บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 1  กรุงงานเขียนเก่า 2  กรุงงานเขียนเก่า 3  กรุงงานเขียนเก่า 4  กรุงงานเขียนเก่า 5

ยามี่จัง >>

เพราะเรา..คู่กัน (9) :

เพราะเรา..คู่กัน (9)


และแล้ววันเพ็ญขึ้น ๑๕ค่ำในตอนเช้ามืด ยายหลิวก็ลงจากเครื่องบินพร้อมอาเส่ง แล้วนั่งรถตู้จากสนามบินไปที่พัทยาทันที เมื่อถึงท่าเรือที่นัดหมายกันไว้ ก็พบนัทกับคนเรือ และสมุนจำนวนหนึ่งของอาเส่ง ที่เดินทางล่วงหน้ามาพร้อมกับลูกศิษย์ของยายหลิว ซึ่งได้จัดโต๊ะพิธีไว้รอท่าอยู่แล้ว
ยายหลิวลงจากรถตู้ เดินไปที่โต๊ะพิธี ทำการจุดธูปเทียน แล้วเริ่มสวดมนต์ จากนั้นพ้งศิษย์เอกของยายหลิวก็นำแตงโมลูกโตสีสดออกมาจากกล่องกระดาษ ยายหลิวหยิบเสื้อของชาอุ่นคลุมผลแตงโมไว้ ก่อนรดด้วยน้ำมนต์ที่เตรียมมาแล้วจากบ้าน เมื่อหยดน้ำใสๆกระทบถูกเนื้อผ้าก็เกิดควันพุ่งเป็นทางยาวทันที ทำเอาลูกน้องของอาเส่งกับคนสนิทของนัทถอยหลังไปอย่างลืมตัว ทุกคนเผลอยกมือลูบแขนตัวเองราวกับนัดไว้
ยายหลิวเดินไปหยิบกล่องที่บรรจุกระดาษพิธีหลากสีชนิดหนึ่ง รูปร่างยาวเรียวมีหยักไปมาราวกับส่วนโค้งบนร่างสตรี แกหยิบพู่กันจุ่มชาดสีแดงตวัดวาดอย่างรวดเร็วบนกระดาษเหล่านั้นนับหลายสิบใบ ก่อนโรยไปรอบๆโต๊ะพิธี จากนั้นจึงเดินโรยนำหน้าขึ้นเรือประมงลำที่จ้างมา นัทและทุกคนรีบทยอยเดินตามขึ้นเรืออย่างรวดเร็ว
เมื่อขึ้นเรือเรียบร้อย ยายหลิวรับธูปกำโตจากพ้งมาไหว้ทั้งสี่ทิศ ก่อนนำไปปักที่กระถางใบใหญ่ที่หัวเรือ สั่งลูกศิษย์อุ้มแตงโมที่มีเสื้อชาอุ่นคลุมไว้ ไปวางลงที่หน้ากระถางธูป แล้วจึงหันมาสั่งทุกคนให้เงียบเสียงลง และช่วยกันสอดส่ายสายตามองไปทั่วๆทะเล
“ถ้าบริเวณใดมีควันลอยจางๆขึ้นมา ให้ตะโกนบอกทันทีนะ”

จากนั้นยายหลิวก็หลับตาท่องมนต์ไปเรื่อยๆ พิธีที่ยายหลิวทำในครั้งนี้ เรียกกันว่า “ฉ่ำซี” (ค้นหาวิญญาณ)
ขณะที่ยายหลิวสวดมนต์ พ้งผู้เป็นลูกศิษย์ ก็โปรยกระดาษพิธีอีกชนิดหนึ่งเป็นรูปเรียวยาวสีขาวไร้ลวดลาย เขาโรยลงทะเล ให้ลอยตามสายน้ำไปเรื่อยๆ เมื่อเรือแล่นห่างออกจากฝั่งมามากพอสมควร รอบๆทะเลบริเวณนั้น
ปราศจากเรือลำอื่นแล่นผ่านเข้ามาใกล้ ราวกับว่าทุกสิ่งหยุดนิ่งลงก่อนมีพายุร้าย ทันใดนั้น สมุนคนหนึ่งของอาเส่งก็ร้องเสียงดังล้งเล้ง ทำให้ทุกคนหันไปดูตามเสียงทันที
ที่ท้องน้ำทะเลมีควันใสๆลอยขึ้นมาราวกับใครมาต้มน้ำ ณ ที่นั้น ยายหลิวจึงพยักหน้าให้ลูกศิษย์ พ้งรีบเดินไปดึงเสื้อชาอุ่นที่คลุมแตงโมออก แล้วอุ้มแตงโมลูกนั้นทุ่มลงน้ำ ให้ลอยไปทางเดียวกับที่มีควันลอยขึ้นมา แตงโมลูกโตเมื่อกระทบน้ำ มันเริ่มหมุนวนเหมือนลูกข่างมหึมา สักครู่จึงชะลอตัวหยุดวนลอยอย่างช้าๆ แล้วลอยเลื่อนไปทางซ้ายราวกับมีคนผลัก ยายหลิวจึงสั่งเบนเรือตามแตงโมไป
ตุ๊บป่อง ..ตุ๊บป่อง...แตงโมบัดเดี๋ยวจมหาย บัดเดี๋ยวโผล่ขึ้นมาหยุดนิ่งๆ ยายหลิวเห็นเช่นนั้นรีบสั่งให้นัท ร้องตะโกนตามที่นัดแนะไว้แต่แรก
“อุ่นอยู่ไหน พี่มารับกลับบ้านแล้วววว”
เสียงนัทที่เริ่มตะโกนอย่างขัดๆ เปลี่ยนเป็นดังและเร็วขึ้นทุกที เมื่อเหลือบเห็นแตงโม ลอยเคลื่อนตัวไปตามน้ำอย่างรวดเร็ว เขาตะโกนดังและเร็วมากเท่าไร แตงโมลูกนั้นก็หมุนและลอยเคลื่อนที่ตามไปเร็วเท่านั้น

“อุ่น อยู่ไหนนน... พี่มารับกลับบ้านแล้ววววว...”
เสียงนัทที่ตะโกนเริ่มแสดงอาการหดหู่และเศร้าชอบกลราวถูกสะกดจิต เขาเดินไปจนเกือบติดกระถางธูป แล้วนั่งลงตะโกนไปร้องไห้ไป คนบนเรือทุกคน นอกจากยายหลิวกับลูกศิษย์ ต่างขนลุกโดยพร้อมเพรียงกัน ทันใดนั้นนัทลุกยืนอย่างรวดเร็ว เมื่อเหลือบตาเห็นห่อกระสอบใหญ่ๆลอยที่เบื้องหน้า มันเป็นเหมือนเงาจางๆก่อนจมหายไป
เขาจะกระโดดลงน้ำไปตาม แต่อาเส่งต้องรีบมาฉุดรั้งตัวไว้ แล้วหันไปสั่งสมุนสองคนให้ดำลงไปที่จุดนั้นพร้อมกับพ้งลูกศิษย์ยายหลิว อีกสิบห้านาทีต่อมา คนทั้งสามก็สามารถลากกระสอบใบใหญ่ขึ้นมาบนเรือได้สำเร็จ เมื่อเปิดปากกระสอบก็พบก้อนหินใหญ่เล็กมากมาย ต้องหยิบโยนทิ้งทะเลนับหลายสิบก้อน จึงมองเห็นร่างหนึ่งได้รำไร ขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึง ร่างนั้นก็ดิ้นหลุดจากกระสอบมายืนตาเหลือกค้างตรงหน้าราวหุ่นก็ไม่ปาน

“ชาอุ่น!!!!”

นัทอุทานออกมาคำหนึ่ง ยายหลิวได้สติจึงหันมาสั่งให้เรือรีบแล่นกลับฝั่งเร็วที่สุด นัทเดินตรงเข้าไปจะกอดร่างนั้นไว้ แต่ยายหลิวยึดมือสั่งห้ามทันที ทุกคนหันไปมองร่างที่ดิ้นหลุดออกจากกระสอบเองกันอีกหน ร่างของชาอุ่นที่เบื้องหน้าช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก หล่อนไม่ได้เน่าเปื่อยเหมือนซากศพทั่วๆไป เพียงมีบาดแผลที่ซี่โครงซ้าย ตอนนี้แผลนั้นแห้งสนิทแล้ว ผิดกลับเสื้อผ้าที่สวมใส่ราวกับว่าแค่ใครเอื้อมมือไปแตะมันเบาๆมันก็จะหลุดร่วงหล่นลงพื้นทันที แต่ที่ทุกคนตื่นเต้นระทึกใจมากยิ่งกว่าคือ หล่อนยังหายใจระรวย!!!
และต่อหน้าต่อตาทุกคน ร่างของชาอุ่นที่ตาเหลือกค้างตั้งแต่นำร่างหล่อนขึ้นมาจากทะเลนั้น เริ่มหลับตาลงอย่างช้าๆ ผิวพรรณเต่งตึง ตามลำตัวเริ่มซีดเซียวลง ราวกับลูกโป่งถูกปล่อยลม ร่างสวยสดเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาจางๆ
“หนูอุ่นอย่าเพิ่งสลายพลังจิตนะจ๊ะ อย่ารีบร้อนค่อยๆผ่อนลมหายใจรักษาพลังเอาไว้ก่อน ร่างของหนูเพิ่งพ้นน้ำ มันจะเปื่อยทันทีถ้าหนูหยุดสร้างพลังจิต”
เสียงร้อนรนของยายหลิว ชาอุ่นได้ยินทุกคำ แต่ความดีใจที่ได้พบหน้าคนรักอีกครั้ง ทำให้สมาธิหล่อนสิ้นสุดลง หล่อนจึงคลายพลังจิตอย่างกระทันหัน ยามนี้หล่อนคิดเรียกพลังจิตอีกครั้ง มันก็สายไปเสียแล้ว ร่างของหญิงสาวเริ่มมีน้ำซึมออกมาจากทวารทั้งเจ็ดอย่างรวดเร็ว!!!
ร่างของชาอุ่นที่ทรุดล้มลงเริ่มเหี่ยวแห้งเหมือนเปลือกไม้เก่าๆกองหนึ่ง ยายหลิวให้พ้งหยิบถุงผ้าออกมาอย่างรวดเร็ว เป็นถุงผ้าพลาสติกเนื้อเนียนใสนิ่มประหลาดตาสำหรับทุกคน เมื่อครอบลงที่ตัวของชาอุ่น มันกลับพองตัวออกราวลูกโป่ง มีขนาดใหญ่เท่าตัวชาอุ่น ยายหลิวร้องเรียกหญิงสาวที่เริ่มจะสิ้นสติให้รีบคลานเข้าไปที่ปากถุงให้เร็วที่สุด เมื่อชาอุ่นคลานเข้าถุง พ้งรีบรูดซิบอุ้มไปที่ข้างกระถาง ยายหลิวหยิบกระดาษพิธีหลากสีออกมาเขียนด้วยชาดสีแดงอีกหน แล้วปิดประทับลงที่ปากถุงประหลาดนั้น ทุกคนมองเห็นหญิงสาวในถุงประหลาดดิ้นไปมาราวเจ็บปวดด้วยสายตาที่อึดอัดใจไปตามๆกัน
เมื่อเรือเทียบท่า รถตู้สามคันหนึ่งแล่นมาจอดรอทันที ทุกคนไปหลบซ่อนตัวที่คลีนิกของวัฒน์ซึ่ง เป็นเพื่อนสนิทมาแต่สมัยเรียนมัธยมของนัท ทันทีที่วัฒน์เห็นทุกคน เขารีบนำทางไปที่ห้องเก็บของในสวนหลังบ้านที่ได้จัดเตรียมที่ทางรอไว้แล้ว ขณะที่หมอวัฒน์กำลังจัดที่ทางให้ชาอุ่นกับนัทนั้น ทางด้านยายหลิวก็สั่งให้ลูกศิษย์ตั้งโต๊ะพิธี แล้วกางกระโจมผ้าป่านเขียนยันต์เตรียมไว้ ยายหลิวจะทำพิธีเพื่อต่อดวงประทีปเสริมชะตาชีวิตให้ชาอุ่น ซึ่งแกเองก็ไม่แน่ใจว่าจะได้ผล ด้วยตั้งแต่เรียนมาจากทวด จนบัดนี้เป็นครั้งแรกที่นำออกมาใช้ช่วยคน
เมื่อหมอวัฒน์ออกมา พร้อมกับส่ายหน้าแสดงความหมดหวังที่จะช่วยนัทรักษาชาอุ่นนั้น นัทเพียงตบบ่าเพื่อนแสดงความขอบใจ ก่อนเข็นเตียงคนไข้ที่มีร่างของชาอุ่น นอนราวกับคนตาย เข้าไปที่กระโจมซึ่งยายหลิว ยืนถือสายสิญจน์เตรียมล้อมกระโจมรออยู่

ระหว่างที่นัทเข็นเตียงผ่านข้างกายยายหลิว แกสัมผัสกับพลังเข้มข้นสายหนึ่ง เมื่อเหลียวมองมาที่ร่างของชาอุ่นก็พบว่าพลังนั้นมาจากมือของหล่อน ยายหลิวจึงเดินเข้าใกล้ พบว่ามันเป็นพลังที่พุ่งออกมาจากแหวนวงหนึ่ง แหวนทองขาวเกลี้ยงๆที่สวมอยู่ที่นิ้วกลางของหล่อน เป็นแหวนที่มีชื่อคนสลักอยู่
“แหวนของผมเองครับยาย อาจารย์หวังซานเป็นคนลงคาถาอาคมให้ผม เอาไว้ป้องกันตัวตั้งแต่ตอนผมเริ่มชกมวยผมถอดให้อุ่นไว้เป็นที่ระลึก ตอนเราพบกันครั้งแรก”
ยายหลิวพยักหน้า เริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว แหวนนี้นี่เองที่เป็นพลังจิตเสริมให้ชาอุ่น เด็กสาวมีเพียงพลังจิตที่ซื่อบริสุทธิ์ ซึ่งจะมีอำนาจแค่รักษาให้วิญญาณไม่แตกสลายได้ แต่กระสุนมากมายที่ลื่นไถลผ่านตัวหล่อนไปได้นั้น มันเกิดจากอำนาจของแหวนลงอาคมของหวังซาน ศิษย์ผู้พี่ของยายหลิวนั่นเอง หวังซานผู้ชำนาญทางคงกระพันชาตรี อย่างหาตัวจับยากเป็นศิษย์อีกผู้หนึ่งที่ทวดรักมาก ถ้าพลังแหวนของหวังซานยังไม่เสื่อม ยายหลิวคิดว่าพอเห็นทางช่วยชาอุ่นได้บ้างแล้ว
แหวนวงนี้นัทจะนำมันไปรับการลงคาถาอาคมซ้ำอยู่บ่อยๆ ตอนเขาเริ่มทำงานให้เพิ่มพูล มันจึงเป็นเสมือนแบตเตอรี่ที่มีการชาร์ทไฟไม่สิ้นสุด อำนาจพิเศษสามารถคุ้มครองภยัตรายต่างๆจึงยังคงมีอยู่ อีกทั้งเป็นแหวนที่หวังซานลงอาคมสำหรับนัทโดยตรง เมื่อชาอุ่นเอาออกมาลูบและตั้งจิตอธิษฐานให้เจอนัท พลังกระแสจิตจึงส่งไปหานัทดึงให้เขามาพบชาอุ่นได้อย่างง่ายดาย
และเมื่อชาอุ่นได้รับบาดเจ็บ หล่อนก็อธิษฐานต้องการมีชีวิตรอดจากกระสุนร้าย แหวนอาคมจึงแผ่รังสี ออกมาปกป้องหล่อนไว้ เหมือนรังไหมรักษาตัวอ่อนฉันนั้น
เวลานี้ยายหลิวรู้ว่าถ้าแกช่วยให้ชาอุ่นดึงวิญญาณตัวเองเข้าไปที่แหวนวงนั้นได้เร็วมากเท่าไร แกก็มีปัญญาช่วยให้ชาอุ่นฟื้นได้อีกครั้งหนึ่ง แต่จะช่วยอย่างไรนี่สิเรื่องยุ่งยากที่สุด
“ยายครับผมโทรตามหาอาจารย์หวังซานไม่พบครับ”

ยายหลิวหันมามองชายหนุ่มที่เบื้องหน้า นี่ก็อีกคนทำอย่างไรดีหนอ ถึงจะช่วยให้แม่ลูกได้พบและรู้เรื่องในอดีตของกันและกันได้อีกหน อีกทั้งจะทำอย่างไรจึงจะค้นพบชีวิตชาติใหม่ของเหมยได้?
“หล่านตามเหมยไม่เคยพบ เพราะเธอมีพรคุ้มครองจากบรรพบุรูษของตนว่า ถ้าผู้หนึ่งผู้ใดค้นพบหรือรู้เรื่องราวในอดีตของเธอก็ขออย่าให้คนผู้นั้น มองเห็นชีวิตปัจจุบันของเธอได้อีกเลยไม่ว่าไปเกิดอยู่ ณ ที่ใดก็ตาม คนที่จะตัดกระแสพรข้อนี้ได้ ต้องเป็นคนที่ไม่เคยเกี่ยวข้องกับชีวิตในอดีตของเหมย อีกคนหนึ่งคือตัวไหมเอง ไหมผู้มีความอาฆาตแค้นข้ามชาติกับพี่สาว เขาจะต้องไปเกิดหรืออยู่ในที่ไม่ห่างไกลกันเสมอ แค่หาคนหนึ่งคนใดพบการจะตามอีกคนก็ไม่ยากแล้ว”
หล่านฟ้าเล่าให้ยายหลิวรู้ถึงความอาฆาตแค้นของเหมยในอดีต ที่แม้จะตายก็ไม่ยอมให้ใครตามไล่ล่าหาเธอพบได้
ทำให้หล่านฟ้าผู้มีชะตากรรมทำร่วมกับเหมย ต้องทุรนทุรายจนวันตายด้วยความห่วงลูกชายคนเดียว ที่ศพของเขาได้หายสาบสูญไป ตามความเชื่อที่ว่า ถ้าศพหายไปจากญาติจะทำให้คนตาย ไปเกิดกี่ชาติก็จะไร้ซึ่งญาติมิตรเสมอ
ดังนั้นผู้ที่จะสามารถมองเห็นชีวิตปัจจุบันของเหมยได้นั้น จึงไม่ใช่แค่เป็นผู้มีอำนาจกล้าแข็งทางพลังจิต ต้องเป็นผู้ที่เคยผูกเวรกรรมต่อกันด้วย เพราะการจะจองเวรข้ามภพกันได้นั้น ผู้ที่จะจอง เวรได้สำเร็จ ต้องมีความเจ็บช้ำอย่างแสนสาหัสและต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทำเรื่องเลวระยำอย่างที่สุด อย่างชนิดที่สามโลก คือ โลกมนุษย์ วิญญาณ และสวรรค์ ไม่อาจให้อภัยได้ ถ้าศพของอาตงและไหมไม่ได้ถูกเหมยกำจัดทิ้ง เหมยมาเกิดใหม่ชาติใดหล่านฟ้าจะพออาศัยสุสานของคนทั้งคู่ ทวนกระแสอดีตเพื่อไปค้นหาเหมยได้นานแล้ว

“ขอให้เหมยได้เกิดในชาติต่อไปเป็นลูกคนเดียว เป็นคนป่วยเหมือนน้อง เป็นคนรักของพ่อแม่ และรอดจากการค้นพบของศัตรูในทุกชาติเทอญ”
การอธิษฐานพร่ำบ่นติดต่อกันด้วยจิตตั้งมั่นเป็นเวลานาน คือการสร้างพลังจิตความต้องการที่สัมฤทธิ์ผลได้ในที่สุด...เหมยจึงได้รับพรข้อนั้นในชาตินี้

“คุณนัท ยายอยากเล่านิทานสักเรื่องให้คุณฟัง มาทางนี้สิ”
ยายหลิวชวนนัทนั่งลงที่ห้องรับแขก ที่ยามนี้เงียบสงบด้วยทุกคนต่างแยกย้ายกันไปนอนด้วยความอ่อนเพลีย
“เรื่องนี้เป็นเรื่องเมื่อห้าสิบกว่าปีก่อนแล้ว เป็นเรื่องของเด็กสาวฝาแฝดสองคน ซึ่งขณะนั้นอายุย่าง17-18 คนน้องมีคนมาขอแต่งงาน และก่อนวันแต่งงานหนึ่งคืน เธอก็ถูกแฝดผู้เป็นพี่ฆ่าตาย ด้วยยาเบื่อหนูที่ใส่ในขนมบัวลอยหลังการตายของเธอ พี่สาวก็เข้าไปเป็นเจ้าสาวของคนรักของน้อง โดยคิดว่าจะหลอกคนรักของน้องได้สำเร็จ
แต่ทว่าเมื่อเธอพบว่าไม่อาจหลอกคนรักของน้องได้ เธอก็แอบใส่ยาเบื่อหนูลงในหม้อยาแก้ไข้ของเขาด้วยความคิดแค้นที่เขาไม่รักเธอ จนเขาต้องตายไปอีกคน แต่ว่าเธอก็ยังไม่สมใจแค้น เธอแอบขโมยศพของเขาไปพร้อมกับศพของน้องสาวตัวเอง แล้วหายสาบสูญไปพร้อมกับชายคนใช้คนหนึ่ง จนบัดนี้แม้แต่แม่ของชายหนุ่มผู้โชคร้ายคนนั้นก็ยังไม่สามารถค้นหาศพลูกตัวเองได้ ยังต้องเป็นวิญญาณเร่ร่อนเสาะหาศพลูกไปเรื่อยๆ...”
“ยายครับนิทานของยาย ผมรู้สึกเหมือนผมเคยฝันนะครับ ฝันมาแต่เด็กๆเสียด้วยสิ แต่พอพบชาอุ่น ผมก็ไม่เคยฝันซ้ำซากแบบนั้นอีกเลยครับ”
“คุณนัทฝันถึงอะไรบ้างคะ นอกเหนือจากที่ยายเล่า?”
“ก็ไม่มีอะไรมากนะครับ ไปๆมาๆคล้ายดูหนังขาดตอนอย่างนั้นแหละครับ อ้อ มีเรื่องหนึ่งในฝันผมเห็นเธอแพ้อาหารอะไรสักอย่าง เหมือนคนแพ้เกสรดอกไม้มักจามบ่อยๆ”
“เหมือนคุณข้าวตังคนไข้พิเศษของอาจารย์ผมเลยครับ คุณยาย เธอนอกจากป่วยเป็นโรคหัวใจยังเป็นคนแพ้ถั่วลิสงอย่างวายร้ายเลยครับ แค่ได้กลิ่นคนกินถั่วที่ลอยมาตามลม เธอก็จามลั่นไปหมด แล้วก็แน่นหน้าอกต้องรีบฉีดยาบำรุงช่วยเธอทันทีเลยนะครับ”
หมอวัฒน์ทันเข้ามาฟังเรื่องประโยคท้ายๆของนัท ก็กล่าวเสริมขึ้นให้ยายหลิวฟัง โดยไม่ทันเฉลียวใจ ว่าได้เป็นอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยยายหลิวเข้าแล้วอีกคน!!!!
...................ยามี่จัง///...

โดย : ยามี่จัง : anomie_jj@hotmail.com
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 13 เม.ย. ปี 2009 [ เวลา 23 : 45 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook