บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

หนุ่มโสดในฝัน
เรื่องสั้นขนาดยาว โดย : Purple eyes
katesnk@gmail.com

ผมรอดจากการถูกตำหนิเรื่องการมาสายไปได้อย่างหวุดหวิด เรื่องของเรื่องคือ ผมดันบังเอิญเผลอหลับไปทั้งๆที่เปิดเครื่องคอมค้างไว้ ตื่นมาอีกทีเกือบ 7 โมง ผมกระโจนเข้าห้องน้ำ และจัดการภารกิจอย่างเร่งด่วน และวิ่งออกมาเรียกแท็กซี่ ผมถึงที่ทำงาน 8 โมงตอนห้องประชุมเปิดพอดี แต่ที่แย่ก็คือ ผมฟังการประชุมรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง เพราะผมแอบหลับในบางช่วง โชคดีที่การประชุมในวันนั้นเป็นการแถลงผลงานของบริษัทรวมถึงเรื ่องปลีกย่อยทั่วไปที่ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับงานของผมเท่าไหร่นัก ผมเลยรอดตัวไป แต่หัวหน้าก็แอบเขม่นนิดหน่อย แต่ทำอะไรผมไม่ได้หรอกครับ เพราะผมไม่ได้ทำผิดอะไรนี่

ผมทำงานอย่างเซ็งๆไปจนถึงตอนเย็น และเมื่อรู้สึกว่าพลังในตัวผมกำลังจะหมดไป ผมจึงต้องหาทางชาร์ตไฟให้ตนเองสักหน่อย ผมเลือกการดูหนังเป็นทางเลือกในการปลดปล่อยความเครียด การที่เราเข้าไปนั่งดูหนังสัก 2 ชั่วโมง เข้าไปอยู่ในจินตนาการที่ผู้กำกับภาพยนตร์สรรสร้าง การได้ดูเรื่องราวของผู้คนผ่านการบอกเล่าทางการแสดงอันยอดเยี่ย มของดารา มันทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น

ผมเลือกได้หนังฝรั่งเศสเรื่องหนึ่ง ชื่อภาษาอังกฤษว่า “Love me if you dare” ชื่อไทยผมไม่ได้จำ ผมเลิกสนใจมานานแล้วกับการตั้งชื่อหนังฝรั่งของคนไทย เพราะบางครั้งชื่อกับหนังไม่เคยสัมพันธ์กัน และมักจะตั้งชื่อหนังอ้างอิงไปตามตัวแสดงเช่น ถ้าเป็นจูเลีย โรเบิร์ต หนังของเธอจะต้องบานฉ่ำทุกเรื่อง หรือ ถ้าเป็นท่านผู้ว่าการรัฐอาร์โนลด์ ท่านก็ยังคงเป็นคนเหล็กอยู่วันยังค่ำไม่ว่าท่านจะเปลี่ยนบทบาทเ ป็นผู้ชายอุ้มท้อง เป็น ตำรวจที่ปลอมเป็นครูโรงเรียนอนุบาล หรือเป็นซานต้าของลูกๆก็ตาม ไม่รู้คิดกันได้ยังไง คนไทยไม่ได้โง่อย่างที่ท่านคิดนะครับ

พอได้ตั๋วผมก็ไปหาอะไรทานก่อนหนังเข้า ยังมีเวลาเหลือประมาณ 45 นาที ผมคงทานอะไรหนักๆได้สบายๆ ผมเดินเข้าร้านพิซซ่าที่อยู่ข้างโรงหนังลิโด แล้วสั่งปีกไก่มา20 ชิ้น ช่วงนี้พุงผมยังหนาอยู่ (ถึงแม้จะไม่มีใครสังเกต แต่ผมรู้ดี เพราะผมจับมันเป็นประจำ) ผมเลยงดกินพวกแป้งและของหวานทุกชนิด

ขณะที่ผมกำลังกินอย่างไม่สนใจใครอยู่นั้น เก้าอี้ข้างๆผมก็ถูกเลื่อนออก แล้วร่างกายสูงใหญ่ก็ก้าวเข้ามานั่ง ผมใจเต้นไม่เป็นส่ำ อะไรกันเนี่ย ผมแทบไม่เชื่อสายตา จัสติน นั่งหน้าเปื้อนยิ้มอยู่ตรงหน้า แล้วเขาก็มาคนเดียวด้วย เขาอยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาว หน้าตาเกลี้ยงเกลา หล่อ และเซ็กซี่ชะมัดเลย โอย ผมอยากจะตาย ได้ยินเสียงตะโกน ได้เห็นภาพตัวเองกระโดดโลดเต้นอยู่ในใจ อย่าบอกนะว่านี่เป็นพรหมลิขิต หลายวันมานี้ผมเจอเขาถี่เหลือเกิน

“ผมเห็นคุณเดินออกมาจากโรงหนัง คุณดูเสร็จแล้ว หรือเพิ่งซื้อตั๋ว” เขาถาม คราวนี้พูดเป็นภาษาไทยแม้จะเพี้ยนๆไปหน่อย แต่ก็มีความก้าวหน้าขึ้นแยะ ผมคิด

“อย่างหลัง...... ผมมีเวลานิดหน่อยก็เลยมาทานข้าว ผมไม่อยากให้ท้องมันร้องระงมในขณะที่ผมกำลังเพลินกับภาพบนจอ กลัวไม่สนุกง่ะ” ผมตอบเขาเป็นภาษาไทยเหมือนกัน เขาพยายามฟังอย่างตั้งใจ ผมเดาเอาว่าเขาคงจะพยายามทำตัวให้ชินกับภาษา และพยายามหาทางตอบกลับมาเป็นภาษาไทยเช่นกัน แต่ผมอยากจะคิดไปทางตรงข้ามว่าเขาให้ความสนใจในตัวผม (ก็คิดแบบนี้มันสุขดีนี่นา)

“แล้วคุณล่ะ มาทำอะไรที่นี่” ผมถามกลับ



“มาดูหนังครับ” เขาบอกชื่อหนังกับผม โอยไม่อยากเชื่อเลย เราดูหนังเรื่องเดียวกัน รอบเดียวกัน และให้ตายสิ ตั๋วหนังที่เขาถือมา เป็นเลขที่นั่งแถวเดียวกับผมเลย แต่ห่างไปสามที่เอง เขาซื้อใบเดียวด้วย เขาเห็นผมมองด้วยท่าทางเซอร์ไพรซ์สุดขีด เหมือนเขาจะเริ่มรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จัสตินเอามือตบหน้าผากตัวเอง และหงายหน้าหัวเราะ พูดว่า

“โลกกลมจริงแฮะ” เราทั้งคู่เลยหัวเราะให้กับกับความบังเอิญเหลือเชื่อนี้

“ผมชอบดูหนังยุโรปมากกว่าหนังอเมริกัน ผมว่าหนังยุโรปจะเป็นหนังที่ให้ทางด้านอารมณ์ความรู้สึก แต่หนังอเมริกันดูสมบูรณ์แบบเกินไป คุณชอบดูหนังประเภทไหนครับ” เขาถามผม แต่ผมคิดว่าเขาคงรู้คำตอบจากนัยน์ตาของผมแล้ว อะไรมันจะเหมาะเจาะลงตัวกันขนาดนี้นะ นี่ผมทำอะไรผิดไปหรือเปล่า สวรรค์จึงลงโทษผม ให้ได้เจอกับคนที่สมบูรณ์แบบทุกสิ่งทุกอย่าง คนที่ผมค้นหามานาน คนที่ชอบอะไรเหมือนกัน ในขณะที่พระเจ้าให้ความเป็นชายแท้กับเขา แต่กลับปล่อยให้ผมเป็นเกย์

เขาสั่งพิซซ่าถาดใหญ่มากิน ผมจ้องมองเขาที่เขมือบพิซซ่าลงกระเพาะด้วยความหิวกระหาย และพยายามมองหาว่าเจ้าพิซซ่าทั้งหมดนั้นลงไปซุกซ่อนที่ตรงไหนใน ร่างกายของเขา เพราะเนื้อตัวของเขาเต็มไปด้วยมัดกล้ามและปราศจากไขมัน เขาเชื้อเชิญให้ผมทานด้วยกัน แต่ผมปฏิเสธ และนั่งมองเขาส่งเจ้าพิซซ่าชิ้นสุดท้ายเข้าปาก เขาทำเวลาอย่างรวดเร็ว แม้จะมีการพูดคุยระหว่างนั้นแทรกก็ตาม เขาเห็นอาการเหวอของผมก็เลยหัวเราะ รีบอธิบายว่า เขากินเร็วติดเป็นนิสัย เพราะตอนอยู่ที่บ้านเขา เขามีกิจกรรมทำหลายอย่าง ทั้งเรียน ทั้งเล่นกีฬา และทำงานหารายได้พิเศษ เขาเกิดมาในฐานะครอบครัวมีอันจะกิน แต่เขาอยากจะทำอะไรด้วยตนเองมากกว่าจะพึ่งพ่อแม่ การที่เขาทำอะไรมากมาย ทำให้เขาต้องใช้เวลาในการทำอย่างรวดเร็ว เขาบอกผมว่าในช่วงแรกๆที่เขาอยู่เมืองไทย เห็นอะไรดำเนินไปอย่างช้าๆไม่รีบเร่ง เขาก็อึดอัดคับข้องใจ แต่เมื่อได้เรียนรู้วัฒนธรรมของคนที่นี่ ก็เลยรู้ว่า เราไม่มีความรีบร้อนอะไรขนาดนั้น คนไทยเป็นคนที่ทำอะไรตามสบาย จิตใจเยือกเย็น และมีเมตตากรุณา ความอ่อนช้อย การอ่อนน้อมถ่อมตน แทรกอยู่ในวิถีชีวิตคนไทย ซึ่งทำให้คนไทยเป็นคนที่น่ารัก และอัธยาศัยไมตรีดี

เราคุยกันเรื่อยเปื่อยจนได้เวลาหนังเข้า ผมกับเขาแยกกันนั่งตามเลขที่ในตั๋ว เราสองคนเลือกที่นั่งตรงที่มีที่ช่องว่างระหว่างทางเดิน เนื่องจากเราสองคน ขายาวด้วยกันทั้งคู่ การเลือกที่นั่งแบบนี้จะทำให้เหยียดขาได้สบายตัวมากกว่า หลังจากหนังฉายไปได้สัก 10 นาที และไม่มีใครเดินเข้าโรงแล้ว จัสตินก็หอบสัมภาระเดินมานั่งข้างผม เขาสบตาผมที่หันมามองและยิ้มให้ ก่อนจะหันไปสนใจกับภาพเคลื่อนไหวตรงหน้า เราไม่คุยอะไรกันจนกระทั่งหนังจบ มีแต่ผมที่ลอบมองสีหน้าด้านข้างของเขา เป็นระยะเมื่อหนังถึงจุดที่ผมประทับใจ ผมแค่อยากจะดูว่า เขาจะทำสีหน้าอย่างไร เขาจะคิดเหมือนผมบ้างไหม แต่หน้าของเขามีเพียงแค่รอยยิ้มระบายบางๆเท่านั้น

“ผมว่าเป็นหนังที่ดีนะ แต่บางครั้งผมก็ไม่ค่อยเข้าใจ ทำไมคนสองคนถึงปล่อยให้เกมส์เด็กๆแบบนั้น ครอบงำความคิดและความรู้สึกจนเกิดเป็นเรื่องราวเสียหาย” ผมพูดกับเขาหลังจากออกมาจากโรงหนังด้วยกัน

“อืมม์ ผมว่า เรื่องของความรัก มันบอกไม่ได้หรอกนะว่าต้องเป็นอย่างไรถึงจะสมบูรณ์แบบ สองคนนั้นผูกพันกันตั้งแต่เด็กๆ โดยที่มีเกมส์แผลงๆเป็นตัวเชื่อม เขาทั้งคู่เริ่มเสพติดเกมส์นั้น เพราะมันท้าทาย มันเป็นเหมือนชัยชนะที่มีเหนือฝ่ายตรงข้ามและเหนือตัวเอง ในการปลดปล่อยตัวตนออกจากพันธนาการทางกฎเกณฑ์ต่างๆ และเมื่อคนสองคนที่ชอบความท้าทายเหมือนๆกัน เกิดมารักกันเข้า มันจึงพาทั้งคู่ไปสู่บทเรียนอันเจ็บปวดที่สองคนต้องเผชิญ แม้จะเตรียมตัวเตรียมใจแล้วก็ตาม”

เขาตอบกลับมาด้วยความคิดของเขา เราสองคนแลกเปลี่ยนความคิด วิพากษ์วิจารณ์กันในแง่มุมต่างๆที่ซ่อนไว้ในภาพยนตร์ ผมรู้สึกมีความสุขที่ได้ดูหนังและพูดคุยกับเขา ผมอยากให้เกิดปาฏิหาริย์แบบนี้ขึ้นอีก แต่ไม่รู้ว่าสวรรค์จะฟังผมไหม

จัสตินขอตัวกลับไปรับมะนาวที่สตูดิโอถ่ายแฟชั่น ส่วนผมกลับไปฟิตเนส เพื่อออกกำลังกาย เราแยกทางกันตรงนั้น จัสตินไปพร้อมกับหัวใจของผม ส่วนผมกลับไปแต่ตัว

บทที่ 1
บทที่ 2
บทที่ 3
บทที่ 4
บทที่ 5
บทที่ 6
บทที่ 7
บทที่ 8
บทที่ 9
บทที่ 10
บทอวสาน

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook