บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 1  กรุงงานเขียนเก่า 2  กรุงงานเขียนเก่า 3  กรุงงานเขียนเก่า 4  กรุงงานเขียนเก่า 5

ธีรนันท์ >>

คืนหนึ่งในฤดูฝน :

คืนหนึ่งในฤดูฝน


คืนและวันผันผ่านไปใจยิ่งเศร้า
โลกอ้างว้างว่างเปล่าสุดเฉลย
ลูกขาดแม่…โลกขาดตะวันเหมือนกันเลย
โอ้..แม่เคยคิดถึงลูกหรือเปล่านา…*`

เมฆดำก่อตัวเป็นกลุ่มก้อน ลอยล่องท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดดำ ลมฝนพัดรุนแรง ฟ้าแลบ
ฟ้าผ่ากิ่งคูนหน้าบ้านหักโค่นลงสู่พื้นดินแฉะ
ต้นหญ้าหน้าบ้านเริงร่ารับสายฝนที่โหมกระหน่ำมาอย่างไม่ขาดสาย
ฝนเม็ดใหญ่กระทบหลังคาบ้านซึ่งมุงด้วยหญ้าคาก่อเกิดเป็นสำเนียงเสียงดนตรีแห่ง
ธรรมชาติที่ไพเราะเพราะพริ้งยากที่จะหาเสียงใดเสมอเหมือน
แต่ฉันเกลียดมัน `สายฝน` เกลียดทุกอย่างที่เกี่ยวกับฝน
ทุกอย่างที่ก่อเกิดและรวมตัวเป็นสายฝน
น้ำตาฟ้า น้ำตาสายฝน ต่างกันตรงไหน กี่ปีแล้วที่เขาจากไปไม่หวนกลับมา ฉันเกลียดเขา
แต่ก็ยังนึกถึงเขา ฉันจะทำอย่างไรดี ทุกทีที่ฝนตก ฉันคล้ายบ้าคลั่ง ฉันกลัว กลัวเขา
ทำไมฉันถึงกลัว เพราะเหตุใด เพราะอะไร
`ฝนวันนี้ กลับจากโรงเรียนแล้ว อย่าลืมหุงข้าว ทำกับข้าวรอแม่นะลูก
วันนี้แม่อาจกลับจากนาช้า ว่าจะวางเบ็ดไว้สัก สิบยี่สิบคัน
พรุ่งนี้คงได้ปลามาเป็นอาหาร ตำน้ำพริกปลาร้า และหาเก็บผักตำลึงหลังบ้านมาต้มไว้ด้วยนะ
แม่ชอบ` แม่ของฉันในเสื้อสีเขียวเข้ม นุ่งผ้าถุงเก่าขาด สวมงอบปีกกว้าง
เตรียมตัวจะไปนา เดินมาหาฉันซึ่งอยู่ในชุดนักเรียนสีขาวหม่น เตรียมตัวจะไปโรงเรียน
ฉันรักโรงเรียน รักเพื่อน ๆ รักคุณครู
โรงเรียนของเราน่าอยู่
คุณครูใจดีทุกคน
ฉันก็ไม่เคยซุกซน
พวกเราทุกคนชอบไปโรงเรียน
ฉันฮัมเพลง โคลงคอไปมา ครูสอนตอนอยู่ประถมหนึ่งฉันจำมันได้ขึ้นใจ
แม่ยิ้มอ่อนโยนในเสียงร้องที่ไม่ได้เรื่องของฉัน
`ค่ะ แม่รอทานกับข้าวฝีมือฝนได้เลยค่ะ`
`แม่ อย่าเพิ่งไปค่ะ` ฉันเดินไปหาแม่ของฉันบอกให้แม่เอียงหูมา แม่มองประหลาดใจ
แต่ก็ย่อตัวลงให้เท่ากับตัวฉันแล้วเอียงหูมาใกล้ปากฉัน ฉันกระซิบที่ข้างหูแม่
`แม่วันนี้หนูจะตั้งใจเรียนนะคะ แม่ไม่ต้องเป็นห่วง หนูรักแม่ที่สุดในโลกเลยค่ะ `
แม่ยิ้มเอ็นดู ลูบหัวฉัน ความอบอุ่นแห่งสายสัมพันธ์แม่ลูกฉันรู้สึกได้
แม้แม่จะไม่เอ่ยปาก แต่แววตาแม่ดูอบอุ่นกระปานนั้น แววตาเช่นนี้หาได้ไม่ง่ายนักหรอก
ถ้ามีคนมาขอซื้อให้เงินร้อยล้านให้บ้านร้อยหลัง ก็ไม่ขาย
ถนนสีดิน ทางไปโรงเรียน ต้นไม้ริมทาง
ฉันเดินกึ่งวิ่งออกจากบ้านเพื่อที่จะไปให้ทันเพื่อนซึ่งบ้านอยู่ติดกัน `เฮ่ย ไอ้แก้ว
รอกูด้วยโว้ย อย่าวิ่งหนีสิวะ ถ้าฉันวิ่งทันแก เดี๋ยวจะตีให้น่วมเลยคอยดูสิ่`
`แน่จริงก็ตามให้ทันสิ่โว้ยไอ้ฝน ฝนจะตกแล้วนะ สายฝน ชื่อเชยฉิบหาย`
`เฮ่ย ไอ้แก้วแกไม่ต้องพูดเลย ชื่อแกใช่จะเลอเลิศประเสริฐศรีเสียเมื่อไร
ประหลาดพิกลคนอะไรชื่อ แก่นแก้ว ฮ่ะ ๆ` ฉันตะโกนตอบไปด้วยวิ่งไปด้วย
แก่นแก้วหยุดรอฉันที่ตีนสะพานไม้ข้ามหนองน้ำซึ่งไม่ลึกนัก มองเห็นปลาแหวกว่ายไปมา
บางตัวว่ายทวนกระแสน้ำ กบกระโดดลงในน้ำเสียงดัง `จ๋อม ๆ` เป็นระยะ
หอยโข่งเกาะอยู่ตามกิ่งไม้ซึ่งอยู่ในน้ำ
ใบไม้สีเหลืองสลัดกิ่งก้านร่วงหล่นจากต้นลงสู่แม่น้ำที่ไหลเอื่อย
มองลงไปริมฝั่งมีโคลนเลนสีดำ ใบไม้สีดำทับถมกันอยู่ริมฝั่ง บางแห่งมีทรายสีขาว
ใบไม้บนทรายสีขาว
ริมฝั่งหนองน้ำต้นไม้หลายชนิดใหญ่บ้างเล็กบ้างเรียงรายให้ร่มเงาแก่สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่มาพักพิง
โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน ฉันเห็นบ่อย มานั่งเล่นบ้าง ยืนบ้าง
วักน้ำขึ้นมาลูบหน้าบ้าง
`แก้วปีนี้แก้วปีนี้แกอายุเท่าไรแล้ววะ` แก่นแก้วเพื่อนจอมทะเล้นของฉันเอ่ยปากถาม
`ปีนี้ สิบสองเราอยู่ปอหกแล้ว แกล่ะยัยฝน
จบแล้วแกจะเรียนต่อเปล่าวะหรือว่าจะทำนาช่วยแม่
ฉันคิดว่าฉันจะเรียนต่อให้จบปริญญาจะเป็นด๊อกเตอร์ เฮอะ ๆ`
`ย่างสิบสามโว้ย ไม่รู้เหมือนกันว่ะ ไม่มีเงิน แล้วแต่แม่ แต่ก็อยากช่วยแม่ทำนา ทำไร่
แม่เหนื่อย ลำบาก ฉันรู้ พ่อก็เอาแต่กินเหล้า เล่นไพ่ สงสารแม่ ฯลฯ`
3 สามฤดูกาล หน้าฝน หน้านา ฉันในชุดสีเขียวเข้ม ผ้าถุงเก่าขาด
ปีนี้ฉันอายุสิบหกมีหนุ่มบ้านใกล้ บ้านไกลมาฝากขนมจีบไม่เว้นแต่ละวัน ฤดูดำนา
เกี่ยวข้าวมีหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่อาสามาช่วยมากมาย ฉันไม่สนใจหรอก
แม่บอกว่าจะเลือกคู่ทั้งทีต้องดูให้ดี ๆ
เลือกผิดก็คือความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ชั่วชีวิต ลูกจะต้องตกนรกทั้งเป็น ลูกจะทนได้หรือ
นั่นสิ่ฉันจะทนได้หรือ
วันหนึ่ง ฤดูฝน ณ ร่มไม้รัง ฉันนั่งกินข้าวกลางวันกับแม่ฉันถามแม่ `แม่
เมื่อไรพ่อจะเลิกกินเหล้า เลิกเล่นการพนัน`
แม่เงียบ ใบหน้าเศร้าลงถนัดตา `ถ้าแม่ย้อนกลับไปได้แม่จะไม่เลือกเขา
แต่แม่ก็หลงคารมเขา ในหมู่บ้านนี้เรื่องเจ้าชู้ประตูดินไม่มีใครเกินเขา
แต่เมื่อเขาแต่งงานเขาก็เลิก เหลือแต่เหล้ากับการพนันที่ยังสิงอยู่ในใจเขา แม่จนใจลูก
ภาวนาให้เขาคิดได้เอง`

ฤดูฝน เมฆดำก่อตัวเป็นกลุ่มก้อน ลอยล่องท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดดำ ลมฝนพัดรุนแรง ฟ้าแลบ
ฟ้าผ่ากิ่งคูนหน้าบ้านหักโค่นลงสู่พื้นดินแฉะ
ต้นหญ้าหน้าบ้านเริงร่ารับสายฝนที่โหมกระหน่ำมาอย่างไม่ขาดสาย
แม่เข้านอนแต่หัวค่ำ ฉันนั่งอยู่ในห้อง แม่แยกห้องให้ฉันตั้งแต่ฉันจบปอหก
เป็นห้องเล็ก ๆ กะทัดรัด
ฝาไม้มีรูปโปสเตอร์ขนาดใหญ่บ้างเล็กบ้างของดาราผู้ชายแปะติดไว้หลายรูป
แสงตะเกียงวับวามส่องสว่างสลัวเรือน ฉันอยากเป็นดารา
ไม่เกินยี่สิบปีฉันจะเข้ากรุงเทพ เดินตามห้าง จะมีแมวมองมาติดต่อ ให้เบอร์โทรศัพท์
ฉันได้เล่นหนัง ละคร รูปโปสเตอร์ของฉัน ติดอยู่ข้างฝาบ้านหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่
ฉันจะโด่งดัง ฉันยิ้ม
ดึกแล้ว ฉันดับตะเกียง ความมืดเข้าปกคลุม สายฝนยังคงโหมกระหน่ำมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
เสียงเคาะประตูเรียก `ฝน ฝน เปิดประตูหน่อย` ฉันเปิดประตู
ร่างของชายวัยกลางคนคลุ้งด้วยกลิ่นเหล้าถาโถมเข้าทับเรือนร่างของ
ฉันพร้อมกับมืออันหยาบกร้านหนาใหญ่ปิดปากฉันสนิทแน่น
ฉันดิ้นรนสุดเรี่ยวแรง เขาแข็งขืนมือไม่หยุดนิ่งลูบไล้ทั่วเรือนร่าง
น้ำตาฉันไหลหลั่งลงอาบแก้มสองข้าง
ฉันพ่ายแพ้ให้กับอารมณ์เร่าร้อนแห่งตัณหาซึ่งลุกโพลงจากการกระตุ้นของเขา
ฉันเลื่อนลอยไม่มีหลักแหล่งเกาะยึดไหล่ เขาถาโถมเข้ามาประดุจสายฝน
เสียงประตูเปิดออกพร้อมกับร่าง ๆ หนึ่งกระโจนเข้ามา เสียงร้องอย่างโหยหวน ตาฉันพร่ามัว
เลือดแดงฉาน อาบทั่วเรือนร่างฉัน ฉันไม่สามารถรับรู้เรื่องราว
ในความฝันฉันคล้ายเห็นเลือด เลือดแดงฉานที่ไหลหลั่งจากส่วนกลางของร่างกายฉัน
สายฝนตกลงมา แม้แต่สายฝนก็สีแดงฉาน แม่ร้องเรียกฉัน
น้ำตาสีเลือดของไหลออกมาอาบสองแก้มกร้านดำด้วยฤดูกาลที่ผ่านพ้นวันวัยอันยากเข็ญ
ฉันนอนอยู่บนกอหญ้านุ่มหน้าบ้านแม่โอบกอดฉัน สายตาปวดร้าว
ความรู้สึกอันปวดร้าวประดังเข้าจู่โจมจิตใจฉัน ฉันเป็นอะไรไป ฉันตายแล้วหรือไม่
หรือว่านี่เป็นขุมนรก ฉันไม่เคยทำบุญ ฉันคงตกนรกสิ่นะ
ฟ้าสีหม่น ตะวันหมอง คล้ายไม่อยากส่องแสง ให้ความรู้สึกเดียวดาย ต้นคูนหน้าบ้าน
ออกดอกสีเหลืองอร่ามเรียงรายอยู่ตามกิ่งก้านสาขามาหลายฤดูกาลแล้ว มันยังคงยืนหยัดท้า
แดด ลม ฝน ถึงแม้จะมีกิ่งหักโค่นบ้าง แต่มันก็ยังอยู่ได้ ฉันล่ะ
เสียงดิ้นรนปลุกแม่ขึ้นกลางดึก แต่ก็สายไปเสียแล้ว แม่เป็นคนเปิดประตูเข้ามา
เอาขวานของพ่อซึ่งใช้ผ่าฟืนจามเข้าที่หัวของเขา แม่จุดตะเกียง ตกตะลึงกับภาพเบื้องหน้า
ร่างพ่อนอนจมกองเลือดเสื้อผ้าหลุดลุ่ย เรือนร่างแน่นิ่งแนบสนิทกับร่างกายฉัน
เลือดสีแดงไหลเปรอะเปื้อนฟูกสีฟ้า แม่หายหน้าไปยามฟ้ามืด ดาวอับแสง
ฉันจัดการเกี่ยวกับเรื่องศพของพ่อ บอกชาวบ้านว่า
`โจรร้ายจะเข้ามาทำร้ายฉันพ่อเสี่ยงชีวิตเข้าช่วยก็เลยถูกคนร้ายใช้ขวานจามเข้าที่หัว
ฉันได้ยินเสียงร้องด้วยความกลัวก็เลยซ่อนตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้า แม่โดนคนร้ายฉุดไป`
ฉันควรจะทำอย่างไร ฉันจะทำอย่างไรต่อไป และฉันจะปฏิบัติต่อศพของพ่ออย่างไร
พ่อผู้ให้กำเนิดฉัน แต่ก็ฆ่าฉันทั้งเป็น ฉันก้มลงกราบศพพ่อทั้งที่ใจไม่ยอมรับ
เมฆดำก่อตัวเป็นกลุ่มก้อน ลอยล่องท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดดำ ลมฝนพัดรุนแรง ฟ้าแลบ
ดอกคูนสีเหลือหน้าบ้านร่วงหล่น
ต้นหญ้าหน้าบ้านเริงร่ารับสายฝนที่โหมกระหน่ำมาอย่างไม่ขาดสาย
ฤาต้นหญ้าไม่เคยอิ่มในการรับสายฝนและแพร่พันธ์ วันนี้ฉันในวัย ยี่สิบ บนชานบ้าน
ไม่อาจสลัดหลุดจากอดีตอันเลวร้าย ฉันเกลียดสายฝน ฉันเกลียดทุกอย่างที่ก่อเกิดเป็นสายฝน
ฉันคิดถึงแม่ ฉันคิดถึงเขา ใยฉันต้องคิดถึงเขา ทั้งที่ฉันเกลียดเขา

` แม่จ๋าแม่แม่รักหนูบ้างไหมหนา
หากแม่หนูนั้นยังไม่ตายวายชีวา
โปรดเมตตารับหนูไปอยู่ด้วยคน *`

ฝนซา ฟ้าซีด ดาราเรียงราย คนเดียวดาย ใจเปล่าดาย ฉันยิ้มเยาะในโชคชะตาของตัวเอง
ฟ้ากำหนด หรือกรรมลิขิต ฉันไม่แน่ใจ
อาจใช่ประการใดประการหนึ่งหรืออาจไม่ใช่ทั้งสองประการ ถึงยังงัยฉันก็เดียวดายอยู่ดี
ใส่ใจใย ดูต้นคูนสิ่ยังอยู่ให้ดอกสีเหลืองงามอร่ามตา
แม้จะผ่านวันเวลาที่ถูกฟ้าผ่ากิ่งก้านหักโค่นลง แต่ต้นใหญ่ก็ไม่เคยล้มลงตาม
ฉันอยู่มาได้ตั้งยี่สิบปีแล้วเหตุใดฉันจะอยู่ต่อไปอีกไม่ได้เล่า
รุ่งสาง ตะวันฉายแสง อากาศยามเช้าสดชื่น กลิ่นฝน กลิ่นดินที่ถูกฝนชะล้างเมื่อคืน
สายลมพัดเอาดอกคูนดอกหนึ่งตกลงตรงหน้าฉัน ฉันหยิบมันขึ้นมาสูดดม
ฉันรักมันดอกคูนที่ต้องฝน


ธีรนันท์
17 มิถุนายน 2546 / 23.40 น.
* เพลง `แม่หนูอยู่ไหน` สมาน กาญจนะผลิญ เรียบเรียง


ธีรนันท์ : peop_y@hotmail.com
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 24 ธ.ค. ปี 2006 [ เวลา 12 : 22 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook