บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สิตางศุ์
นวนิยายอิงธรรมะ ประพันธ์โดย สัตตบงกช

เปิดประตูสู่ความตาย

กริ๊ง…กริ๊ง……กริ๊ง…
กริ่งโทรศัพท์ที่ดังขึ้นในเช้าวันนั้น ทำให้สิตางศุ์ต้องละมือจากงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่กำลังพิมพ์อยู่
“อาจารย์…เอกครับ ! เอกอาการแย่แล้วครับ ! ตอนนี้ผมกำลังไปรับเพื่อส่งโรงพยาบาล…”
เสียงร้อนรนของจักรซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเอกดังมาตามสาย
“….ประเดี๋ยว ครูจะตามไปที่โรงพยาบาล บอกเอกด้วยนะว่าไม่เป็นไร ให้เอกทำใจดีๆ ไว้ แล้วพยายามทำความรู้สึกตัวอย่างที่เคยบอก อีกแป๊บเดียวพี่สาวคนนี้ก็จะไปถึงแล้ว”
         วางโทรศัพท์ลงแล้ว เธอค่อยๆ ทรุดตัวนั่งลง บอกตนเองว่า ถึงเวลาแล้วหรือ ที่เธอจะต้องสูญเสียลูกศิษย์ที่น่ารักไปอีกคนหนึ่งแล้วเอก…ชายหนุ่มร่างผิวคล้ำ วัยก็เพิ่งจะ ๓๐ กว่าๆ เท่านั้นเอง ถ้าเป็นเมื่อก่อน เธอคงจะรำพันว่า
“ไม่น่าเลย”
แต่มาวันนี้เธอแน่ใจแล้วว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้น ล้วนมีเหตุ …เช่นเดียวกับเอกในขณะนี้ ที่เขากำลังประสบวิบากกรรมอันเป็นผลเนื่องมาเหตุที่เขาได้สร้างเอาไว้เอง
           เธออดไม่ได้ที่จะนึกย้อนไปถึงภาพในอดีต ที่ผ่านมาแล้ว ๕ ปี …เมื่อครั้งที่เธอพาลูกศิษย์ไปสักการะสังเวชนียสถาน ..วันสุดท้ายก่อนเดินทางกลับ ทุกคนต้องพบอุปสรรคอย่างที่คาดไม่ถึง ที่สำคัญเธอเกือบโดนแขกจับไว้เป็นตัวประกัน เนื่องจากเกิดกรณีขัดแย้งกันเรื่องการเงิน ระหว่างเจ้าของบริษัททัวร์จากประเทศไทย กับกลุ่มจัดรถทัวร์ของประเทศอินเดีย แต่เวลานั้นมี เอก…น้องชายที่แสนดีคนนี้ กับจักรและพรรคพวกอีก ๔ - ๕ คน คอยปกป้องคุ้มครองภัยให้แก่เธอ แต่มาบัดนี้…ชายหนุ่มที่แข็งแรงคนนั้นต้องประสบโชคร้ายในชีวิต ต้องตัดตับซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญออกไป

..คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า เป็นเพราะการดื่มเหล้าจึงทำให้เกิดเป็นโรคตับแข็ง ตับอักเสบ …แต่นั่นเป็นแค่การคาดเดา เอาจากข้อมูลสถิติของตัวเลข จากผู้ที่ป่วยเท่านั้น เพราะเอกคนนี้ เหล้าไม่แตะ บุหรี่ก็ไม่สูบ ฉะนั้นไม่ใช่เหล้า ไม่ใช่บุหรี่แน่นอน ที่เป็นตัวการทำให้เกิดโรคร้าย แต่ทว่าเป็นเพราะ กรรม …กรรมเท่านั้นที่ทำให้เอกต้องเป็นโรคตับ และก็กรรมอีกนั่นแหละที่ทำให้เอกต้องตัดตับออกไป

๒ - ๓ เดือนที่แล้ว เธอได้รับข่าวว่าเอกผ่าตัด หลังจากที่เขาหายหน้าไปนาน เธอจึงรีบไปเยี่ยมเขา ไปให้กำลังใจแก่เขา แม้ว่าขณะที่เห็นเอกตอนแรกนั้น เธอแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เกือบทุกคนที่ไปต้องร้องไห้ด้วยความสงสาร เพราะสภาพของเอกขณะนั้นดูซูบผอม ผิวดำคล้ำ ตาลึกโหลด้วยฤทธิ์ของโรคร้าย ทำให้ไม่เหลือร่องรอยของเอกคนเดิมอยู่เลย

…สิตางศุ์ก้าวเข้าไปหา และเอื้อมมือไปกอดเขา รั้งตัวเอกมาไว้แนบอกเหมือนแม่กอดลูก เธอพยายามถ่ายทอดความรู้สึกทั้งมวลที่มีอยู่ในใจผ่านไปกับการสัมผัสนั้น

“อาจารย์ครับ ..อาจารย์…ฮือๆ....” เสียงที่สั่นสะท้านของเอก พร้อมๆ กับการร้องไห้จากลูกผู้ชาย น้ำตาของเอกเปียกโชกมาที่เสื้อของเธอ สิตางศุ์บอกตนเองว่า เธอต้องเข้มแข็ง ต้องไม่ร้องไห้ให้เอกเห็นเป็นอันขาด เธอจึงพยายามฝืนสีหน้า ทำท่าทาง และน้ำเสียงให้ดูสนุกร่าเริง

“หายแล้วน่าเอก หายแล้วละ ตอนนี้เขาตัดของไม่ดีออกไปแล้ว เขาเหลือแต่ของดีไว้ให้เราไง อีกไม่นานเดียวก็หาย ยิ่งหลวงพ่อมาช่วยเป่าด้วยแล้ว รับรองไม่นานตับก็งอกออกมาดีกว่าเดิม เอกต้องแข็งแรงแน่ๆ แล้วก็จะได้ไปบวชที่อินเดียอย่างแน่นอน”

เพราะอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เธอจะต้องพาลูกศิษย์ไปบวชที่สังเวชนียสถาน ตามคำเรียกร้องของพวกเขา และอีกหลายๆ คนที่ยังไม่เคยไป ซึ่งเอกก็เป็นคนหนึ่งในจำนวนนั้นที่ใฝ่ฝันจะไปบวชในครั้งนี้ด้วย เธอพยายามชวนเอกคุยถึงเหตุการณ์ที่ไปกระทำกุศลกัน ณ ประเทศอินเดีย ตลอดจนสถานที่ต่างๆ ที่เธอได้พาลูกศิษย์ไปทำกุศล เพราะเธอมั่นใจว่า กุศลกรรมในปัจจุบัน ย่อมเป็นปัจจัยเร่งเร้าให้กุศลเหตุในอดีตส่งผลได้ อย่างน้อยก็อาจจะช่วยทำให้อกุศลวิบากที่กำลังประสบอยู่นั้นเบาบางลง เธอจึงพยายามเร่งปัจจัยของกุศลนั้นให้มีกำลังแรงพอ…และก็เป็นไปตามที่คิด เพราะดูเสมือนว่าเอกมีอาการดีขึ้น กำลังใจของเขาทวีคูณขึ้น เพราะหลังจากนั้นไม่กี่วัน เอกก็ออกจากโรงพยาบาล และได้มีโอกาสไปฟังธรรมหลายต่อหลายครั้ง เธอเองก็ดีใจเมื่อได้ข่าวว่าเอกกลับไปทำงานแล้ว มีสุขภาพที่ดีขึ้น

แต่ ๒ วันที่ผ่านมา เธอก็ได้รับทราบจากจักรว่าเอกมีอาการทรุดหนักลงอีก วันนั้นเธอจึงชักชวนลูกศิษย์กลุ่มหนึ่งไปเยี่ยมถึงบ้าน พร้อมกับนำผ้าไตรจีวรไปให้เอกได้ถือและกอดเอาไว้แนบอก โดยบอกเขาว่าเป็นผ้ากาสาวพัตร์ที่เธอได้จัดเตรียมเอาไว้โดยเฉพาะ เพื่อจะให้เอกได้นำไปใช้ในการบวช ณ ประเทศอินเดีย สิตางศุ์รู้ว่าสิ่งที่ดีที่สุดขณะนี้คือ “กำลังใจ” และเป็นสิ่งเดียวที่เธอจะต้องให้เขาได้รับอย่างเต็มที่

และวันนั้นเธอก็มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นเอกสดชื่นขึ้น เขาสามารถพยุงร่างกายที่แทบจะเหลือแต่โครงกระดูกขึ้นนั่งคุยกับทุกคนด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส สามารถรับประทานผลไม้ และน้ำหวานได้ ทั้งๆที่ก่อนหน้าที่สิตางศุ์จะไปหานั้นเอกทานอะไรไม่ได้เลย ก่อนกลับเธอยังกำชับให้นอนพักผ่อนมากๆ พร้อมสั่งภรรยาของเขาว่า หากมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ให้โทรศัพท์ไปหาเธอได้ทุกเวลา แต่ว่าวันนี้เสียงของจักร ประกอบกับความรู้สึกพิเศษบางอย่างที่เธอมี ทำให้เธอรู้สึกว่า นี่คงเป็นวาระสุดท้ายของเอกแล้ว ! และเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอจะได้ไปเห็นหน้าเขา

…ที่โรงพยาบาล ทันทีที่ลงจากรถ สิตางศุ์วิ่งนำทุกๆ คนไปยังห้องฉุกเฉินภายในห้อง.. บนเตียงที่เป็นรถเข็นนั้น เอกกำลังดิ้นทุรนทุรายอย่างเจ็บปวด… สิตางศุ์ทราบดีว่า…อาการของมะเร็งระยะสุดท้ายนี้ มันเจ็บปวด และทรมานแค่ไหน   เธอรู้ดีว่า สิ่งที่เธอควรให้กับเอกขณะนี้คือ สัมผัสอันเปี่ยมไปด้วยความรักที่ออกจากใจที่บริสุทธิ์เพียงอย่างเดียว เธอกอดเขาไว้แน่นพร้อมกับปลอบว่า

“….เอก พี่มาแล้วนะ พี่มาถึงแล้ว…เอกได้ยินพี่พูดไหม…”

 

ตอนนั้นเอกหลับตา กัดกรามแน่น พร้อมออกเสียง “อึมม์ .ๆ. ๆ..” เหมือนจะรับรู้การมาของเธอ …รอยสัมผัส ความอบอุ่นที่ได้รับ ทำให้อาการทุรนทุรายของเอกค่อยๆ ลดลง …สิตางศุ์จึงค่อยๆพูดว่า

“เอกจ๋า…พี่สาวของเอกมาแล้วนะ พี่มาอยู่ที่นี่กับเอกแล้ว… ไม่เจ็บ ไม่ปวดนะเอกนะ ที่เจ็บอยู่ ที่ปวดอยู่นี้ …ไม่ใช่เอกหรอกนะ มันเป็นแค่เวทนา เป็นแค่นามเท่านั้น เอกรู้สึกใช่ไม๊จ๊ะ…รู้สึกนามปวด …นามปวดนะ ไม่ใช่เอกปวด นะ… น้องพี่ต้องทำได้ ต้องพยายามทำให้ได้ ทำความรู้สึกเป็นนามปวดให้ได้…” เธอแอบเช็ดน้ำตาโดยไม่ให้เอกเห็น ความทุรนทุรายค่อยลดไป….แต่เป็นเพียงชั่วครู่เท่านั้น เอกก็เกิดอาการเกร็ง และบิดตัวไปมาด้วยความเจ็บปวดใหม่อีกครั้ง ทำให้ร่างของสิตางศุ์ต้องเอียงไปมาตามแรงของเอก เพราะเธอถูกเอกยึดจับเอาไว้แน่น เสมือนเขาจะรู้ว่า เธอคือ บุคคลเพียงคนเดียวที่จะสามารถช่วยเขาได้ในขณะนั้น ตอนนั้นสิตางศุ์ลืมอาการเจ็บป่วยของตนเอง ลืมไปว่าตนเองมีความบกพร่องของกระดูกสันหลังอยู่ …ความคิดของเธอมุ่งหน้าอยู่อย่างเดียวว่า ….ทำอย่างไรเธอจึงจะช่วยเอกได้ !
….แม้จะรู้ว่า ไม่มีใครยื้อยุดความตายเอาไว้ได้
….แต่สิตางศุ์คิดว่า เป็นหน้าที่ของเธอ
…เธอจะต้องเป็นผู้เปิดประตูความตายให้กับเอก เพื่อให้เอกได้เดินผ่านประตูนั้นไปสู่สุขคติภูมิให้ได้

และสิ่งที่เธอควรรีบทำในขณะนี้ คือ ต้องทำให้เอกได้รับอารมณ์ที่ดีแทนความเจ็บปวด เพราะถ้าขืนปล่อยให้เขาทรมานเช่นนี้ โทสะย่อมนำเขาไปสู่ทุคติภูมิอย่างแน่นอน

“เอกรู้ไหมว่า ตอนนี้อะไรนอน ใครนอน ใครกำลังนอนอยู่….” เธอพยายามเต็มที่ ที่จะทำให้เอกย้ายอารมณ์ออกจากความเจ็บปวดนั้นให้ได้

“…เอกรู้สึกในรูปที่นอนอยู่ไม๊ …พยายามทำความรู้สึกตัวอยู่ที่รูปที่นอนอยู่ให้ได้นะจ๊ะ..เอกรู้สึกตามที่พี่พูดไหม …เอกจำได้ไหม ! เอกยังจำคำพูดที่พ่อของเราเคยสอนเรา ... ที่พี่สาวของเอกคนนี้เคยสอนเอกไว้ว่า เวลานอน ให้พยายามทำความรู้สึกตัวในท่าและอาการที่นอนนั้นว่า เป็นรูปนอน ..รูปนอนนะเอกนะ ไม่ใช่เอกนอน…”

..ดูเหมือนว่าเอกจะพยายามทำตาม เสียงครวญครางของเขาเริ่มหายไป การหายใจแรงขึ้น …ถี่ขึ้น ..เขาพยายามข่มความเจ็บปวด และย้ายอารมณ์มาตามที่สิตางศุ์บอกภรรยาของเอกเดินเข้ามาหา พร้อมบอกว่า หมอให้พาเอกกลับบ้าน เพื่อที่จะได้อยู่กับลูกและเมียเป็นครั้งสุดท้าย เธอเองก็พยายามพูดให้หมอช่วยรับตัวเอกไว้ที่โรงพยาบาล เพราะ ๔ -๕ วันที่ผ่านมานี้ เอกทรมานมาก กินไม่ได้ นอนไม่ได้เลย เธอเองก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร หากเอกเกิดเป็นอะไรไปที่บ้าน…. แต่ก็ได้รับคำตอบว่า เตียงเต็มหมด สิตางศุ์นึกถึงเสียงร้องตอนเด็กๆ ของตนเอง ในยามค่ำคืน เมื่อพระจันทร์เต็มดวง…

“จันทร์เจ้าขา ขอข้าวขอแกง ขอแหวนทองแดง ใส่มือน้องข้า ขอช้างขอม้าให้น้องข้าขี่ ขอเก้าอี้ให้น้องข้านั่ง ขอเตียงตั่งให้น้องข้านอน..…”

ใช่แล้ว ! เป็นหน้าที่ของเธอ เธอจะต้องขอเตียง(ตั่ง)จากโรงพยาบาลให้เอก น้องชายของเธอนอนให้ได้ สิตางศุ์นึกถึงพ่อ นึกถึงคำสั่งของพ่อ พร้อมส่งกระแสจิตบอกพ่อให้เป็นกำลังใจช่วยทำให้เธอสามารถช่วยเอกได้ แล้วพ่อก็ช่วยเธอจริงๆ … หลังจากที่สิตางศุ์พยายามอ้อนวอนอาจารย์หมอ จนท่านรับปาก และโทรศัพท์ขึ้นไปหาเตียงที่ว่าง ในช่วงเย็นวันนั้น เธอจึงทำให้เอกได้อยู่ที่โรงพยาบาล ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากหมอ และพยาบาลเป็นอย่างดี เมื่อขึ้นไปบนห้อง และได้รับการฉีดยาแล้ว การทุรนทุรายของเอกเริ่มลดลง การหายใจดูดีขึ้น เพราะมีการให้ออกซิเจนตลอดเวลา เครื่องมือทางการแพทย์กูกวางไว้รอบเตียง มีทั้งเครื่องวัดชีพจร เครื่องดูการเต้นของหัวใจ …สิตางศุ์ยืนอยู่ข้างเตียง คอยพูดเรื่องต่าง ๆ ให้เอกฟังตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องที่จะไปบวชที่ประเทศอินเดีย บางครั้งเธอก็สวดมนต์ สวดเสร็จบอกอารมณ์ของการปฏิบัติวิปัสสนาให้กับเอก เพราะเธอรู้ดีว่าวันนี้ คือวันสุดท้ายของเขา …

เย็นนั้น ลูกศิษย์ทุกคนที่ได้รับทราบข่าวของเอก ต่างทยอยกันมาเยี่ยมเพื่อเป็นกำลังใจ …แม้เอกจะนอนหลับตานิ่งอยู่ แต่ละคนก็จะมาส่งเสียงให้เอกได้รับรู้ว่า ได้มาเป็นกำลังใจให้กับเขาแล้ว ตัวเลขจากเครื่อง บอกให้ทราบว่าขณะนี้ความดันโลหิตของเอกเริ่มลดลงไปเรื่อยๆ แล้ว พยาบาลมากระซิบบอกให้รู้ว่า เอกคงจะอยู่ไม่เกินคืนนี้ และอนุญาตให้สิตางศุ์อยู่ต่อไปได้ แม้ขณะนั้นจะเลยเวลาให้เยี่ยมไปแล้วก็ตาม อาจเป็นเพราะเขาเห็นว่า สิตางศุ์คือผู้ที่คนป่วยต้องการมากที่สุด

สิตางศุ์ให้ลูกศิษย์คนหนึ่งกลับไปเอาวิทยุพร้อมเทปสวดมนต์ และเทปธรรมะมาให้ เพราะเธอไม่แน่ใจว่าจะอยู่กับเอกได้จนถึงวินาทีสุดท้ายหรือไม่ เพราะตั้งแต่เธอมาโรงพยาบาลจนถึงขณะนี้เป็นเวลา ๑๕ ชั่วโมงแล้วที่เธออยู่กับเอก หลายๆ คนเป็นห่วงกลัวว่าเธอจะล้มลงไปเสียก่อน เพราะอาหารกลางวัน และอาหารเย็นยังไม่ได้ตกถึงท้องเลย คงได้เพียงแค่นมกล่องที่ลูกศิษย์ส่งมาให้ดื่มเท่านั้น

สิตางศุ์บอกตนเองว่า เธอยังล้มไม่ได้ แม้ว่าตอนนี้เธอได้เปิดประตูให้เอกแล้วก็ตาม แต่เขายังไม่ได้เดินไปที่ประตูนั้น…จิตใจของเขายังสับสนอยู่ …เธอค่อยๆ บรรจงใช้มือข้างขวาลูบผมเอกเบาๆ ในขณะที่มือข้างซ้ายบีบมือทั้งสองของเอกที่วางอยู่บนอก เสมือนกระตุ้นให้เขาเกิดความรู้สึกตัว ….และเริ่มพูดถึงเรื่องการบวชอีก โดยครั้งนี้เธอมีความตั้งใจเต็มที่ที่จะโน้มน้าวจิตใจให้เอกรู้สึกตามคำพูดของเธอ ให้เอกได้เกิดความรู้สึกว่าตนเองกำลังบวชอยู่ …หลังจากบวชแล้วก็ได้ครองตนอยู่ในผ้ากาสาวพัตร์ที่เหลืองอร่าม …และกำลังเดินอย่างสำรวมเพื่อจะได้ไปทำกิจวัตรของพระ และที่สำคัญคือ…ขณะนั้นเอกกำลังเดินตามหลังหลวงพ่อ …พ่อที่ลูกศิษย์ทุกคนใฝ่ฝันที่จะเดินตามทางท่าน

ขณะที่พูดนั้น หนังตาของเอกกระพริบเล็กน้อย ดูเหมือนเอกจะรับรู้ และคล้อยตามในทุกถ้อยคำสิตางศุ์บอก ..เธอยิ้มทั้งน้ำตา บอกตัวเองว่า เธอทำสำเร็จแล้ว ตอนนี้เอกเดินไปที่ประตูนั้นแล้ว ….หลังจากนั้นดูเหมือนเอกจะหลับสนิท จิตตกภวังค์ .. ในขณะที่ลมหายใจดูแรงสม่ำเสมอนั้น แต่ตัวเลขของความดันขณะนั้นกลับลดลงมาเหลือ ๒๐

สิตางศุ์มองดูนาฬิกา เป็นเวลาเกือบตีหนึ่ง…พยาบาลมองมาหลายครั้ง ลูกศิษย์กลุ่มหนึ่งคอยเธออยู่นอกห้อง …เธอมองเอกนิ่งและนาน พร้อมบอกเขาในใจว่า

“พี่ขอให้เอก น้องของพี่ได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดี มีพระพุทธศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ขอให้ได้มีโอกาสศึกษาธรรม และปฏิบัติธรรมตามที่เอกปรารถนา…” เธอบอกตนเองว่า นี่คือสัจจธรรม …สักวันหนึ่งเหตุการณ์เช่นนี้ย่อมมาปรากฏกับเธออย่างแน่นอน ก่อนกลับ สิตางศุ์เปิดเทปสวดมนต์เบาๆ ..พลันนึกถึงเสียงของพ่อที่สอนว่า.

“…ท่านนักศึกษาทั้งหลาย ..อารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเวลาใกล้ตายนั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแยกออกเป็น ๒ ภาค คือ

๑. มรณาสันนกาล
๒. มรณาสันนวิถี

ในช่วงเวลาที่ใกล้จะตาย ซึ่งเรียกว่า มรณาสันนกาลนั้น อาจเกิดขึ้นหลายๆ นาที หรือหลายๆวัน ดังนั้นคนไข้จะเกิดอารมณ์ต่างๆ อาจสับสนกลับไปกลับมาก็ได้ ถ้าผู้นั้นไม่มีครุกรรม คือกรรมอันหนักแล้ว อาสันนกรรม คือกรรมใกล้ตายอันนี้แหละที่จะมามีบทบาท เช่นถ้าผู้ดูแลคนไข้นั้นให้อารมณ์ เช่นบอกให้สวดมนต์ สวดมนต์ให้ฟัง หรือให้พูดคำว่าพุทโธ ให้ทำกรรมฐาน…”

สิตางศุ์นึกดีใจ อย่างน้อยๆ วันนี้ทั้งวัน ตลอดเวลาที่อยู่กับเอกนั้น เธอได้พยายามสุดความสามารถแล้วที่จะเอกได้รับอารมณ์ดีๆ ที่เป็นกุศลอย่างที่พ่อบอกว่า…

“…หากคนไข้นั้นมีพื้นฐานในทางธรรม ได้ศึกษา และปฏิบัติธรรมมาก่อนแล้ว อารมณ์ที่จะเกิดในตอนนี้ย่อมเป็นกุศลได้ง่าย แต่ถ้าคนไข้นั้นมีความสันทัดกับเรื่องอกุศลแล้วจะนึกคิดแต่เรื่องอกุศล บางครั้งจะแสดงกิริยาอาการต่างๆที่น่ากลัว เพราะจะได้ยินเสียง หรือจิตได้สร้างภาพอันน่าหวาดเสียวที่ตนเองได้เคยทำไว้ในอดีตให้มาปรากฏชัด ฉะนั้นอาจิณกรรม คือกรรมที่ได้กระทำไว้บ่อยๆ อาจจะมาปรากฏขึ้นเป็นอารมณ์ในมรณาสันนกาลนี้ได้โดยง่าย ขณะเกิดมรณาสันนกาลนี้ ถ้าคนไข้ไม่กลับฟื้นขึ้นมาแล้ว นับว่าเป็นหัวเลี้ยวหัวต่ออันสำคัญยิ่งของชีวิต เพราะเขาอาจจะไปมีความสุขอย่างสุดที่จะพรรณนา หรือได้รับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสก็ได้ ดังนั้นเราผู้ยังไม่ถึงมรณาสันนกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่ไม่พึงประมาท จะต้องหมั่นกระทำอาจิณกรรมฝ่ายกุศลให้มาก ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนาเอาไว้ ถ้ายิ่งศึกษาธรรมะให้มากๆ ก็จะยิ่งดี”

…สิตางศุ์ภาวนาในใจว่าขอให้เสียงสวดมนต์ที่เธอเปิดนี้ จงได้มาปรากฏเป็นอารมณ์ให้เอกด้วย เพราะน้องชายของเธอคนนี้ก็เคยได้กระทำกุศลไว้มาก และในช่วงระยะหลังนี้ เขาก็พยายามที่จะท่องบทสวดเพื่อที่จะใช้ในการบวชเป็นพระ ณ ประเทศอินเดีย …..เธอมองดูเอกที่นอนสงบนิ่งอยู่ พร้อมนึกถึงสภาวะธรรมที่เธอได้ยินบ่อยครั้งจากพ่อผู้มีน้ำใจอันประเสริฐ เพราะด้วยความเอื้ออารีพ่อจึงพยายามถ่ายทอดความเห็นถูกให้กับลูกศิษย์

“….ตอนปลายของมรณาสันนกาลนั้น กำลังของจิตและรูปเริ่มจะอ่อนลงมากที่สุดแล้ว”

พ่อย้ำแก่นักศึกษาว่า การที่รูปของเรายืนหยัดอยู่เป็นรูปได้นั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะกรรมชรูป คือรูปที่เกิดจากอำนาจกรรมรักษาไว้ แม้หทยวัตถุ ซึ่งเป็นที่ตั้งที่อาศัยของจิตนั้นก็ประกอบขึ้นมาได้เพราะอำนาจกรรม ..จึงมีคำกล่าวว่า คนเราที่ตาย ก็เพราะหมดกรรม …ฉะนั้นในขณะมรณาสันนกาลตอนท้ายนี้ กรรมชรูปก็เริ่มดับ ซึ่งปกติทั่วไปแล้วกรรมชรูปย่อมจะดับ และเกิดทดแทนกันอยู่ทุกขณะจิต และต้องจำไว้ว่าจิตเกิดขึ้นรับอารมณ์ ๑๗ ขณะ รูปจึงจะได้ไป ๑ รูป (เพราะรูปดับช้ากว่าจิตมาก) แต่เมื่อสิ้นสุดมรณาสันนกาล เข้าสู่มรณาสันนวิถีแล้ว ในมรณาสันนวิถี ซึ่งเป็นวิถีตาย(เป็นวิถีสุดท้ายที่เกิดในภพชาตินี้) ก่อนจุติ ๑๗ ขณะ กรรมชรูปจะดับ และไม่มีการเกิดรูปทดแทนอีกเลย ฉะนั้นเมื่อถึงขณะที่ ๑๗ นั้นจึงเป็นจุติจิต (จิตที่เกิดดวงสุดท้าย) นับเป็นการสิ้นสุดของการมีชีวิตในภพนี้ จิตที่จะเกิดต่อจากจุติจิต จึงเป็นปฏิสนธิ เป็นจิตที่เกิดขึ้นดวงแรกในภพชาติใหม่ (ซึ่งจะมีกรรมชรูปใหม่ที่เกิดขึ้นจากอำนาจกรรมของบุคคลนั้นๆ)

สิตางศุ์หลับตานึกถึงภาพวิถี..มรณาสันนกาล
ตี น ท ปัญ โสต สัม สัน โว ช ช ช ช ช ช ช ตทา ตทา ภ ..
๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒ ๑๓ ๑๔ ๑๕ ๑๖ ๑๗ …กรรมชรูปเริ่มดับมรณาสันวิถี
ภ ภ ภ ภ ภ ภ น ท ม ช ช ช ช ช ตทา ตทา จุติ. ปฏิสนธิ
๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒ ๑๓ ๑๔ ๑๕ ๑๖ ๑๗ กรรมชรูปดับ(ไม่เกิด)

พ่อยังได้อธิบายว่า
“ ในมรณาสันนวิถีนี้ คนไข้จะเต็มไปด้วยโมหะไม่มีสติเลย ความรู้สึกทั้งหลายก็สิ้นไปจากทวาร ๕ ต่อให้เอาเข็ม เอาไฟไปจึ้ก็ไม่รู้สึก กำลังจะตกมากที่สุด เพราะกรรมชรูปเริ่มดับตั้งแต่ภวังค์ดวงที่ ๑ และดับไปตามลำดับจนถึงจุติจิต ก็จะดับหมดสิ้น วิถีสุดท้ายนี้จึงมีกำลังอ่อนมาก เพราะที่ตั้งที่อาศัยของจิตหมดกำลัง จิตก็พลอยอ่อนกำลังลงไปด้วย ชวนะจึงมีเพียงแค่ ๕ ขณะเท่านั้นเอง

กำลังของกรรมที่ส่งให้ไปปฏิสนธินั้น สืบเนื่องมาแต่มรณาสันนกาล เช่นได้ยินเสียงสวดมนต์ จิตก็รับอารมณ์สวดมนต์ในมรณาสันนกาลเป็นตัวส่งให้ไปปฏิสนธิ เพราะยังมีกำลังมากกว่า ส่วนในมรณาสันนวิถีเป็นแต่เพียงรับกรรมอารมณ์ กรรมนิมิต คตินิมิตมาจากมรณาสันนกาล แล้วสืบต่อไปจนถึงจุติจิตเท่านั้น

ฉะนั้นในมรณาสันนวิถีจิตเกิด-ดับ ๑๗ ขณะ เมื่อถึงขณะที่ ๑๗ กรรมชรูปดับไม่เกิดอีก จิตสุดท้ายจึงเรียกจุติ คือดับ หรือตาย ความตายจึงได้เกิดขึ้น เพราะไม่สามารถจะตั้งอยู่ต่อไปได้อีก ทิ้งไว้แต่ซากศพ เอาไปได้แต่ชั่วดี คือบุญ และบาปเท่านั้น

ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วว่า จะมีชีวิตอยู่ หรือจะตายก็ตาม จิตก็ย่อมเกิดดับสืบต่อกันไปอยู่เช่นนั้นตามธรรมชาติ ข้อที่แปลกสักหน่อยอยู่ที่จุติจิตที่เกิดขึ้น คือจิตดับลงแล้วก็พ้นจากชาติเก่า ร่างเก่าเท่านั้น ในทันทีนั้นก็ปฏิสนธิเลย ได้แก่การเกิดขึ้นติดต่อกันด้วยความรวดเร็วมาก โดยไม่มีอะไรมาคั่นกลาง เหมือนกับจิตที่เกิด-ดับอยู่ตามธรรมดานั่นเอง ด้วยเหตุนี้ คำว่าจิตล่องลอยไปเกิดก็ดี หรือจิตท่องเที่ยวไปตามอำนาจกรรมก็ดี จึงได้ชื่อว่าเป็นความเห็นผิด

นักศึกษาทั้งหลาย…การที่ผู้ตายไปสู่สุคติ หรือทุคตินั้นก็แล้วแต่กรรม แล้วแต่อารมณ์ที่เกิดขึ้นในขณะใกล้จะตาย ดังนั้นผู้ดูแลคนไข้ที่ฉลาดในเรื่องของชีวิต และมีความเมตตากรุณาจึงยอมเสียเวลาสละประโยชน์อันพึงจะได้อย่างอื่นๆ มาช่วยเหลือให้สติแก่คนไข้ด้วยความระมัดระวัง….”

เธอนึกถึงพ่อ ความรู้สึกของเธอในขณะนั้นเสมือนว่าใจได้ตะโกนร้องบอกพ่อว่า เธอกำลังทำหน้าที่ที่พ่อได้ฝากฝังไว้แล้ว ขณะที่มือของเธอนั้นประณมขึ้นอธิษฐานจิตในทันใดนั้นว่า

“พ่อจ๋า พ่อช่วยส่งกระแสจิตช่วยหนูด้วย…ยามใดที่จิตของเอกเข้าสู่มรณาสันนกาล ขอให้เขาได้ยินเสียงสวดมนต์นี้ และขอเสียงนี้จงมาเป็นกรรมอารมณ์สู่มรณาสันนวิถี…

และทันทีที่จุติจิตดับ ขอปฏิสนธิจิตที่เกิดนั้น จงบังเกิดในเทวภูมิ ได้สมปรารถนาตามที่เอกเคยบอกกับลูกว่า เขามีความปรารถนาที่จะได้ไปอยู่กับ “หลวงพ่อ” ที่เขารักและบูชา เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตเดินตามทางท่าน กุศลใดๆ ที่ลูกได้กระทำมาตั้งแต่เช้าจนถึงวินาทีนี้ จงเป็นแรงอุดหนุนส่งเสริมให้เอกได้สมปรารถนาด้วยเทอญ”

เพราะเธอหวังว่า อย่างน้อยที่สุดเสียงสวดมนต์นี้ อาจจะทำให้เอกรู้สึกว่า เขากำลังทำกิจของสงฆ์ กำลังปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบอยู่กับหลวงพ่อของเขา…

สิตางศุ์ภาวนา..ขอให้อำนาจของพระพระธรรมฤทธิ์อันสถิตอยู่ในปริยัติศาสนา ..ที่ตลอดเวลาเธอได้ทุ่มเทชีวิตให้นั้น รวมกับกุศลผลบุญอันเกิดจากการศึกษาพระอภิธรรมของเอกเอง จงได้ร่วมกันเป็นพลวปัจจัยอุดหนุนและส่งเสริมให้เอกสามารถระลึกได้ว่า ความตายที่เขากำลังจะประสบอยู่นั้นเป็นเรื่องที่สมมติกันเท่านั้นเอง เพราะ จิต เจตสิก รูป ก็สืบต่อไปยังภพใหม่ ชาติใหม่ ไม่ได้เป็นสิ่งประหลาดพิสดารน่าหวาดกลัวแต่อย่างใดเลย …ขอให้จิตใจของเขามั่นคง ไม่หวั่นไหวไปจากอารมณ์อันเป็นกุศลที่เธอเพียรพยามให้กับเขามาตลอดทั้งวัน เธอหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ภพใหม่ชาติใหม่ของเอกนั้นจะต้องดีกว่าเดิมอย่างแน่นอน เพราะถึงอย่างไร สิตางศุ์คิดอยู่เสมอว่า ….เอก คือ น้องชายที่แสนดี ที่เธอไม่อาจลืมเขาได้เลยตลอดชีวิต !

>>> หน้าถัดไป     คำปรารภ <<<

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook