บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 1  กรุงงานเขียนเก่า 2  กรุงงานเขียนเก่า 3  กรุงงานเขียนเก่า 4  กรุงงานเขียนเก่า 5

นายซาไก ทัดดอกฝิ่น >>

เสียงกู่.... จากโหนดหัวด้วน :

เสียงกู่.... จากโหนดหัวด้วน..


ท้องทุ่งที่เคยเขียวเป็นผืนพรมสุดตายาวกล้าอ่อนเริ่มระบัดใบ ทุ่งที่เคยเหลืองเป็นทุ่งทองยามเข้าออกรวงค้อมรอ*แกะ*มาตัดคอรวง..นี้คือภาพในความทรงจำในเยาว์วัยแห่งฉัน....
นอกท่อง*ในความทรงจำแห่งฉันมันเสมือนห้องเรียน สนามเด็กเล่น.ห้างสรรพสินค้าและเป็นทุ่งเอนกประสงค์ไห้เด็กและคนในหมู่บ้านพากันเข้าไปเก็บเกี่ยวและเรียนรู้ร่วมกันเป็นสมบัติร่วมกันของคนในชุมชนแม้นาแต่ละบิ้ง*จะมีเจ้าของก็ตามทีเถิด...
.................ยามหน้าไถว่าน ในนาน้ำปริ่มนองแค่ขา เด็กๆก็วุ่นสนุกกับการหาปูหาปลา ฝนตกมากลางคืนก็พากันออกโหล๊*กบโหล็*ปลาที่ขึ้นน้ำใหม่จากพังจากบ่อ...ยามหน้าข้าวระบัดใบเขียวน้ำในนาถูกกักกั้นด้วยหัวนา* แม่ช่อนเริ่มออกลูกครอก ปลาหมอนาเริ่มอ้วนสวย ท้องทุ่งก็สนุกสนานกันด้วยการตกเบ็ดหาปลาหมอ ปลาดุกไปแกงส้มกินกัน เหยื่อปูน้ำนมถูกเด็ดก้ามเด็ดขาน้ำนมขาวไหลออกตามรอยเด็ดสร้างความฉงนในเรายิ่งนักใยเลือดปูถึงเป็นสีขาว หนำ*น้อยปลายสวน ไม้ไผ่ผิวเปลือกเขียวสดแสดงถึงความแก่ได้ที่หลายลำถูกตัดวางไว้...เด็กพากันนั่งเฝ้ารอเบ็ดทง*คันใหม่ที่พ่อจะทำไห้ในหน้าน้ำนี่ คืนนี้จะออกทงเบ็ดกัน...ตอนนี้คงต้องออกไปขุดเดือนหรือหาลูกเขียดก่อนเอาไว้ทำเหยื่อเกี่ยวเบ็ดทง..... คืนค่ำเดือนมืดดับท้องทุ่งมืดสนิทสุดตา เสียงเขียดกบร้อง รับกัน..แสงไฟจากตะเกียงแก็สสองสามดวงเว๊บวับกลางความมืดของท้องทุ่ง. เสียงพูดคุยดังสนั่นทุ่งถึงปลาช่อนนาที่มาจับเบ็ดตัวเท่าแขนสองสามตัว ที่พึ่งจับยึดลงใน*ยุด*. เสียงอีกเสียงตะโกนบอกสวนมาว่า แม่บอกว่าคนเดินหน้าให้วัง*ๆงูมืดๆ งูออกหากินลูกเขียด**
.... ....ยามหน้าน้ำฉ่ำนองเจิ่งทุ่งผ่านไป ต้นข้าวที่รับน้ำมาเต็มอิ่มก็ถึงวัยตั้งท้องออกรวงงามให้ชาวนาผู้ลงเม็ดเหงื่อเป็นทุนแรงได้ยิ้มชื้นกันมาบ้าง ยามน้ำงวดแห้ง ข้าวเริ่มสุขเหลืองทอง น้ำที่แห้งในท้องนาเริ่มขอดตีวง เป็นปลักตามท้องนาปลากุ้งที่ติดน้ำพากันติดปลักติดน้ำที่งวด ยามนี้เป็นหน้าหนึ่งที่เด็กทุ่งอย่างพวกเราพากันลงท้องนาควาญหาปลาที่ติด*คลัก* ซึ่งในแต่ละคลักจะมีน้ำกึ่งโคลนปลาที่เรียกว่า*ลูกคลัก*ที่ติดอยู่ส่วนมากก็เป็นลูกปลาแต่เสน่ห์ของการจับปลาลูกคลักก็อยู่ตรงที่ได้ลงละเลงเล่นโคลนกันนี่ละ ยิ่งบางที่เล่นกันจนเจ้าของนามาเจอก็วิ่งกันเจ้าละหวั่นเพราะพาให้ข้าวเขาเสียหายไปด้วย ..
.....ยามน้ำแห้งจนดินนาผากแข็งต้นข้าวพากกันลู่เอนด้วยหนักรวง..ฉันยังจำภาพแม่สอนฉันไห้รู้จักพันธุ์ข้าวแต่ละพันธุ์ยามเก็บข้าว แม่บอกเจ้าต้นนี้ ข้าวกลีบเมฆ*เห็นไหมซังข้าวจะมีสีดำต้นสูงๆ เจ้าต้นนี้ข้าวดอกแหมะ* นี้ข้าวจังหวัด* ซึ่งยามนั้นต้นข้าวยามออกรวงสูงกว่าฉันในวัยเด็กเสียอีกยามแม่จะสอนเก็บข้าวต้องมีไม้ไผ่มาโน้มทับให้ต้นข้าวนอนลงถึงจะเก็บกันได้สะดวก...หมดหน้าเก็บข้าวทุ่งกลายเป็นสีขาวด้วยซังแห้ง..ยามนี้ก็ถึงหน้า ที่เด็กจะได้ฟังเสียงแอก*ว่าวกันแล้ว บ้างก็ไปเรื้อโครงว่าวที่เก็บไว้ในโรงต้มน้ำตาลมาติดกระดาษแก้วใหม่ บ้างก็ให้พ่อให้ลุงคาด*ว่าวตัวใหม่ไห้ เด็กๆก็เล่นว่าวเป้าว่าวปลากันไปก่อน ขณะที่เด็กใหญ่ก็เล่นว่าวควาย ว่าวนกที่ติดเอกเสียงดังสนั่นทุ่ง วางข้ามวันข้ามคืนยามว่าวขาดออกเดินตามว่าวกันเป็นวันถึงจะเจอ เด็กอย่างเราก็เฝ้าฝันว่าวันหนึ่งเราจะมีว่าวควายที่ติดลมบนเสียงเอกดังลั่นกว่าของคนอื่นเพราะสายเอกเราทำจากใบลาน............
ฉันพึงกลับบ้านมาสงกรานต์ที่ผ่านมา นี่คือความทรงจำที่พัดโชยเข้ามาในความนึกคิดในยามนั้นขณะที่ยืนอยู่ กลางทุ่งเดิม กลางลานอเนกประสงค์ลานเดิมแต่กับภาพที่เห็นตรงหน้ามันต่างกันสิ้นเชิง... ต่างกันราวกับคนละภพชาติ โหนดยอดด้วนยืนแห้งตายเหมือนโดนไฟบรรลัยกัลป์ผลาญเผา โหนดที่ฉันเคยได้พักกายยามร้อนล้าจากเก็บข้าว โหนดที่เราเคยกินน้ำหวานจากกระบอกที่แขวนอยู่ตามโคนต้นโดยที่คนขึ้นไม่รู้กำลังขึ้นอยู่ต้นไหน โหนดที่พ่อเคยขึ้นเคี่ยวเป็นน้ำผึ้งหวาน เคยนำน้ำหวานมาบ่มชื้อเป็นน้ำส้มเปรี้ยว โหนดที่พ่อเคยเอาลูกมาไห้แม่ยำหัวโหนดให้กิน ผ่าเอา*ยุม*ตาลเนื้อขาวให้เราได้กินกัน ได้แบ่งปันกันไปทั่วไม่เว้นกระทั่งไอ้โหนด*วัวหนุ่มที่พ่อเอาลูกโหนดสุกมาปอกไห้กิน..บางที่ก็เอามาไห้แม่ทำหนมตาลแบ่งปันกิน.................ยามนี้ มีประโยชน์เพียงเป็นโพรงให้นกสาลิกาทำรังออกลูก..
ตาลทั้งทุ่งพากันยืนตาย. ประท้วงหรืออย่างไรฉันฝ้าถามตัวเอง ประท้วงบอกให้รู้ว่า.วีถีถิ่นรีตวัฒนธรรมที่เคยเป็นมาชั่วคนกำลังล่มสลาย ในช่วงวัยของคนรุ่นเรา..นาข้าวกลายเป็นนากุ้งเพียงเขาบอกว่ากำไรดีกว่าทำนา.ปีแรกๆเฒ่าแก่นายหัวบ่อกุ้งผุดขึ้นเป็ดดอกเห็ด มอเตอร์ไซด์ รถกะบะวิ่งวุ่นในหมู่บ้าน ระยะทางจากหมู่บ้านถึงสงขลาในเมืองช่างสั้นนิดเดียวต่างกันสิ้นกับแต่ก่อนการได้เข้าเมืองถือเป็นเรื่องของคนมีๆๆ........ผ่านไปสองสามปีตามคำบอกของแม่เฒ่าแกบอกว่า นาทีกูทำมันร้างแล้ว ทำนาไม่ได้น้ำเค็มจากนากุ้งมันลงดินเข้านา เฒ่าแก่นากุ้งก็หมดตัวกันเป็นแถวๆๆด้วยไม่มีความรู้ในการทำเหมือนบริษัทใหญ่ที่ยามนี้เริ่มซื้อที่ทำเป็นระบบอุตสาหกรรม นากุ้งก็ขาดทุนนาข้าวก็ทำไม่ได้..ทุ่งกว้างถูกทิ้งร้างสุดตาเป็นที่อยู่ของปลานิลปูดำซึ่งไม่เคยมีในบ้านเรา แต่ไม่มีใครจับกันด้วยเขาบอกว่ามันไม่หรอยไม่มันเหมือนปลานาบ้านเรา.......โหนดที่เคยสง่าเด่นเป็นพระเอกของทุ่งในย่านนี้ จนเป็นที่มาของอำเภอที่พ่อแกบอกว่า*ระโนดเราแต่ก่อนคนเขาเรียกว่า บ้านราวโตนดจนเพี้ยนมาเป็น ระโนดในปัจจุบันฉันไม่รู้จริงหรือไม่จริงดังที่พ่อบอกแต่สิ่งหนึ่งที่ฉันได้รับรู้ยามบอกกับผู้คนว่าเป็นคนใต้มาจากจังหวัดสงขลา อำเภอระโนด ก็มักจะถูกแซวจากเพื่อนใต้ด้วยกันเสมอว่า..**โหนดหม้ายไหร มีแต่ไผ่ กับโหนด** ซึ่งฉันมักจะภูมิใจยิ่งด้วยที่ฉันเติมโตและเรียนรู้มีการมีงานทำมาได้วันนี้ส่วนหนึ่งมาจาก ร่มเงาของร่มเงาของใบโหนดยามทำนากับแม่ มาจากเงินที่พอขายน้ำผึ้งโหนด....................
......ฉันยืนมองโหนดหัวด้วนในทุ่งตรงหน้า...เสียงลมพัดผ่านปะทะหน้าเป็นลมเค็ม เป็นลมที่นำพาเสียงกู่....ก้องของโหนดหัวด้วนในทุ่งตรงหน้าที่ยืนตายประท้วง....ประท้วงความไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองมี..ความอยาก ความต้องการความสะดวกสบายที่ต้องหาซื้อด้วยเงิน..ได้ฆ่า......ทุกย่างที่มีอยู่ให้สูญสิ้น.ในช่วงวัยของเรา...
..ฉันก้มตัวลงยกลูกชายวัยสามขวบขึ้นมาแนบอกและชี้ไปข้างหน้า..บอกเขาว่า...โน่นไงลูก ..ชีวิตและอนาคตของคนรุ่นลูก******
คำแปลภาถิ่น
โหนด* หมายถึง ตาล หรือต้นตาล โหนดหัวด้วนคือ ตาลยอดด้วน
*แกะ หมายถึง อุปกรณ์สำหรับเก็บข้างของชาวใต้บริเวณลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาลักษณะจะเป็นใบมีดติดกับแผ่นไม่ไผ่ ปัจจุบันเริ่มมีการใช่น้อยลงเพราะมีการทำนาสมัยใหม่ ใช่รถเกี่ยวแทนเหมือนภาคกลาง
นอกท่อง หมายถึง ท้องทุ่ง ท่องคือทุ่งในสำเนียงใต้
บิ้ง หมายถึง แปลงนา
โหล๊ หมายถึง การส่องหาสัตว์เวลากลางคืนโดยใช้ไฟฉายหรือตะเกียงเช่น ส่องกบ
หัวนา หมายถึง คันนา
หนำ หมายถึง ขนำ หรือเถียงนา
เบ็ดทง หมายถึง เบ็ดปัก
*ยุด* หมายถึง ถุงสำหรับใส่ปลาทำจากตาข่ายอวนเอามาถังเป็นถุงสำหรับใส่ปลา
วังๆ หมายถึง ระวังๆ
*ลูกคลัก หมายถึง ปลาตัวเล็กที่เมื่อน้ำแห้งขอดจะมารวมกันที่เป็นแอ่งน้ำเล็กๆๆก่อนน้ำ แห้ง
แอก หมายถึง ชิ้นส่วนที่ติดกับว่าวทำไห้เกิดเสียงดังลักษณะเหมือนธนู ภาคกลางเรียกว่าธนูว่าว
คาดว่าว หมายถึง การทำว่าว
ไอ้โหนด หมายถึง ชื่อวัว ส่วนมากทางไต้วัวที่มีสองสีคือน้ำตาลกับดำจะเรียกว่าวัวโหนด
คนมี หมายถึง คนรวย
*ยุม* หมายถึง จาวตาล


โดย : นายซาไกทัดดอกฝิ่น
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 7 ม.ค. ปี 2007 [ เวลา 21 : 25 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook