บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 1  กรุงงานเขียนเก่า 2  กรุงงานเขียนเก่า 3  กรุงงานเขียนเก่า 4  กรุงงานเขียนเก่า 5

ยามี่จัง >>

เพราะเรา..คู่กัน (14) :

เพราะเรา..คู่กัน (14)


ขณะที่ทางเพิ่มพูลถูกยิงเสียชีวิตนั้น เป็นเวลาเดียวกับที่ว่องแล่นรถกลับมาที่คฤหาสน์ของเพิ่มพูล เพื่อส่งข่าวอาการป่วยของป้าปริกที่สลบไสลไม่ได้สติ หมอให้พักตรวจอาการก่อน เมื่อผ่านหน้าบาร์ ว่องเห็นสภาพคนตายทั่วรถของเพิ่มพูล เขาจึงรีบแล่นรถไปที่บ้านของเพิ่มพูล ขณะที่คิดลงจากรถเพื่อเข้าบ้านดูความเสียหายทั้งหมด ก็ได้ยินเสียงไซเรนดังมาแต่ไกล เขาจึงรีบแล่นรถออกจากคฤหาสน์ก่อนรถของเจ้าหน้าที่มาถึง และรีบโทรศัพท์แจ้งข่าวกับรื่น จากนั้นจึงขับรถกลับที่พักส่วนตัวด้วยความสุข ต่อแต่นี้ตำแหน่งของเพิ่มพูลก็ตกเป็นของเขาพร้อมสมบัติมากมาย ว่องไม่ได้รักสมบัติของนายมากกว่าดีใจที่ตนหลุดรอดปลอดภัยจากโรคระแวงของนาย ที่มักกำเริบเป็นระยะ ยิ่งสมุนคนใดทำงานมากรู้ความลับมาก นายก็จะคิดกำจัดสมุนคนนั้นเร็วเท่ากัน แม้แต่เขาที่นายมักบอกว่ารักเขาเหมือนลูก

ระยะหลังยังถูกย้ายมาเป็นแค่คนขับรถไม่ให้คุมบาร์คุมบ่อนตามเดิมอีก แต่อย่างไรก็ตามว่องก็ไม่คิดหุบเงินทองของนายจนไม่เผื่อแผ่ให้หญิงหม้ายพร้อมลูกสาวที่ป่วยออดแอดของนายเป็นแน่ เขาจึงโทรศัพท์ให้รื่นลงมาที่กรุงเทพฯ พร้อมกับโทรตามสมุนทั่วโลก ให้มางานศพนาย และมารับรู้กับตำแหน่งของเขา เมื่อนัทกับอาเส็งไม่คิดกลับมาอยู่กับนายอีก ก็เหลือเพียงพงศ์สมุนคนสนิทของนัทกับสมุนที่ขึ้นกับเขาโดยตรง ว่องจึงโทรศัพท์ไปตามพงศ์มาปรึกษา

“นายโดนยิงตาย ตอนนี้เอ็งจะอยู่กับข้า หรือเอ็งจะขึ้นเป็นนายแทนข้า ออกมาตกลงกันหน่อยดีไหม”

ขณะที่ทางกรุงเทพฯกำลังแตกตื่นกันกับข่าวเจ้าพ่อใหญ่อย่างเพิ่มพูลถูกยิงตายนั้น ทางนัทกับอาเส็งและสมุนจำนวนหนึ่ง รวมทั้งยายหลิวและลูกศิษย์ก็ลอบเดินทางขึ้นเชียงใหม่จุดหมายคือบ้านเช่าหลังเดิมของชาอุ่น ทุกคนไปพักที่นั่น เพื่อช่วยคุ้มครองยายหลิวให้ทำการช่วยชาอุ่นได้สำเร็จ เพราะถึงแม้ว่าชาอุ่นจะได้พลังจิตช่วยเหลือจากหล่านฟ้าอีกแรงหนึ่ง จนหล่อนสามารถใช้พลังจิตดึงธาตุของวิญญาณเจ็ดส่วนที่ถูกร่างกายเนื้อที่เริ่มเปื่อยของตนเองรุกล้ำจนแตกกระจัดกระจายนั้น ให้มาสมานเข้ากับวิญญาณสามส่วนที่รอดออกมาได้

แต่การดึงธาตุวิญญาณที่ละธาตุให้หลุดออกจากกายเนื้อ ช่างลำบากและกินแรงเหลือเกิน ในขณะที่ชาอุ่นใช้พลังจิตดึงธาตุวิญญาณที่เหลือออกจากร่างกายเนื้อที่จวนละลายเป็นน้ำเหลืองเหลวๆนั้น นัทและทุกคนที่ล้อมรอบร่างกายเนื้อของหล่อนเพื่อช่วยส่งกระแสจิตไปช่วยหล่อนอีกทาง ทุกคนกลับพบเห็นแต่ภาพหญิงสาวที่ครั้งหนึ่งเคยสวยใส เป็นที่ปรารถนาแก่คนทั่วไป กลับกลายละลายไปทีละนิดเหมือนก้อนน้ำแข็งที่ค่อยๆละลายเมื่อเจอความร้อน

ทว่านั่นยังไม่เศร้าใจเท่ากับภาพที่เห็นหล่อนดิ้นไปมา ด้วยความเจ็บปวดทรมานและเสียงกรีดร้องที่ดังเป็นระยะๆ ทุกครั้งที่ชาอุ่นดึงธาตุวิญญาณหลุดลอยได้หนึ่งส่วน ร่างกายเนื้อของหล่อนส่วนนั้นก็ละลายอย่างรวดเร็ว พร้อมกับกลิ่นฟุ้งเอียนลอยตลบอบอวล ทำให้สมุนทุกคนที่ถูกเกณท์มาช่วยในพิธีช่วยส่งกระแสจิต ต้องลุกลนกระสับกระส่ายหลายครั้งหลายครา และกว่าชาอุ่นจะดันธาตุวิญญาณทั้งหมดเข้าไปสิงสู่ที่แหวนของนัทได้ดังเดิม ธาตุวิญญาณเพียงสามส่วนของหล่อนที่เล็อดรอดออกมาได้ในตอนแรก แล้วยังต้องมาช่วยดันดึงช่วยธาตุอีกเจ็ดส่วนในกายเนื้อให้หลุดรอดอีก ช่างเหมือนไม้ซีกงัดไม้ซุงจริงๆหนอ สามชั่วโมงที่ชาอุ่นขับเคี่ยวกับเกมมรณะทุกคนแทบลืมหายใจ ลืมเวลา ลืมว่ากลิ่นศพลอยกระจายล้อมนานแล้ว กว่าจะรู้สึกตัวอีกครั้ง ก็ต่อเมื่อยายหลิวเอ่ยขึ้นว่า

“หนูอุ่นพักผ่อนสร้างแรงอีกนะ เราจะต้องไปต่อกรกับเจ้าบ้านผีเรือนที่นั่น ยายเจรจาขอทางให้ไม่สำเร็จ”

และก็เป็นจริงเมื่อนัทลักลอบปีนเข้าบ้านของรื่นได้ แต่วิญญาณของชาอุ่นที่สิงสู่ในแหวนกลับต้องกระเด็นหลุดลอยไปที่บ้านเช่าหลังเก่าของชาอุ่น หลุดหล่นไปที่เบื้องหน้ายายหลิวที่กำลังทำพิธีช่วยหล่อน อำนาจวิญญาณของหล่อนมีกำลังจิตด้อยเกินไป จึงไม่อาจต่อกรกับพลังจิตของเจ้าบ้านผีเรือนในบ้านนั้นได้ นัทจึงต้องย้อนกลับมาที่บ้านเช่าของชาอุ่นในอดีต เพื่อปรึกษาวิธีการกันอีกครั้งหนึ่ง

“ถ้าหนูอุ่นไม่อาจพาวิญญาณของตนเข้าไปในบ้านนั้น ทางที่จะไปสิงสู่สวมร่างของหนูข้าว ยายว่าคงหมดหวัง มีทางเดียวยายจะลองติดต่อกับคุณหล่านฟ้า คุณหล่านฟ้าจะเข้าไปคุยกับหนูข้าวได้ ถ้าคืนนี้หนูอุ่นยังไม่อาจเข้าบ้านนั้นได้โอกาสฟื้นคืนชีพก็หมดหวังค่ะ เพราะวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิตหนูข้าวแล้ว”

ขณะที่ยายหลิวกำลังปรึกษาวิธีที่จะช่วยชาอุ่นให้นัทกับอาเส็งรู้นั้น วิญญาณของหล่านฟ้าได้ลอยไปที่ห้องนอนของข้าวตังแล้ว หล่านฟ้าปรากฎกายให้ข้าวตังเห็น ข้าวตังมองหญิงกลางคนผู้นั้นด้วยความสงบไม่ได้กลัวสักนิดเดียว หล่อนรู้ว่าวันที่หล่อนจะไปอยู่ในภพเดียวกับหญิงกลางคนๆนี้เดินทางมาถึงแล้ว

“น้าจะให้ข้าวทำอะไรบ้างคะ อีกแค่สองชั่วโมงข้างหน้าก็เป็นวันเกิดข้าว ข้าวจะต้องตายแล้วใช่ไหมคะ”

“หนูเหมย หนูไหมมาแล้วนะ ถ้าหนูไม่คืนร่างให้น้องก็จะต้องเจอสภาพเจ็บป่วยแล้วตาย ตายแล้วเกิดมาเจ็บป่วยเช่นเดิมตลอดกาล จนกว่าหนูจะยอมคลายความอาฆาตกันและกันเท่านั้น หนูคืนร่างให้น้องเถิด แล้วอีกไม่นานหนูก็จะได้เกิดใหม่ ไม่มีโรคร้ายมาพรากความสุขแต่วัยสาวเช่นที่เป็นอยู่ทุกวันนี้นะจ๊ะ”

“ข้าวยอมรับเสียดายชีวิตตัวเองจริงๆค่ะ แต่ก็รู้แล้วข้าวไม่คืนตอนนี้ก็ต้องคืนสักชาติ ป่านนี้พ่อคงไปรอข้าวแล้วใช่ไหมคะคุณน้า”

“ยังจ๊ะ ชาตินี้อาซูนยังไม่ตาย เขาจะตายหลังหนูเหมยตาย2ชั่วโมงจ๊ะ”

“เมื่อไรน้องจะมาคะ?”

“หนูไหมมาแล้ว แต่เข้ามาที่นี่ไม่ได้เพราะผีเบ้านจ้าเรือนไม่อนุญาต หนูเหมยต้องออกไปที่สนามแล้วเชิญน้องเข้ามานะจ๊ะ”

หญิงสาวจำพยักหน้า ก่อนเดินออกจากห้องลงบันไดไปที่ชั้นล่างในยามดึกเช่นนี้ทุกที่ต่างเงียบสงบ แม่กับยายคงหลับไปนานแล้ว ยามออกมายืนมองดู แต่เมื่อหญิงสาวโบกมือทำทีบอกว่าไม่ต้องเดินมาจากหน้าประตู เขาก็พยักหน้าก่อนเดินไปมาที่หน้าประตูเช่นเดิม ข้าวตังเดินลงไปที่สนามหญ้าที่กว้างใหญ่พลางเอ่ยลอยๆว่า

“ตามข้าวไปที่ห้องนอนนะคะ”

ทันใดนั้นหญิงสาวรู้สึกเย็นวูบหนึ่งตรงข้อมือ ราวถูกใครมาคว้ามือเข้าให้ เมื่อกลับมาที่ห้องนอนอีกหน มีร่างจางๆสามร่างสามสีปรากฎที่เบื้องหน้าของหล่อนทันที เด็กสาวคนริมซ้ายอยู่ในวัย20กว่าๆ ข้าวตังยอมรับว่าเกิดอาการเกลียดชังหญิงสาวคนนั้นขึ้นมาทันทีที่สบตาเข้า ร่างเทาปนเหลืองจางๆไม่เห็นจะสวยที่ตรงไหน นี่หรือคนรักของอาตงในฝันของหล่อนตลอดเวลา เด็กสาวคนนี้สวยสู้เราก็ไม่ได้ ทำไมชายหนุ่มคนนั้นถึงได้รักมากมายจนไม่สนใจเราหนอ?

อาการเสียววูบเจ็บที่ใจกระตุกขึ้นทันที ข้าวตังรีบหลับตาลงสูดลมหายใจยาวๆอีกครั้ง ก่อนลืมตามองหญิงชราคนยืนกลาง ร่างเล็กบางที่เขียวเนียนใสให้ความรู้สึกแปลกหน้า แต่สายตาที่คมกล้าก็ทำให้ข้าวตังต้องรีบหลบสายตาลงมองที่นอนชั่วคราวก่อนหันไปหาหล่านฟ้าอีกครั้ง

“ตอนนี้ข้าวจะต้องทำอะไรต่อไปคะ”

“หนูขึ้นไปนอนบนเตียงด้วยกันนะ หนูไหม หนูเหมย แล้วยายเริ่มพิธีได้เลยจ๊ะ”

ในยามที่ข้าวตังมองชาอุ่นนั้น ความเกลียดของข้าวตังพุ่งปะทะวิญญาณของชาอุ่น ทำให้คำพูดที่หญิงสาวคิดทักทายปลอบใจและขอโทษ ที่ต้องมายึดร่างหลังชีพดับของข้าวตังไปใช้ต่อนั้น พลอยลอยกระจัดกระจายไป อารมณ์ที่เกาะวิญญาณของชาอุ่นในยามนั้น เริ่มเกรี้ยวกราดอีกครั้ง เหมือนตอนที่หล่อนเป็นไหมต้องตายด้วยยาเบื่อหนูที่เหมยหยิบยื่นให้ เหมือนตอนที่หล่อนถูกเพิ่มพูลยึดร่างเป็นเป้ารับกระสุน เมื่อพลังโกรธเข้าไปเสริมพลังจิตที่อ่อนล้าเพราะรับภาระหนักมาหลายวัน ก็เปล่งประกายกล้าทันที วิญญาณของชาอุ่นลอยเข้าร่างกายเนื้อของข้าวตังได้ทันที โดยที่ยายหลิวยังไม่ทันทำพิธี

ยายหลิวกับหล่านฟ้ามองเห็นวิญญาณของข้าวตัง หลุดลอยออกมาอย่างง่ายดาย หล่อนได้ตายโดยไม่เจ็บปวดเพราะในจิตห้วงลึกของสองสาว ยังไม่ละความอาฆาตกันและกันนั่นเอง เมื่อครั้งนั้นเหมยทำน้องตายครั้งนี้เหมยจึงไม่อาจต้านพลังความช้ำเจ็บปวดของน้องได้ วิญญาณของชาอุ่นดันวิญญาณของข้าวตังหลุดอย่างรวดเร็ว หล่อนจึงไม่ทันได้รับรู้รสเจ็บปวดของการป่วยตาย ดังเช่นคนไข้ทั่วๆไป หรืออาจเป็นบุญกุศลช่วยหนุนที่หล่อนยอมละมือ ยอมให้ชาอุ่นใช้ร่างกายเนื้อ ก่อนหล่อนต้องตายก็เป็นได้

นานแสนนานในความรู้สึกของข้าวตัง ก่อนจะรู้สึกราวร่างเบาหวิวลอยไปมาได้ หล่อนลืมตาขึ้นมอง คุณพระช่วยร่างที่เหมือนหล่อนราวฝาแฝดกำลังลอยช้าๆออกจากร่างที่นอนหลับสนิทบนเตียง เมื่อร่างวิญญาณสีเทาเหลืองของหญิงสาวที่ข้าวตังไม่ชอบหน้าคนนั้น ได้ลอยสวมลงในร่างบนเตียงของหล่อน แม้ช้าแต่ก็แนบสนิทเป็นร่างเดียวกัน ราวลูกกุญแจสอดเข้ารูกุญแจก็ไม่ปาน ข้าวตังหันมาดูวิญญาณตัวเองที่ยืนข้างหล่านฟ้า ร่างของหล่อนเป็นสีเทาเสมอกันทั้งร่างเหมือนหล่านฟ้าแล้ว ร่างสีเทาเบาบางราวถูกวาดขึ้นด้วยดินสอ ไม่เปล่งประกายเหลืองจางแบบชาอุ่น...ใช่สินะสาวคนนั้นยังไม่ถึงคราตายดังเช่นเรา

“ยายจ๊ะ เราไปกันเถิด หนูเหมยตามน้ามาไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ หนูจะต้องไปรับอาซูนก่อนกลับบ้าน น้าจะไปส่งจ๊ะ”

วิญญาณสามร่างที่ลอยออกไปทางหน้าต่างอย่างช้าๆ เมื่อพ้นบ้านไปแล้วร่างของหล่านฟ้ากับข้าวตังก็ลอยไปทางใต้ ในขณะที่ร่างของยายหลิวลอยกลับมาที่บ้านพักหลังเดิม ไม่นานแกก็ลืมตาเดินอย่างอ่อนเพลียออกจากกระโจม โบกมือให้ทุกคนแยกย้ายไปนอนก่อน รุ่งเช้าค่อยคุยกัน ทำให้นัทจำต้องเข้านอนด้วยความกระวนกระวาย ด้วย
ไม่รู้ว่าป่านนี้ชาอุ่นเข้าบ้านนั้นได้ไหม และหล่อนไปทันเวลาไหม ได้สวมร่างของข้าวตังหรือเปล่า?

...........................................

“พ่อจ๋า ตื่นเถิดข้าวมารับพ่อกลับบ้านแล้วจ๊ะ”

วิญญาณข้าวตังลอยลงไปที่รถรูพรุนคันนั้น ไม่นานร่างเทาทึบของเพิ่มพูลก็ลอยออกมาจากร่างที่เต็มไปด้วยรอยกระสุนเจาะทั่ว เขายิ้มให้หญิงสาวด้วยความดีใจ

“คุณหนูเหมย จริงๆด้วยข้าดีใจที่เราได้พบกันอีกแล้ว”

เมื่อพบสาวผู้ที่ตนเคยหมายปองมาชั่วชีวิต จนต้องตายเพราะหล่อน เพิ่มพูลหรืออาซูนในอดีตก็ยังไม่ละรัก ยังเพียรหวังคิดใฝ่ได้พบหน้าอีก ยามนี้สาวคนนั้นมายืนเคียงข้างแล้ว เพิ่มพูลผู้ชั่วร้ายอำมหิตก็ลืมสิ้นกับทุกคน กับสมบัติมากมายที่เคยโกงเขามา ด้วยกำลังและอาวุธ เงินทองที่ได้มาด้วยเลือดเนื้อหยาดเหงื่อผู้อื่น เขาลืมสิ้นเพราะในห้วงลึกของจิตใจ..รัก ที่ตรึงตราชั่วชีวิตต่างหากที่เขาต้องการ เขาจึงไม่แม้แต่จะหันไปดูกายเนื้อที่ถูกยิงจนพรุนสักนิดเดียว เขาตรงเข้ากุมมือข้าวตัง และแล้ววิญญาณทั้งสองลอยตามหล่านฟ้า...ลอยไปบนนภาไม่นานก็ลับไปกับอากาศของเช้าตี5

...................................................................

“คุณพระช่วย คุณเพิ่มตายแล้วหรือนี่!”

เสียงอุทานอย่างตกใจของรื่น ดังลั่นกลางโต๊ะอาหาร ก่อนเจ้าของเสียงจะทรุดล้มลงหมดสติไป เสียงล้งเล้งของคนงานในบ้านดังขึ้นไปที่ชั้นสองของบ้าน ทำให้หญิงสาวบนเตียงหนานุ่มบิดตัวไปมาก่อนลืมตาขึ้นช้าๆ สิ่งแปลกตารอบตัว ทำให้ชาอุ่นต้องลำดับเหตุการณ์ระยะหนึ่ง ก่อนลุกตามเสียงแม่บ้านที่มาร้องเรียกที่หน้าห้อง

“คุณข้าวตังขา คุณนายเป็นลมแน่นิ่งไปแล้วค่ะ”

เมื่อช่วยกันปฐมพยายาลจนคุณนายรื่นลืมตาขึ้นอีกหน คนแรกที่เธอเห็นคือหญิงสาวแปลกหน้าคนหนึ่ง รื่นงุงงงเด็กสาวคนนี้เป็นใครกันนะ ความมึนงงรบกวนจนเริ่มเวียนหัวอีกหน ทำให้จำต้องหลับตาลงอีกครั้ง

“แม่เป็นอย่างไรบ้างคะ”

รื่นรีบลืมตาอีกหน ลูกสาวของเธอแทนๆทำไมมองเป็นคนอื่นไปได้หนอ

“แม่ไม่เป็นอะไรแล้วจ๊ะ เมื่อกี้คงตาฝาดไปที่เห็นหน้าลูกเป็นใครก็ไม่รู้สิ”

ขณะที่รื่นลุกขึ้นมาเป็นตัวของตัวเองพร้อมกับสั่งคนใช้จัดข้าวของ เพื่อเข้ากรุงเทพรับศพของเพิ่มพูลนั้น ชาอุ่นก็เลี่ยงมาเดินเล่นที่สนามของตัวบ้านที่กว้างใหญ่ด้วยความเหม่อเลือนลอย ใจของหญิงสาวลอยไปที่บ้านหลังนั้นนานแล้ว หลังที่มีนัทรออยู่ เมื่อรื่นออกมาที่สนามพร้อมกับสั่งให้ลูกสาวพักผ่อนให้มากๆ แม่จะรีบกลับนั้น ชาอุ่นแทบซ่อนลิงโลดไม่พ้น เมื่อรถของรื่นแล่นออกจากบ้านไปโดยสวนกับรถของพงศาที่แล่นเข้ามานั้น ชาอุ่น
รู้ทันที จะไปหานัทได้อย่างไร

“พี่พงศ์ช่วยพาข้าวไปที่ตลาดหน่อยนะคะ ข้าวอยากไปทำบุญ”

แล้วหญิงสาวก็กระโดดขึ้นรถจิ๊ปของพงศาอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มถึงกลับตกตะลึงตาค้างไป ทำไมข้าวตังสดใสสวยงามปานนี้หนอ เอ๊ะ? ทำไมเรารู้สึกว่าวันนี้เธอสวยและแข็งแรงผิดปรกติจริงๆนะ

“พี่รีบพาอุ่นไปที่ตลาด เร็วที่สุดเลยนะคะ”

พงศามึนงงกับอาการกระปรี้กระเปร่าของหญิงสาวจนลืมฉุกคิดว่า ข้าวตังเรียกตัวเองว่า “อุ่น”และเรียกเขาว่า “พี่”ราวกับเริ่มลืมชื่อเขา แต่เขาก็ขับรถไปตามที่หญิงสาวต้องการโดยไม่ปริปากถาม..

ที่ตลาดตรงร้านขายกับข้าว นัทนั่งรวมกับยายหลิวและอาเส็งจริงๆด้วย ชาอุ่นรีบดันให้พงศาไปเข้าแถวซื้อกับข้าว แล้วหล่อนแกล้งเดินเตร่ดูของหวานเลียบเข้ามา ที่โต๊ะที่นัทนั่ง นัทรีบดึงมือนุ่มนิ่มของหญิงสาวอย่างรวดเร็วพร้อมกับยัดเศษกระดาษส่งให้ ชาอุ่นในร่างของข้าวตังมองคนรักของหล่อนด้วยรอยยิ้มเปื้อนน้ำตา ก่อนรีบหลบตาลง เมื่อพงศาเดินเข้ามาใกล้

“ไปใส่บาตรได้แล้วจ๊ะน้องข้าว”

เมื่อกลับถึงบ้านชาอุ่นหาข้ออ้างกลับห้องนอนด้วยข้ออ้างที่พงศาไม่สงสัยเลย ตอนเขามาส่งหล่อนที่หน้าบ้านชาอุ่นรีบกระโดดลงรถด้วยความรีบร้อน พร้อมอ้างว่าปวดหัวพี่กลับไปก่อนนะคะ พงศาส่ายหน้าแต่ก็ขับรถกลับบ้านแต่โดยดี แม้วันนี้ข้าวตังจะแปลกตาไปบ้าง แต่คนป่วยอย่างหล่อนจะเอาแน่อะไรได้ล่ะ

เมื่อเข้าห้องนอนและล็อกประตูแน่นหนา ชาอุ่นรีบคลี่กระดาษก้อนกลมนั้นออกอ่านทันที

ชาอุ่นที่รัก

ยายหลิวเล่าเรื่องทั้งหมด และพาพี่มารออุ่น และก็ได้พบอุ่นจริงๆ พี่ดีใจมาก ขอเวลาให้พี่สักนิดนะจ๊ะคนดี พี่จะตามยายหลิวกลับไปเยี่ยมแม่หล่านฟ้า และดูเรือนหอในชาติก่อนของเรา พี่ตัดสินใจไปอยู่ที่นั่นสักพักก่อน จะไปเป็นชาวสวนปลูกลิ้นจี่ อุ่นอยู่ทางนี้อย่าลืมที่ยายหลิวสอนให้สวดมนต์ภาวนาให้ครบ49คืนนะจ๊ะ ร่างกับวิญญาณของอุ่นจะได้สมานเป็นหนึ่งเดียวไม่ทำให้วิญญาณหลุดลอยออกมาได้อีก อีกสามเดือนพี่จะเดินทางมารับ เราจะกลับไปอยู่บ้านของเราสักทีนะที่รัก

รักเธอที่สุด

นัท

ชาอุ่นอ่านทวนจดหมายสั้นๆนั้นด้วยความอิ่มเอมใจเป็นที่สุด การรอคอยที่เจ็บปวดใกล้สิ้นสุดลงแล้ว อีกสามเดือนหล่อนจะไปอยู่กับเขา และจะไม่ยอมพรากจากกันอีกแล้ว...

....จบ...

.................ยามี่จัง

โดย : ยามี่จัง : anomie_jj@hotmail.com
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 13 เม.ย. ปี 2009 [ เวลา 23 : 56 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook