บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

บันทึกของดอกไม้กลางทะเลทราย
โดย : ร.อ.หญิงคันธรส สินน้อย

บทนำ
เกี่ยวกับผู้เขียน

อ่านหน้า | 1  | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16

10
วีระบุรุษคนแรกของค่ายลิม่า

22 ธค 46
         วันนี้ดิฉันทำงานที่โมบายคลินิก หลังจากที่ตรวจอาวุธเสร็จแล้วได้มีการปรับเคลื่อนย้ายตำแหน่งการตรวจอาวุธโดยกระเถิบเข้ามาอีก โดยเราอยู่ติดกับประตูทางเข้าค่ายซึ่งอยู่ติดถนนในด้านหน้า วันนี้คนไข้จัดได้ว่าเยอะที่สุดเลยสังเกตว่ารู้สึกล้าทั้งแขนทั้งขายอดเกือบ 800 คน เป็นหญิงกับเด็กประมาณ 486 คนนึกภาพว่าลุกนั่งประมาณ 400 กว่าครั้งเนี่ยเหนื่อยจะแย่อยู่แล้วยังต้องมาใส่เสื้อเกราะหมวกเหล็กครบเซ็ตเลย ซึ่งนับว่าไม่สนุกเลย เมื่อยมากๆขอบอก พอเที่ยงวันคนเริ่มน้อยไม่มีผู้หญิงดิฉันก็เลยเข้ามาช่วยพี่ชุดแพทย์ทร.เพราะ บังเอิญวันนี้ออกเวรตรงกับพี่ๆก็เลยเข้ามาช่วยคนไข้เริ่มซาลงไป พอดีมีผู้บังคับบัญชาท่านหนึ่งได้พา หน.ชุดยอยในหมวดระวังป้องกัน เดินเข้ามาแล้วพี่ก็บอกว่าไม่ต้องตกใจนะมีคนได้รับบาดเจ็บนิดหน่อย ดิฉันก็เลยรีบรี่เข้าไปดูพบว่าเป็นเพื่อนของเรานี่เองรองเท้าส่วนหัวขาดกระจุยมีเลือดออกที่แขนกางเกงมีรอยไหม้ตรงใต้ท้องแขนข้างขวามีรอยเหมือนสะเก็ตระเบิดฝัง
        ผู้บังคับบัญชาท่านเลือกที่จะเรียกเราเพราะคิดว่าดิฉันน่าจะคุมสถานการณ์ตรงนั้นได้ดี ผู้คนจะได้ไม่แตกตื่นเจ้าตัว ร.อ.จักรพงษ์ดูสีหน้าไม่ค่อยแสดงอาการเจ็บมากนัก ตอนนั้นที่ถามความรู้สึกยังคงมีอาการชาอยู่ก็เป็นได้ อีกส่วนหนึ่งด้วยความที่เป็นลูกผู้ชายชาติทหารและยังเป็นหัวหน้าชุดด้วยก็ไม่แสดงความอ่อนแอ ให้ลูกน้องเห็นทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นลูกน้องก็จะได้คลายกังวลและไม่เสียขวัญกำลังใจสิ่งนี้เป็นสิ่งที่แสดงออกที่น่านับถือ แต่ต้องหาคนช่วยเพราะต้องทำการหยุดเลือดก่อนทำแผลที่เปิดให้หมด จากการสอบถามพี่เล่าให้ฟังว่าออกไปสำรวจพื้นที่ ที่พวกเราจะออกไปข้างนอก ปรากฏว่าไปสะดุดเอาระเบิดที่เขาโรยเอาไว้สมัยสงครามอ่าวเปอร์เซียโน่นแหน่ โชคดีที่เหยียบไม่เต็มเท้า เลยโดนแค่สะเก็ตและก็นับว่าโชคดีอย่างมากที่ใส่หมวกเหล็กเพราะว่ามีรอยของสะเก็ตทะลุเข้าไปทำให้หมวกเหล็กเป็นรูทะลุแว่นกันฝุ่นพังไป 1 อัน     โชคดีของเพื่อนเราอย่างมากเลย ถ้าไม่ใส่หมวกวันนั้นแย่แน่ๆนับเป็นความโชคดีเสมือนปาฏิหารย์ที่ไม่ได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตนับว่าเป็นความโชคดีอย่างมาก จนแม้แต่พี่ๆบางคนยังพูดเลยอาจจะเป็นเพราะว่าพวกเราได้ช่วยชีวิตเจ้ากระต่ายน้อยตัวนั้น ด้วยผลบุญเลยทำให้คนของเราปลอดภัยอีกที ต้องขอบคุณสิ่งศักดิ์ในเมืองคาบาร่าที่คุ้มครองพวกเรา ให้ปลอดภัยช่วยผ่อนหนักให้เบาบางลง

27 ธ.ค. 46
           วันนี้เป็นวันที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิตที่ของพวกเราทหารไทยทุกคนที่ไม่มีใครคาดถึง วันนี้เป็นเช้าวันอาทิตย์สำหรับดิฉันก็เป็นเหมือนวันหยุดเพราะเราไม่มีงานโมบายก็ไม่มีงานต้องออกข้างนอก ในช่วงนี้เพราะมีข่าวมาเรื่อยว่าค่ายในเมืองคาบาร่าอาจโดนโจมตี แต่ไม่ได้บอกว่าค่ายไหนเพราะมีหลายค่าย พวกเราก็เลยออกงานข้างนอกน้อยลงเพื่อความปลอดภัย เพราะข่าวมาไม่ค่อยสู้ดีนักเราต้องทำงานด้วยความระมัดระวังเพิ่มขึ้นจากเดิม เช้านี้มีคำสั่งให้ทหารหญิงทั้ง 4 คน เข้าร่วมทำพิธีส่งศพของทหารโปแลนด์เป็น ชั้นนายทหารของโปแลนด์ โดนยิงเสียชีวิตลูกกระสุนที่ยิงมาแฉล็บทะลุศีรษะ
           เช้าวันนั้นบรรยากาศวังเวงจนน่ากลัวท่ามกลางความเศร้าโศกของทหารโปแลนด์ ที่เสียเพื่อนร่วมงานไปและวันนั้นแปลกมากหมอกลงหนาตั้งแต่เช้าจนสายหมอกก็ยังไม่จางเลย ทุกอย่างดูมืดครึ้มและเงียบสงัดตอนที่อยู่ในพิธีมีเสียงแตรนอน บรรยากาศดูเสร้าสลดอย่างบอกไม่ถูกเสียงแตรนอนประกอบกับหมอกที่ดูอึมครึมมากขึ้น พวกเราทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ารู้สึกอย่างไรบอกไม่ถูก ขออย่าให้มีแบบนี้เกิดกับพวกเราเลย ภาพของทหารกองเกียรติยศเดินเท้าฉากก้าวย่างอย่างช้าๆพร้อมกับแบกโรงศพค่อยๆเคลื่อนอย่าช้าๆชวนให้ขนลุก เขานำเอาโรงศพขึ้นรถและทำพิธีส่งเพื่อกลับไปประกอบพิธีกรรม ณ ขณะนั้นภาพยังอยู่ในความทรงจำของเรา
         เขาทำพิธีอย่างสมกียรติที่สุด สำหรับทหารกล้าที่เสียชิวิตในสนามรบในหน้าที่อย่างสมบูรณ์ ส่วนเพื่อนๆทหารโปแลนที่ขาหักบาดเจ็บก็ออกมาร่วมทำพิธีในแถวด้วย
หลังจากที่พิธีเสร็จแล้วบรรยากาศยังคงโศกเศร้า ดิฉันเองก็แวะเยี่ยมเพื่อนทหารเราที่ของบาดเจ็บคือ ร.อ.จักรพงษ์ ซึ่งยังนอนรักษาตัวอยู่ในรพ.โปแลนด์ หลังจากเสร็จพิธีจนกระทั้งเกือบเที่ยงก็เลยไปทานข้าวที่โรงครัว วันนี้ทหารโปแลนด์ดูจะซึมๆเสมือนไว้อาลัยให้เพื่อนทานข้าวเสร็จประมาณเที่ยงกว่าๆ ก็เลยไปที่สยาม ส่วนใหญ่ดิฉันก็จะไปนั่งทำงานบางทีก็ไปส่งข่าวถึงเพื่อนๆทางอินเตอร์เน็ต แต่มีปัญหาตรงที่ว่าช้ามากบางทีเข้าไม่ได้บางทีเราก็ไปเก็บรวบรวมภาพการทำงานต่างเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึก
ในขณะเดียวกันนั้นเองก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ดิฉันได้ยินเสียงปืนดังแว่วๆเป็นชุดๆ แต่ตอนนั้นไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรจนกระทั่งเกิดเสียงดังบึ้มครั้งใหญ่ แรงสั่นสะเทือนทำให้ฝ้าที่บุเอาไว้ซึ่งอยู่บนศีรษะยุบฮวบลงมาเฉียดศีรษะอยู่ไม่ไกล เสียงดังบึ้มกึกก้องจนหู 2 ข้างอื้อไปชั่วขณะ พอได้สติดิฉันกลิ้งเข้าไปหลบที่ใต้โต๊ะแล้วก็คิดได้ว่าไม่ปลอดภัย พอดีเจอกับคุณหมอกลาง (หมอณรงฤทธิ์ ติยธะ) ซึ่งก็อยู่ที่สยาม (กองบัญชาการของ กกล. ด้วยเหมือนกันด้วยความที่เราเป็นผู้หญิงหมอก็เลยบอกว่า พี่ๆเราไปหลบที่เชลล์เตอร์ดีกว่าน่าจะปลอดภัยกว่า ก็วิ่งตามหมอออกไปโดยเร็วพอก้าวเท้าเข้าในเชลล์เตอร์อีกข้าง พวกเราทุกคนได้ยินเสียงบึ้มอีกที คราวนี้แรงกว่าคราวที่แล้วมากจนหูเราอื้อทั้ง 2 ข้าง จนแทบไม่ได้ยินอะไร และด้วยความรุนแรงของมันทำให้ก้อนดินขนาดใหญ่ประมาณสัก 2-3 กิโลกระเด็นมาตกลงตรงหน้า ก้อนดินหลายก้อนปลิวไปตรงหลังคาอาคาร ฝุ่นฟุ้งตลบไปหมดมองไม่เห็นอะไรมี พี่เล่าให้ฟังว่าเห็นเปลวไฟพุ่งขึ้นสูงมากในอากาศ ตอน
นั้นยอมรับเลยว่ากลัวที่สุดในชีวิตในใจก็นึกว่าว่ามันเล่นกันกลางวันแสกๆเลยหรือเนี่ย
         ตอนนั้นดิฉันไม่รู้ว่ามันคือ พิษสงของคาร์บอม มันทำให้รู้สึกใจสั่นหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะได้แต่นิ่ง แต่ในใจตอนนั้นนึกภาวนา ขออย่าให้มีใครเป็นอะไรอีกเลยเพราะพวกเราเพิ่งจะไปงานศพโปแลนด์ หู 2 ข้างเรารอฟังการรายงานผลจากวิทยุของผู้บังคับบัญชา ขณะนั้นเสียงปืนยังคงยิงอยู่ไม่ขาดสายเป็นการยิงเพื่อสกัดไม่ให้รถคันอื่นวิ่งเข้ามาในพื้นที่ เพราะพวกเรากลัวมันอาจทำซ้ำได้ดิฉันได้ยินรายงานว่า ที่ป้อม 5 ซึ่งเป็นจุดที่ทหารไทยเข้ายามอยู่ประสบเหตุเกิดระเบิด มีผู้ได้รับบาดเจ็บตอนนั้นดิฉันหันมองหน้าหมอกลางแล้วพูดกับหมอกลางว่าเป็นห่วงจังเลย พอสิ้นสุดการรายงานแล้วดิฉันได้ยินคำสั่งของผบ.กกล.ออกคำสั่งทาง ว.ว่า หมอพยาบาลไปดูคนเจ็บที่ป้อม 5 ด้วยตอนนั้นผบ.และผู้บังคับบัญชาหลายท่านยังอยู่ แต่พอสิ้นคำสั่งดิฉันกับหมอกลางวิ่งพุ่งไปเกือบพร้อมกันเพราะรู้ว่านั่นคือ หน้าที่ของเราและด้วยความที่เป็นห่วงคนไข้ดิฉันลืมนึกถึงความปลอดภัยและชีวิตของตัวเอง หมอกลางวิ่งพุ่งไปที่ป้อม 5 ทันที ซึ่งห่างจากสยาม (บก.) ที่อยู่ประมาณ 800 เมตรเห็นจะได้ ส่วนเราได้สติเลยวิ่งกลับไปที่ฮัทโอพีดี เพื่อไปเตรียมอุปกรณ์สำหรับกู้ชีพผู้ป่วย ซึ่งดิฉันเคยจัดเตรียมเอาไว้ในภาวะฉุกเฉินแล้วก็จะวิ่งไปสมทบหมอกลางอีกที พอดีพบหมอคมสันหัวหน้าชุดทร. เวลานั้น
            ดิฉันไม่ได้ใส่ทั้งเสื้อเกราะหมวกเหล็กป้องกันตัวหมอคมสัน สั่งให้กลับไปใส่ให้เรียบร้อยเพื่อความปลอดภัย ซึ่งดิฉันเก็บไว้ที่บ้านก็เลยต้องย้อนกลับไปทุกอย่างทำไปอย่างรวดเร็วดิฉันวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต พอไปถึงที่บ้านพบว่าผนังบ้านด้านข้างหนึ่งพังข้าวของในบ้านกระจัดกระจาย นึกเป็นห่วงพี่ๆผู้หญิงเลยไปเอาเสื้อเกราะใส่พร้อมกับใส่อย่างรวดเร็วภายใน 5 วินาที แต่หมวกของดิฉันได้หายไปปรากฏว่าพี่มาเรียมด้วยความที่แรงอัดทำให้ตัวปลิวมาที่เตียงดิฉัน พี่เขาเลยคว้าเอาหมวกดิฉันไปก่อน ก็เลยต้องใช้หมวกพี่เรียมแทนเรา แต่เวลานั้นไม่ได้คิดอะไรแล้วคว้าอะไรได้คว้าไปก่อน ก็ยังอดเป็นห่วงพี่ๆไม่ได้เลยวิ่งพุ่งไปเชลล์เตอร์ที่อยู่หน้าบ้าน พอเห็นพี่ๆทุกคนอยู่กันครบและปลอดภัยดี ก็เลยบอกกับพี่เขาว่าพี่อยู่ที่นี่นะ หนิงจะไปรับคนไข้ก่อนแล้วก็ไปขึ้นรถตามไปสมทบชุดหมอที่เข้าไปปฐมพยาบาลผู้ป่วยที่อยู่ป้อม 5 พอไปถึงเห็นหมอกำลังเอามือโกยดินที่ทับร่างพี่ๆทั้ง 2 คนทั้งจ.อ.มิตรและจ.อ.อัมพร พอได้ร่างพี่อัมพรเป็นคนแรกดิฉันก็วิ่งเอากระเป๋า Emergency เข้าไปช่วยหมอทันที ตอนนั้นพี่เขายังมีหายใจยังพ่นเลือดที่ปาก หมอช่วยกันให้ออกซิเจนโดยช่วยหายใจใช้ Ambu bag
        จากนั้นหมอคมสันกับดิฉันช่วยย้ายคนไข้ขึ้นรถพยาบาลของโปแลนด์ เพราะเครื่องไม้เครื่องมือค่อนข้างครบถ้วน สักพักพี่เขาเริ่มมีหายใจลำบาก หมอคมสันจึงบอกดิฉันว่าจะใส่ท่อช่วยหายใจ เตรียมอุปกรณ์ให้หมอและคอยช่วยเหลือปฐมพยาบาลเบื้องต้น
        ในระหว่างที่เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากพื้นที่อันตรายเวลานั้น ยังได้ยินเสียงปืนอย่างต่อเนื่องซึ่งจากตรงนั้นยังนับว่าไม่ปลอดภัย สำหรับพวกเรา ต้องออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด ระหว่างที่ช่วยพี่อัมพรอยู่บนรถพยาบาลรถวิ่งอย่างรวดเร็ว จนเกิดแรงเหวี่ยงของรถทำให้ดิฉันเซไปกระแทกอีกฝั่ง แต่ก็พยายามทรงตัวเพื่อที่จะได้ปฐมพยาบาลได้ถนัด ในที่สุดก็ไปถึงรพ.โปแลนด์ พอไปถึงก็ย้ายคนไข้ลงแล้วก็ปฐมพยาบาลผู้ป่วยก็ทำการกู้ชีพ เพราะหัวใจเริ่มเต้นช้าลงหมอทำการปั้มหัวใจและให้อ็อกซิเจนสลับกัน
ส่วนดิฉันทำหน้าที่ช่วยเรื่องเปิดเส้นให้น้ำเกลือแต่ด้วยความที่พี่เขาได้รับแรงอัดอย่างแรงจนทำให้ทั้งตัวเขียวช้ำไปหมด แม้เส้นเลือดใหญ่ก็ไม่สามารถเปิดได้จนในที่สุดหมอก็เปิดเส้นที่คอให้เพราะร่างกายเสียน้ำมาก ต้องให้น้ำเกลือและเลือดอย่างเร่งด่วน
สักพักก็ได้ร่างของพี่มิตรตามมาพี่มิตรดูอาการจะหนักกว่าซะด้วยซ้ำ หมอช่วยกันปั้มหัวใจกันสุดฤทธิ์พวกเราใช้เวลานานพอสมควร
         จนในที่สุดหมอทุกคนก็ลงความเห็นแล้วว่าพี่มิตรได้เสียชีวิตแล้วจากพวกเราไปแล้ว ความรู้สึกของดิฉันในตอนนั้นเสียใจเป็นที่สุดเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อนไม่เคยคิดเลยว่า ความรักความหวังดีของพวกเราจะทำให้พวกเราต้องสูญเสียพี่เขาไปเช่นนี้ หมอบางท่านถึงกลับร้องไห้เพราะได้ทุ่มเทความช่วยเหลืออย่างสุดกำลัง ดิฉันเองก็เสียใจไม่น้อยเหมือนกันแต่น้ำตามันตกอยู่ข้างใน ดิฉันจึงเอาผ้าห่มมาปิดร่างพี่เขาไว้แล้วจับมือ บอกพี่เขาว่าหลับให้สบายนะคะพร้อมกับแผ่เมตตาให้พี่เขาเหมือนทุกครั้งที่ดิฉันเห็นคนไข้ของตายไปต่อหน้าต่อตา ดังนั้นความหวังสุดท้ายของทุกคนที่เหลืออยู่ก็คืออยู่ที่พี่อัมพรแล้ว บอกกับตัวเองว่ายังไงขอช่วยพี่เขาให้รอดให้ได้ พอดีได้เลือดมาแล้วจะต่อให้พี่อัมพรแต่ด้วยอุปกรณ์การให้น้ำเกลือของโปแลนด์ไม่เหมือนบ้านเรา ไม่มีข้อต่อดิฉันจึงได้หาอุปกรณ์สำหรับต่อสายให้เลือดปรากฏว่าในรถไม่มีจึงวิ่งไปให้พี่เขาขับรถกลับไปเอาอุปกรณ์มาเพิ่ม เราใช้เวลาไม่มากนัก สักพักเราก็ตามสมทบปรากฏว่ามีคำสั่งให้ย้ายลำเลียงคนไข้ขึ้นเครื่องบินแบล็คฮอร์ค ของอเมริกาเพื่อจะพาพี่อัมพรไปรักษาตัวต่อที่เมืองแบกแดด มีคำสั่งให้หมอขึ้นไปพร้อมกับคนไข้ที่จริง
            หน้าที่การลำเลียงทางอากาศต้องเป็นหน้าที่ของโปแลนด์แต่เนื่องด้วยมีความเสี่ยงสูงและไม่มีคนป่วยที่เป็นชาวโปแลนด์เลยเขาจึงไม่ไป ถ้าจะอาศัยอเมริกาคงไม่ได้เพราะไม่มีแพทย์พยาบาลบนเครื่องเลย มีแต่นักบินกับช่างเครื่องรวมแล้วแค่ 3 คนหมอกลางขึ้นไปบนเครื่องพร้อมกับคนไข้ เพราะตอนนั้นยังคงต้องปั้มหัวใจพอดิฉันเห็นจากสถานการณ์ตรงนั้น ประเมินดูแล้วว่าหมอคนเดียวคงไม่ไหวแน่ๆเพราะการกู้ชีพต้องทำงานเป็นทีม ดิฉันจึงได้ตัดสินใจพุ่งขึ้นไปอาศัยที่ตัวเล็กและค่อนข้างไวขึ้นไปช่วยหมอกลางอีกที ความคิดของดิฉันขณะนั้นคิดเพียงอย่างเดียวว่าพี่อัมพรจะต้องปลอดภัย เราจะได้กลับบ้านพร้อมกันดิฉันจับแขนพี่เขาแล้วบอกพี่เขาว่า ทำใจดีไว้นะคะพี่ต้องสู้เข้าไว้ เราจะต้องกลับบ้านพร้อมกัน พอเครื่องบรรจุคนได้ 6 คนมีแต่พี่ของเราเท่านั้นที่ดูจะอาการรุนแรงและอันตรายที่สุด แต่ดิฉันเองก็ยังไม่สิ้นความหวังเราทุ่มเทกำลังกายกำลังใจ ทั้งหมดที่มีเพื่อช่วยพี่เขาทันทีที่เครื่องเริ่มยกตัวขึ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ
         เมื่อเครื่องเริ่มยกตัวขึ้นสูงขึ้นเรื่อยดิฉันเองแม้จะไม่กลัวความสูงเกิดความรู้สึกใจหายเหมือนกัน บอกกับหมอกลางว่าพวกเรากำลังนั่งฮ.ไปแบกแดด ซึ่งก็เป็นที่รู้อยู่แล้วว่ามันอันตรายมากขนาดไหนเพราะมีข่าว ฮ. ของอเมริกาโดนยิงตกอยู่เป็นประจำ แต่ยังไงก็ได้ตัดสินใจมาแล้ว ดิฉันหันหลังไปมองข้างหลังหมอกลางหน้าต่าง ฮ.ปิดไม่สนิทได้แต่เตือนหมอกลางว่าอย่าเอาหลังพิงไปนะเดี๋ยวเสียหลักพลัดตกลงไปอีกที ดิฉันได้ช่วยหมอกกลางผลัดกันช่วยปั้มหัวใจพี่อัมพรบนเครื่อง เครื่องฮ.แบล็คฮอร์คเลียบต่ำยอดไม้ นึกอยู่ในใจอย่ามีใครทะลึ่งยิงอาร์พีจีมานะเพราะมันล่อเป้ามากแต่จากผู้ที่รู้ เคยบอกกับดิฉันว่าการบินลักษณะนี้ค่อนข้างปลอดภัยเพราะเครื่องจะบินได้เร็ว ถ้าเราบินสูงเครื่องจะบินช้าจะกลายเป็นเป้านิ่งและมีโอกาสยิงโจมตีได้ง่ายกว่า พวกเราใช้เวลาอยู่บนเครื่องเกือบ 30 นาทีได้ดิฉันกับหมอกลางต่างก็เหนื่อยและล้าสุดๆ
           ในที่สุดก็เดินทางไปถึงสนามบินของรพ. Ibensena ซึ่งเป็นรพ.ขนาดใหญ่ในเมืองแบกแดดและเป็นรพ. ประจำตัวของซัดดัม พอไปถึงเขาย้ายพี่อัมพรลงคนแรกแล้วพยาบาลฉุกเฉินก็ขึ้นนั่งคร่อมพี่เขาแล้วปั้มบนรถเปล ซึ่งเข็นวิ่งด้วยความเร็วส่วนเขาก็ทุ่มเทที่จะช่วยพี่เราอย่างเต็มที่ พอปั้มได้สักประมาณเกือบ 20 นาทีได้ พวกเราปั้มไม่ไหวแล้วขนาดวิ่งยังเกือบวิ่งไม่ออกแล้ว ในที่สุดแพทย์หลายคนช่วยกันดูแล้วเขาก็ลงความเห็น แล้วก็แจ้งข่าวร้ายที่สุดกับดิฉันและหมอกลางบอกว่าเขาเสียใจด้วย พวกเราได้ทำอย่างเต็มที่แล้วดิฉันกับหมอกลางเข่าทรุดลงอย่างหมดแรงเกือบพร้อมกัน เหมือนนัดกันเลยหมดแรงหมดกำลังใจ อารมณ์นั้น ดิฉันอยากร้องไห้เป็นที่สุดแต่ไม่มีน้ำตาแม้สักหยด น้ำตามันไหลย้อนกลับไปข้างในหัวใจ มันสั่นอย่างบอกไม่ถูกน้ำตามันตกข้างในเจ็บยิ่งกว่าการที่ได้ร้องปล่อยโฮเสียอีก มันเสียใจอย่างที่สุดที่แต่เราก็ไม่สามารถช่วยพี่เขาได้


            พวกเราทั้งเหนื่อยทั้งล้าและทุ่มเทอย่างที่สุด เพราะหวังเพียงอย่างเดียวว่าอยากให้พี่เขาปลอดภัยสักพักเขาก็เข็นพี่ไปเก็บที่ห้องเก็บศพ ส่วนเพื่อนๆที่ER ต่างก็เดินมาตบบ่าแสดงความเสียใจแล้วก็ช่วยดูแลจัดหาอาหารหาเครื่องดื่มมาให้พวกเราทาน พอซึมไปกันได้สักพักเราก็ได้สติว่าจะทำอย่างไรกันดีที่นี้ พวกเราจะกลับบ้านกันอย่างไรก็อย่างที่รู้ๆว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ๆพวกของเราอยู่ ตลอดจนอยู่ในเขตที่ถือว่าอันตรายมาก เพราะอยู่กับอเมริกาอาจจะเกิดอะไรที่เราไม่คาดคิดได้ตลอดเวลา ดิฉันสังเกตุเห็นกระจกทุกบานจะมีแถบกาวขนาดใหญ่ติดพาดกันคาดไขว้ทับกันเอาไว้เป็นกากบาท เวลาที่มีแรงสั่นสะเทือนหรือมีแรงระเบิด เศษกระจกจะได้ไม่กระจายดิฉันปรึกษากับหมอกลาง จะทำอย่างไรกันต่อไปดีเพราะที่นี่ไม่ปลอดภัยสำหรับพวกเราแน่ๆ
           พวกเราคิดหาวิธีการหลายวิธีด้วยกันอย่างแรกดิฉันก็ร้องขอความช่วยเหลือให้ทางรพ.ช่วยติดต่อกับไปยังบก.กกล. ในระหว่างที่รอการติดต่อมีเครื่องมาลงอีกประมาณ 3 เที่ยวเพื่อนชาวอเมริกาบอกกับเราว่ามีเหตุเกิดระเบิดติดกัน 3 ค่ายในเมืองคาบาร่า 2 ค่าย ค่ายอินเดียน ซึ่งมีทหารบัลกาเรียและลิม่าค่ายที่พวกเราอยู่และเมืองอื่น มีคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมากมีคนไข้มาส่ง 16 คนบาดเจ็บ 11 คนที่ค่ายเราเสียชีวิต 3 คนคือทหารไทย 2 คน กับบัลกาเรีย 1 คนและมีรายงานจากข่าว CNNว่ามีผู้บาดเจ็บ 160 คนตาย 14 คนเป็นตำรวจอิรัก 4 คนประชาชน 4 คน ไทย 2 คนบัลกาเรีย 1 คนอเมริกา 1 คน
เรารอการติดต่ออยู่นานจนในที่สุดดิฉันก็นึกถึงเพื่อนของดิฉันซึ่งเป็นชาวอเมริกาชื่อนีล เป็นทหารสื่อสารเลย ขอให้ติดต่อทหารสื่อสารที่ค่ายในเมืองคาบาร่า เพื่อหวังจะขอความช่วยเหลือจากนีลเพื่อนเราให้ช่วยประสานกับผู้บังคับบัญชา เพื่อรายงานสถานการณ์ แต่ด้วยระบบสื่อสารไม่ได้เชื่อมต่อหรือมีความขัดข้องจึงติดต่อไม่ได้ ดิฉันก็เลยนึกถึงบัตรประจำตัวของพวกเราที่มีเบอร์มือถือผ่านสัญญาณดาวเทียม เราจึงหาโทรศัพท์เพื่อติดต่อกลับทางกองกำลัง เพื่อนอเมริกาของเราที่อยู่รพ.ชาวอเมริกาเขาก็ช่วยหาทางช่วยเราอีกทางแต่โชคไม่ดีตรงที่เบอร์นั้นยกเลิกใช้ไปแล้ว เราจึงติดต่อไม่ได้ทางผู้บังคับบัญชาก็พยายามหาทางติดต่อสื่อสารกับพวกเราด้วยเหมือนกัน ทราบจากพี่ๆที่อยู่ที่โน้นว่าหลายๆท่านถึงกับทานไม่ได้นอนไม่หลับเลย เพราะเป็นห่วงพวกเราและคงจะเป็นห่วงดิฉันซึ่งเป็นผู้หญิงด้วย แต่สำหรับดิฉันแล้วโชคดีที่เป็นคนที่ค่อนข้างลุยๆ ยังไงก็ได้เลยไม่ค่อยคิดอะไรคิดอย่างเดียวว่าทำอย่างไรจะได้กลับเข้าค่ายด้วยความปลอดภัย
            อารมณ์นั้นรู้ซึ้งเลยว่าไม่มีที่ไหนบนโลกใบนี้ที่จะอบอุ่นและปลอดภัยเหมือนกับการที่เราได้อยู่ร่วมกับคนไทยด้วยกัน พวกเราเหมือนโดนเปล่อยเกาะเพราะไม่ว่าจะคิดหาหนทางใดก็ไม่สามารถทำได้เหมือนในหนังเรื่อง Catch away แต่ในความเป็นจริงผู้บังคับบัญชาท่าน มิได้ละเลย เพราะว่าท่านผู้บังคับบัญชาได้หาทางที่จะติดต่อเราอยู่ตลอดเวลาท่านไม่ได้ทอดทิ้งเราข้อนี้เรารู้ดี
พวกเราก็ยังไม่หยุดคิดที่จะวิธีการทำให้ดิฉันนึกถึงพี่มาลัยที่เป็นคนไทยมาแต่งงานอยู่กินกับชาวอิรักและมีครอบครัวอยู่ที่เมืองแบกแดด พี่มาลัยทำธุรกิจกับสามีโดยการจัดอาหารสดมาส่งพวกเราวันเสาร์อาทิตย์เพื่อทำอาหารไทยให้ทหารไทยทานกันและ สามีของพี่มาลัยก็ติดต่อเกี่ยวกับระบบสื่อสารทางอินเตอร์เน็ตกับค่ายเวลาไปที่ค่ายก็จะแวะไปคุยกับพวกเราพยาบาลผู้หญิงและยังเคยชวนเราไปเที่ยวเมืองแบกแดด พี่เขาเล่าว่าไม่อันตรายอะไรหรอก ถ้าเราไปอย่างชาวบ้านปลอดภัยแต่ ถ้าไปแบบทหารอาจจะโดนโจมตีได้ง่ายดิฉันจึงนึกถึงคำพูดของพี่มาลัย ดังนั้นจึงได้ปรึกษาหมอกลางหรือว่าเราจะลองใช้วิธีนี้ดีเพื่อที่เราจะได้กลับแบบไปรเวท (คล้ายพวกสายลับ) คือปลอมตัวเหมือนในหนัง (ดูหนังเยอะไปหน่อย) เพื่อที่การเดินทางของเราจะได้ปลอดภัยและคนของเราที่จะมารับเราก็ไม่ต้องมีอันตรายไปด้วย พอดีพวกเราได้มีโอกาสได้รู้จักน้องขวัญ (ร.ท.หญิงขวัญ ทวีผล) เธอเป็นคนไทยที่ไปเติบโตในสหรัฐและไปเป็นพยาบาลทหารบกของอเมริกาเธอได้ช่วยเป็นธุระติดต่อกับเรา เธอพูดภาษาไทยได้ดีพอควรมีเป็นบางคำที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษคอยช่วยเหลือพวกเราอีกแรงเราก็เลยปรึกษาเธอว่า เราจะลองใช้วิธีนี้ได้ไหมเธอก็เลยเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาผู้พันไวท์ เป็นนักบินทำหน้าที่เป็นนายทหารติดต่อ เขาบอกว่าเขาไม่แนะนำเพราะอันตรายเกินไป เรามาแบบทหารควรกลับแบบทหารและถ้าเกิดอันตรายอะไรไม่มีใครรับผิดชอบชีวิตเราได้
          ในที่สุดเราก็ทำได้แค่เพียงรอรับการติดต่อ เรารอจนกระทั่งเย็นพยายามติดต่อหลายครั้งหลายหนแต่ก็ไม่สำเร็จ ทางเมเจอร์ไวท์ก็ช่วยหาทางให้เราอีกทางเพื่อนๆชาวอเมริกาเขาก็พยายามเข้ามาเป็นกำลังใจและคอยชวนพวกเราพูดคุยพอให้คลายเครียดได้บ้าง ทุกคนที่นี่อัทธยาศรัยดีบางคนก็เอาช็อคโกแล็ตมาให้เราทานช่วยหาขนมกาแฟน้ำดื่มดูแลพวกเราเป็นอย่างดี
        ดิฉันรู้สึกซาบซึ้งน้ำใจของเพื่อนๆชาวอเมริกาเหลือเกิน แต่ก็ยังไม่วายกังวลเกี่ยวกับการเดินทางเราไม่รู้ว่าจะต้องอยู่ที่นี่ได้อีกนานเท่าใด แต่เท่าที่รู้ก็คือเราไม่ควรจะอยู่ในแบกแดดนานเพราะว่ามันไม่ปลอดภัยเอามากๆ จนแล้วจนรอดสิ่งที่เราพยายามก็ยังไม่สำเร็จการติดต่อสื่อสารของรพ.ถูกตัดขาดจากระบบอื่นทำให้ติดต่อได้ยากลำบาก
จนกระทั่งพลบค่ำดิฉันก็คุยกับหมอกลางว่าสงสัยเราคงต้องนอนกันที่นี่ น้องขวัญช่วยพาเราไปที่โรงอาหาร โรงอาหารที่นี่มีขนาดเล็กแต่ก็มีอาหารทุกอย่างเหมือนที่ค่าย บอกตรงๆว่าเราทานไม่ค่อยลงเลย รู้สึกกังวลแต่เรื่องทำอย่างไรเราจะได้กลับไปหาพี่ๆน้องๆของพวกเรา แต่ก็จำเป็นต้องทานเพราะต้องเก็บแรงของเราเอาไว้สำหรับวันพรุ่งนี้ หลังจากที่ทานข้าวเสร็จเราก็เดินกลับไปหาน้องขวัญ ซึ่งเธอก็กำลังง่วนอยู่กับการดูแลคนไข้ การแต่งตัวของพยาบาล ER ทุกคนจะใส่เสื้อช็อปสีแดงและจะมี strethoscopes คล้องคอคนละหนึ่งอันและก็จะมี syring adrenaline ไว้สำหรับเตรียมพร้อมน้องขวัญพูดให้ดิฉันฟังว่ามีคนไข้เยอะมากเลย ปกติก็มีทะยอยมาทีละราย 2 เคส เที่ยวนี้เกิดเหตุ 3 ที่ด้วยกันเลยรับคนไข้มาเพียบ นี่เฉพาะที่เป็นทหารส่วนประชาชนต้องส่งรพ.ประชาชน ซึ่งจำนวนคนไข้มีเยอะมากน้องขวัญบอกว่าเดี๋ยวจะพาเราไปหาที่พัก พอเธอเคลียงานเธอเสร็จแล้วเธอก็พาเราไปที่พักซึ่งเขาจัดให้สำหรับคนไข้หรือผู้ที่มาติดต่องานลักษณะเป็นเต็นท์ผ้าใบ ขนาดใหญ่ข้างในมีเตียงสนามวางเรียงมีอุปกรณ์ของใช้จำเป็น เช่นผ้าขนหนู แปรงสีฟัน ยาสีฟัน แจกสบู่ ยาสระผม เป็นขวดเล็ก น้องขวัญบอกกับเราว่าพี่อาจต้องพักที่นี่ พวกพี่ๆไหวไหมดิฉันเดินสำรวจดูรอบๆที่พักกับหมอกลางแล้วก็ปรึกษากันว่าเราอยู่ตรงนี้ไม่ค่อยจะปลอดภัยสักเท่าไรนัก เพราะเต็นท์ที่พักติดกับถนนถึงแม้ที่ตั้งจะอยู่ในกรีนโซนซึ่งเป็นโซนของคนอเมริกาและมีการ คุมเข้ม แต่ก็มีข่าวโดนโจมตีอยู่เรื่อยๆก็ตามที การที่เรานอนอยู่ในที่โล่งแจ้งเช่นนี้ย่อมไม่ปลอดภัยสำหรับเราอย่างยิ่ง ถ้าให้เรานอนคงนอนไม่หลับเป็นแน่เพราะไม่แน่ใจว่าอยู่อาจจะมีอะไรปลิวลงมาโดนเราโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นจึงตกลงกันว่าเรามีทางเลือกอื่นอีกไหม น้องขวัญบอกว่ามีถ้างั้นให้พวกพี่ๆไปนอนห้องพักของพยาบาลเวรดึก ก็ได้อาจจะคับแคบสักหน่อยน่าจะสบายใจได้มากกว่า ว่าแล้วน้องขวัญก็พาเราไปพี่พักเวรซึ่งเป็นห้องสำหรับทำกายภาพ มีเตียงวางประมาณ 3-4 เตียง
           ดิฉันเลือกที่จะนอนติดกำแพงด้านในสุดซึ่งติดหน้าต่างแต่ก็พอจะมีแนวสำหรับกำบังถ้าเผื่อมีอะไร ส่วนหมอกลางเลือกที่จะนอนริมซึ่งติดกับประตู สภาพแบบนั้นเราไม่ค่อยคิดถึงเรื่องอื่นๆ นอกจากความปลอดภัยพอได้ที่หลับที่นอนดีแล้วเราก็เลยจะไปอาบน้ำห้องน้ำเป็นตู้คอนเทนเนอร์ใช้รวมกันของผู้ชายผู้หญิง แต่เขาจัดให้เป็นช่วงเวลาหมอกลางเสียสละให้ดิฉันอาบก่อน โดยหมอกลางช่วยดูแลความปลอดภัยให้ข้างนอกตู้ เพราะกลัวจะมีผู้ชายเข้ามาช่วงที่ดิฉันอาบน้ำ หลังจากที่อาบน้ำเสร็จแล้วหมอกลางก็ช่วยมาส่งก่อน แล้วหมอกลางถึงจะอาบน้ำนับว่าก็ได้รับการดูแลที่ดี เวลาประมาณเกือบ 3 ทุ่มเราก็ยังไม่ละความพยายามที่จะติดต่อกับกองกำลังในที่สุด โชคก็เข้าข้างบังเอิญที่ทางผู้บังคับบัญชาสามารถติดต่อเรามาได้พอดี ดิฉันก็เริ่มมีความหวังอีกครั้งท่านบอกกับเราว่าได้ติดต่อเครื่อง สำหรับขนส่งลำเลียงศพแล้วจะให้พวกเราเดินทางไปพร้อมเครื่องและจะไปรับเราที่คูเวต เพื่อที่จะได้กลับบ้าน(เข้าค่ายลิม่า ) โดยจะมีเครื่องมาประมาณช่วงบ่ายโมงให้เราประสานกับเมเจอร์ไวท์ และให้ช่วยเป็นธุระติดต่อเรื่องศพพี่เขาด้วยว่าจะหาโลงอย่างไร จะอาบน้ำศพอย่างไร ให้ติดต่อว่าเครื่องจะมารับเราที่นี่หรือพวกเราต้องนั่งรถไปที่สนามบิน byab. ตกลงเขาบอกว่าเรื่องศพเขาไม่มีโลงให้เพียงแต่เอาศพใส่ bag แล้วค่อยไปฉีดศพ ที่คูเวตส่วนโลงต้องจัดหาเอง น่าสงสารพี่เขาเหมือนกันแต่อย่างน้อยดิฉันก็เริ่มสบายใจเพราะมีหนทางที่จะได้กลับไปอยู่กับพี่ๆในค่ายแล้ว คืนนั้นหลับไปด้วยอาการอ่อนเพลียแม้จะพยายามข่มตาหลับบ้างในช่วงแรก เพราะภาพที่เราเห็นพี่เขายังติดตาเราอยู่เลย จนในที่สุดก็ต้องปลอบใจตัวเองว่าเราได้ทำดีที่สุดแล้วต้องเก็บออมแรงไว้สำหรับวันพรุ่งนี้ต่อไป

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook