บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

บันทึกของดอกไม้กลางทะเลทราย
โดย : ร.อ.หญิงคันธรส สินน้อย

บทนำ
เกี่ยวกับผู้เขียน

อ่านหน้า | 1  | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16

4
Life in kalbara (ผจญภัยนอกค่าย)

7 ต.ค. 46
        วันนี้ดิฉันตื่นตั้งแต่ตี 5 ตอนนั้นพระอาทิตย์ขึ้นดวงกลมโตสวยมากเลย แสงพระอาทิย์ส่องเป็นลำแสงส่องรัศมี เรานัดกับบลูเอาไว้ว่าจะไปวิ่งออกกำลังกายตอนเช้ากันวิ่งรอบค่ายประมาณ 2 กิโลเมตรได้ แล้วหลังจากนั้นเราก็แยกย้ายกันไปทำงาน เช้ามีแถวชี้แจงแผนปฏิบัติการและรับฟังข่าวสารและสถานการณ์ ทุกวันตอนเช้าจะมีการเข้าแถว ส่วนตอนเย็นทุกวันผู้บังคับบัญชาเราจะเข้าประชุมสรุปงานและรับฟังข่าวสารมาแจ้งพวกเราช่วงเช้า ผบ.ตอนชุดแพทย์บอกกับพวกเราว่าวันนี้จะมีการออกปฏิบัติงานนอกค่ายแล้วก็บังเอิญเหลือเกินที่พี่ๆชุดเราถึงคิวต้องออกปฏิบัติงาน งานนี้ต้องมีทหารหญิงออกไปร่วมด้วย 1 คนเราเลยอาสาออกเป็นคนแรก โดยนิสัยแล้วเราเป็นคนชอบผจญภัยอยู่แล้ว ไม่ค่อยกลัวเลย เพราะคิดว่าน่าจะเอาตัวรอดได้
         หลังจากจัดแจงเตรียมข้าวของไว้รถเรียบร้อยแล้วเราก็ออกเดินทางออกไปหมู่บ้านนอกค่ายในรัศมี 1 กิโลเมตร ชื่อหมู่บ้านอิสเบลล่า ก็เดินทางตามล่ามและหมอไปตามบ้านต่างๆ ประมาณว่าเคาะประตูบ้านเยี่ยมเหมือนออกอนามัยชุมชนในเมืองไทยไม่มีผิดเลย ดิฉันบอกเขาว่าเราเป็นทหารไทยมาช่วยรักษาผู้ป่วยพวกเด็กเรียกเราว่า " ไทยแลนดี้ " บ้างก็บอกว่า "ไทยแลนด์ กู้ด" พวกเด็กพอเห็นพวกเราก็วิ่งเข้ามาหาดึงเสื้อผ้าบ้างอ้อมล้อมรอบตัวเต็มไปหมด สิ่งที่ต้องระวังคืออาวุธปืนและของมีค่าทุกชิ้น บางคนพอพูดภาษาอังกฤษได้ก็พูดว่า ' Give me pepsi ' ' Give me chocolate ' บ้างก็ดึงเอาแว่นแล้วก็บอก 'Give me ' บางคนก็เข้ามาขอยาเรามีแผลก็โชว์แผลเราก็ให้ยา แล้วถามล่ามว่ายาทาพูดว่าไง "มาซาส" แล้วทำท่าทาประกอบ บางคนมาขอยาไม่มีเราก็บอกว่าวันหลังจะเอามาให้ใหม่ พวกเราเดินไปเยี่ยมตามบ้านต่างๆแต่ที่ผิดสังเกตคือจะเห็นแต่ผู้หญิงกับเด็กและคนชรา ชายฉกรรจ์ไม่เห็นมีสักคน แล้วก็แปลกตรงที่เขาไม่ยอมให้เราเข้าไปในบ้าน ส่วนใหญ่ก็จะเอาคนที่เจ็บป่วยมารอที่หน้าประตูบ้านแต่เราก็ไม่ค่อยสนใจต่างก็ทำหน้าที่ของเราคือดูแลผู้ป่วย

 

           สักพักใหญ่ได้ยินเสียงปืน 1 ชุดประมาณ 4-5 นัด พวกเราทุกคนต่างตกใจแล้วก็มองหน้ากันว่าจะเอาไงดี พอดีผู้บังคับบัญชาสั่งให้คนขับกลับรถทันทีเผื่อมีอะไรจะได้เตรียมพร้อมแต่ตอนนั้นกลุ่มพวกเราเริ่มกระจายแล้วยากที่จะรวมตัว อาจจะเป็นเพราะเขายังไม่ไว้ใจพวกเรา เขาอาจจะมีความไม่พอใจเราหรือเปล่าคงคาดเดาอะไรไม่ได้ แต่ที่เรารู้โดยสัญชาติญาณคือมันคงเป็นสัญญาณอะไรสักอย่างหนึ่งซึ่งเราก็คาดเดาไม่ถูก ทางล่ามได้แต่บอกว่าเป็นการแสดงความต้อนรับเราเท่านั้น แต่สำหรับพวกเราที่เริ่มทำงานในครั้งแรกก็ได้รับการต้อนรับซะแล้วคงจะคิดเหมือนกันแหล่ะว่า ถ้าอยู่บ้านเราแล้วมีใครต้อนรับเราแบบนี้ก็คงต้องนิมนต์หลวงพ่อโกยมาก่อนแล้วกัน กลับไปตั้งหลักกันดีกว่าเพื่อความปลอดภัย
         ในที่สุดพวกเราก็ถอนกำลังกับเข้าค่ายแล้วไปวางแผนใหม่ดีกว่า หลังจากที่ออกปฏิบัติงานดิฉันก็เลยขอเสนอความคิดเห็นให้ผู้บังคับบัญชาทราบว่า การที่เราไปแบบนี้ถือว่าอันตรายถ้าเป็นเหมือนในหนังสงครามพวกเราทุกคนอาจจะโดนเก็บจนหมดแน่ๆเลย
         ดิฉันอาจจะมองโลกในแง่ดีแต่ก็ไม่ควรประมาทครั้งหน้าคงต้องมีการวางแผนตั้งรับเป็นอย่างดี คือ เราอาจจะไปรวมอยู่กันแค่จุดเดียวและต้องมีหน่วยรักษาความปลอดภัยคอยดูแลเราด้วย และต้องมีการวางแผนหาทางหนีทีไล่ให้พร้อมเรา ไม่ควรประมาทเพราะเกิดอะไรขึ้นไม่คุ้มแน่ๆ ผู้บังคับบัญชาก็รับทราบและนำเรื่องนี้เข้าในที่ประชุมเพื่อปรับแผนการดำเนินงานในครั้งต่อไป

8 ต.ค. 46
             เช้านี้ตื่นประมาณ 6 โมงเช้าวิ่งรอบค่ายประมาณ 2 รอบก็ประมาณว่ารอบละกิโลนะค่ะ วันนี้อากาศดีไม่มีฝุ่น บางวันช่วงเช้าอากาศเย็นสบาย จะมีหมอกลงตอนเช้าๆ หลังจากออกกำลังกายเสร็จดิฉันก็จะกลับมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและทานอาหารเช้า อาหารเช้าก็จะเป็นเมนูเดิมพวกไข่ต้ม ไข่ดาว ไส้กรอก แฮม ขนมปัง ประเภทอาหารเช้าฝรั่ง ซึ่งก็เมนูเดิมพูดง่ายเราพยายามกินง่ายๆเอาไว้แรกๆปรับตัวกับอาหารพวกนี้ เล่นเอาดิฉันน้ำหนักขึ้นไปหลายโลหน้ากลมบล็อคเลย แต่พอเข้าเดือนที่ 2 ที่สามชักจะเริ่มเบื่อเริ่มจะทานข้าวกับไข่ต้มบ้าง ไข่ดาวบ้างแบบว่ากินกันตาย หน่ะ
           หลังจากทานฟาดฟู้ด (อันนี้ตั้งใจเขียนนะคะ)ไปแล้วดิฉันก็ไปเข้าแถวรับฟังข่าวสารและแผนงานประจำวันว่า วันนี้ดิฉันจะจัดเตรียมสร้างห้องพยาบาลโดยพี่ๆพยาบาลผู้ชายจะไปหาอุปกรณ์ต่างๆมาทำเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งทำเป็น Nurse station ซึ่งเราก็ได้ช่วยงานเล็กน้อย ช่วยจัดเตรียมยาและอุปกรณ์ทำภาชนะสำหรับใส่ยา เราใช้วิธีการประยุกต์ โดยนำเอาขวดน้ำมาตัดและลบคมแล้วแปะขวดด้านข้างว่าเป็นยาอะไร ในกรณีที่ยาเป็นแบบชนิดแผงเพื่อง่ายต่อการจัดและเห็นได้ชัดเจน อีกประการก็คือการใช้หลักวิธีการรีไซด์เคิ้ล พี่ๆพยาบาลชายก็ประกอบโต๊ะเก้าอี้ ทำเคาเตอร์ ชั้นใส่ยา ตู้วางยา เตียงคนไข้ แต่เนื่องจากอุปกรณ์เราไม่พร้อมเลยต้องรอเก้าอี้เวลาจะนั่งต้องระวังไม่งั้นเสี้ยนตำเอาไม่รู้ด้วย
         เราใช้เวลาส่วนใหญ่ในการจัดทำอุปกรณ์ในสำนักงานเริ่มทำกันตั้งแต่ ไม้เป็นแผ่นๆจนในที่สุดก็เป็นรูปเป็นร่างสวยงาม อันนี้ต้องยกความดีให้พี่ๆในชุดแพทย์ของเราที่มีความสามารถในการทำสามารถเอาวัตถุดิบที่เรามีมาทำจนเป็นรูปร่างได้สวยงามและมากประโยชน์ในการใช้สอย ส่วนผู้หญิงก็ช่วยกันตกแต่งอื่นๆให้ดูบรรยากาศดี เพราะที่นี่จะเป็นที่สำหรับให้การรักษากำลังพลของเราในค่ายตลอดจนเพื่อนมิตรประเทศคนงานของบริษัทที่มาดูแลพวกเราด้านสาธารณูปโภคและพ่อครัวชาวอินเดีย ปากีสถานในที่สุดโต๊ะก็ค่อยๆมีขึ้นมาทีละตัว

            เหมือนที่เขาว่ากรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียวฉันใดก็ฉันนั้น พวกเราสร้างคลินิกของเราก็ต้องใช้เวลาหลายวันเช่นกัน แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจของพวกเราทุกคนทุกอย่างก็ดูจะเป็นรูปร่างมากยิ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
         หลังจากที่ทำงานกันเหน็ดเหนื่อยกันทั่วหน้าแล้ว ตอนเย็นสาวๆก็อยู่รวมตัวกัน อยู่ในบ้านเดียวกันแล้วก็มีพี่มาเรียมซึ่งเป็นเสมือนพี่คนโต เริ่มบ่นถึงลูกที่บ้านเพราะพี่เขามีลูกซึ่งโตแล้วเมื่อเลิกงานก็จะบ่นคิดถึงลูกกับยาย สักพักก็ได้ยินเสียงพี่หนูพันพยาบาลทอ. บ่นถึงใครบางคนที่อยู่เมืองไทย บรรยายกาศตอนนั้นอากาศเริ่มเย็นดิฉันก็เลยพลอยรู้สึกคิดถึงคุณพ่อคุณแม่เหมือนกัน แต่ดิฉันก็ไม่พูดนี่เพิ่งมาทำงานยังไม่ถึง 2 อาทิตย์ดีเลยยังมีเสียงบ่นกันซะแล้ว เอเราจะทำอย่างไรดีนะที่จะให้ทุกคนมีกำลังใจตั้งใจทำงาน โดยที่ไม่ต้องห่วงและกังวลในเรื่องระยะเวลา ซึ่งการทำงานของพวกเราระยะเวลาอย่างต่ำๆก็คือ 6 เดือนและก็ยังไม่ทราบแน่นอนด้วย
         เราใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความกดดันในสภาพอย่างนี้เราอาจจะเกิดความเครียดกันขึ้นได้ ก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่าเอาแบบนี้ดีกว่า ก็เลยวางกุศโลบายว่า จริงๆแล้วพวกเราทุกคนก็คิดถึงบ้านด้วยกันทุกคนอยู่แล้ว แต่ถ้ามีใครพูดถึงเราก็จะพลอยให้คนอื่นมีความรู้สึกคิดถึงกันไปหมด ทำให้เครียดไปเปล่าๆงั้นพวกเรามาเล่นเกมส์กันดีกว่า ถ้าใครพูดถึงคำว่าคิดถึงไม่ว่าจะบ้านหรือคนที่อยู่บ้านเรามาเก็บตังคนละ 5 ดอล์ลดีกว่า ใครพูดเยอะสุดก็จะเสียเงินเยอะสุดเก็บได้แล้วกลับเมืองไทยก็จะเอาไปกินเลี้ยงกัน โดยที่พี่ๆทุกคนก็เอาด้วยที่นี้เริ่มสนุกพอนานๆเข้าพอมีคนเผลอบ่นเราก็จะคอยเตือนว่า " เมื่อกี้ได้ยินใครพูดนะว่าคิดถึงบ้าน " พี่เขาก็จะแก้เกล้อทำร้องเป็นเพลงบ้างทำเฉไฉไปตามเรื่องตามราว แล้วก็จะเกิดเป็นเสียงหัวเราะคุยเล่นหยอกล้อกันตามประสาพี่ๆน้อง ซึ่งก็นับว่าได้ผลหลังจากนั้นก็ไม่มีใครกล้าบ่นว่าคิดถึงบ้านเลย พอจะบ่นเข้าหน่อยก็เจอเบรคตอนหลังชักเริ่มขยายกลุ่มออกไปคนใกล้เคียง ไปที่ทำงานมีพี่บางคนบ่นดิฉันก็จะอธิบายกติกาให้ฟังหาแนวร่วมเรื่องนี้เลยกลายเป็นเรื่อง คลายเครียดสำหรับพวกเราเพื่อลดภาวะการเจ็บป่วยทางจิตที่เรียกว่า 'Home Sick' อันนี้นอกทฤษฏีที่เราเรียนมานะแต่มันก็ใช้ได้ผลมากเลยทีเดียวเลย นอกจากนี้ยังสร้างบรรยากาศที่สนุกสนานด้วย

9 ตค 46
         วันนี้ก็ออกวิ่งออกกำลังกายแต่เช้าหลังทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว ดิฉันก็เข้าแถวฟังชี้แจงข่าววันนี้มีข่าวแจ้งว่า จะมีประชาชนชาวอิรักเดินทางเท้าเข้ามาในเมืองนับแสนคนเลยเข้าเเข้ามาแสวงบุญมาประกอบพิธีระลึกถึงศาสดาคนสำคัญที่โดนทรมานจนเสียชีวิต ผบ.กกล.สั่งให้เราเตรียมการป้องกันในส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งคือชุดแพทย์จะตั้งหลักปักกลดในการให้น้ำแก่ผู้ที่เดินทางผ่านและรักษาผู้ที่เจ็บป่วยระหว่างที่ผ่านบริเวณหน้าค่าย ซึ่งพิธีกรรมเหล่านี้เขาจะทำการทรมานตนเองทำร้ายตัวเอง ทหารไทยเราก็ได้จัดตั้งหน่วยคอยให้น้ำดื่มและให้ความช่วยเหลือผู้ป่วย ส่วนวันนั้นดิฉันมีหน้าที่ดูและจัดยาคอยสนับสนุนและทำการดูแลกำลังพลในค่าย พูดถึงเรื่องทั่วๆไปก็คือเรื่องอาหารการกินมีอาหารฝรั่ง พี่ๆหลายคนที่ชอบอาหารฝรั่งซึ่งทำให้หลายคนน้ำหนักขึ้นกันเป็นแถว แต่สำหรับดิฉันพอทานเมนูเก่าซ้ำๆ ชักเริ่มอาการเบื่ออาหาร จากเดิมที่เป็นคนที่กินอยู่ง่ายๆมาเจอเมนูซ้ำใครจะไปทนได้ เช้า กลางวัน เย็น เป็นบล็อคเดียวกันเลย ที่นี้พอใครมีน้ำพริกอะไรดีๆที่ติดตัวมา ก็ถูกงัดเอามาทาน พอใกล้ๆน้ำพริกจะหมดกระปุกก็เกิดการแอบทานเกิดขึ้น เดิมตอนแรกเราเป็นคนที่ไม่ชอบน้ำพริกเป็นที่สุดแต่พอทานนานๆเข้าชักเริ่มอร่อย พอได้ทานค่อยช่วยให้เราเจริญอาหารขึ้นมาหน่อย
       ช่วงวันงานเทศกาลชาวอิรักจะหยุดงานเพื่อไปประกอบพิธีเราก็จะมีน้ำใช้ค่อนข้างประหยัด ห้องส้วม ก็จะไม่มีคนมาทำความสะอาดขยะก็ไม่มีคนช่วยเทเพราะคนงานที่เป็นชาวอิรักที่มาทำงานให้ค่ายเป็นประจำต้องหยุดงานเพื่อเข้าร่วมพิธี ตอนนั้นขยะกองโตมากเลย ส้วมก้อเต็ม น้ำอาบก็ไม่มีบางคนเลยถือโอกาสประหยัดน้ำโดยการไม่อาบซะเลยเล่นเอาชุดที่ใส่อะถอดตั้งได้ เรื่องสวัสดิการเรามีการรวมตัวกันว่าจะจัดซื้อโทรศัพท์ผ่านดาวเทียม ซึ่งเป็นของ ตุลย่าคิดอัตรานาทีละ 60 บาท มาให้พวกเราพอได้มีโอกาสได้โทรกลับบ้านจะได้ช่วยคลายความคิดถึงบ้าน แต่ถ้าเป็นส่วนที่คนอิรักเอามาให้พวกเราบริการโทรจะตกนาทีละ 1.5 ดอลล์ เศษนาทีปัดเป็น 1 นาที ซึ่งบางครั้งทหารไทยหรือแม้กระทั่งอเมริกาก็โดนโกงเป็นประจำ แต่ก็ถือว่าเป็นธรรมดาของพ่อค้าที่ต้องหวังกำไรดีกว่าไม่มีให้บริการเลย ตอนหลังผู้บังคับบัญชา จัดหาสวัสดิการให้แก่กำลังพลโดยจัดหาโทรศัพท์ให้แต่ละหน่วยเอาไว้ใช้เพื่อให้กำลังพลไม่เครียดและสามารถติดต่อกับญาติที่อยู่เมืองไทยได้ หลังจากที่เก็บแล้วได้เงินเพิ่มขึ้นเยอะเลยได้ลดลงค่าโทรเหลือนาทีละ 40 บาท มีหลายที่คิดถึงบ้านมากๆโทรกลับคุยเป็นชม. แบบว่าต้องเซ็นต์เอาไว้ก่อน สิ้นเดือนพอเงินเดือนออกก็เคลียร์กันที อย่างน้อยก็ยังดีทำให้กำลังพลได้คลายคิดถึงบ้านไปได้บ้าง สำหรับดิฉันโทรเดือนละครั้งเพราะบอกคุณแม่ไว้แล้วว่าเวลาที่มีข่าวอะไรไม่ต้องสนใจให้รอดิฉันรายงานอย่างเดียว ถ้าไม่โทรมาแสดงว่าสบายดีแต่ถ้าโทรมาก็คือแสดงว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นจริง จะพยายามไม่ให้ท่านเป็นห่วงมาก คุณแม่เล่าให้ฟังว่าเป็นห่วงขนาดนอนดึกเป็นประจำเพราะคอยอ่านหนังสือและฟังข่าวคราวติดตามสถานการณ์ตลอด เรียกได้ว่า เกาะติดสถานการณ์เลยก็ว่าได้

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook