บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สิตางศุ์
นวนิยายอิงธรรมะ ประพันธ์โดย สัตตบงกช

กำลังภายใน

ความปวดรวดร้าว ระบมไปแทบทุกส่วนของร่างกาย ทำให้สิตางศุ์เกือบจะประคองร่างขึ้นไปบนห้องพระไม่ไหว แต่ด้วยจิตใจอันมั่นคงประกอบกับสัจวาจาที่เธอได้ให้ไว้กับพ่อว่า เธอจะต้องนำผลงานที่ได้กระทำไปถวายท่านทุกๆ คืน ดังนั้นแม้จะดึกดื่นเพียงใดก็ตาม เธอก็ไม่ย่อท้อ พยายามที่จะไปนั่งอยู่ ณ เบื้องหน้ารูปของพ่อให้ได้ ภาพในอดีตเมื่อครั้งที่เจ็บป่วยจนลุกแทบไม่ไหวผุดขึ้นในความทรงจำ วันนั้นพ่อรีบร้อนเดินเข้ามาหา ทำให้สิตางศุ์ดีใจเพราะคิดว่า พ่อเป็นห่วงเธอ
“พ่อ..หนูไม่ไหว ไม่ไหวแล้วจริงๆ ”
“สิตางศุ์ ลูกต้องไหว ทุกๆ คนกำลังคอยลูกอยู่ ลูกต้องอดทนไปทำหน้าที่ อย่าทำให้พวกเขาผิดหวัง ! ” พ่อก็ยังเป็นพ่อคนเดิมที่เธอรู้จักมาตั้งแต่เล็ก พ่อจะเป็นห่วงทุกๆคนเสมอ           เมื่อตอนเด็ก เธอเคยนึกน้อยใจเมื่อคิดเปรียบเทียบว่า ระหว่างเธอผู้ซึ่งเป็นลูก กับบรรดาลูกศิษย์ ดูเสมือนว่าพ่อจะเป็นห่วงพวกเขามากกว่า แต่เมื่อโตขึ้น เธอจึงพยายามบอก และปลอบใจตนเองว่า อาจเป็นเพราะพ่อคิดว่าเธอได้รับธรรมะจากท่านมามากแล้ว หากจะเปรียบเทียบกับลูกศิษย์คนอื่นๆ ฉะนั้นเธอจึงไม่ควรที่จะทำให้พ่อผิดหวัง

ความไม่ต้องการให้พ่อผิดหวังฝังรากลึกอยู่อย่างเหนียวแน่นภายในจิตใจของเธอตั้งแต่เล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีเหตุการณ์อย่างหนึ่งที่เธอจดจำฝังใจอย่างไม่มีวันลืม แม้เวลาจะผ่านมานานแค่ไหนก็ตาม คราใดที่เธอรู้สึกเหนื่อย เมื่อยล้า ท้อแท้ หมดกำลังใจ ภาพเหล่านั้นก็จะหวนกลับเข้ามาสู่ความนึกคิด เย็นวันหนึ่ง ขณะที่เด็กน้อยกำลังนั่งง่วนเล่นขายของอยู่ตามลำพังเพียงคนเดียวในสวนหลังบ้าน

“สิตางศุ์…ลูกพ่อ อยู่ที่ไหน ?” เสียงของพ่อแว่วมาไกลๆ

หนูน้อยดีใจ รีบลุกขึ้นทันที บอกตัวเองว่า วันนี้พ่อกลับมาเร็ว พ่อคงจะซื้อขนมมาฝากเธอ รวดเร็วเท่าความคิด เธอรีบวิ่งออกไปในทันที

“พ่อขา หนูอยู่ที่นี่ค่ะ พ่อขา”

ด้วยความต้องการที่จะไปให้ถึงพ่อเร็วที่สุด จึงไม่ทันได้สังเกตว่ามีตอไม้ขวางอยู่ข้างหน้า เท้าเล็กๆ ที่กำลังซอยวิ่งมาด้วยความเร็วก็สะดุดเข้ากับตอไม้ เซถลาหน้าคะมำลงสู่พื้น เด็กน้อยร้องไห้จ้า

พ่อรีบวิ่งเข้ามา ตอนนั้นเธอยังคงนอนพังพาบ คว่ำหน้าร้องไห้อยู่กับพื้น เมื่อเงยหน้าเห็นพ่อวิ่งมาหา เธอยิ่งร้องไห้เสียงดัง และยิ่งดังขึ้นกว่าเดิมเมื่อรู้สึกปวดแสบบริเวณหัวเข่า และข้อศอก เธอแหงนหน้าที่อาบไปด้วยน้ำตามองพ่อที่ยืนอยู่เบื้องหน้า พร้อมคิดในใจว่าประเดี่ยวพ่อคงจะอุ้ม และปลอบโยนเธอให้หายเจ็บ

ความรู้สึกขณะนั้น เวลาผ่านไปนานมาก เธอร้องไห้จนแทบไม่มีเสียง แต่ทว่าพ่อยังคงยืนมองเธอเฉยอยู่ เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพ่อไม่ปลอบ ยังจำได้ว่าตนต้องค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นเองด้วยความเจ็บปวด และทันทีที่ก้มลงมองหัวเข่าของตนเอง พบว่ามีเลือดออกมาก เธอก็ยิ่งแผดร้องเสียงดังกว่าเดิม พ่อก็ยังคงยืนมองเธออย่างนิ่งเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น !

“…ฮือ ฮือ ..คุณพ่อใจร้าย…” เด็กน้อยไม่เข้าใจเลยว่า พ่อเฉยอยู่ได้อย่างไร ในเมื่อเรื่องราวที่ร้ายแรงและใหญ่โตได้เกิดขึ้นกับเธอถึงมากมายขนาดนี้

เธอร้องให้จนเหนื่อย ในที่สุดก็มีเสียงสะอื้นเพียงเบาๆ เธอคงเหนื่อยเกินกว่าที่จะร้องให้ต่อไปอีก ถึงตอนนี้ พ่อจึงอุ้มเธอ พาเดินกลับเข้าบ้านโดยไม่พูดอะไรเลยสักคำ หลังจากที่พ่อทำแผลใส่ยาให้เธอเรียบร้อยแล้ว จึงได้นำขนมที่ซื้อกลับมาให้เธอรับประทาน ..ตอนนี้เด็กน้อยเริ่มมีอารมณ์ดีขึ้น พ่อจึงอุ้มเธอมาไว้บนตัก ลูบผมเธอเบาๆ พร้อมบอกว่า

“สิตางศุ์ ลูกต้องจำไว้นะลูกนะ ทุกคนที่เกิดมามีชีวิต ไม่มีใครไม่เคยหกล้ม ไม่มีใครไม่เคยเจ็บปวด ต่อไปเมื่อลูกโตขึ้นแล้ว ลูกจะพบว่าชีวิตนั้นลำบากนัก ลูกจะต้องพบกับความทุกข์ ความเจ็บปวดมากกว่านี้ หากลูกไม่อดทน ไม่พยายามที่จะช่วยเหลือตนเองแล้ว ชีวิตของลูกจะต้องพบกับความทุกข์ยากอย่างแน่นอน ฉะนั้นลูกของพ่อจะต้องอดทน ลูกล้มเอง ลูกก็ต้องลุกขึ้นเองให้ได้ …จงจำคำพ่อเอาไว้นะ เมื่อลูกเป็นลูกของพ่อ ลูกจะต้องฝึกหัดอดทน ความอดทนเท่านั้นที่จะช่วยลูกของพ่อได้”

เธอกลับคิดในใจว่า
“ก็มันเจ็บนี่นา หนูไม่ได้อยากจะร้องสักหน่อย แต่มันร้องของมันเอง”..แต่เธอก็รับปากกับพ่อว่า “ค่ะพ่อ หนูจะเป็นเด็กดี เด็กดีจะต้องต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่ หนูเป็นเด็กดีก็ต้องเชื่อฟังพ่อ หนูจะอดทนค่ะ”
…แล้วเธอก็รีบลงจากตักพ่อ มายืนทำท่าสัญญาแบบลูกเสือ…ตามแบบที่เคยเห็นมาจากพี่ชาย

ตอนนั้นเธอคงรับปากกับพ่อแบบนกแก้วนกขุนทอง โดยไม่เคยคิดเลยว่า ความอดทนนั้นเป็นธรรมะชั้นเลิศ เพราะเป็นธรรมที่ช่วยส่งเสริมให้บุคคลเดินทางไปสู่เป้าหมายตามที่ต้องการได้ เหตุการณ์ที่ผ่านมาในชีวิต ประกอบกับคำสอนของพ่อที่ถ่ายทอดให้แก่เธอในยามที่ประสบปัญหานั้น ทำให้เธอซึมซับรับคำสอนนั้นโดยไม่รู้ตัว นอกจากการปลูกฝังความคิดให้เป็นนักต่อสู้ชีวิตแล้ว พ่อยังสอนให้เธอมีไหวพริบจากสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว พ่อบอกกับเธอว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราประสบพบเห็นนั้น ย่อมนำมาสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์ได้เสมอ วันหนึ่งในขณะที่พ่อเดินไปส่งเธอที่โรงเรียน พ่อได้ชี้ให้เธอดูชายหนุ่ม ๔-๕ คน ที่กำลังช่วยกันเข็นรถเก๋งคันหนึ่งอยู่ พ่อตั้งคำถามเธอว่า

“สิตางศุ์ ลูกคิดอย่างไรกับภาพที่ลูกเห็นนั้น”
“รถเสียค่ะ” เธอตอบ โดยที่ไม่เข้าใจเลยว่าพ่อต้องการอะไร
“ใช่รถเสีย…แต่สิ่งที่ลูกเห็นนั้น มันให้ข้อคิดที่ดีๆ กับเราได้นะ ลูกลองคิดดูสิว่ามันต่างจากรถคันอื่นๆ ที่กำลังแล่นอยู่ได้อย่างไร”
“หมายความว่าอย่างไรคะ พ่อขา ? ? ?..”
“รถทุกคันที่แล่นได้…เพราะมันมีกำลัง นั่นคือพลังงานที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้ จากภายในเครื่องยนต์ของมันเอง ถ้าไม่มีพลังงานนี้แล้วรถก็ไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้ มันก็คือรถที่เสีย ก็ต้องถูกเข็น แล้วคนเขาก็เข็นกันชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น จะให้เข็นไปจุดหมายที่ต้องการ ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้.. แล้วถ้าคนพวกนั้นหยุดเข็น รถก็แล่นไปไหนไม่ได้แล้ว
  
จำไว้นะลูก ! ชีวิตคนเราก็เหมือนกัน มันก็ไม่ต่างไปจากรถยนต์ที่ลูกเห็น …จะไปไหน จะทำอะไร เราต้องมีพลัง และพลังที่ดีนั้นต้องเกิดขึ้นจากภายใน คือจากตัวของเราเอง

ฉะนั้นเราต้องสร้างพลัง หรือที่เรียกว่า กำลังใจ ให้เกิดขึ้นด้วยตัวของเราเอง ถ้าเรามัวแต่คอยไปอาศัยกำลังใจจากคนอื่นก็ไม่ต่างไปจากรถที่เสียคันนั้น ไม่มีใครหรอกลูก ที่จะมาช่วยเข็นรถให้กับเราได้ทุกวัน ประการสำคัญสิ่งที่พ่อชี้ให้ลูกเห็นวันนี้มันก็เหมือนกับการเดินทางของชีวิตคนเรานั่นเอง แล้วลูกล่ะ ! คิดว่า เราควรจะคอยกำลังใจจากคนอื่น หรือควรที่จะสร้างกำลังใจให้กับตัวเอง…”

พ่อยังบอกอีกว่า ตราบใดที่เรายังมีชีวิต เราต้องสร้างพลังใจให้เกิดขึ้นตลอดเวลา และให้หมั่นคิดเสมอๆว่า ผู้ที่ไม่มีพลังงานแล้ว ก็คือ คนตาย ซึ่งไม่สามารถทำอะไรได้ด้วยตนเอง ต้องคอยให้เขามาเข็นศพไปขึ้นเมรุเพื่อเผาเท่านั้น แทบทุกวันที่พ่อไปส่งเธอที่โรงเรียน พ่อมักจะให้ข้อคิดที่ดีๆ เสมอ จนมาถึงวันนี้สิตางศุ์ไม่เคยลืมคำสอนและการอุปมาเหล่านั้นเลย เพราะมันสามารถช่วยเธอได้จริงๆ แม้ร่างกายจะอ่อนล้าสักเพียงใด แต่ด้วยกำลังใจที่ถูกกระตุ้นจากการระลึกถึงคำสอนของพ่อ ทำให้สิตางศุ์เกิดเรี่ยวแรงที่จะทำความดีต่อไป เธอพยายามควบคุมมือตนเองไม่ให้สั่นในขณะที่เอื้อมไปจุดเทียนบูชาหน้าพระพุทธรูป ..ทันทีที่เทียนลุกติดขึ้น ความคิดก็ผุดขึ้นทันที.. แสงเทียนที่จุด จะลุกสว่างขึ้นมาได้ ต้องมีการเผาลำตัวของตนเองฉันใด   ชีวิตของเธอก็เช่นเดียวกัน…   หากคิดจะทำหน้าที่ให้แสงสว่างกับผู้อื่น เธอคงจะต้องเผาตนเองเช่นเทียนฉันนั้น   ทำให้สิตางศุ์นึกถึงคำว่า “ตบะ” ซึ่งหมายถึง ความเพียรที่จะเผาผลาญกิเลสตนเอง

 

“ ใช่แล้ว…หากเรายอมทำตามใจตามความปรารถนาตนเอง ตบะย่อมไม่มีวันเกิดขึ้นได้ ฉะนั้นเราต้องอดทน เราจะต้องเข้มแข็งให้มากกว่านี้ “ มิฉะนั้นเธอจะไปไม่ถึงเป้าหมายที่พ่อวางไว้ให้ นั่นคือ พ่อได้กำหนดไว้แล้วว่า ชีวิตของเธอนั้นจะต้องอยู่เพื่อสืบสานงานอันยิ่งใหญ่ของพ่อต่อไปให้สำเร็จ

เมื่อถึงตอนนี้สิตางศุ์เข้าใจแล้วว่า เพราะเหตุใดพ่อจึงบังคับให้เธออ่านเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธประวัติมาตั้งแต่เล็กๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่พ่อตั้งใจที่จะให้อ่านนั้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการบำเพ็ญพระสมติงสบารมี (พระบารมีสามสิบถ้วน) เมื่ออ่านแล้วพ่อก็ให้เธอเล่าให้ฟัง ซึ่งในครั้งนั้นเธอเองก็ชอบ เพราะเวลาเล่าเธอจะทำเสียงเล็กเสียงน้อย มีท่าทางประกอบ ซึ่งเป็นที่ถูกใจของพ่อมาก เสียงหัวเราะอันดังของพ่อ ทำให้เธอมีความสุข มีความกระตือรือร้นที่จะอ่านมากขึ้น จนสามารถจดจำได้ทุกบารมี ทั้งที่แรกเริ่มเดิมทีที่อ่านนั้นเธอเพียงแค่คิดว่าเรื่องเหล่านั้นมีสาระและความสนุก แต่เมื่ออ่านหลายๆครั้งเข้า เธอกลับรู้สึกว่า.การกระทำของพระโพธิสัตว์นั้นน่าที่จะเอามาเป็นแบบอย่าง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเธอขณะนี้ ทำให้สิตางศุ์นึกถึงวิริยะบารมี เมื่อครั้งที่พระพุทธองค์ทรงเสวยพระชาติเป็นวานรโพธิสัตว์ ชื่อว่า “มหากปิลวานร” และได้ใช้ความเพียรพยายามช่วยเหลือเหล่าวานรผู้เป็นบริวารให้รอดพ้นจากธนูของเหล่าทหารที่รายล้อม ด้วยการไต่ไปตามกิ่งมะม่วงที่ทอดลงไปในแม่น้ำ แล้วรวบรวมกำลังกระโดดข้ามในระยะทางอันไกลเพื่อไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ปรากฏว่าบริเวณที่พญาวานรกระโดดลงไปนั้นเป็นดงไผ่ที่มีกอหนามอยู่พอดี แม้จะได้รับบาดเจ็บเพียงใดก็ตาม พญาวานรผู้มีวิริยะอันแรงกล้าหาได้คำนึงถึงความเจ็บปวดที่ตนเองได้รับไม่ กลับวิ่งไปหาเถาวัลย์แล้วผูกปลายข้างหนึ่งเข้ากับกอไผ่ ส่วนอีกข้างหนึ่งผูกเข้ากับเอวของตน เสร็จแล้วก็กระโจนออกไป หมายใจจะให้ถึงกิ่งมะม่วงที่ตนเองไต่ข้ามมา แต่ผลปรากฏว่าเถาวัลย์ที่นำมาใช้นั้นสั้นไปหน่อยหนึ่ง พญาวานรจึงคว้าได้เพียงแค่ปลายกิ่งมะม่วง มีผลทำให้ตัวเองเป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างเถาวัลย์กับกิ่งมะม่วงนั้น

ถึงกระนั้นก็ตาม พญาวานรมิได้สนใจ กลับร้องเรียกบริวารวานรทั้งหมด ให้รีบพากันไต่ไปบนหลังของตนเพื่อข้ามหนีไปยังอีกฝั่งหนึ่ง

ในขณะที่วานรทั้งหลายพากันใช้หลังเจ้านายของตนเป็นสะพานข้ามไปโดยปลอดภัยนั้น ปรากฏว่ามีวานรตนหนึ่ง พอเห็นว่าตนคงจะปลอดภัยแน่นอนแล้ว จึงเย็นใจไต่ไปบนยอดมะม่วง เต้นแร้งเต้นกาหมายจะเยาะเย้ยหลอกล่อเหล่าทหาร พอเห็นธนูระดมยิงมาอย่างหนัก ก็ตกใจกลัวตายรีบกระโจนลงมาจากยอดมะม่วงสูง ลงบนหลังของพญามหาวานรโพธิสัตว์ แล้วจึงตะลีตะลานไต่ข้ามตามเพื่อนไป

พญาวานรนั้นได้รับความเจ็บปวดมาตั้งแต่ตอนแรกที่ตกลงไปบนดงหนามแล้ว ยังต้องมาใช้กำลังยึดเหนี่ยวกิ่งมะม่วงให้บริวารเหยียบข้ามไปบนหลัง เพียงแค่นี้ก็รู้สึกใจสั่นระริกแทบจะวายไป มิหนำซ้ำยังมาถูกเจ้าลิงบริวารที่ไร้ความคิดกระโจนลงมากระแทกซ้ำ ทำให้ได้รับทุกขเวทนาจนแทบจะกระอักออกมาเป็นเลือด แต่ก็แข็งใจยึดกิ่งไม้เอาไว้แน่นด้วยความมั่นคงของพุทธปณิธานที่ฝังรากอยู่ในจิตใจ จนสามารถทำให้บริวารทั้งหมดข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่งได้อย่างปลอดภัย

ในที่สุดมหากปิลวานรก็สามารถกระทำการช่วยเหลือเหล่าบริวารทั้งหมดได้สำเร็จเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ ด้วยการแลกกับลมหายใจของตนเอง !

….นี่คือการบำเพ็ญพระบารมีในชาติหนึ่งของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเป้าหมายสูงสุดในการที่จะช่วยเหลือสัตวโลกให้พ้นไปจากทุกข์ทั้งปวง

สิตางศุ์บอกตนเองว่า ความเจ็บปวดของเธอขณะนี้ยังน้อยมาก เธอสูดลมหายใจเข้ายาว พร้อมนึกถึงการเสียสละชีวิตของพญามหากปิราช และคำที่พ่อเคยพูดกับเธอว่า

“ ยัง..ยังไม่พอ ลูกจะต้องช่วยเหลือผู้อื่น จนกว่าจะไม่มีชีวิต”

ขณะที่ผ่อนลมหายใจออกอย่างช้าๆ นั้น เธอพึมพำบอกพ่อว่า “ค่ะพ่อ ลูกจะทำตามที่พ่อบอก” เมื่อสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยเสร็จ สิตางศุ์พยายามที่จะกระทำจิตให้เกิดเป็นสมาธิ แต่ดูเสมือนว่าความเจ็บปวดที่เกิดจากกระดูกสันหลังรุนแรงเกินกว่าที่เธอจะทำจิตให้สงบนิ่งอยู่กับลมหายใจได้ ทำให้เธอนึกถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นครั้งหนึ่งในอดีตยามที่เธอป่วยหนักเจียนตาย ..แล้วนิมิตที่ปรากฏในครั้งนั้นกลับช่วยชีวิตเธอไว้ได้

สิตางศุ์จึงตั้งจิตอธิษฐานขอความชำนาญที่ตนเคยได้กระทำสมาธิมาแต่อดีต ทั้งในชาตินี้ที่ระลึกรู้ได้ และชาติก่อนๆ ที่ไม่อาจระลึกได้ ขอความสันทัดของสมาธิที่สั่งสมอยู่ในจิต จงช่วยให้เกิดนิมิตดังที่เธอเคยได้เห็นมาแล้วตอนอายุ ๑๖ ปี เมื่อครั้งที่เธอป่วยมาก จนแพทย์ที่รักษาบอกกับพ่อว่า เธอคงจะอยู่ได้อีกไม่นาน

วาระนั้นเองที่เธอรู้ซึ้งว่า แท้ที่จริงแล้วพ่อรักเธอมาก เพราะพ่อดิ้นรนทุกวิถีทาง กระทำทุกๆ อย่างเพื่อทำให้เธอมีชีวิตอยู่รอด พ่อเริ่มแสวงหาวิธีการรักษาทางไสยศาสตร์ พระที่ไหนใครว่าดี พ่อจะต้องหอบหิ้วพาเธอไป จนในที่สุดพ่อได้พบพระองค์หนึ่งซึ่งช่วยรักษา และสอนวิธีการทำสมาธิให้กับเธอ

ในครั้งนั้น เมื่อสิตางศุ์มีอาการทรุดหนักมาก เธอจึงส่งกระแสจิตนึกถึงพระองค์นั้น และพยายามฝืนใจลุกขึ้นนั่งสมาธิ เพียงชั่วครู่ดูเหมือนว่าเธอได้อยู่ในเหตุการณ์ๆ หนึ่ง ซึ่งคนป่วยคนนั้นไม่ใช่เธอ กลับเป็นบุรุษผู้สูงอายุ และที่ข้างเตียงที่บุรุษผู้นั้นนอนอยู่ มีพระภิกษุรูปหนึ่งนั่งสำรวมโดยอาการสงบ ต่อเมื่อพระภิกษุรูปนั้นกล่าวพระธรรมเทศนาออกมา และภาษิตเหล่านั้นนั่นเอง ที่เป็นเสมือนโอสถราดรดใจทำให้สิตางศุ์รู้สึกว่าตนเองมีความสงบสุข เกิดความแช่มชื่นในจิตใจ ทำให้อาการที่ทรุดอยู่นั้นกลับดีขึ้นเป็นลำดับ

หลังจากที่อธิษฐานจิตขอให้เห็นภาพนิมิตเช่นนั้นอีกครั้ง สิตางศุ์จึงเริ่มรวบรวมกำลังใจ พยายามตั้งมั่นทำจิตให้สงบ …ความปวดเจ็บเริ่มน้อยลง ในขณะที่จิตเริ่มรับรู้แต่เพียงลมหายใจที่กระทบอยู่ที่ปลายจมูก ….

ดูเสมือนเธอจะได้ยินเสียงพูดอันไพเราะ ที่ค่อยๆ ดังขึ้นๆ… ท่านคฤหบดี…ปุถุชนคนหนาปัญญาทึบ ไม่ซาบซึ้งในพระสัทธรรม ไม่เสื่อมใสในพระพุทธเจ้า เมื่อเขาตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติวินิบาต นรก

ความไม่เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าอย่างนั้นของท่านไม่มี ความจริงท่านกลับมีความเลื่อมใสชนิดมั่นคงไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า พระผู้มีพระภาคเป็นพระอรหันต์ มีจิตบริสุทธิ์ปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย ได้ตรัสรู้สัจธรรมถูกถ้วนดีแล้ว ด้วยพระปัญญาของพระองค์เอง ถึงพร้อมแล้วด้วยวิชชา และจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีใครเสมอ เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทรงเบิกบานแล้วทรงจำแนกธรรม เมื่อท่านเห็นความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าอย่างนี้มีอยู่ในตนแล้ว ….เวทนาก็จะพึงสงบระงับโดยพลัน

ท่านคฤหบดี…ปุถุชนคนหนาปัญญาทึบ ไม่ซาบซึ้งในพระสัทธรรม ไม่เสื่อมใสในพระธรรม เมื่อเขาตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติวินิบาต นรก ความไม่เลื่อมใสในพระธรรมอย่างนั้นของท่านไม่มี ความจริงท่านกลับมีความเลื่อมใสชนิดมั่นคงไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า ธรรมนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นได้เอง ไม่จำกัดเวลา เป็นคุณที่กล้าทำให้คนมาดูมาชมได้ ควรน้อมเข้ามาในตน วิญญูชนจะพึงรู้แจ้งได้เฉพาะตัว เมื่อท่านเห็นความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมอย่างนี้มีอยู่ในตนแล้ว ….เวทนาก็จะพึงสงบระงับโดยพลัน

ท่านคฤหบดี…ปุถุชนคนหนาปัญญาทึบ ไม่ซาบซึ้งในพระสัทธรรม ไม่เสื่อมใสในพระสงฆ์ เมื่อเขาตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติวินิบาต นรก

ความไม่เลื่อมใสในพระสงฆ์อย่างนั้นของท่านไม่มี ความจริงท่านกลับมีความเลื่อมใสชนิดมั่นคงไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ปฏิบัติดี เป็นผู้ปฏิบัติตรง เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อรู้ เป็นผู้ปฏิบัติชอบ นับเป็นคู่ได้สี่ นับเรียงองค์ได้แปด พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคทั้งหมดนี้เป็นผู้ควรแก่เครื่องบูชาที่เขานำไปสักการะ เป็นผู้ควรแก่การต้อนรับ เป็นผู้ควรแก่ทักษิณา เป็นผู้ควรแก่การทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก เมื่อท่านเห็นความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์อย่างนี้มีอยู่ในตนแล้ว ….เวทนาก็จะพึงสงบระงับโดยพลัน ท่านคฤหบดี…ปุถุชนคนหนาปัญญาทึบ ไม่ซาบซึ้งในพระสัทธรรม มีความเป็นผู้ทุศีล เมื่อเขาตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติวินิบาต นรก ความเป็นผู้ทุศีลอย่างนั้นไม่มีแก่ท่าน ความจริงท่านกลับเป็นผู้มีศีลที่พระอริยเจ้านิยมชมชอบ ไม่ขาด ไม่ด่าง ไม่พร้อย บริสุทธิ์ เป็นทางเข้าถึงสมาธิ   .เมื่อท่านเห็นศีลที่พระอริยเจ้านิยมชมชอบมีอยู่ในตนแล้ว ….เวทนาก็จะพึงสงบระงับโดยพลัน

ท่านคฤหบดี…ปุถุชนคนหนาปัญญาทึบ ไม่ซาบซึ้งในหลักธรรม ประกอบด้วย มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวาจา มิจฉากัมมันตะ มิจฉาอาชีวะ มิจฉาวายามะ มิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ มิจฉาญาณะ มิจฉาวิมุตติ เมื่อเขาตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติวินิบาต นรก แต่ท่านไม่มีมิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวาจา มิจฉากัมมันตะ มิจฉาอาชีวะ มิจฉาวายามะ มิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ มิจฉาญาณะ มิจฉาวิมุตติ อย่างนั้น ความจริงท่านคฤหบดีกลับสมบูรณ์ด้วย สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติ ทุกประการ

.เมื่อท่านเห็นสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติ …แต่ละอย่างๆ มีบริบูรณ์อยู่ในตนแล้ว ….เวทนาก็จะพึงสงบระงับโดยพลัน”

จากน้ำเสียงอันอ่อนโยนไพเราะที่แฝงไปด้วยความกรุณา โดยเฉพาะตอนที่กล่าวว่า “เวทนาก็จะพึงสงบระงับโดยพลัน” นั่นเอง ที่ทำให้ความเบากาย และเบาใจเกิดขึ้นที่ตัวเธอ และยิ่งเมื่อได้เห็นว่าชายชราผู้นั้นสามารถลุกขึ้นนั่งประณมมือขึ้นเหนือเศียรทันที่ที่พระเทศน์จบได้ ความปีติก็เกิดขึ้นกับเธอเป็นล้นพ้นจนรู้สึกได้ แม้ภาพนิมิตที่ปรากฏเหล่านั้นจะหายไปแล้วก็ตาม แต่ความอิ่มเอิบใจยังเปี่ยมล้นอยู่ในความรู้สึก สิตางศุ์ออกจากสมาธิด้วยความสบายใจ จนดูเหมือนว่าความเจ็บป่วยทั้งมวลที่มีอยู่ก่อนหน้านั้น ได้ปราศนาการไปจากเธอจนหมดสิ้นแล้ว และบัดนี้…เธอพร้อมแล้วที่จะทำงานของพ่อต่อไป ด้วยกำลัง(ใจ)ภายใน ที่เธอต้องสร้างมันขึ้นมาเอง !

>>> หน้าถัดไป     คำปรารภ <<<

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook