความเป็นจริง เขาเห็นว่าตอนนี้ทักษิณายันนคร ได้ตกอยู่ในมือของโลกียะ คนที่เจ้าหญิงไว้วางใจนักหนา แต่เขาไม่อาจรู้ว่าภายในใจของเจ้าหญิง กลับนึกถึงภาพของปราสาทหนุมานที่หันหน้ามาข่มขวัญต่อจันทราคีรี นึกถึงภาพสลักบนผนังภายในปรางค์เศียรเทวะที่ให้พระแม่เจ้ากระทำในสิ่งที่เลวร้าย และนึกถึงมงกุฎเพชรสีน้ำเงินบนหิ้งของห้องเก็บมหาสมบัติ มงกุฎนั้นรอคอยหยดน้ำพระแม่สมุทร…ของล้ำค่าคู่กับจันทราคีรี

      แต่เดิมเธอคิดจะเก็บความคิดนี้แต่เพียงในใจ แต่ได้เผลอพูดออกไป “เจ้าคิดว่าอำนาจจากศาสตราวุธจะยั่งยืนไปได้นานเพียงใด อืม…ข้าไม่ควรถาม” เธอหยุดคำพูดตนเอง ตรีศูลดูจะไหวทัน “ศรัทธาที่พลเมืองมีต่อผู้ปกครอง จะเป็นรากที่หยั่งลึกมากกว่าชัยชนะที่ใช้กำลังบังคับ” ตรีศูลพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่แฝงความภาคภูมิไว้ในที “ดังนั้นจึงเกิดมีปราสาทหนุมาน กับปรางค์เศียรเทวะ เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คน”

      เป็นอีกครั้งที่เจ้าหญิงพูดกับตนเองในใจ ปราสาทหนุมานที่เก็บสมบัติจากการเข่นฆ่าปล้นชิงไว้ข้างใต้  กับปรางค์เศียรเทวะที่ไว้สำหรับชนชั้นสูง !

      จันทราแน่แก่ใจว่าที่ตนเองพูดไว้ไม่ผิด เมื่อครู่เธอบอกกับตรีศูลว่า มหาอาณาจักรกับการมีอำนาจเหนือผู้อื่นได้หลอมรวมหัวใจของเขาเอาไว้จนหมดสิ้น ในที่สุดเขาก็ยอมรับด้วยท่าที เขาพึงใจที่จะได้พูดในสิ่งเหล่านี้ เพราะมันมีรดชาดของชัยชนะแฝงไว้อยู่ตลอดเวลา

      เมื่อเจ้าหญิงเงียบไป ตรีศูลจึงรู้สึกตนเองว่าหลงกลเธอเสียแล้ว แล้วเขาก็ต้องไหวตัว เมื่อในความมืดข้างล่างตามสุมทุมพุ่มไม้ ได้ปรากฏเงาของคนหลายคนเคลื่อนไหว และภายในพระราชวังก็เห็นข้ารับใช้สองสามคนยืนแอบอยู่ตรงประตู

      เจ้าหญิงหันไปเห็นข้ารับใช้ของเธอเผยตัวออกมาให้เห็น นึกขอบใจพวกนาง เพราะเมื่อสนทนากันนานไป ความรู้สึกหวาดระแวงชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ ยิ่งมีมากขึ้น สำหรับเขา สงครามที่ไม่ชนะ มีหรือจะยอมเลิกรา เมื่อหันไปมองเขาอีกที เธอได้เห็นแววตาที่ดุดันราวกับดวงตาของพยัคฆา มองลงไปข้างล่าง นั่นเองที่ทำให้เธอรู้ว่าข้างล่างมีองครักษ์ที่โลกียะส่งมาคุ้มครอง พวกเขาน่าจะเฝ้าดูอยู่นานแล้ว 

      ขณะที่เจ้าหญิงมองกลุ่มคนลึกลับว่าเป็นองครักษ์ ตรีศูลกลับมองว่าพวกมันเป็นคนของโลกียะที่ส่งคนมาควบคุมตัวเจ้าหญิง ความหงุดหงิดใจของเขาเพิ่มขึ้นทีละน้อย ทำไมเธอจึงไม่ทุกข์ร้อน !

      “ข้าจะเดินไปส่งเจ้าข้างล่าง” เธอบอกกับเขา โดยไม่รอคำตอบ จากนั้นเดินนำลงไป ตรีศูลได้แต่เดือดดาลอยู่ในใจ

      เมื่อลงไปด้านล่าง จึงได้เห็นม้าศึกตัวโตแข็งแรง ยืนรอเจ้านายอย่างกระวนกระวาย เพราะมันเองก็เห็นพวกที่ซุ่มอยู่ในความมืดเช่นกัน ตรีศูลยังไม่เดินตรงไปที่ม้าของเขา เขาก้าวตรงไปใกล้คนขลาดพวกนั้น

      เจ้าหญิงจับตามองแบบกลั้นหายใจ การที่เดินลงมาส่งตรีศูล ไม่ได้เพราะเป็นห่วงต่อความปลอดภัยของเขา แต่เธอเป็นห่วงศรีษะของบรรดาองครักษ์จากกลุ่มบ้านต่างๆ ที่เสียสละเวลามาดูแลความปลอดภัยให้เธอ พวกเขาต่างเป็นคนที่ประกอบสัมมาอาชีพเยี่ยงคนทั่วไปของที่นี่ พวกเขาไม่ใช่นักรบที่เคยผ่านสมรภูมิรบ สายตาของเจ้าหญิงจับอยู่ที่ดาบที่ทำมาจากเหล็กกล้าที่ด้ามประดับด้วยพลอยหลากสี ดาบนั้นสะพายติดกับหลังของเขา ถ้าองครักษ์เหล่านั้นมองเห็นว่าเธออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัย เธอเชื่อมั่นว่าพวกเขาพร้อมพลีชีพ แม้ว่าต่างรู้ตัวว่าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของจอมทัพผู้นี้

      แล้วเธอก็หายใจคล่องขึ้น เมื่อตรีศูลเดินกลับมา โดยมีท่าทีไม่ใส่ใจกับคนเหล่านั้น เขาเหนี่ยวกายขึ้นบนหลังม้าศึกตัวใหญ่แข็งแรง ท่าทางของมันพร้อมกระโจนไปได้ทันทีถ้าได้รับคำสั่ง

      “วันหน้าข้าจะแวะมาอีก เจ้าพูดได้ถูกต้อง ทักษิณายันนครไม่ได้อยู่ไกลตัวข้า”

      ก่อนจะจากไป เขายื่นมือมาขอสัมผัสมือเจ้าหญิง เธอขยับเดินเข้าไปใกล้ ส่งมือให้สัมผัสแต่โดยดี

      ตรีศูลกล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเข้มจริงจัง

      “ ข้าให้สัญญา… ตราบเท่าที่เจ้าหญิงยังคงอยู่ที่นี่ สัตตคีรีนครจะไม่รุกรานและข่มเหงทักษิณายันนคร…บ้านของเจ้า ! ” 

      เมื่อกล่าวจบม้าศึกที่ปราดเปรียวได้นำตรีศูลทะยานหายลับไปกับความมืด

เช้าวันหนึ่งอันแสนประหลาด
นักค้าวัตถุโบราณแปลกหน้า
สำรวจช่องเขาขาด
วางแผนเพื่อรู้ความลับ
จารึกโบราณของโลกียะ
เที่ยวป่า
ทีมสำรวจออกเดินทาง
ชายแปลกหน้าในความเลือนลาง
คัมภีร์อนันตภพเป็นจริง
เจ้าหญิงแห่งทักษิณายันนคร
พระแม่เจ้าบนจันทราคีรี
คีตะมิตรที่แสนดี
ทางลับเข้ามหาปราสาท
ความลับในปราสาท
ทางลอดใต้น้ำ
ความจริงที่น่าสะเทือนใจ
รัชทายาทนักรบ
งานเลี้ยงในท้องพระโรง
ดั่งนกในกรง
โลกียะส่งคนมาช่วย
พิธีเรียกดวงไฟ
ภาพฝัน
กลุ่มคนไม่น่าไว้วางใจ
เมืองโบราณใต้น้ำ
ความโหดร้ายในหุบเขาสัตตคีรี
ลูกน้องจอมทรยศ
ดร.วัลลภอยู่ในอันตราย
แม่เฒ่าผู้เฝ้าจันทราคีรี
ในสายตาของพระแม่เจ้า 
ห้องพิธีกรรม
หลงไปในอดีตกาล
ความตื่นเต้นของเจ้าหญิง
คำสัญญาของตรีศูล 
ล้วงความลับ
ภาพอนาคตอันน่าพิศวง  
เฝ้ามองจันทราคีรี
พิธีกรรมในคืนวันเพ็ญ
ตอนจบ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook