บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

มนต์ผีเสื้อ
ตอน ทักษิณายันนคร สาวิตรี : เขียน

35…ภาพอนาคตอันน่าพิศวง

      ภาพของผืนน้ำสีน้ำเงินท่วมอาณาบริเวณทักษิณายันนคร คงเหลือแต่จันทราคีรีที่โผล่พ้นน้ำ ภาพเหล่านี้ยังคงติดตาเจ้าหญิง       พวกเขามาจากอนาคตอีกสี่พันสองร้อยปีข้างหน้า !

      ถ้านับความเปลี่ยนแปลงไปทีละปี…ทีละปี ยังเป็นเรื่องที่ไกลตัวเหลือเกิน แต่ความช่างคิดของเธอไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น ผืนน้ำสีน้ำเงินที่ท่วมทักษิณายันนครทั้งเมืองนั้น เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ หญิงสาวที่ชื่อลัดดาบอกกับเธอว่าสภาพแวดล้อมของทักษิณายันนครในเวลานั้นดูแปลกประหลาด ผืนน้ำสีน้ำเงินถูกกักไว้บนภูเขา บนแผ่นดินของทักษิณายันนคร ในขณะที่สัตตคีรีนครทางด้านล่างมีสภาพเป็นพื้นที่แห้งแล้ง แล้วยังมีอีกหลายอาณาจักรที่สร้างทับสัตตคีรีนคร แต่ในที่สุดทุกอาณาจักรต่างล่มสลายไปด้วยภัยธรรมชาติ

      หมายความว่าองค์เทวะ…เทพเจ้าของสัตตคีรีนครช่วยพวกเขาไม่ได้รึ !

      พระแม่เจ้าแห่งทักษิณายันนครเล่า…ยังคงอยู่หรือไม่…

      จันทราตอบกับตนเอง อีกสี่พันสองร้อยปี พระแม่เจ้าแห่งจันทราคีรียังคงอยู่อย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้น จะมีเพียงจันทราคีรีที่โผล่พ้นน้ำหรือ…พระแม่เจ้าผู้ไม่ยินยลต่อสิ่งใด ยังคงสถิตอยู่ตรงที่นั้น

      จันทราอยากรู้ว่าคนในอนาคตอย่างพวกเขาเคารพเทพเจ้าองค์ใด และมีศรัทธาอยู่กับอะไรบ้าง เธอเคยถามคำถามนี้ แต่ไม่ได้คำตอบ ราวกับว่าพวกเขาไม่เคยมีคำตอบเรื่องนี้มาก่อน หญิงชายที่ชอบมาสนทนากับเธอที่ซุ้มใต้ร่มไม้ด้านหน้าพระราชวังศิลา ความสนใจของพวกเขาล้วนอยู่กับเรื่องของวัตถุทั้งสิ้น พวกเขาถามเรื่องความรุ่งเรืองของสัตตคีรีนคร ถามถึงที่มาของสิ่งของเครื่องใช้ภายในพระราชวัง ถามถึงเรื่องเครื่องประดับเสื้อผ้าแพรพรรณที่เธอสวมใส่ อะไรก็ไม่เท่ากับเรื่องสถานที่เก็บมหาสมบัติของสัตตคีรีนคร

 การที่เธอไม่อยากบอกเรื่องนี้กับพวกเขา เพราะเกรงว่าพวกเขาจะเป็นอันตราย ของมีค่าชิ้นสำคัญทุกชิ้นของสัตตคีรีนครล้วนมีการจดบันทึกไว้อย่างละเอียด ผู้ที่จะได้ครอบครอง ต้องทำความดีความชอบต่อกษัตริย์ ถ้าใครครอบครองโดยไม่ผ่านมือกษัตริย์ ถือเป็นการดูหมิ่นต่อพระองค์ ผู้นั้นจะได้รับโทษทัณฑ์ถึงชีวิต

      เธอพยายามตักเตือนพวกเขา ดูว่าพวกเขาจะไม่ใส่ใจ

      บางที…พวกเขาอาจจะเพียงอยากรู้ เหมือนกับที่เธออยากรู้เรื่องเกี่ยวกับพวกเขา ศรัทธาของเขาอาจจะอยู่ที่วัตถุที่คงทนไม่เสื่อมไปกับกาลเวลาอย่างทองคำ เพชรนิลจินดา ในเมื่อพวกเขามีศรัทธาต่อสิ่งเหล่านี้ จึงไม่แปลกที่เขาจะอยากรู้และอยากถามเรื่องนี้

      เรื่องราวเหล่านี้ล้วนมีเหตุให้ต้องขบคิดต่อ ผิดกับสิ่งที่เธอมั่นใจและสุขใจ

      มีตัวตนของเธอในอีกดินแดนหนึ่งจริงๆ…อยู่ในช่วงเวลาเดียวกับคนพวกนี้ !

      นั่นหมายความว่าหลายสิ่งที่เธอมองเห็นในความฝัน สัมผัสและการรับรู้ในสิ่งที่ไม่มีให้เห็นอยู่ที่นี่ เกิดมาจากตัวตนของเธอผู้นั้น หากวันนี้ถ้าเวคินยังอยู่ เขาจะต้องอธิบายสิ่งเหล่านี้ได้กระจ่าง ในเวลานี้มีคำถามร้อยแปดที่คิดขึ้นมาได้ ถ้าวันนี้เขายังอยู่ เธอจะต้องได้รับคำชมจากเขาว่าถามคำถามได้ดี

      ในเวลานี้…เธอคิดถึงเขาอย่างที่สุด

      ใกล้วันพิธีกรรมที่จันทราคีรี คีตะยังดำเนินชีวิตไปตามปกติเหมือนทุกวัน เขาชวนเจ้าหญิงออกไปจับปลาที่ลำธารมาย่างกินด้วยกัน เจ้าหญิงนึกสนุก การกลับมาทำตัวเช่นวัยเยาว์อีกครั้ง น่าจะดีกว่าการมานั่งรู้สึกว่าตนเองอายุสี่พันสองร้อยปี !

      “รับ…รับที เจ้าหญิง” เสียงคีตะเอะอะขึ้นมา ทั้งสองมือจับปลาตัวโตกำลังดิ้นไปมา เขาทำท่าจะโยนให้ เจ้าหญิงวิ่งเข้าไปใกล้ธารน้ำตกส่วนที่แคบ ยืนเก้ๆ กังๆ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี

      แท้ที่จริงแล้วคีตะล้อเล่น เขาจับปลาตัวนั้นแน่นด้วยสองมือ แล้วค่อยปีนเหยียบโขดหินแต่ละก้อน หินเหล่านั้นดูลื่น แต่เขากลับก้าวมาอย่างไม่กังวล แล้วปลาที่เขาจับมาได้ทั้งหมดก็ถูกนำมาทาเกลือและใช้ใบไม้และเปลือกไม้ที่เป็นเครื่องเทศยัดไว้ที่ท้อง จากนั้นก็เสียบไม้ย่างไฟอ่อนๆ เนื้อตัวของเขาเปียกปอนไปหมด

      “เจ้ากินหมดหรือ” เจ้าหญิงหมายถึงปลาตัวโตห้าตัวที่เสียบไม้ย่าง

      “เจ้าหญิงนั่นละที่ต้องกินให้หมด”

      เจ้าหญิงเหลือบตาขึ้นมามองเขา คีตะพูดต่อ “ข้าชวนเจ้าหญิงมากินปลา ข้าเป็นคนจับปลา ห้าตัวนี้ยกให้เจ้าหญิงคนเดียว” เขาแจงอย่างละเอียด

      “อืม…ปลาชนิดนี้ไม่เคยเห็น สงสัยจะไม่อร่อย” นอกจากจะไม่ขอบใจแล้ว ยังติอีกด้วย

      “มันจะไม่อร่อยได้อย่างไร” คีตะยกปลาตัวที่ย่างทิ้งไว้ก่อนขึ้นมาดู ปลาย่างเริ่มส่งกลิ่นหอมชวนกิน

      “ถ้ายกให้หมด จะกินหมด ห้ามมาขอแบ่ง” เจ้าหญิงแสดงความเป็นเจ้าของเต็มที่

      คีตะเริ่มลังเลใจ น้ำลายเริ่มสอ

      เจ้าหญิงแอบยิ้ม ปกติแล้วคีตะจะเป็นคนเห็นแก่กินไม่ใช่เล่น ของกินอยู่ตรงหน้าแต่กลับไม่ได้กิน เพราะพลั้งปากพูดไปด้วยความคะนอง ครั้งนี้เธอจะแกล้งให้เข็ด

      จากนั้นเจ้าหญิงก็เดินเข้าไปในแมกไม้ร่มรื่น อีกพักหนึ่งในมือมีใบไม้ขนาดใหญ่ติดมือมาด้วย เพื่อห่อปลาไปฝากบิดา คีตะเหลือบตามามองเล็กน้อย นั่งทำตาปริบๆ

      ขณะที่คีตะลุกขึ้นยืนจะเดินไปทางน้ำตก เสียงเจ้าหญิงแว่วตามหลังมา

      “ถ้าจะไปจับปลาตัวใหม่ ไม่ต้องไป ไม่อยากรอ เมื่อข้ากินอิ่มแล้ว จะเอาไปฝากบิดา ต้องช่วยกันถือไป” 

      คีตะหันกลับมานั่งที่เก่า เจ้าหญิงเริ่มแกะปลาตัวที่สุกก่อน กินอย่างอร่อย คีตะถอนหายใจ นั่งหันหลังให้ ปลาตัวใหญ่เพียงตัวเดียวก็อิ่มท้องแล้ว นึกสงสารคนที่ลงมือลงแรงไปทั้งหมด ทั้งวิ่งไล่วิดปลา ทั้งก่อไฟย่าง แต่ต้องมานั่งท้องหิว

      เจ้าหญิงหยิบปลาไม้หนึ่งมา สะกิดหลังยื่นไปให้ตรงหน้า เขาผลักมือออกไปเบาๆ ไม่พูดสักคำ เขาทำเป็นน้อยใจอยู่อย่างนี้สองครั้ง ครั้งที่สามจึงรับแต่โดยดี

      เจ้าหญิงหัวเราะเสียยกใหญ่ที่แกล้งเขาได้…

 ขณะเดินไปหาบิดายังที่พำนักแห่งใหม่ คีตะรับอาสาถือปลาย่างที่ใช้ใบไม้ห่อไว้ทั้งสองตัว สิ่งหนึ่งที่เจ้าหญิงได้เรียนรู้

      ความทุกข์นั้น แท้ที่จริงเกิดในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ความทุกข์ที่ยาวนานอยู่ที่ความคิดคำนึง ความสุขก็เช่นเดียวกัน ความสุขจะเกิดในเวลาสั้นๆ แต่ความประทับใจนั้น คงอยู่แสนนาน…

      ที่พำนักแห่งใหม่ของโลกียะอยู่ใกล้กับกลุ่มบ้านต่างๆ และอยู่ใกล้กับพระราชวังหลวงที่อยู่ศูนย์กลาง ถ้านับระยะห่างจากจันทราคีรีและพระราชวังศิลา นับว่าไกลพอสมควร คีตะเคยถามว่าเหตุใดท่านโลกียะจึงอยู่ในที่คับแคบใต้จันทราคีรี ทั้งที่ตัวเขาได้บูรณะพระราชวังเก่าไว้เป็นที่อยู่อาศัยเมื่อนานมาแล้ว เขาตอบว่าห้องพำนักใต้จันทราคีรีอยู่ใกล้กับพระราชวังศิลา เจ้าหญิงน้อยจะได้วิ่งมาหาเขาสะดวก

      คีตะเคยรับฟังเรื่องราวในวัยเด็กที่เจ้าหญิงเล่าให้ฟัง บางเวลาเจ้าหญิงน้อยเกเรมาก ใครทำอะไรก็ไม่ถูกใจ มักจะวิ่งหายออกไปจากพระราชวังอยู่บ่อยๆ แต่ก็เป็นที่รู้กัน เจ้าหญิงน้อยมาขลุกอยู่กับท่านโลกียะที่ห้องใต้จันทราคีรีนั่นเอง ว่าไปแล้ว…ท่านโลกียะก็เหมือนบุพการีคนหนึ่งของเธอ แม้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งอาจจะคิดต่างไปจากนี้

      คีตะสังเกตว่านับจากวันที่เธอพาเขาขึ้นไปที่จันทราคีรี และขอร้องไม่ให้เขาเป็นผู้ภักดีในการเข้าร่วมพิธี จากวันนั้นมาเจ้าหญิงไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีกเลย อาจเป็นเพราะคนแปลกหน้ากลุ่มนั้นเข้ามาได้จังหวะ ดึงความสนใจไป ดูเจ้าหญิงจะเพลิดเพลินกับการได้สนทนากับพวกเขา เป็นดังนี้นับว่าดี ยิ่งเจ้าหญิงได้รู้ว่าคนที่เจ้าหญิงเห็นในภาพฝัน มีตัวตนอยู่จริง เจ้าหญิงก็ดูจะลืมอะไรอย่างอื่นไปหมด

      เมื่อเข้ามาใกล้กับที่พำนักของท่านโลกียะ เริ่มเป็นทางที่เดินได้สะดวกขึ้น หินก้อนโตถูกนำมาตัดให้เรียบและวางเรียงกันเป็นทางเดิน เขาเคยเดินแวะเข้าไปดูห่างๆ พระราชวังเก่าที่ท่านโลกียะสั่งให้คนมาบูรณะใหม่เมื่อนานมาแล้วดูโอ่โถงไม่เบา เสาหินที่เรียงรายอยู่ด้านหน้าดูคล้ายกับพระราชวังศิลา ผิดกันตรงที่เสาหินที่นี่อยู่ติดพื้น และปรากฏอยู่แถวเดียวด้านหน้า ไม่ปรากฏให้เห็นอยู่ด้านใน เขาเองนึกแปลกใจอยากเห็นห้องด้านใน แต่ช่วงก่อนนี้มีต้นไม้ขึ้นมาปิดรกไปหมด จึงไม่ได้เข้าไป มาตอนนี้ทุกอย่างดูสวยงาม ต้นไม้ใหญ่มีคนตัดกิ่งก้านไม่ให้บดบังด้านหน้า ไม้พุ่มที่ขึ้นรกมีคนมาถากออกไป ตอนนี้บนพื้นจึงมีแต่เฉพาะต้นหญ้าและพืชหัวที่ฝังอยู่ในดิน ตามช่องว่างของพื้นหิน พืชเหล่านี้ชูช่อดอกสีเหลืองสีชมพู

      “พวกที่มาจากอนาคตบอกว่า พวกเขาคนหนึ่งได้มาอยู่กับบิดา อยากรู้จริงว่าพวกเขากำลังคิดทำอะไร” เจ้าหญิงชวนคุยขณะที่เริ่มมองเห็นเสาหินด้านหน้าพระราชวังเก่า โผล่พ้นออกมาจากกิ่งไม้ 

      คีตะออกความเห็นบ้าง “ข้าคิดว่าเขาจะต้องพึงใจในศาสตร์เดียวกันกับท่านโลกียะ แต่ไหนแต่ไร แทบไม่มีใครเข้าใจสิ่งที่ท่านโลกียะทำ” 

      “นั่นสิ…บางทีข้าเห็นบิดานำหินดินแร่ แบกเข้าไปกองไว้ในห้อง ไม่รู้ว่าจะมีประโยชน์อะไร นำต้นไม้ใบไม้มาสกัดหายารักษาโรค ยังเป็นเรื่องเข้าใจง่าย” ตอนนี้เจ้าหญิงกำลังนึกสภาพภายในที่แห่งใหม่ของบิดา ยิ่งมีพื้นที่กว้างมากขึ้น น่าจะมีสิ่งของประหลาดที่ไม่น่าจะไปอยู่ในบ้านมากขึ้นด้วย

      เมื่อเดินผ่านเสาหินด้านหน้าเข้าไป ทั้งคู่แทบจะอุทานออกมา เพราะไม่คิดมาก่อนว่าจะพบกับความอัศจรรย์เช่นนี้ สาเหตุที่ไม่ปรากฏเสาหินอยู่ลึกเข้าไป เพราะสิ่งที่โลกียะให้ทำคือการเจาะภูเขาหินลูกนี้ขึ้นไปเป็นรูปโดมสูงขึ้นไป ห้องต่างๆ ที่เคยแบ่งออกเป็นส่วนๆ ถูกตัดออกไปบางส่วน ดังนั้นพระราชวังเก่าแห่งนี้จึงมีห้องโถงขนาดใหญ่ บนเพดานที่สูงโปร่งราวกับมองท้องฟ้า มีช่องลมฉลุเป็นลวดลายให้แสงส่องลงมาได้

      ที่แท้ก็เพื่อความสะดวกในงานของบิดา เจ้าหญิงมองไปโดยรอบ มีกองวัสดุอยู่มากมาย มองเห็นตัวเขาก้มๆ เงยๆ อยู่ด้านหนึ่ง

      เมื่อโลกียะมองเห็น เขาวางมือจากสิ่งที่ทำ เดินตรงเข้ามาหา ใกล้กันนั้นดร. สถิตย์หันหน้ามามอง

      สายตาที่โลกียะมองเจ้าหญิงน้อยยังเปี่ยมด้วยความจงรักภักดี

      เจ้าหญิงเป็นฝ่ายทักก่อน “ข้าไม่เห็นหน้าบิดาเสียนาน ข้ายังไม่ได้ขอบคุณที่ส่งคนไปช่วยข้าออกมาจากสัตตคีรี ” เธอบอกกับเขา

      “อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันพิธีกรรมอีกแล้ว เวลาผ่านไปเร็วนัก” โลกียะเอ่ยขึ้นมาก่อน ด้วยท่าทางทุกข์ร้อน เขาอยากจะช่วยแบ่งเบาสิ่งที่เจ้าหญิงต้องแบกรับ

      เจ้าหญิงยังคงนิ่ง แสดงอาการไม่อยากเอ่ยถึง ด้วยการเดินเข้าไปตรงที่ดร. สถิตย์ที่กำลังยืนมองอยู่

      เมื่อหญิงสาวเดินเข้าไปใกล้ ดร.สถิตย์ยิ้มกว้าง เขากล่าวทักทายด้วยภาษาของเธอ เจ้าหญิงรู้สึกประหลาดใจ ยิ้มรับไมตรี

      “บิดาทำอะไร” เธอหันกลับมาถามเขา

      “สิ่งประดิษฐ์อันใหม่ เจ้าหญิงน้อยของข้า มาดูนี่สิ” เขาพาเจ้าหญิงเดินอ้อมกองวัสดุไปที่โต๊ะ “เรากำลังจะทำเครื่องปั่นไฟโดยใช้พลังน้ำ แล้วอันนี้ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ถ้ามีของเหล่านี้ก็สามารถจะทำเตาไฟฟ้า และเครื่องใช้ได้อีกหลายชนิด” 

      เจ้าหญิงมองดูด้วยความใคร่รู้ “ ถ้าจะทำอะไร บิดาต้องทำอย่างละสองอัน ข้าจะได้เอาไปใช้ด้วย”

      โลกียะหัวเราะอย่างถูกใจ หันไปถามดร.สถิตย์ว่าจะทำไหวไหม

      “เรื่องเล็กน้อย” ดร.สถิตย์ตอบด้วยภาษาของเธอ

      เจ้าหญิงยังให้ความสนใจกับห้องทำงานของบิดาอีกพักใหญ่ ถ้ายังเป็นเด็กทุกสิ่งในห้องนี้จะเป็นของเล่นได้เป็นอย่างดี อะไรที่บิดาทำ เธอจะต้องมีส่วนร่วม ไม่ว่าเขาจะยอมหรือไม่ก็ตาม บนโต๊ะมีสิ่งที่น่าสนใจ มีกระดาษอยู่กองหนึ่ง เป็นลายมือของชายร่างเล็กผิวขาว ผู้มาจากอนาคต เขาเขียนตัวหนังสือของเขา บางคำดูเป็นเครื่องหมายสัญลักษณ์ สิ่งเหล่านี้กระมังที่เป็นแบบสร้างสิ่งประดิษฐ์

 ขากลับออกมา จันทรานั่งรอคีตะอยู่หน้าพระราชวังเก่า ขณะแหงนหน้ามองย้อนเข้าไปที่หลังคาโดม ที่โลกียะบอกว่าเขากำลังจะสร้างภาพดวงดาวบนท้องฟ้า มาจำลองไว้บนนั้น แล้วฉับพลันภาพผืนน้ำสีน้ำเงินที่ปกคลุมอาณาบริเวณรอบจันทราคีรีก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง

      บางทีอีกตัวตนของเธอ อาจจะกำลังมองภาพนี้ในสถานที่จริง และสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับทักษิณายันนครและจันทราคีรี ! 

เช้าวันหนึ่งอันแสนประหลาด
นักค้าวัตถุโบราณแปลกหน้า
สำรวจช่องเขาขาด
วางแผนเพื่อรู้ความลับ
จารึกโบราณของโลกียะ
เที่ยวป่า
ทีมสำรวจออกเดินทาง
ชายแปลกหน้าในความเลือนลาง
คัมภีร์อนันตภพเป็นจริง
เจ้าหญิงแห่งทักษิณายันนคร
พระแม่เจ้าบนจันทราคีรี
คีตะมิตรที่แสนดี
ทางลับเข้ามหาปราสาท
ความลับในปราสาท
ทางลอดใต้น้ำ
ความจริงที่น่าสะเทือนใจ
รัชทายาทนักรบ
งานเลี้ยงในท้องพระโรง
ดั่งนกในกรง
โลกียะส่งคนมาช่วย
พิธีเรียกดวงไฟ
ภาพฝัน
กลุ่มคนไม่น่าไว้วางใจ
เมืองโบราณใต้น้ำ
ความโหดร้ายในหุบเขาสัตตคีรี
ลูกน้องจอมทรยศ
ดร.วัลลภอยู่ในอันตราย
แม่เฒ่าผู้เฝ้าจันทราคีรี
ในสายตาของพระแม่เจ้า 
ห้องพิธีกรรม
หลงไปในอดีตกาล
ความตื่นเต้นของเจ้าหญิง
คำสัญญาของตรีศูล 
ล้วงความลับ
ภาพอนาคตอันน่าพิศวง  
เฝ้ามองจันทราคีรี
พิธีกรรมในคืนวันเพ็ญ
ตอนจบ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook