บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

มนต์ผีเสื้อ
ตอน ทักษิณายันนคร สาวิตรี : เขียน

38…ตอนจบ

      หลังพระอาทิตย์ตกดิน งามมยุรารอจนกระทั่งคนอื่นเข้านอนในเต็นท์และหลับสนิทกันหมด จึงค่อยเปิดประตูเต็นท์ออกมา อากาศเย็นแทรกเข้ากระทบผิวกาย หมอกจางๆ เริ่มปกคลุมทั่วบริเวณ เธอเดินมายืนที่ริมฝั่งน้ำ แหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า มีบางคราที่เมฆข้างบนเปิด ประกายแสงนวลของรัศมีพระจันทร์ค่อยแย้มออกมาอย่างอบอุ่น คืนวันเพ็ญแรกต้นฤดูหนาวของปีอธิกสุรทิน ช่างเป็นเรื่องบังเอิญเหลือเกิน พิธีกรรมปลดปล่อยผีเสื้อของจันทราคีรี เคยจัดให้มีขึ้นในวันฤกษ์ยามเดียวกันนี้ ครั้งนั้นห่างจากเวลานี้สี่พันสองร้อยปี…

      ริมฝั่งน้ำมีเรือยางจอดทิ้งไว้ งามมยุราแกะเชือกที่มัดเรือไว้กับฝั่ง แล้วเข้าไปนั่งในเรือ เธอค่อยใช้กำลังแขนขยับฝีพายช้าๆ ไม่ให้เกิดเสียงดังปลุกคนอื่นให้ตื่นขึ้นมา ในความเงียบสงัดนั้น อาการอุปทานทำให้ได้ยินไปสารพัดเสียง ตามแต่จินตนาการจะพาไป ไม่ว่าจะเป็นเสียงกระซิบของผู้คนที่แว่วมา บางทีก็เห็นแสงเทียนกระพริบเป็นแพยาวต่อกันเป็นสาย จากด้านนั้นด้านนี้บ้าง

      แม้จะมีละอองหมอกเคลื่อนผ่านเป็นระยะ แต่จันทราคีรียังโดดเด่นสะท้อนกับแสงจันทร์ในยามเมฆเปิด งามมยุรายังพายเรือตรงไปยังจันทราคีรีด้วยความเร็วสม่ำเสมอ ความกังวลและความกลัวดูมลายไปสิ้น ด้วยแรงปรารถนาเพียงอย่างเดียวว่าจะต้องไปให้ถึง เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมง เธอก็มาถึงส่วนภูเขาหินของจันทราคีรี

      จะต้องมีช่องทางเข้าไปด้านในได้ งามมยุราแหงนมองขึ้นไป สำหรับคนที่ไม่รู้อะไรเลยอาจใช้วิธีปีนขึ้นไป แต่ถึงตอนนี้ความทรงจำที่แม้จะไม่ปรากฏเป็นภาพออกมาอย่างกระจ่าง ได้บอกกับเธอว่าด้านหลังของจันทราคีรีมีทางเข้า การคาดเดาด้วยความทรงจำจากจิตใต้สำนึกอันนี้ มาพร้อมกับความรู้สึกประทับใจกับบางสิ่งบางอย่าง เธอใช้ไม้พายดันเรือห่างออกไปจากภูเขาหินที่โผล่พ้นน้ำ จากนั้นค่อยพายอ้อมไปทางด้านหลัง

      ภาพบันไดคดเคี้ยวในที่มืดปรากฏขึ้นมาในความทรงจำ หมอกที่ลอยต่ำอยู่เหนือน้ำค่อยๆ หายไป พระจันทร์ข้างบนเริ่มลอยสูงขึ้น แสงจันทร์ส่องลงมาถึงผิวน้ำ 

      อีกพักหนึ่ง เรือยางของเธอได้มาติดกับแง่หิน ด้วยแสงจันทร์ เพียงพอที่จะมองเห็นโพรงขนาดใหญ่ เธอแน่ใจทันทีว่าตรงนี้คือบันไดทางขึ้นจันทราคีรี อย่างไม่รอช้าเธอได้นำเชือกไปคล้องไว้กับแง่หินใกล้กันนั้น แล้วเปิดไฟฉายส่องดูเพื่อความแน่ใจ สิ่งที่เห็นจากลำแสงไฟฉายที่โน้มกายส่องเข้าไป เธอมองเห็นขั้นบันได เมื่อประจักษ์ต่อสายตาเช่นนี้ ภายในใจของเธอดูสว่างไสว ถ้าให้บรรยายความรู้สึก คงเหมือนกับการได้กลับมายังบ้านหลังเก่าที่ยังคงทุกสิ่งไว้เหมือนเดิม แม้กาลเวลาจะได้ฝากร่องรอยให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลง ในครั้งนั้นบ้านหลังนี้อาจจะเสมือนเป็นสถานที่กักขัง สร้างความปวดร้าว แต่กาลเวลาดูจะเยียวยาสิ่งเหล่านี้ไปหมดสิ้น

      ขณะเวลานี้เธอไม่ได้อยู่ในสภาพอึดอัดใจเช่นนั้น ดินแดนที่ไกลกว่าทักษิณายันนครและสัตตคีรีนคร เธอล้วนท่องไปอย่างเสรี ไม่ได้เป็นเพียงความฝันที่ยากแก่การเข้าใจสำหรับผู้อื่น

      บัดนี้เธอรู้แล้วว่าแรงปรารถนาที่นำเธอมาที่นี่  พลังอันสำคัญคือสายใยแห่งความศรัทธาของผู้คน  บรรดาแสงเทียนดวงน้อยที่กระพริบรวมกันรอบจันทราคีรี  คือพลังที่มอบต่อตัวเธอเพื่อกระทำสิ่งสำคัญสูงสุดของจันทราคีรี  เพื่อทักษิณายันนครและผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ !

      งามมยุราค่อยเหนี่ยวกายปีนเข้าไปข้างในจันทราคีรีอย่างระมัดระวัง ในที่สุดเธอก็สามารถวางเท้าได้อย่างมั่นคงที่ขั้นบันไดของจันทราคีรี เธอค่อยเดินก้าวขึ้นไปทีละขั้นบันได โดยใช้ลำแสงไฟฉายส่องนำทาง ความทรงจำต่างๆ ค่อยไหลเข้ามาราวกับกระแสธาร

      วันนี้ต่างกับวันนั้นตรงที่เธอกำลังเดินขึ้นจันทราคีรีแต่เพียงลำพัง ไม่มีใครคนหนึ่งเดินตามมา

      แต่นั่น…เป็นสิ่งที่ดี จะได้ไม่ต้องมีใครจากไป สร้างความปวดร้าวในใจได้อีก

      งามมยุรายังคงเดินขึ้นบันไดไปทีละขั้น…ทีละขั้น จนกระทั่งเดินมาจนสุดปลายทางของบันได ก่อนจะก้าวต่อไปตรงอุโมงค์ที่จะนำไปสู่ลานของห้องพิธีกรรม ไฟฉายที่อยู่ในมือได้ดับลง ทุกสิ่งมืดมิด

      งามมยุราเคาะไฟฉายดู แล้วต้องตัดสินใจวางไฟฉายทิ้งไว้ตรงนั้น เธอใช้มือคลำจนกระทั่งพบปากทางของอุโมงค์ ยืนลังเลใจอยู่ครู่หนึ่ง

      ข้ายินดีกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น….

      คำพูดประโยคนี้ลอยเข้ามาในความทรงจำ แต่ทว่า…ทำไมจึงดูใกล้เหลือเกิน ราวกับผู้พูดกล่าวออกมาจากปากของตนเอง และเขาอยู่ใกล้เพียงแค่นี้

      งามมยุราหลับตาลง น้ำตาที่ขังอยู่ภายในใจไหลรินลงมาอาบแก้ม เธอใช้มือคลำทางแล้วเดินเข้าไป จนปลายเท้ามาแตะที่บันไดทางขึ้นลานห้องพิธีกรรม เธอก้าวขึ้นบันไดไปอีกสามขั้นแล้วเดินใช้มือสัมผัสไปตามผนังทั้งที่ยังหลับตาด้วยน้ำตาที่ไหลริน จนกระทั่งมาหยุดยืนพิงผนังด้านที่เคยยืน

      สักพักหนึ่งจึงลืมตาขึ้น มีประกายแสงเรืองๆ อยู่บนพื้นห้อง ห่างจากตัวเธอไม่กี่ก้าว

      หยดน้ำพระแม่สมุทร !

      แสงเรืองๆ ที่เกิดขึ้น เกิดมาจากบนเพดาน เริ่มมีแสงจันทร์ส่องลอดลงมาจากช่องเล็กด้านบน มากระทบกับเพชรสีน้ำเงินรูปหยดน้ำที่ประดับอยู่กับรัดเกล้า

      เธอไม่ได้มองเห็นเพียงแค่นั้น ห่างไปจากประกายแสงเรืองของหยดน้ำพระแม่สมุทร เงาร่างของใครคนหนึ่งยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น !

      วูบหนึ่งที่ความรู้สึกของงามมยุรา ถูกกระชากโดยแรง !

      คีตะ ! ชื่อนี้ผุดขึ้นมา พร้อมกับความทรงจำทั้งหมดไหล่บ่าเข้ามาในคราวเดียว

      เธอขยับเดินเข้าไปใกล้ สายตาจับนิ่งที่ร่างเขา แล้วพูดกับเขา

      “เจ้ารอคอยเพื่อจะมีวันนี้ เจ้าอดทนกว่าข้านัก ตัวข้าที่ยืนอยู่บนจันทราคีรี ยังมีฟ้ากว้าง มีแสงแห่งทิวาราตรี และยังมีสายลมให้สัมผัส ตัวเจ้าสิ…” เธอใช้มือลูบไปตามแขนของรูปสลักที่งดงามเหมือนจริง ราวกับวิญญาณของร่างอยู่ในนั้น แม้สายตาของเธอจะมองเห็นเขาไม่ชัด แต่ภาพในความทรงจำได้วาดแต่งทุกสิ่งจนสมบูรณ์แบบในความรู้สึกของเธอ “ความมืดกับความหนาวเย็นที่โอบล้อมตัวเจ้าไว้ ช่างทรมานและโหดร้าย”

      ทันใดนั้นหยดน้ำพระแม่สมุทรค่อยเปล่งประกายมากขึ้น งามมยุราเดินถอยหลังกลับมา มองไปที่พื้นแล้วหยิบรัดเกล้ามาสวมไว้บนศรีษะตนเอง หยดน้ำพระแม่สมุทรเมื่อได้รับแสงจันทร์เต็มดวงจากช่องบนเพดาน เกิดเป็นแสงสีเขียวหว่านครอบลงมารอบกาย จากนั้นลำแสงได้พุ่งตรงไปยังรูปสลักของคีตะ รูปสลักที่งดงามราวกับมีชีวิตจริงสว่างขึ้นมาท่ามกลางความมืด

      งามมยุราสะกดใจมองภาพนี้ เพราะเป็นภาพสุดท้ายที่จะอยู่ในความทรงจำตลอดไป…..

      ทันใดนั้นกลิ่นหอมจางๆ จากเกสรดอกไม้ได้โชยเข้ามา แผ่นหินที่วางรูปสลักของคีตะขยับออกมาทีละน้อย อักขระด้านหลังที่ควรจะสว่างจ้าถ้าผู้ภักดีเป็นมนุษย์จริง กลายเป็นอักขระจางๆ ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ชัด

      งามมยุรารู้สึกได้ถึงความผิดปกติอันนี้ ถ้าพิธีกรรมครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จ จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว และคนที่จะแตกดับก็คือตัวเธอ !

      เธอค่อยหลับตาลง ในใจปล่อยวางทุกสิ่ง ถ้าตัวเธอจะถึงจุดจบในวันนี้ ถือเป็นโชคชะตาที่เธอจะต้องชดใช้ให้กับผู้อื่นที่เคยสูญเสียเพราะตัวเธอ เวลาแต่ละวินาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้า ประหนึ่งว่าโชคชะตากำลังอยู่ในอุ้งหัตถ์ของเทพเจ้า

      ฉับพลันแผ่นหินที่วางรูปสลักก็เปิดออก ร่างของคีตะร่วงหายไปจากที่ตรงนั้นก่อนที่เธอจะลืมตาขึ้นมา 

      สิ่งที่เธอเห็นเมื่อลืมตาขึ้นมองอีกครั้ง…. ผีเสื้อแห่งทักษิณายันนครตัวแรกได้บินออกมา และในเวลาต่อมาฝูงผีเสื้อก็ออกตามกันมามากขึ้น พร้อมกับกลิ่นหอมเกสรดอกไม้โชยเข้ามาเข้มขึ้น

      งามมยุรายิ้มกว้างออกมาเต็มที่ เธอเดินราวกับโบยบิน ขึ้นอุโมงค์บันไดออกไปยังห้องคูหาชั้นบนสุดอันเป็นที่สถิตของพระแม่เจ้า แสงจันทร์ค่อยแจ่มกระจ่างขึ้น เธอชำเลืองมองรูปปั้นพระแม่เจ้าเล็กน้อย 

      ทุกสิ่งยังเป็นเช่นเดิม….

      งามมยุราเดินไปหยุดยืนตรงระเบียงชั้นบนสุดของจันทราคีรี มองเห็นผีเสื้อที่บินออกมาก่อน ปรากฏเป็นแสงระยิบระยับ บินตามกันออกมาเป็นสาย แสงจันทร์ส่องให้เห็นระลอกคลื่นของแผ่นน้ำ สะท้อนล้อแสงจันทร์ดูงดงามแปลกตา

      สายลมเย็นที่พัดผ่านห้องคูหาของจันทราคีรีในเวลานี้ ช่างสดชื่นและปลอดโปร่ง ริมฝีปาก ของงามมยุรายังเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม

      ผีเสื้อแห่งทักษิณายันนคร เจ้าจงบินไปเถิด ไปให้ไกลกว่าทักษิณายันนครของเรา…  

เช้าวันหนึ่งอันแสนประหลาด
นักค้าวัตถุโบราณแปลกหน้า
สำรวจช่องเขาขาด
วางแผนเพื่อรู้ความลับ
จารึกโบราณของโลกียะ
เที่ยวป่า
ทีมสำรวจออกเดินทาง
ชายแปลกหน้าในความเลือนลาง
คัมภีร์อนันตภพเป็นจริง
เจ้าหญิงแห่งทักษิณายันนคร
พระแม่เจ้าบนจันทราคีรี
คีตะมิตรที่แสนดี
ทางลับเข้ามหาปราสาท
ความลับในปราสาท
ทางลอดใต้น้ำ
ความจริงที่น่าสะเทือนใจ
รัชทายาทนักรบ
งานเลี้ยงในท้องพระโรง
ดั่งนกในกรง
โลกียะส่งคนมาช่วย
พิธีเรียกดวงไฟ
ภาพฝัน
กลุ่มคนไม่น่าไว้วางใจ
เมืองโบราณใต้น้ำ
ความโหดร้ายในหุบเขาสัตตคีรี
ลูกน้องจอมทรยศ
ดร.วัลลภอยู่ในอันตราย
แม่เฒ่าผู้เฝ้าจันทราคีรี
ในสายตาของพระแม่เจ้า 
ห้องพิธีกรรม
หลงไปในอดีตกาล
ความตื่นเต้นของเจ้าหญิง
คำสัญญาของตรีศูล 
ล้วงความลับ
ภาพอนาคตอันน่าพิศวง  
เฝ้ามองจันทราคีรี
พิธีกรรมในคืนวันเพ็ญ
ตอนจบ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook