บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 1  กรุงงานเขียนเก่า 2  กรุงงานเขียนเก่า 3  กรุงงานเขียนเก่า 4  กรุงงานเขียนเก่า 5

Sup.P >>

The Stand Inner แก้วเพชรเขี้ยววานร (ตอน อภินิหารตำนานสายลม 100 วิญญาณ) (ส่วนที่ 1) :

The Stand Inner แก้วเพชรเขี้ยววานร (ตอน อภินิหารตำนานสายลม 100 วิญญาณ) (ส่วนที่ 1)


ชื่อภาษาไทย
แก้วเพชรเขี้ยววานร
ตอน อภินิหารตำนานสายลม 100 วิญญาณ

ชื่อภาษาอังกฤษ
The Stand Inner
The Wind of Change

(เริ่มเขียนเมื่อ 26 ตุลาคม 2549)
นามปากกา : Sub.P
Tel: 0-898-063-063
Email : bluesky_planet@hotmail.com

กล่าวโดยย่อ :
เมื่อเหตุการณ์มหัศจรรย์ได้เกิดขึ้นกับผู้ชายธรรมดาอย่างไม่คาดฝันซึ่งไม่อาจจะบอกได้ว่าเป็นผู้โชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ แต่ชะตาชีวิตของเขาได้ถูกนำพาให้เป็นไปโดยไม่อาจเลือกได้ ทำให้ต้องกลายเป็นวีรบุรุษที่ต้องปกป้องโลกนี้ไว้ด้วยร่างกายที่เต็มไปด้วยดวงวิญญาณจำนวนมากมายที่อยู่ในตัวของเขาซึ่งคอยเป็นทั้งผู้ช่วยและผู้ก่อกวนในการปฏิบัติภารกิจอันใหญ่ยิ่ง พร้อมด้วยของวิเศษที่จะนำพาอภินิหารและความมหัศจรรย์อันตื่นเต้นท้าทายให้เขาต้องผจญภัยกับเหล่าร้ายที่คอยทำลายชาติและสิ่งแปลกปลอมจากนอกโลกที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีทางที่เอาชนะได้เลย โดยเฉพาะจิตใจของเขาเองที่อาจไม่เข้มแข็งพอที่จะเอาชัยแก่จอมมาร เขาก็อาจต้องตกเป็นขุนพลแห่งจอมมารเสียเอง ทั้งหมดมันเกี่ยวข้องกับสายลมและแก้วเพชรเขี้ยววานรได้อย่างไรคงต้องติดตามได้จากเนื้อหาในเล่ม
กำเนิดชะตากรรมใหม่

มุมหนึ่งในมหานครกรุงเทพ …
เสียงระเบิดดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว
ทุกคนต่างมองกันไปตามทางที่มาของเสียงระเบิด
มันดังขึ้นมาจากด้านบนดาดฟ้าของอาคาร
ต้องมีอะไรบางอย่างเกิดความผิดพลาดขึ้นอย่างแน่นอน
ทุกคนยังคงจ้องมองขึ้นไปบนยอดอาคารสูงนี้อย่างใจจดจ่อ
ทันใดนั้นก็เห็นร่างของชายคนหนึ่งร่วงลงมาเคว้งคว้างอย่างนกปีกหัก
สิ่งที่ทุกคนเห็นอยู่ในขณะนี้คือเชือกที่มัดร่างชายคนนั้นเอาไว้
อะ..ไม่ใช่!..
มันคือสายเคเบิ้ลสองหรือสามเส้นพันติดอยู่ที่ข้อเท้าข้างซ้าย
เขาตกลงมาเป็นวิถีโค้งจากข้างบนลงสู่พื้นอย่างรวดเร็ว
อย่างที่รู้กันอยู่แล้วว่าที่สุดท้ายเป็นพื้นดิน

...สายตาทุกคู่มองไปยังร่างที่กำลังร่วงลงมาเรื่อย ๆ อย่างตระหนกตกใจ
ชั้น 15
ชั้น 14
ชั้น 13
ชั้น 12
ชั้น 11
.......…

จำนวนชั้นของอาคารยิ่งนับน้อยลงไปเรื่อย ๆ ตามความเร็วที่เขาดิ่งลงมา
คล้ายกับกำลังนับเวลาแห่งชีวิตของชายผู้นี้ที่กำลังสั้นลงไปด้วยทุกขณะ
เสียงโวยวายและเสียงวิจารณ์เริ่มดังอื้ออึง

“คัท คัท คัท”

แต่เสียงนี้ไม่ได้ทำให้ทุกอย่างหยุดลงได้และนี่คือการเล่นนอกบทของชายคนนั้น
ผู้กำกับสั่งคัทไปสามครั้งแล้ว
ทีมงานทุกคนในกองถ่ายยังคงนิ่งตะลึงไม่ต่างอะไรจากรูปปั้นหินที่ยังมีชีวิต
มีเพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชายผู้เคราะห์ร้ายคนนี้เท่านั้นที่ยังไม่ได้หยุดตามไปด้วย
มันกำลังนับถอยหลังเพื่อไปสู่จุดสิ้นสุด

“ทุกคนเตรียมอุปกรณ์ช่วยชีวิต”
“หยุดเขาไว้ อย่าให้เขาตกถึงพื้น”

เสียงที่ดังขึ้นอีกครั้งของผู้กำกับผ่านโทรโข่งขยายเสียงให้ดังขึ้น
ทุกคนในกองถ่ายทำภาพยนตร์เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้งหนึ่ง
“อย่าหยุดที่จะช่วยกัน ทำอะไรก็ได้ให้เขารอด”
ผู้กำกับตะโกนเสียงดังใส่โทรโข่งอีกครั้ง
ทีมงานในกองถ่ายได้สติเตรียมการช่วยเหลือทันที
บ้างก็วิ่งไปเตรียมเครื่องปฐมพยาบาล
บ้างก็ไปเตรียมแคร่ เตรียมรถพยาบาล
และก็มีหลายคนไปเคลื่อนย้ายแผ่นเบาะรองขนาดใหญ่มายังที่เกิดเหตุ
แต่สิ่งเดียวกันที่ทุกคนทำเหมือนกันหมดก็คือ
ไม่ลดละที่จะหันกลับไปมองร่างของชายผู้โชคร้าย
ทุกอย่างจะไม่ทันการเสียแล้ว...
เขาร่วงลงมาอย่างเร็วมาก
เร็วเกินกว่าที่ใครจะช่วยอะไรได้ทัน
เสียงกรีดร้องจากทีมงานสาวและสาวประเภทสองในกองถ่ายดังขึ้นจนแสบแก้วหู
ร่างของเขากำลังจะตกถึงพื้นในอีกไม่กี่เสี้ยววินาที
และในที่สุด…......เขาก็หยุดลง...
ยังไม่จบเมื่อเขาไม่ได้ตกลงถึงพื้นข้างล่าง

สายเคเบิ้ลได้สุดระยะของมันลงในระดับประมาณชั้นที่ 2 ของอาคาร
ความที่เขากระเด็นห่างออกมาจากตัวอาคาร
สายเคเบิ้ลไปได้ไกลจนสุดที่ระยะของมันแล้ว
ทำให้เขาถูกดึงรั้งตัวกลับเข้าหาตัวอาคารอีกครั้ง
กระแทกเข้ากับกระจกของอาคาร

“เพล้ง”

เสียงกระจกแตกกระจาย…...
เหตุการณ์บางอย่างไม่คาดฝันได้เกิดขึ้นกับชายผู้เคราะห์ร้ายรายนี้อีกครั้งในช่วงเวลาไม่ห่างกัน
บางทีอาจจะเรียกว่าเป็นชะตากรรมครั้งใหม่ของเขาหรือความโชคร้ายของชะตากรรม
เศษกระจกนับพันชิ้นแตกกระจายเป็นเสี้ยวเสี่ยงชิ้นน้อยใหญ่
มีอยู่เพียงหนึ่งเศษเสี้ยวจากพันชิ้นในหมู่มวลกระจกทั้งหมดที่มี
มันแตกต่างจากเศษกระจกทุกชิ้นตรงที่มันกำลังจะเปลี่ยนชีวิตของเขา.......
เศษกระจกเสี้ยวเล็กยาวอย่างปลายเข็มที่แหลมคม
พุ่งตรงแหวกผ่านเศษกระจกอื่น ๆ จำนวนมากมายมาได้อย่างมีจังหวะเหมาะเจาะพอดี
มันมุ่งตรงติดตามตัวเขาเข้ามาด้วยเหมือนเขาเป็นแม่เหล็กดึงดูด
มันพุ่งตรงเข้าไปที่ศีรษะของชายผู้โชคร้าย......
ราวกับว่าเขาถูกยิงใส่ด้วยปืนที่ส่งลูกกระสุนตรงเข้าสู่ศีรษะอย่างแรง
เหตุการณ์ทั้งหมดดำเนินไปอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถจับเหตุการณ์ได้ทัน
มันเป็นมุมกล้องที่ไม่ได้จัดวางไว้ก่อนล่วงหน้า
ชายผู้น่าสงสารฟุบลงไปสงบนิ่งอยู่บนพื้นของอาคาร
และสิ่งที่เขาได้รับมานั่นมันคงจะไม่ใช่กระจกวิเศษ.......

............................................................................

.....ภาพยนตร์นอกบทได้หยุดลงอย่างสงบ.....

เศษกระจก
ที่ห้อง LAB. ของโรงพยาบาล
“คนเจ็บที่ห้อง 307 เป็นยังไงบ้างครับหมอ”
ผู้กำกับหนังคุณภาพไฟแรง ภายใต้กรอบแว่นตาสีน้ำตาลกระจกกลมใส รูปร่างผอม สูง 175 เซนติเมตร ผิวขาว หน้าตี๋ ตาตี่ ผมรากไทร กับหนังที่ไม่ค่อยสร้างชื่อ เพราะเขาตั้งหน้าตั้งตาตี่ ๆ ทำแต่หนังคุณภาพคับจอไม่เคยได้สนใจตลาด และไม่ได้สนใจว่าคนดูหนังในเมืองไทยจะชอบหรือไม่ หนังส่วนใหญ่ไม่ได้สตางค์กับคนไทยแต่ไปได้รางวัลดี ๆ จากต่างประเทศกลับมาเป็นการันตีให้คนไทยได้ดูกันทีหลัง ใคร ๆ ในกองถ่ายต่างก็เรียกเขาว่า ผู้กำกับบ๊วยหวาน เพราะความที่ว่าหนังที่ไม่ค่อยจะทำรายได้นัก จึงน่าจะเหมาะสมกับชื่อเขามาก แต่สิ่งที่เขาทำอยู่นี้คือสิ่งที่เขาภูมิใจเป็นที่สุด...เพราะมันคืออุดมการณ์ไส้แห้งที่เขาตั้งใจทำฝากเอาไว้ เพื่อวันหนึ่งคนไทยจะได้หันมาสนใจศึกษาการทำหนังดี ๆ ของเขา

บ๊วยกำลังยืนสนทนาอยู่กับหมอ ถามถึงอาการของอารยะ ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ซึ่งก็เป็นปกติวิสัยของบ๊วยที่แสดงต่อนักแสดงทุกคน ยกเว้นคนนี้เป็นพิเศษ
“คุณเป็นอะไรกับผู้ป่วยครับ” หมอสอบถามกลับไปให้บ๊วยได้ตอบคำถามของหมอก่อน
“ผมเป็นเพื่อนสนิทกับเค้าครับ” บ๊วยชักรำคาญนิด ๆ ที่ยังไม่ได้คำตอบจากหมอ ด้วยสีหน้าที่ร้อนรนเพราะความที่เป็นห่วงเพื่อน
“แล้วญาติพี่น้องหรือภรรยาของเขาละมีไหม” หมอถามต่อไปด้วยวิสัยปกติของหมออีกครั้ง
“พ่อแม่ของเค้าอยู่ต่างจังหวัดครับ ส่วนภรรยาก็เพิ่งจะแยกทางกันไปครับ ทีนี้ผมขอให้หมอตอบคำตอบให้กับคำถามของผมบ้างนะครับว่า เพื่อนผมมันเป็นไงบ้างครับ” เพราะเหตุนี้นี่เองที่อารยะจึงไม่มีใครมาเยี่ยมนอกจากบ๊วยและก็คงไม่อยากให้พ่อแม่ที่อยู่ไกลถึงจังหวัดเชียงใหม่ต้องเป็นห่วงซึ่งบ๊วยรู้นิสัยอารยะดี

หมอพาบ๊วยเดินไปดูที่ฟิล์มเอ็กซ์เรย์ที่อยู่บนบอร์ดไฟใกล้ ๆ กันนั้น ซึ่งหมอได้ดูไปแล้วก่อนหน้านี้เมื่อไม่นาน
“เท่าที่หมอได้ดูภาพถ่ายเอ็กซ์เรย์นี้หมอได้พบกับวัตถุบางสิ่งบางอย่างที่ไม่น่าห่วงแต่ก็น่าเป็นห่วงอยู่นะ” หมอตอบเหมือนเล่นลิ้น หรือก็ไม่มั่นใจอะไรบางอย่าง แต่มันก็คือข้อมูลความจริงที่ยังสงสัยอยู่
“อะไรหรือครับหมอ อารยะจะเป็นอะไรหรือเปล่าครับ” บ๊วยสงสัยในคำพูดของหมอ น้ำเสียงบ่งบอกอาการถึงความวิตกกังวลยิ่งนัก
“อืม..ม.. เรื่องที่น่าห่วงก็คือ หมอได้พบกับวัตถุบางอย่างเล็ก ๆ ยาวแหลมเหมือนเข็มมันฝังอยู่ในศีรษะของเขา” หมอตอบคำถามที่ยิ่งทวีความงงสงสัยให้กับบ๊วยมากขึ้น แล้วอาการแบบนี้มันเรียกว่าน่าเป็นห่วงหรือไม่
เหมือนไม่เข้าใจคำตอบ บ๊วยทำหน้างง ๆ ไม่ต่างจากเด็กอนุบาลที่ต้องมานั่งฟังโจทย์การบ้านของเด็กมัธยม “แล้วควรจะผ่าตัดเอามันออกหรือจะทำอะไรกับไอ้สิ่งที่มันอยู่ในหัวเพื่อนของผมดีครับหมอ”
บ๊วยสับสนกับคำตอบของหมอ บ๊วยทำได้ดีที่สุดด้วยการยิงคำถามกลับไปอีก เผื่อว่าจะทำให้สมองของตนเองฉลาดขึ้นได้
“หมอขอถามนิดหนึ่งเถอะนะ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา” หมอถามบ๊วยกลับด้วยความเกรงใจและบ๊วยก็ยินดีเล่าให้หมอฟังถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น อย่างสั้น ๆ ชัดเจน..
“.......……………………………………”
“ถ้าเช่นนั้นสิ่งที่ติดอยู่ในหัวของเพื่อนคุณ น่าจะเป็นเศษแก้ว ที่มีขนาดเล็ก ยาว และ แหลมมาก” หมอเริ่มใช้วิธีควานหาสาเหตุเริ่มต้นเป็นเหตุผลที่มาของสิ่งแปลกปลอมในศีรษะของอารยะ
“ส่วนเรื่องที่ว่าจะต้องผ่าตัดเอาออกหรือไม่นั้น เท่าที่ดูจากตำแหน่งที่อยู่ของเศษแก้วนี้ มันอยู่ในตำแหน่งที่ไม่มีปัญหา แต่....” หมอเว้นช่วงไว้สักระยะ เหมือนรอให้บ๊วยยิงคำถามขึ้นมาอีกครั้ง และแน่นอน....
“แต่อะไรครับหมอ ถ้าไม่มีปัญหาอะไร ก็น่าจะผ่าเอามันออกได้สิครับ” บ๊วยเบาใจขึ้นที่ทราบจากหมอว่ามันไม่มีปัญหา
“มันจะมีปัญหาตรงที่มันยากต่อการผ่าตัดนะสิ การผ่าตัดอาจจะส่งผลให้เกิดความผิดพลาดต่อระบบของสมองในส่วนอื่น ๆ ที่อยู่โดยรอบเข็มแก้วซึ่งได้เข้าไปสัมผัสยึดจับอยู่กันที่เนื้อสมอง ดังนั้นถึงแม้เข็มแก้วที่ฝังอยู่ไม่ส่งผลใด ๆ กับสมอง แต่การผ่าตัดเอาออกก็เป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก” หมอเล่าให้บ๊วยฟังอย่างสรุปพอที่จะให้เข้าใจได้ง่าย
“นั่นก็หมายความว่า เพื่อนผมต้องเก็บมันไว้เป็นของที่ระลึก อย่างนั้นใช่ไหมครับหมอ” บ๊วยชักงงแบบแปลก ๆ กับเหตุการณ์นี้ซะแล้ว เพราะยังสับสนว่ามันจะมีปัญหาหรือไม่มีปัญหากันแน่
“นอกจากนี้ก็ยังมีแค่ที่ข้อเท้าข้างซ้ายเท่านั้นที่ บาดเจ็บเพียงเล็กน้อย เนื่องจากถูกมัดไว้ด้วยสายเคเบิ้ลแล้วตกลงมาจากที่สูงในสภาพที่หมดสติเช่นนั้น คงต้องเดินกระเผลกไปอีกสักระยะหนึ่ง แต่ก็ต้องอยู่โรงพยาบาลต่ออีกวันสองวันก็ได้กลับบ้านแล้ว ขอให้หมอรอดูอาการทางสมองอีกครั้งก่อน ว่ามีความกระทบกระเทือนอื่น ๆ แทรกซ้อนหรือไม่” หมอบอกข้อมูลเพิ่มเติมให้บ๊วยทราบทั้งหมด

บ๊วยยังคงงงต่อไปแต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้สบายใจขึ้นได้ก็ตรงที่เพื่อนของเขาปลอดภัย ที่เหลือก็คือรอให้เขาฟื้นขึ้นมาเท่านั้น...

กระจกวิเศษ

วันที่สอง-ห้องผู้ป่วยเตียงเดี่ยวพิเศษ เลขที่ 307
อารยะฟื้นขึ้น ในสภาพที่ไม่แย่มากนัก
และอาจจะมีบางสิ่งบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปบ้าง
แน่นอน ก็เขาเจอมาหนักขนาดนี้

“โอย..ย. ทั้งมึนทั้งเบลอไปเลยแฮะ แล้วเรานอนหลับไปกี่วันแล้วนี่” อารยะถามตัวเอง
“อูย.ย..ร่างกายยังอยู่ครบ ดวงแข็งอีกแล้วเรา” อารยะพูดเหมือนการบาดเจ็บของเขาเป็นเรื่องปกติ
อารยะมีอาชีพเป็นตัวแสดงแทนประจำกองถ่าย เรื่องบาดเจ็บมีเกิดขึ้นอยู่บ่อย ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ ส่วนครั้งนี้เรียกได้ว่าไม่ธรรมดา เขาเจ็บหนักที่สุดมากกว่าทุก ๆ ครั้ง
เนื่องจากอุบัติเหตุที่ผ่านมาเกิดขึ้นในจุดที่เตรียมการวางแผนไว้อย่างดีแล้ว แต่ครั้งนี้มันเกิดขึ้นนอกเหนือจากระบบความปลอดภัยในกองถ่ายและเหตุการณ์ตรงนี้ก็ไม่ได้อยู่ในบทที่ได้ซักซ้อมไว้ในตอนแรก
อารยะมองไปที่ข้อเท้าซ้ายที่ยังเข้าเฝือกไว้เพื่อลดการขยับเขยื้อนกับอีกสายน้ำเกลือที่ข้อมือ สุดท้ายก็ที่ศีรษะของตัวเขาเองเมื่อต้องจับไปเจอกับผ้าพันแผลที่พันอยู่หลายรอบ

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก...”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมกับประตูที่กำลังถูกผลักเข้ามา
อารยะเห็นภาพซันอดีตภรรยาของเขาผุดขึ้นในหัวพร้อมดอกไม้ช่อสวยกับภาพบ๊วยเพื่อนสนิท
ทั้งที่ประตูยังไม่ทันเปิดเผยให้เห็นหน้าแต่เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะอารยะเองก็กำลังคิดถึงคนทั้งคู่อยู่พอดี
บ๊วยเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับซันอดีตภรรยารูปร่างผอมเพรียวบางหน้าตาธรรมดาแต่ใจดี
ซันกับบ๊วยแยกทางกันมาได้สามเดือนแล้วด้วยความเจ็บปวดทรมานใจด้วยกันทั้งคู่ อาจจะเรียกได้ว่าแยกกันเพราะความรักก็ได้และแผลในใจของอารยะตอนนี้ก็กำลังจะดีขึ้นแล้วถ้าหากวันนี้ไม่ได้พบกันอีก

“พอดีหลังจากที่พานายเข้าโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว นายก็หลับไปวันหนึ่งเต็ม ๆ ข้าก็เลยโทรไปเล่าเรื่องของนายให้ซันฟัง ซันเค้าเป็นห่วงก็เลยนัดมาเจอกันที่โรงพยาบาลอย่างที่เห็นนี่แหละ” บ๊วยบอกเล่าให้อารยะทราบถึงการมาของซัน อารยะก็ไม่ได้โกรธบ๊วยแต่อย่างใด
“หายเร็ว ๆ นะคะ” ซัน ยื่นดอกไม้ให้อารยะ พร้อมกับเอ่ยปากอย่างจริงใจ ด้วยน้ำเสียงใส ๆ ไพเราะ
มันทำให้อารยะเหมือนอยู่ในมนต์สะกดของเธอชั่วขณะหนึ่ง
“อารยะ เป็นไงบ้างวะ” บ๊วยถามอารยะเพื่อเช็คอาการของเพื่อน
“ก็ไม่เป็นไร แค่มึนหัวนิด ๆ นะ” อารยะตอบด้วยเสียงเรียบ ๆ ด้วยอาการที่ยังคงมึนหัวอยู่
“หนึ่งบวกหนึ่งติดสแควร์รูท คูณกับศูนย์จุดหนึ่งสี่สาม มีค่าเท่ากับเท่าไร” บ๊วยต้องการความมั่นใจว่าอารยะไม่มีปัญหาทางสมองจริง ๆ เขาจึงต้องเช็คคำตอบจากอารยะเพื่อให้แน่ใจได้ว่าไม่มีผลข้างเคียงทางสมองเกิดขึ้นตามที่ได้รับข้อมูลมาจากหมอ
ซันอดกลั้นขำไว้ไม่ได้กับคำถามที่อารยะไม่มีทางตอบได้แน่ ๆ
อารยะไม่ได้ตอบคำถามของบ๊วยเพราะรู้อยู่ว่าโดนเพื่อนแกล้งกวนเข้าให้อีกแล้ว อารยะยิ้มไปกับคำถามกวน ๆ นั่น โดยที่ไม่คิดที่จะหาคำตอบกับเรื่องล้อเล่นของบ๊วย
“เอาละ นายพร้อมจะฟังเรื่องของนายหรือยัง มันมีทั้งเรื่องดี และ เรื่องร้าย ให้นายเลือกฟัง” “นายอยากฟังเรื่องไหนก่อนละ” บ๊วยถามด้วยความที่เป็นคนอารมณ์ดี และ ดีใจที่เห็นเพื่อนฟื้นขึ้น อย่างปลอดภัย
“เล่าเรื่องร้ายมาก่อนละกัน” จะมีอะไรที่แย่ยิ่งกว่าตอนนี้อีก อารยะเตรียมพร้อมรับความร้ายกาจที่จะเข้ามาอีกครั้งและหวังว่าเรื่องดีของบ๊วยคงน่าติดตาม
“คือว่าเมื่อวานนี้ข้ามาหาหมอประจำไข้ของนายมา ตอนนั้นนายยังหลับยาวอยู่ หมอบอกข้าว่านายมีเข็มเล็ก ๆ ฝังอยู่ในหัวนะ” บ๊วยเล่าแค่สั้น ๆ ก็ดูเหมือนผู้ฟังจะมึนขึ้นกว่าเก่าอารยะมึนขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ส่วนซันก็งงกับเรื่องที่ยังต้องรอขยายความจากบ๊วยต่อไป
“และข่าวดีคือนายไม่ต้องเป็นห่วง เพราะนายจะได้เก็บมันไว้เป็นที่ระลึก โดยที่ไม่ต้องผ่าตัดเอามันออกด้วย” บ๊วยเล่าจบแบบง่าย ๆ ดูเหมือนว่าจะตลก
ตรงกันข้ามทั้งคู่ดูออกจะยิ่งทำให้ตกอยู่ในอาการฉงนงงงวยมากขึ้นยิ่งกว่าได้ฟังข่าวร้ายเสียอีก
“สรุปอีกครั้งละกัน คือว่าถ้าผ่าตัดอาจจะเป็นอันตรายได้ แต่ถ้าเก็บมันไว้มันอาจจะเข้ากับนายได้ดี เพราะการผ่าตัดอาจจะไปมีผลกระทบกระเทือนเนื้อสมองส่วนที่อยู่ใกล้เคียงกับเข็มแก้วที่มันเข้าไปจับยึดอยู่ได้ ซึ่งมันอาจจะทำให้นายติ๊งต๊องไปเลยก็ได้” บ๊วยขยายความให้เข้าใจอีกครั้ง เนื่องจากเห็นเพื่อนยังทำหน้างง ๆ กันอยู่
“แล้วตอนนี้คุณรู้สึกดีขึ้นหรือยังคะ” น้ำเสียงแสดงความเป็นห่วงเป็นใยของซัน ที่มีให้มาเสมอเมื่อยามอยู่เคียง อารยะไม่ได้ยินมาหลายเดือนหลังจากที่ต้องเลิกลากันไป
“ผมไม่เป็นอะไรแล้วละซัน ขอบคุณนะที่คุณเป็นห่วง” อารยะพูดด้วยใบหน้าที่รับรู้ถึงสิ่งที่ซันมอบให้
“ซันเคยบอกคุณแล้วหลายครั้ง ว่าคุณควรจะเป็นห่วงตัวเองบ้างนะคะ” ซันบอกกับอารยะด้วยความรู้สึกเดิม ๆ แบบนี้มาหลายครั้งเหมือนเมื่อครั้งที่เคยได้อยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว นี่คืออีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ซันไม่อยากเห็นอารยะต้องเสี่ยงตายกับงานโลดโผนแบบนี้โดยไม่รู้ว่าวันไหนจะต้องรอคอยอย่างไม่มีวันกลับ
“ขอบคุณซันมากนะครับ แล้วก็บ๊วยด้วยที่คอยมาเป็นธุระให้ตลอด ผมต้องการพักผ่อนแล้วละ รู้สึกมึนตึ้บเลย” อารยะพูดตัดบทด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ เพราะไม่ต้องการพูดเรื่องซ้ำ ๆ ในอดีตที่มักจะต้องทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันทุกครั้ง
ทุกคนเงียบลงสักพักหนึ่ง โดยเฉพาะบ๊วย ที่กำลังงงกับการหักมุมของอารมณ์ในทันใด แต่สำหรับซันแล้วมันคือเรื่องปกติเสมอที่อารยะจะหลีกเลี่ยงการโต้เถียงกันเสมอ
“ถ้างั้น ซันไปก่อนนะคะ” ซันพูดพร้อมกับจับมืออารยะเพียงเบา ๆ
“โอเค ข้าไปก่อนนะเพื่อน แล้วจะแวะมาใหม่นะ” บ๊วยปิดท้ายพร้อมกับโบกมือเป็นที่รู้กัน

..........ทุกอย่างในห้องเงียบสงบลง..........

อารยะ นั่งเงียบอยู่พักใหญ่เพื่อทำใจไม่ให้คิดเรื่องใด ๆ แต่ดูเหมือนจะมันจะหยุดให้สมองทำงานน้อยลงไม่ได้เลย เขาจึงเริ่มหากิจกรรมอย่างอื่นทำ ด้วยการเปิดโทรทัศน์เพื่อติดตามเรื่องราวความเป็นไปของโลก......
“....มันได้เริ่มขึ้นที่ 3.5 ริกเตอร์ เป็นเวลา 3 นาที และได้ลดระดับแรงสั่นสะเทือนลงมาอยู่ที่ 2.4 ริกเตอร์ เป็นเวลา 4 นาที แล้วจึงสงบลง โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณภาคอีสาน ในจังหวัดอุบลราชธานี ขณะนี้ไม่พบรายงานความเสีย....” อารยะเปลี่ยนช่องสถานีเพราะไม่อยากฟังเรื่องร้าย ๆ อีก
“...การเมืองเริ่มร้อนระอุ การสาดโคลน ซื้อเสียง และการเก็บหัวคะแนน ยังคงเป็นเรื่องปกติสำหรับเมืองไทย ประชาชนเริ่มเบื่อหน่ายกับนักการเมืองที่เป็นนักลงทุนที่ต้องการเข้ามาทำกำไร หรือนี่จะถึงจุดวิกฤตศรัทธา.....” การเมืองน้ำเน่าก็เช่นกันที่อารยะขี้เกียจฟังเพราะมันเหมือนชมละครเรื่อง ‘มารยาชายร้อยพันเล่มเกวียน’ หรือ จะเป็นละครเรื่อง ‘สมบัติผลัดกันครอง’ ทำให้อารยะต้องหนีไปดูรายการโทรทัศน์ที่ช่องอื่นต่อไป
“....เอาละครับ เปิดแผ่นป้ายต่อไป....” อารยะเปลี่ยนช่องทันที มันน่าเบื่อมากกับรายการโทรทัศน์บ้านเมืองเรา เป็นรายการที่บังคับให้คนดูไปช่องไหนก็ไม่ต่างกันมาก บางช่วงดูได้อย่างเดียวแค่เกมโชว์ หรือ ไม่ก็ละครน้ำเน่าสะท้อนเงาจันทน์ที่ดูถูกผู้ชมคนดูอย่างเราได้อย่างหน้าตาเฉย
“...สำหรับข่าวที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพอันทรงเกียรติในการจัดงานกีฬาแห่ง ‘เอเชี่ยน ลิมปิกเกม’ นั้นยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของสถาบัน... ”
ในที่สุดอารยะก็ต้องยอมแพ้ สาเหตุหลักน่าจะมาจากอารมณ์ที่แปรปรวนของเขาเองเสียมากกว่า มันเหมือนว่าอะไรก็ไม่สบอารมณ์ไปเสียหมดทุกเรื่อง อาจจะเป็นเพราะอาการมึนหัวที่เกิดขึ้นเหมือนมีอะไรบางอย่างตอดอยู่ในหัวตุบ ตุบ ตลอดเวลา

อารยะปิดโทรทัศน์ แล้วหันไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างหัวเตียง เสียบสายหูฟัง เปิดวิทยุจากโทรศัพท์มือถือกดเลือกคลื่นรายการเพลงโปรดที่ได้บันทึกไว้อยู่บนคลื่นสถานีเอฟเอ็ม เพลงสากลแนวป๊อบสบาย ๆ ที่เขาเพิ่งจะหันมาชื่นชอบ มันช่วยได้ดีทำให้เขาผ่อนคลายได้มากขึ้นกว่าเดิมทั้งที่จริงแล้วเขาฟังเพลงสากลไม่รู้เรื่องเลย เนื่องจากภาษาอังกฤษเป็นวิชาที่เรียนอ่อนที่สุดไม่เข้มแข็งพอที่จะทำให้เขาเข้าใจได้แต่มันกับเป็นการดีต่อเขาที่ไม่ต้องตีความหมายของเนื้อร้องในบทเพลงนั้นเอาแต่เพียงแค่ทำนองของดนตรีแค่ให้รู้ว่ามันไพเราะเพียงใดก็พอส่วนเพลงไทยอารยะไม่ใช่ไม่อยากฟัง สาเหตุมาจากโรคบางอย่างที่ต้องใช้เวลาในการรักษาอย่างเช่นพิษจากความรัก มันเป็นอาการของโรคอกหักเรื้อรัง ที่จะกำเริบขึ้นอยู่เสมอหากได้เชื้อ เช่นในความหมายของบทเพลงไทยทำให้เขาเข้าใจอารมณ์ได้ไม่ยากนักซึ่งมันจะยิ่งตอกย้ำทำให้เขาบอบช้ำมากขึ้นโดยเฉพาะกับบทเพลงแห่งความรักที่ไม่อาจสมหวังได้ ไม่ว่าจะฟังเพลงไทยเพลงไหนก็โน้มนำให้มาเป็นเรื่องราวของตนเองได้เสมอจนเป็นนักเศร้ามืออาชีพ เวลาเท่านั้นที่จะทำให้เขาลืมเรื่องราวทั้งหมดลง........คนหนักแน่นอย่างเขาก็คงยาก...

....อารยะหลับตาลงสักพักหนึ่งอย่างผ่อนคลายที่สุด.....
.....เขาเริ่มเคลิบเคลิ้มไปกับท่วงทำนองเพลง.........
......และฤทธิ์ยาที่ผ่านมากับสายน้ำเกลือ
........................
“............”
“...ช่องหมายเลข 4 คะ...หมายเลข 245 เชิญที่ช่องหมายเลข 2 คะ...”
“....นี่เงินทอนนะคะ...ขอบคุณคะ...”
“ไม่เป็นไรครับ ผมเดินเองได้”
“โอ้ว ๆ ฝนตกแฮะ!...”

เสียงแผ่วเบา ที่แทรกเข้ามาก้องอยู่ในโสตประสาทของอารยะ เขานึกแค่ว่ามันคงเป็นเพียงเสียงแทรกจากที่ไหนสักแห่งหรือไม่ก็คลื่นแทรกจากสถานีวิทยุข้างเคียงอื่น จึงไม่ได้ใส่ใจอะไรและนี่คือการเริ่มต้นของเสียงลึกลับที่แทรกเข้ามาในหัวของเขา
มันเกิดขึ้นอีกครั้งแผ่วเบามาก ทั้งจากที่ใกล้และที่ไกลออกไป อารยะกำลังเคลิ้มหลับไปอย่างไม่รู้ตัวในขณะที่อากาศกำลังสดชื่นเย็นสบาย....ฝนตกหนักแล้ว......

วันที่สาม-
ณ บริษัท ซีนีเทค เอ็นเตอร์เทนเมนท์
“ครับขอบคุณมากครับที่ให้การสนับสนุนงานชิ้นนี้นะครับ”
“ผมจะไม่ทำให้คุณหว่องผิดหวังครับ” บ๊วยพูดอย่างอารมณ์ดีใจที่สุด
เขากำลังได้รับงานทำหนังชิ้นใหม่โดยสปอนเซอร์ยักษ์ใหญ่อย่างค่าย ซีนีเทค เอ็นเตอร์เทนเมนท์
ซึ่งเป็นค่ายหนังสายเลือดใหม่มีเทคโนโลยีสำหรับการทำภาพยนตร์ที่ทันสมัยที่สุดแห่งเดียวในเอเชีย

บ๊วยเดินออกมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าบริษัท ซีนีเทค เอ็นเตอร์เทนเมนท์
“ฝนตกหนักอีกแล้ว แดดออกเสียด้วย” “มาแปลกแฮะ อากาศวันนี้” บ๊วยพูดอยู่กับตัวเองหรือไม่ก็ท้องฟ้า เขาตัดสินใจวิ่งฝ่าสายฝนหรือไม่จะเรียกว่าฝ่าสายแดดก็อาจเป็นได้ บ๊วยวิ่งไปลุยฝนไปในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวกางเกงยีนรองเท้าผ้าใบที่กำลังเปียกพอหมาด ๆ พอได้ขึ้นรถเก๋งคันเก่าคู่ใจแล้วเขาก็สตาร์ทรถมุ่งหน้าไปโรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมอารยะทันที

ห้องผู้ป่วยเตียงเดี่ยวพิเศษ เลขที่ 307
“เข้ามาได้เลย...” เสียงของอารยะบอกเชื้อเชิญผู้ที่อยู่เบื้องหลังประตูห้องให้เข้ามาได้
“ก๊อก......”
อารยะเอ่ยปากพูดขึ้นก่อนที่บ๊วยจะได้เอากำปั้นเคาะไปบนประตูเป็นครั้งแรกเสียอีก
แต่มันก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่บ๊วยยั้งมือไว้ทัน
บ๊วยหยุดชะงักมือในท่าที่กำปั้นค้างไว้อยู่ที่หน้าประตูก่อนที่จะมีเสียงเคาะประตูเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง บ๊วยเปิดประตูออกแล้วพูดประโยคแรกในทันที
“เฮ้ย..นายรู้ได้ไงว่าข้าจะมาวะ” บ๊วยถามด้วยความสงสัยเล็ก ๆ
“ก็นายเคาะประตู ซะออกเสียงดังอย่างนั้น ข้างห้องยังรู้เลยว่านายมา” คำตอบของอารยะพอทำให้บ๊วยไม่คิดอะไร เพราะมีเรื่องที่น่ายินดีให้คิดมากกว่า
อารยะไม่เอะใจเลยว่า เสียงเดินมาของบ๊วยและเสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นนั้น เขาได้รับรู้มันขึ้นก่อนล่วงหน้าก่อนที่เสียงเคาะประตูจะดังขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีมันทำให้เขาแยกไม่ออกว่าอะไรเกิดขึ้นก่อนระหว่างที่เขาเรียกเชื้อเชิญเพื่อนให้เข้ามาหรือว่าเสียงที่บ๊วยเคาะประตูให้ได้ยินเป็นครั้งแรกแต่ทั้งคู่ก็ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปโดยที่ไม่ได้เก็บเอามาคิดอะไรอีก
“เป็นไงบ้างอารยะ หมอบอกว่าไง เมื่อไหร่จะได้ออกจากโรงพยาบาล” บ๊วยถามอย่างยิ้มแย้มอารมณ์ดี
“พรุ่งนี้แล้วละเพื่อน ขอบใจอีกครั้งนะที่คอยมาเยี่ยมอยู่เรื่อย” อารยะพูดเรียบ ๆ ด้วยยิ้มเล็ก ๆ อารมณ์ดีเช่นกัน
“นี่ข้ามีข่าวดีจะบอกนายว่า ข้าได้ทำหนังใหม่แล้ว เช้านี้เอางานไปเสนอค่ายหนังซีนีเทคมา”
“ผ่านฉลุยเลยวะ นายก็รีบหายเร็ว ๆ ละกันจะได้มาช่วยกันทำหนังฟอร์มยักษ์กัน” บ๊วยคุยโวด้วยความดีใจ
“ยินดีด้วยนะเพื่อน” อารยะก็ยินดีกับบ๊วยด้วยเช่นกันที่ได้มีงานทำต่อไปอีก ถึงแม้ว่าบทแต่ละเรื่องเขาไม่เคยได้เป็นนักแสดงนำในภาพยนตร์ที่บ๊วยสร้างเลย เขาก็ยังคงเป็นตัวแสดงแทนให้กับตัวเด่น ๆ ของเรื่องที่บ๊วยกำกับทุกครั้งเพราะเขาต้องการทำงานอยู่เบื้องหลังความสำเร็จแบบนี้มากกว่า ไม่ต้องการชื่อเสียงโด่งดังอะไร ซึ่งอารยะก็ทำได้ดีมากเลยทีเดียว แต่ทั้งหมดที่ผ่านมาบ๊วยและอารยะก็ไม่เคยทำให้หนังทำเงินได้เลย
ทั้งคู่ทำได้แค่เพียงให้หนังมันไม่ขาดทุนก็ดีแล้ว

“แล้วงานเดิมที่เพิ่งเปิดกล้องไปละ จะทำยังไงต่อ” อารยะถามด้วยความเป็นห่วงและรู้สึกผิดที่ทำให้งานกำกับเรื่องที่แล้วของบ๊วยต้องชะงักไปทั้งที่เพิ่งจะเริ่มต้นเปิดกล้องไปเอง
“ไม่เป็นไร สปอนเซอร์เขาเกิดเปลี่ยนใจกะทันหัน ตอนนี้เขาได้ผู้กำกับคนใหม่มารับงานไปทำแทนแล้ว มันก็ดีนะตอนที่รับงานนี้มา ก็รู้สึกว่ามันคงเป็นหนังที่ไม่ดังแน่ ๆ” บ๊วยทำเป็นคุยพร้อมกับใส่สีหน้ากวน ยักคิ้วหลิ่วตา ทั้งที่ผลงานที่ผ่านมาหนังของเขาเองก็ไม่ได้ดังอะไรเลย
“มันแน่ละ ผลงานของนายทำเงินได้ทุกเรื่องเสมอ แค่ทำเงินได้น้อยเท่านั้น” อารยะพูดแบบยิ้ม ๆ เป็นที่รู้กันว่าที่บ๊วยคุยโม้มาก่อนนั้น ก็เป็นมุขขำ ๆ เช่นกัน
“เออ..แล้วนี่ซันได้มาเยี่ยมนายอีกหรือเปล่า.?” มันเป็นคำถามที่บ๊วยก็ไม่ค่อยอยากถามนัก เพราะรู้ดีถึงความรู้สึกของอารยะที่มีต่อซัน แต่ก็อีกนั่นแหละที่ความสนิท ทำให้เป็นห่วงและคุยกันได้ในหลาย ๆ เรื่องแทบทุกเรื่อง และบ๊วยเองก็อยากให้ทั้งคู่ได้กลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง
“ซันเค้าก็คงติดธุระของเขา มาหาคนอย่างเราบ่อย ๆ ก็คงไม่ได้ อีกอย่างเราก็ไม่เหมือนเดิมกันแล้ว” อารยะอดนึกถึงเหตุการณ์ที่เคยมีกันและกันไม่ได้ แต่มันก็ผ่านเวลามาพอจะทำใจไปได้บ้างแล้ว และกำลังพยายามลืมเธอให้ลง
“แล้วนี่อาการเป็นยังไงบ้างละ เดินได้หรือยัง” บ๊วยรู้ว่าคำถามผิดจังหวะของตนเองได้ทำให้เพื่อนคิดถึงเรื่องเก่า ๆ อย่างไม่ได้ตั้งใจ จึงได้รีบพูดตัดบทเปลี่ยนเรื่องอย่างเร็วไม่ให้อารยะใช้สมองทำงานมากในการที่จะคิดถึงเรื่องในอดีต
“ก็ไม่มีอะไรนะ หัวก็ยังจำอะไรได้ทุกเรื่อง เฝือกที่เท้ากับสายน้ำเกลือก็เอาออกแล้ว ลองเดินดูก็โอเคไม่มีปัญหา” อารยะพูดพร้อมกับลุกขึ้นเดินไปกลับรอบเตียงให้เพื่อนดูอย่างช้า ๆ อารยะหายแล้วจริง ๆ
หมอเคาะประตูแล้วผลักประตูเข้ามาในห้องเพื่อเช็คอาการอารยะอีกครั้ง เป็นปกติแบบนี้ทั้งในช่วงสายและในช่วงเย็นอย่างตอนนี้ก็เช่นกัน
“วันนี้เป็นยังไงบ้างครับ” หมอถามอาการที่คนไข้อาจจะสังเกตได้จากสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตัวของคนไข้เอง
“ก็ปกติดีครับ เอ่อ..อ..ยกเว้น..” อารยะนึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเขา
“เรื่องอะไรวะอารยะ รีบบอกหมอไปสิวะ” บ๊วยแทรกขึ้นเพราะเห็นว่าอารยะติดอยู่ตรงคำว่ายกเว้นนานไปหน่อยทำให้ไม่ทันใจคนที่รอฟังอยู่
“คือว่า มันเหมือนมีเสียงก้องในหัวแทรกเข้ามานะครับหมอ” อารยะไม่มั่นใจในคำถามของตัวเองนัก
เพราะก็ยังไม่มั่นใจตัวเองเหมือนกันว่าเสียงที่เกิดขึ้นนั้นมันคือเสียงอะไร เขายังสับสนจนไม่สามารถแยกแยะได้เลยว่ามันเป็นเสียงก้องหรือมันคือการได้ยินเสียงจากที่ไกล ๆ หรือ....!?!..ซึ่งตัวอารยะเองพยายามทำความเข้าใจและเรียนรู้กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาอยู่
“อ้อ..อ.ไม่เป็นไรหรอกนะเท่าที่ตรวจอย่างระเอียดด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์การแพทย์”
“ทุกอย่างใช้เครื่องมือที่ทันสมัยที่สุด ข้อมูลที่ได้ก็ออกมาตรงกันว่าคุณนะไม่เป็นไรแล้ว”
“คลื่นสมองของคุณก็ปกติดี นอกจากตอนนี้อาจจะมีอาการมึนงงบ้างนิดหน่อยซึ่งก็อาจจะมีผลทำให้เกิดเสียงก้องหรือภาพซ้อนอย่างที่คุณเป็นในช่วงนี้ แต่ในระยะสั้น ๆ เท่านั้นไม่นานนัก วันนี้พรุ่งนี้อาการก็จะหายดีขึ้นเอง ช่วงนี้หมอขอให้พักผ่อนมาก ๆ และพยายามอย่าคิดอะไรมาก อย่าเครียดก็พอ” หมอตอบแบบนี้ทำให้อารยะรู้สึกสบายใจขึ้นมาก แต่ก็ไม่ใช่อารยะคนเดียวที่รู้สึกยินดี
“ยินดีด้วยเว้ย.ย.เพื่อน แหมนายหายเร็วกว่าที่ข้าคิดไว้อีกนะ” บ๊วยดีใจที่วันนี้เป็นวันดีของเขา
ทุกอย่างดูดีไปหมดไม่ว่าจะเป็นงานหรือเรื่องเพื่อน
“แล้วนี่พรุ่งนี้นายจะกลับบ้านเองไหวหรือเปล่าวะ ให้ข้าไปส่งเอาไหม” บ๊วยเป็นห่วงเรื่องการเดินทางเพราะอารยะเองก็เพิ่งจะดีขึ้น
“ไม่ต้องหรอกบ๊วย พรุ่งนี้ข้ากลับเองได้ ไม่ต้องเป็นห่วงเดี่ยวนี้เดินทางสะดวกขึ้นเยอะดีกว่าไปนั่งติดอยู่ในรถของนายเป็นชั่วโมง ๆ” อารยะเองไม่ค่อยพอใจกับการเดินทางโดยรถยนต์บนท้องถนนมากนักเพราะนอกจากมันจะเสียเวลามากในช่วงที่รถติด ๆ แล้วมันยังทำให้เขาอึดอัดมากที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากคุดคู้อยู่ในที่แคบ ๆ บนรถ
“วันนี้นายก็พักผ่อนให้เต็มที่อีกหน่อยละกัน ระหว่างนี้ข้าจะเดินกล้องถ่ายหนังไปก่อน ส่วนเรื่องฉากที่นายจะต้องแสดง ข้าคิดเตรียมไว้ให้แล้ว ตอนนี้ข้าขอตัวไปทำงานก่อนละกันแล้วไว้ค่อยเจอกันใหม่นะเพื่อน” ผู้กำกับบ๊วยหวานกำลังคึกคักกับงานใหม่อย่างไฟแรงเลยทีเดียว
“เอาอย่างนี้ละกัน พรุ่งนี้นายก็พักอยู่ที่บ้านอีกวันหนึ่ง เดี่ยวข้าจัดคิวถ่ายให้เองไม่ต้องห่วง
เมื่อรืนนี้ค่อยเจอกันที่กองถ่ายละกัน”
บ๊วยหันหน้ากลับมาหาอารยะอีกครั้ง แล้วพูดขึ้นพร้อมกับเปิดประตูห้องออกไป “เออขอบใจวะเพื่อน” อารยะบอกขอบใจบ๊วยด้วยเสียงอันดัง ในขณะที่ประตูกำลังปิดลงไปยังไม่สนิท แต่อารยะก็ยังเหมือนรู้สึกว่าบ๊วยยังไม่ได้เดินไป

“ยังไงถึงดวงตกแต่ก็ไม่ต้องกลัวตกงานนะเพื่อน” บ๊วยเปิดประตูอย่างเร็ว โผล่หน้ามาอีกครั้ง
เพียงเพื่อพูดล้อเล่นกับเพื่อนแบบกวน ๆ ทิ้งท้ายไว้ก่อนเหมือนเป็นประโยคที่เพิ่งจะนึกได้แล้วลืมบอก
ก่อนเดินไปจากห้องอารยะจริง ๆ อารยะนึกถึงบ๊วยตอนเป็นเด็กตัวเล็กที่เคยเล่นด้วยกันแถวบ้าน
จนถึงวันนี้ก็ยังคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันตลอดมาอย่างไม่เคยทอดทิ้งกันเลย

วันที่สี่-ห้องผู้ป่วยเตียงเดี่ยวพิเศษ เลขที่ 307
อารยะหยิบรีโมทเปิดโทรทัศน์กดเปลี่ยนสถานีไปเรื่อย ๆ มาหยุดอยู่ที่รายการสารคดี จากนั้นจึงเอื้อมมือไปหยิบจานใส่ผลไม้หลายอย่างที่จัดวางเตรียมไว้อยู่ข้าง ๆ เตียงอย่างเรียบร้อยพร้อมรับประทาน
อีกประมาณไม่ถึงสามชั่วโมงอารยะก็ต้องเตรียมตัวออกจากโรงพยาบาลแล้วเป็นเวลาที่เหมาะที่จะผ่อนคลายอย่างยิ่ง

“….โลกเรานี้ดูเหมือนจะหลีกไม่พ้นกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจากปรากฏการณ์ต่าง ๆ
เช่นภาวะเรือนกระจกหรือภาวะโลกร้อน น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ปรากฏการณ์เอลนิโย เป็นต้น
เหล่านี้ล้วนมีที่เกิดที่มาจากการบริโภคทรัพยากรอย่างเกินความจำเป็นของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘มนุษย์’”
“การแสวงหาผลประโยชน์จากธรรมชาติมากเกินกว่าที่มนุษย์ต้องการใช้ จนเกิดปัญหามากมายขึ้นกับสิ่งแวดล้อม รูปแบบที่ถูกต้องตามธรรมชาติของโลกจึงเปลี่ยนแปลงไป ยังผลให้โลกต้องปรับสภาพตัวเองด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ก็เพื่อความอยู่รอดของโลกเอง”
อารยะกำลังติดตามชมรายการสารคดีเรื่อง ‘ชีวิตของโลก’
ซึ่งดูแล้วไม่ค่อยจะผ่อนคลายเท่าใดนัก
แต่ก็เป็นเรื่องที่ใหญ่โตมหาศาลสำหรับสิ่งมีชีวิตทุกอณูที่อาศัยบนแผ่นดินนี้
อารยะสนใจติดตามชมภาพยนตร์สารคดีนี้ต่อไป
เพราะมันคือเรื่องใกล้ตัวที่เราทุกคนบนโลกได้รับผลกระทบอยู่ในตอนนี้
และอารยะเองก็อยู่ในสภาพที่ร่างกายพร้อมแล้วที่จะรับข้อมูลข่าวสาร
นอกจากนี้ยังมีผลไม้เย็น ๆ อร่อย ๆ ไว้ช่วยทำให้เพลิดเพลิน
อารยะหยิบส้มเข้าปากทานอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมกับชมสารคดีต่อไปเรื่อย ๆ ...

“…..หากเรากำลังมองในเชิงสมมุติว่าโลกเรานี้มีชีวิต ก็คงเป็นชีวิตที่กำลังเจ็บป่วยทรุดโทรม”
“โลกใบนี้ก็คงกลัวตายด้วยเช่นกันเหมือนกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ
วิธีเยียวยาวิธีแรกของโลกคือการเปลี่ยนแปลงสภาพอะไรบางอย่างในร่างกายของมันเอง
เพื่อให้โลกอยู่รอดต่อไปได้ เช่น การเคลื่อนตัวของเปลือกโลก หรือการเกิดภูเขาไฟระเบิด เป็นต้น
ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดผลในการเปลี่ยนแปลงสภาพบนผิวโลกของมันเอง
และสิ่งทั้งปวงที่จะเกิดกับโลกในอนาคตข้างหน้าก็เป็นไปเพื่อให้ตัวมันเองไม่ต้องตายจากน้ำมือของมนุษย์”

อารยะรู้สึกเห็นด้วยกับสิ่งที่เฝ้าดูอยู่ในโทรทัศน์ขณะนี้ โดยนิสัยของอารยะเองแล้ว เขาก็เป็นนักท่องไพรตัวยงคนหนึ่ง เขาชอบมากที่จะต้องไปหาความสุขอยู่ในป่าเขาเมื่อมีโอกาส อารยะจึงเป็นผู้ชายที่แตกต่างกว่าผู้ชายในเมืองบางคนที่ช่วงเช้าอยู่ห้างสรรพสินค้าหรือตกค่ำก็จะถูกแสงไฟยามราตรีของสถานบันเทิงล่อลวงให้ไปเล่นด้วยเหมือนแมลงกลางคืนบินไปตายในกองไฟเช่นนั้น

“เหนือสิ่งอื่นใดนั้น สัตว์ต่าง ๆ ล่าเหยื่อเมื่อมันหิวเท่านั้น มันกินเท่าที่อิ่ม ซากที่เหลือมันก็ยังกลับมากินใหม่หรือก็เป็นอาหารของสัตว์อื่นต่อไป มันจะกินเมื่อหิวและอิ่มก็จะพอมันเป็นแรงขับตามธรรมชาติ มนุษย์ตรงกันข้ามต่างกันที่กินเข้าไปไม่รู้จักอิ่ม ไม่หิวก็กินอย่างไม่รู้จักพอ สะสมทรัพยากรเอาไว้มากเกินกว่าที่ช่วงอายุขัยของตนเองจะใช้มันได้หมด ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่ต่างจากการฆ่าตัวตาย” อารยะชะงักหยุดทานผลไม้ไปชั่วขณะ...วางจานผลไม้ลงตรงที่เดิมของมัน และยังติดตามชมรายการต่อไป

“คำถามสุดท้าย ถามว่าหากดาวเคราะห์ดวงที่เราเรียกว่าโลกนี้ ต้องตายลง มนุษย์จะไปอยู่ที่ไหน
คุณได้เตรียมดาวดวงใหม่ไว้ให้ตัวเองหรือยัง แล้วคุณคิดว่าดาวดวงใหม่ที่คุณจะไปอยู่หากมันเป็นไปได้
ดาวดวงใดบ้างใกล้ ๆ กับโลกเราที่จะทำให้คุณอาศัยอยู่ได้สุขสบายไปกว่าดวงดาวนี้” ถึงตรงนี้ทำให้อารยะรู้สึกรักธรรมชาติมากกว่าที่เคยรัก คิดถึงห้องที่อารยะปลูกต้นไม้เอาไว้ที่ริมหน้าต่าง คิดถึงป่าเขาที่เคยไปพัก และคิดถึงบ้าน......

“วิธีเยียวยาโลกวิธีที่สองนั้นมาจากความร่วมมือช่วยเหลือกันของหมู่มวลมนุษยชาติเท่านั้นที่จะสามารถต่ออายุให้โลก และ เผ่าพันธุ์มนุษย์ชั่วลูกหลาน...”

อารยะติดตามชมสารคดีจนจบรายการแล้ว..จึงได้เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการกลับบ้าน
ซึ่งก็ไม่มีอะไรมากมายนอกจากเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ชิ้นที่ใส่เมื่อตอนมากับโทรศัพท์มือถือแล้วก็กระเป๋าสตางค์
เท่านี้อารยะก็ไปไหนมาไหนได้อย่างสบาย

แล้วเวลาที่จะต้องออกจากโรงพยาบาลก็ได้มาถึง
เขาเดินออกจากโรงพยาบาลสูดอากาศข้างนอกอย่างสดชื่น
ก่อนที่จะเดินลับไปอย่างช้า ๆ กับเสียงเพลงที่เปิดดังลั่น
ก็แค่ในหูของเขาคนเดียว......ไม่ได้รบกวนใคร.....

จอมโจรอ้วนผอมสูง

เช้าวันที่อากาศสดใส
แสงแดดอ่อน ลมหนาวพัดบางเบา
ท้องฟ้าโปร่ง ไม่มีก้อนเมฆเลยแม้เพียงสักก้อน
สัญญาณการเปลี่ยนฤดูได้มาถึงแล้ว….

หลังจากที่ได้นอนพักมาหลายวันแล้ว วันนี้อาระยะจะต้องออกเดินทางไปทำงานแต่เช้า
เพื่อไปสมทบกับกองถ่ายทำภาพยนตร์ คราวนี้บ๊วยยกกองถ่ายทำไปแถวย่านชานเมือง อารยะเองไม่มีรถส่วนตัว จึงต้องออกจากบ้านก่อนเวลานัดไว้หลายชั่วโมง เขาชอบใช้ชีวิตติดดินที่ต้องติดเดิน นิยมใช้ระบบขนส่งมวลชนมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรือ รถตู้ รถเมล์ หรือ รถไฟฟ้า แต่ที่ใช้บ่อยที่สุดจะเป็นการเดินอยู่บนเท้าของตัวเอง
สำหรับการเดินทางครั้งนี้อารยะวางแผนไว้ว่าจะเดินทางด้วยบริการรถไฟลอยฟ้า BTS
เริ่มต้นที่สถานีลาซาลซึ่งเป็นสถานีที่ใกล้กับที่พักของอารยะมากที่สุดออกสู่นอกเมืองสุดสายปลายทางที่สถานีบางใหญ่ แล้วจึงค่อยต่อรถสองแถวไปอีกครั้งหนึ่ง

อารยะอยู่ที่สถานีรถไฟฟ้าลาซาล....
ผู้คนเดินไปมาสับสนวุ่นวายต่างเร่งรีบออกไปทำมาหากินกันแต่เช้าเหมือนมดแดงแตกรัง
ไม่มีใครสนใจใครต่างแข่งขันกันเพื่อให้ไปถึงจุดหมายของตนให้เร็วที่สุด มันเป็นปกติเช่นนี้ทุกเมื่อเชื่อวันและนี่คือเหตุผลที่อารยะมักจะต้องเปิดเพลงฟังเอยู่เสมอมันเป็นวิธีเข้าสู่โลกส่วนตัวของเขาเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ต้องการรับรู้ความวุ่นวายของสังคมเมืองที่น่าเบื่อหน่าย แต่ครั้งนี้มันไม่ได้เหมือนกับครั้งที่ผ่าน ๆ มา อารยะไม่ได้อยู่ในโลกส่วนตัวอีกต่อไปแล้ว......

อารยะเดินยืนรอต่อแถวขึ้นรถที่สถานีรถไฟฟ้าลาซาล เพียงไม่นานนักรถไฟฟ้าก็เคลื่อนขบวนเข้ามาเทียบท่าจนหยุดสนิท ประตูรถไฟฟ้าเปิดออกพร้อมกับผู้โดยสารทั้งขาขึ้นและขาลงเริ่มเคลื่อนไหว

“ไอ้นั่นมันไม่ต่อคิวเข้าแถว..มันแซงคิวได้ไงวะเนี่ย..”
“ไอ้นี่ มันเดินชนหน้าตาเชยไปเลย ไม่ขอโทษซักคำ”
“ผมช่วยถือไหมครับ”
“เอ๊ะ..ไอ้ผู้ชายคนนี้มันเบียดฉันทำไมเนี่ย..”
“ผู้หญิงคนนั้นแต่งหน้าซะหนาเลยนะยะ สงสัยจะใช้ปูนซีเมนต์พอกหน้ามามั้ง”
“เฮ้อ.อ..ทำงานอีกแล้ว...เบื่อจริง ๆ อากาศน่านอนอยู่ด้วย”
“รีบ ๆ เข้าเช้านี้ต้องทำรายงานส่งเจ้านายอีก”
“หิว หิว หิว”

อารยะได้ยินเสียงเหล่านี้ทั้งที่ผ่านหูเข้ามาและเสียงที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน มันปนกันมั่วไปหมด
จนทำให้อารยะรู้สึกว่า ชีวิตมันช่างยากเย็นเสียจริง ๆ เช้าถึงเย็นมีแต่ดิ้นรนกันเป็นเครื่องจักรเสียบปลั๊กเดินเครื่องแล้วก็ทำงาน ทำงาน ทำงานจนกว่าจะได้ถอดปลั๊กก็ตอนเข้านอน หมุนวนเวียนซ้ำเรื่องราวเดิม ๆ เป็นอย่างนี้ทุก ๆ วัน อาจเป็นเพราะทุกคนก็มีความจำเป็นไม่เหมือนกัน ให้เบื่อแทบตายก็ต้องทนทำ ไม่ทำก็ไม่มี ไม่มีก็อดตาย.....ทำให้เขามองย้อนกลับมาที่ตัวเองอีกครั้ง
“เราก็เหมือนกัน”
อารยะก็เป็นเช่นนั้นส่วนหนึ่งต้องส่งไปให้พ่อแม่ที่อยู่จังหวัดเชียงใหม่ทุก ๆ เดือน อีกส่วนก็ไว้ใช้จ่ายส่วนตัว และ ที่เหลือก็เก็บออมเอาไว้เพราะเขาก็คือคนธรรมดาคนหนึ่งเหมือนคนอื่น ๆ ทั่วไป....

ทุกคนกำลังกรูกันเข้ารถไฟฟ้าอย่างชุลมุนเพื่อจับจองที่นั่งเหมือนเล่นเก้าอี้ดนตรี ใช้เวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นรถไฟฟ้าตอนเช้า ๆ ก็เต็มแน่นไปด้วยผู้คนมากมายอย่างที่เราเรียกว่าปลากระป๋อง อารยะได้ยืนอยู่ในจุดที่ใกล้กับประตูทางออกของท้ายขบวนรถไฟลอยฟ้า เสียงความวุ่นวายจากจิตใจของผู้คนแทรกเข้ามาในหัวของอารยะอยู่ตลอดเวลา อารยะกำลังปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเขาอยู่และพยายามจะยอมรับมันให้ได้ ทั้งที่ยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไม และ เพราะอะไร......

“สถานีต่อไปบางนา” “Next Station Bangna” เสียงประกาศแจ้งให้ผู้โดยสารได้ทราบที่หมายของสถานีที่กำลังจะจอดเทียบท่า
“นั่นไงผู้หญิงเป้าหมาย สวมเสื้อคอกระเช้าสีฟ้า กระโปรงดำ สะพายกระเป๋าถือสีดำ นาฬิกาข้อมือสีฟ้า” โย่งกำลังพูดคุยอยู่กับเตี้ยและกิ๊กด้วยเสียงกระซิบเบา ๆ
‘โย่ง’ เป็นผู้ชายรูปร่างคล้ำผอมสูงประมาณ 180 เซนติเมตร อายุราว 37 ปี แต่งตัวสุภาพสะอาดดูดีมาก
‘เตี้ย’ เป็นผู้ชายอีกคนหนึ่งรูปร่างเล็กผิวเหลือง หน้าตาดีมีราศี สูงประมาณ 159 เซนติเมตร อายุราว 30 ปี แต่งตัวดีมีเฟอร์นิเจอร์หรูตามข้อมือทั้งสองข้าง ดูแล้วมาดดีกว่าโย่งเสียอีก
‘กิ๊ก’ ผู้หญิงรูปร่างอ้วนมากผิวขาว สูงประมาณ 165 เซนติเมตร อายุราว 34 ปี น้ำหนักน่าจะเกือบสองร้อยกิโลกรัม แต่งตัวดีเหมือนเจ้าของธุรกิจมากกว่าคนทำงานตามออฟฟิศ ใส่สร้อยคอไข่มุกและกำไรข้อมือดูดีมีราคา

“บางนา” เสียงประกาศดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่รถไฟฟ้าจะเทียบท่าแล้วประตูรถไฟฟ้าก็เปิดออก
เตี้ยไม่ได้พูดอะไรอยู่ ๆ ก็เดินผละออกไป อาศัยจังหวะที่ผู้โดยสารกำลังลงจากรถไฟฟ้าที่สถานีบางนา จึงเคลื่อนย้ายตัวเองเข้าไปสอดตัวเองไว้ด้านในตรงที่ว่างใกล้ ๆ กับเป้าหมาย กิ๊กเดินตามเตี้ยไปด้วยติด ๆ แล้ว
ผ่านเป้าหมายไปยืนอยู่ด้านหน้าของผู้หญิงในชุดสีฟ้าคนนั้น เตี้ยได้จังหวะอีกครั้งขยับตัวไปประกบอยู่ด้านหลังของผู้หญิงชุดสีฟ้าตามแผน โย่งแหวกผู้คนทำตัวเหมือนกำลังขึ้นรถไฟฟ้ามาจากสถานีบางนา เข้าไปยืนต่อแถวอยู่ด้านหลังเป็นคนสุดท้าย วายร้ายทั้งสามคนอาศัยความวุ่นวายขณะที่ผู้โดยสารขึ้นลงรถไฟฟ้ามาเป็นจังหวะโอกาส ตอนนี้เขาทั้งสามคนอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมที่จะทำงานแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็แค่รอให้ถึงสถานีข้างหน้าความโกลาหลบนขบวนรถไฟฟ้าก็จะเกิดขึ้นอีกครั้ง

“สถานีต่อไป อุดมสุข” “Next Station Udomsook” เสียงประกาศของขบวนรถไฟฟ้าแจ้งให้ผู้โดยสารทราบ แต่มันหมายถึงเสียงสัญญาณเพื่อให้วายร้ายกลุ่มนี้รู้ว่าได้เวลาทำงานกันอีกครั้งแล้ว เริ่มต้นที่วายร้ายผู้หญิงเป็นคนแรก ขยับตัวไปมาอย่างงุ่นง่านเหมือนช้างตัวใหญ่ ๆ ที่กำลังจะตกมัน จากนั้นกิ๊กก็เบียดไปหน้าบ้างข้างหลังบ้างข้าง ๆ บ้างทำทีเหมือนจะแหวกทางเพื่อขอลงจากรถไฟฟ้าที่สถานีหน้า ผู้หญิงในชุดสีฟ้าเป้าหมายต้องขยับตัวล่นถอยหลังให้เพราะก้นใหญ่ ๆ ของเธอ จึงทำให้ผู้หญิงชุดสีฟ้านั้นต้องถอยหลังไปเบียดชนเข้ากับเจ้าเตี้ย ขณะเดียวกับที่ผู้โดยสารคนอื่น ๆ ที่จะลงสถานีอุดมสุขด้วยนั้น ได้เห็นช่องทางใหญ่ ๆ ที่ช้างแหวกทางไว้ให้แล้วจึงได้เดินตามกิ๊กออกมาเป็นแถวตอนตามหลังกันมาแบบกลุ่มใหญ่เหมือนลูกช้างเป็นโขลงวิ่งตามแม่ช้าง โอกาสดีทีเดียวขณะที่เตี้ยถูกผู้หญิงในชุดสีฟ้าถอยเบียดเข้ามาชนและผู้คนจำนวนมากกุลีกุจอที่จะรีบลงจากรถ
โอกาสเหมาะที่สุดเพียงครั้งเดียว....เตี้ยใช้มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในกระเป๋าถือของเธอ มือของเขาเลื้อยไปอย่างนุ่มนวลและเบาบางสัมผัสเหมือนงูเลื้อยเข้าหาเหยื่อและมีลิ้นสัมผัสกลิ่นได้ในความมืด เขาขยับมือไปมาตามการเคลื่อนที่ของกระเป๋าถือใบใหญ่จนได้สิ่งที่ต้องการจากหญิงในชุดสีฟ้าผู้โชคร้ายมาได้แล้ว กระเป๋าเงินแสนสวยสนนราคาแพงตามยี่ห้อแบรนด์เนมดังสภาพยังใหม่แต่นั่นไม่ใช่สิ่งพวกมันสนใจอยากได้ มีสิ่งที่น่าพิสมัยกว่านั้น มันคือเงินที่อยู่ในกระเป๋าสตางค์ใบนี้ต่างหากที่ทำให้พวกมันใช้ชีวิตอยู่ได้หรืออาจจะโชคดีกว่านั้นหากมีบัตรเครดิตหรือไม่ก็บัตร เอ.ที.เอ็ม. พร้อมหมายเลขรหัสให้มาอีกเป็นของแถม งานง่าย ๆ เงินสบาย มีลุ้นสร้างความตื่นเต้นท้าท้ายให้ไม่ซ้ำแม้แต่ละวัน นี่เป็นสาเหตุที่พวกมิจฉาชีพยังคงประกอบอาชีพนี้ต่อไปได้เรื่อย ๆ
เตี้ยส่งมันต่อให้โย่งหัวหน้าทีมซึ่งยืนรออยู่ด้านหลังอย่างรวดเร็วและหน้าตาเฉยที่สุดเหมือนไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น
การแสดงที่แนบเนียนใช้เวลาแสดงน้อยที่สุดเพียงแต่ไม่มีผู้ชมเท่านั้นหรือหากมีผู้ชมในครั้งนี้ ถามว่า ? ใครละจะกล้าเข้าไปช่วยผู้หญิงเสื้อฟ้าที่น่าสงสารนอกเสียจาก.........

“อุดมสุข” เสียงแจ้งจากขบวนรถไฟฟ้าดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ประตูรถไฟฟ้าจะเปิดออก
ผู้โดยสารจำนวนมากกำลังยืนออกันอยู่ที่หน้าประตูเพื่อรอให้มันเปิดออก กิ๊กรีบเดินลงจากรถไฟฟ้าไปพร้อมกับฝูงผู้โดยสารคนอื่น ๆ และคงกำลังเดินไปรอพรรคพวกยังจุดนัดหมายซึ่งไม่ไกลจากสถานี เพื่อรอขอรับค่าเหนื่อยที่ต้องแหวกว่ายอยู่ในหมู่คนจำนวนมากออกมาอย่างอึดอัดทุลักทุเล โย่งเมื่อได้รับกระเป๋าเงินจากเตี้ยแล้วก็เดินฉากออกไปทางประตูด้านหลัง ส่วนเตี้ยเดินออกทางประตูหน้า โดยเดินผ่านผู้หญิงโชคร้ายที่ยังไม่รู้ตัวเลยว่ามีบางสิ่งบางอย่างหายไป ทั้งคู่ปะปนไปกับผู้โดยสารคนอื่น ๆ ที่เดินออกจากสถานีบางจาก แต่ทว่ามันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

คนเดียวที่รู้เรื่องราวทั้งหมดดี เป็นผู้เฝ้าชมการแสดงของวายร้ายกลุ่มนี้อยู่ทุก ๆ ฉาก ถึงแม้จะลำบากมากในการคัดแยกเสียงและภาพที่เข้ามาในประสาทสมองของเขา มันไม่ใช่เรื่องราวของจอมวายร้ายกลุ่มนี้เพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่แล่นเข้ามาในหัวให้เห็น ยังมีอีกหลายเรื่องราวของผู้โดยสารคนอื่น ๆ อีกที่เข้ามาฉายภาพปะปนกันให้เห็นจนเป็นภาพซ้อนและเสียงก้องอีกมากมายทำให้อารยะต้องทำการตัดต่อเสียงและภาพ
แล้วนำมาปะติดปะต่อกันให้เป็นเรื่องราวที่สมบูรณ์อย่างรวดเร็วที่สุด มันเป็นพรสวรรค์ในการใช้สิ่งวิเศษที่ได้รับมาเหมือนรางวัลที่แถมมาให้ข้าง ๆ ความโชคร้าย

อารยะยังยืนอยู่ในตำแหน่งที่บริเวณหน้าประตูด้านหลังที่เจ้าโย่งหัวหน้าจอมวายร้ายเดินมาพอดี
ภาพหน้าตาของวายร้ายคนนี้ชัดเจนเหมือนที่เรียบเรียงได้ในหัวของเขาก่อนหน้านี้เลยทีเดียวอารยะมั่นใจขึ้นมาทันทีว่ามันเป็นคนนี้อย่างแน่นอนบทบาทนอกจอของอารยะจึงต้องเกิดขึ้นอย่างพระเอกจำเป็นและนี่คือเรื่องจริงครั้งแรกที่เขาได้แสดงอารยะผู้ชายร่างกายแข็งแรงกำยำล่ำสัน ตัวสูงใหญ่สมส่วน ด้วยความสูง 178 เซนติเมตร น้ำหนัก 69 กิโลกรัม อายุ 29 ปี ก็นับว่าจัดอยู่ในระดับที่พอสูสีกับคู่ต่อสู้ เขาปล่อยกำปั้นออกไปในท่าชกหมัดตรงพร้อมหมุนกำปั้นเล็กน้อยเข้าที่ลิ้นปี่ของจอมวายร้ายที่กำลังเดินมาที่ประตูอย่างแรง โย่งสิ้นฤทธิ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ถึงกับทรุดลง ตัวงอจุกจนพูดไม่ออก ไม่สู้ ไม่ขัดขืน ไม่ทำอะไร..นอกจากเอามือทั้งสองข้างกุมเอาไว้ที่ลิ้นปี่ ตัวงอเป็นกุ้ง อารยะจึงได้เอามือล้วงไปที่กระเป๋ากางเกงของเจ้าโย่งแล้วหยิบกระเป๋าเงินที่มันล้วงมาได้คืนมา
“ผมขอกระเป๋าคืนนะครับ” อารยะขอกระเป๋าคืนด้วยคำพูดที่สุภาพถึงแม้จะต่อยเขาไปแล้วหนึ่งหมัดอย่างแรงก็ตาม
หัวหน้าโจรตัวสูงโย่งยังคงไม่พูดอะไรเพราะพูดไม่ออกจริง ๆ ได้แต่พยักหน้าซีด ๆ ตอบแทนคำพูด
แล้วเดินออกไปจากขบวนรถไฟฟ้าทันที ประตูรถไฟฟ้าปิดลง แล้วเคลื่อนขบวนออกเดินทางไปยังสถานีถัดไป

ผู้หญิงในชุดฟ้ากำลังถูกเปลี่ยนชะตาใช่หรือไม่ ? มันย่อมแน่นอนเธอกำลังเปลี่ยนจากผู้โชคร้ายกลายเป็นผู้โชคดี
“คุณครับ นี่กระเป๋าเงินของคุณครับ” อารยะพูดพร้อมยื่นกระเป๋าเงินให้ผู้หญิงในชุดสีฟ้าเจ้าของกระเป๋า ทันทีที่ผู้หญิงผู้โชคดีได้เห็นกระเป๋าเงินของตนเองก็ตกใจ ทำให้อารยะต้องรีบอธิบายถึงสาเหตุที่มาของมันว่ากระเป๋าเงินของเธอมาอยู่ในมือของเขาได้อย่างไร
“คือพอดีผมเห็นขโมยคนหนึ่งล้วงเอาไปได้จากในกระเป๋าถือของคุณครับ” อารยะอธิบายสั้น ๆ แต่ก็พอให้เจ้าของกระเป๋ารู้ได้ถึงความประสงค์ดีของอารยะ
“ลองตรวจทรัพย์สินในกระเป๋าดูก่อนนะครับ ว่ามีอะไรหายไปบ้างหรือเปล่า” อารยะบอกให้เจ้าของตรวจกระเป๋าเงินของตนเพื่อความไม่ประมาท
ผู้หญิงในชุดสีฟ้าเจ้าของกระเป๋าเงินทำตามที่อารยะบอก
“ขอบคุณมากนะคะ ไม่อย่างนั้นฉันคงต้องลำบากแน่เลย ขอบคุณจริง ๆ คะ” ผู้หญิงที่ไม่น่าสงสารแล้วในตอนนี้กำลังขอบคุณอารยะเป็นการใหญ่
“ไม่เป็นไรครับ ต่อไปคุณคงต้องระวังตัวให้มากกว่านี้นะครับ” อารยะเตือนให้อย่าประมาทกับภัยที่อยู่ใกล้ ๆ ตัว เพราะพวกเหล่ามิจฉาชีพเดี่ยวนี้ปฏิบัติงานกันได้ทุกที่ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตาม พวกมันมีวิธีการมากมายทั้งที่ซับซ้อนมีการวางแผนกันมาอย่างดีหรือวิธีการง่าย ๆ ที่จะล่อลวงให้คนดี ๆ ต้องตกหลุมพราง

“สถานีต่อไป บางจาก” “Next Station Bangjark”
ผู้หญิงในชุดสีฟ้าลุกขึ้นเพื่อเตรียมตัวลงที่สถานีข้างหน้าแล้วหันมาทางอารยะพร้อมพยักหน้าให้
เหมือนจะแสดงอาการว่าจะขอบคุณอารยะอีกครั้ง และอารยะก็ได้ยินจากข้างในใจของเธอจริง ๆ อารยะยิ้มให้พร้อมพยักหน้าอย่างช้า ๆ ตอบรับก่อนที่เธอจะออกไปจากรถไฟฟ้าขบวนนี้

จอมโจรหัวหน้าทีม เมื่อลงจากสถานีอุดมสุขแล้ว ก็ค่อย ๆ เดินพาตัวงอ ๆ ของตนเองไปยังจุดนัดหมาย
ซึ่งลูกน้องอ้วนและผอมยืนรออยู่นานจนหงุดหงิดแล้ว
“เป็นไงบ้าง แหมปล่อยให้รอตั้งนานเลยนะ งานนี้ถ้าจะเงินหนักสิถึงได้เดินกุมเงินมาเลยเชียว”
กิ๊กมารอก่อนใครเป็นคนแรกทักทายหัวหน้าทีมอย่างประชดประชันที่ปล่อยให้เธอรออยู่ได้ตั้งนาน
“อ้าวเป็นไงละนั่น เดินตัวงอเป็นกุ้งชุบแป้งมาเลยนะหัวหน้า” เตี้ยทักทายหัวหน้าทีมพร้อมหัวเราะโย่งที่เดินตัวงอจนหน้าซีดผิดสังเกต
“ช่วยพยุงหน่อยสิวะ พากูกลับบ้าน วันนี้พอแค่นี้ก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่” หัวหน้าทีมพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแสดงความเจ็บปวด พร้อมกับขอลาป่วยในวันนี้ทันที
ลูกน้องทั้งสองรีบเข้ามาประคองหิ้วปีกที่แขนทั้งสองข้างของหัวหน้าพร้อมกับถามถึงเรื่องเงินที่จะต้องแบ่งกันในวันนี้
“แล้วเรื่องเงินละหัวหน้า จะว่าไง!? ทุกทีก็แบ่งกันไปเลยไม่ใช่เหรอ” เตี้ยถามด้วยความสงสัยที่วันนี้หัวหน้ามีอาการเหมือนคนอมเงินลูกน้อง
“กูโดนคนเขาอัดมา แล้วมันก็เอากระเป๋าเงินของพวกเราไป” โย่งพูดมาอย่างหน้าไม่อายว่าเป็นกระเป๋าเงินของพวกตน
“จริงรึเปล่า นี่พี่โย่งไม่ได้อมเงินไปคนเดียวนะ เดี่ยวตัวก็บวมหลอก อมเงินลูกน้องเนี่ย” ถึงคิวของกิ๊กประชดประชันขึ้นอย่างอารมณ์เสียที่ต้องชวดเงินที่จะต้องอดไปเล่นไพ่ในตอนบ่าย
“ก็จริงสิวะ ที่พวกมึงเห็นอยู่ตอนนี้เนี่ย กูดูเหมือนคนอมเงินอยู่หรือไงวะ อย่าถามกูอีกนะ ไม่อย่างนั้นพวกมึงต้องโดนแน่..น ..โอย.ย..อย่าให้กูพูดมากอีกนะ” โย่งพูดสั่งลูกน้องทั้งสองเพื่อปัดความรำคาญในขณะที่ร่างของเขาถูกพยุงตัวอยู่

พวกเขาทั้งสามเดินกลับรังโจรอย่างลำบากยากเย็น ด้วยขนาดของคนแต่ละคนไม่สมดุลกันเลยระหว่างคนเจ็บก็ตัวสูง คนพยุงเป็นชายร่างเตี้ยกับหญิงร่างอ้วน
มองดูไปแล้วไม่รู้ว่าใครพยุงใคร ..….

โย่งคงต้องกลับไปรักษาตัวให้หายดีเสียก่อน อาจจะอีกหลายวันกว่าจะเริ่มทำความเดือดร้อนให้คนอื่นได้อีก สำหรับเรื่องนี้พวกมันคงยังไม่จบง่าย ๆ เป็นแน่ ตราบใดที่คนกลุ่มนี้ยังไม่เห็นแสงสว่างก็คงยังหากินอยู่ในความมืดมิดแห่งจิตใจ.....อยู่ล่ำไป

สัญญาณเตือน

การเดินทางยังคงดำเนินต่อไป อีกเพียง 3 สถานีจะถึงสถานีบางใหญ่หรือในเวลาประมาณอีกเพียงไม่เกิน 10 นาที ก็จะถึงสถานีปลายทาง เพิ่งมีเรื่องกับหัวขโมยจบไปยังไม่นาน เรื่องใหม่ก็เกิดขึ้นแต่คราวนี้ชวนให้สงสัยในปรากฏการณ์

“...............” อารยะทำหน้าทำตาเหมือนกำลังเจอกับอะไรบางอย่างที่แปลกไม่เคยรู้จักมาก่อน
“..นี่มันเกิดอะไรขึ้น..เรารู้สึกว่าเราเอนไปเอนมา หรือว่าเราเมารถไฟฟ้า” อารยะมาแปลก
“ขบวนรถมันไหวสะเทือนแบบแปลก ๆ”
แน่นอนรถไฟไม่ว่าจะเป็นรถไฟประเภทไหนก็ต้องสั่นสะเทือนเป็นธรรมดา
“ไม่เหมือนทุกครั้ง”
อารยะรับรู้ได้มากกว่านั้น.........

เขาครุ่นคิดวิตกอยู่ในใจพร้อมกับกวาดสายตาไปรอบ ๆ ความคิดต่าง ๆ ของผู้คนบนรถไฟฟ้าผ่านไปมาให้ได้รับรู้เหมือนสายลมแห่งข่าวสารผ่านมาแล้วก็ผ่านไปทุกขณะ ถึงแม้ว่ามันจะผ่านเข้ามาเหมือนสายลมแรงจนไม่สามารถที่จะเลือกดูเรื่องหนึ่งเรื่องใดได้ตามใจชอบแต่อารยะก็ยังสามารถรับรู้ภาพความคิดรวม ๆ กันของคนบนรถไฟฟ้าในบริเวณนั้นได้
“ทำไมคนอื่น ๆ บนรถไฟฟ้าถึงไม่รู้สึกอะไรกันเลย” อารยะสงสัยจนมีเครื่องหมายแห่งความสงสัยขึ้นอยู่บนหัว
“มันแปลก! มันไม่ใช่การสั่นสะเทือนแบบธรรมดา” ใช่! อารยะคิดถูกต้องมันไม่ใช่การสั่นสะเทือนปกติของรถไฟฟ้าที่เคยเป็น
“แล้วมันคืออะไร?” อารยะตั้งคำถามให้ตัวเองอยู่ในใจ

“สถานีต่อไป บางใหญ่” “Next Station Bangyai” ในที่สุดก็ถึงจุดหมายปลายทางที่อารยะต้องลงจากขบวนรถไฟฟ้าจนได้ อารยะยังคงครุ่นคิดอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นจนเท้าก้าวย่างออกจากขบวนรถไฟฟ้ามาแล้ว ขณะที่เท้าเหยียบย่างก้าวอยู่บนพื้นนิ่ง ๆ เขาจึงได้รู้ว่า.....
“มันเป็นแผ่นดินไหว มันคือ แผ่นดินไหวนี่เอง” อารยะพูดออกมาเบา ๆ กับตัวเอง
“มันเบามาก” “มันกำลังเลื่อนไหลไปอย่างช้า ๆ ข้างใต้” “ลึกลงไป” อารยะรับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวอันแผ่วเบาของแผ่นดิน ประสาทของเขาไวขึ้นมาก มากกว่ามนุษย์ธรรมดาด้วยซ้ำ ปกติมันเป็นประสาทสัมผัสของสัตว์อย่างเช่น สุนัข ม้า หมี ช้าง อะไรเหล่านี้มากกว่า มันอาจจะเป็นคำเตือนล่วงหน้าจากโลกของเราหรือไม่ก็คงต้องการให้อารยะได้รับรู้วาระอะไรบางอย่างที่จะเกิดขึ้นหรือว่ามันไม่ได้มีนัยของความหมายใด ก็แค่การเคลื่อนตัวของเปลือกโลกอย่างช้า ๆ ก็เท่านั้น อารยะไม่ได้คิดไปไกลถึงขั้นนั้น เมื่อสิ่งที่ครุ่นคิดมาตั้งแต่อยู่บนรถไฟฟ้าได้รับคำเฉลยแล้ว ก็เป็นเพียงแค่คำตอบที่ได้รับความพึงพอใจผ่านไปแล้วเมื่อเวลาหนึ่งด้วยเช่นกัน เขาหมดความสงสัยที่จะนำมันกลับมาให้คิดถึงอีกครั้ง เขามีงานที่ต้องรีบไปทำและมุ่งหน้าเดินทางต่อไปให้ถึงกองถ่ายทันเวลาก็พอ....แล้วปล่อยให้มันเป็นเรื่องธรรมดาของโลกต่อไป....
.................................................................................

ปาฏิหาริย์สายลม

อารยะอยู่ในระหว่างการเตรียมตัวในกองถ่ายทำภาพยนตร์ ทั้งเครื่องแต่งกาย แต่งหน้าและแต่งทรงผม
ในขณะที่บ๊วยกำลังกำกับบทของตัวแสดงคนอื่น ๆ อยู่
“นี่เธอ นิ่ง ๆ หน่อยสิยะ หันไปหันมา เดี่ยวชั้นก็เอาหวีสับหัวแบะเลยนี่” เสียงของแมนช่างเสริมสวยหน้าหมวยสไตล์แมน ทำได้ทั้งแต่งหน้าทำผมในตัวเดียวกัน
แมนเป็นผู้ชายที่ไม่แมน แล้วก็ดูไม่สวยพอที่จะเป็นผู้หญิงได้ เรียกได้ว่าหุ่นไม่ให้แต่เธอก็เลือกที่จะเป็นแบบนี้ เธอเป็นช่างที่ไว้ใจได้ในความสามารถด้านการแปลงร่างให้กับนักแสดงได้เหมือนเนรมิต ขอให้บอกเท่านั้นว่าต้องการเป็นตัวอะไร เสียตรงที่ชอบพูดจาประชดประชัน ชอบแทะโลมผู้ชายไปเรื่อย ไม่เว้นแม้แต่อารยะก็มักจะโดนด้วยเหมือนกัน โดยรวมแล้วเธอก็เป็นคนนิสัยดีคนหนึ่ง
“วันนี้เล่นบทอะไรหรือจ๊ะอารยะ” แมนถามด้วยความสนใจโดยที่มือก็กำลังจัดทรงผมให้กับอารยะไปด้วย
“ก็ประมาณห้อยโหนโจนทะยานหนีเปลวเพลิง จากที่นี่ไปที่นั่น อะไรทำนองนี้แหละครับ” อารยะตอบอย่างสั้น ๆ และอยากให้เวลาตรงนี้ผ่านพ้นไปโดยเร็ว
“เอ้า! เสร็จแล้วที่รัก ทีนี้จะไปห้อยโหนที่ไหนก็ไปเลยนะยะ” แมนสนิทกับอารยะอยู่แล้วไม่ผิดเลยที่จะพูดเล่นกันแบบนี้ ถ้าผิดก็จะผิดตรงที่อารยะไม่ชอบการแต่งหน้าทำผม มันวุ่นวายเสียเวลากับการต้องมานั่งเฉย ๆ ห้ามทำอะไรนอกจากนั่งส่วนเวลาที่เหลือตอนนี้อารยะต้องไปซ้อมบทของตนเองก่อนเข้าฉากจริงและเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายขึ้นเขาจึงต้องตรวจเช็คอุปกรณ์ความปลอดภัยก่อนดัวยตนเองอีกครั้ง

“....แอคชั่น” สิ้นเสียงของบ๊วยเหตุการณ์ที่ถูกสมมุติขึ้นก็โลดแล่น ทุก ๆ อย่างดำเนินไปตามบทที่ได้ซักซ้อมกันไว้มาก่อนหน้านี้
อารยะกำลังวิ่งอยู่บนอาคารสูง 7 ชั้นที่ถูกปรับแปลงสภาพให้ดูเป็นอาคารที่ทันสมัย มันเป็นเพียงการสร้างฉากแค่ภายนอกเท่านั้นเพราะความจริงมันคืออาคารเก่าล้างโดดเดี่ยวจากการที่เจ้าของเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจจึงไม่สามารถจะดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ตอนนี้อารยะอยู่ในเครื่องแบบที่รัดกุมเป็นเงามันสีดำรัดรูป
ใส่นาฬิกาสีดำเรือนใหญ่กว่านาฬิกาข้อมือทั่วไปรูปทรงเหมือนเป็นอุปกรณ์เครื่องช่วยเหลืออะไรซักอย่าง
ที่มีทั้งข้อมือซ้ายและข้อมือขวา นอกจากนี้ยังมีที่ข้อเท้าทั้งซ้ายและขวาอีกด้วย ซึ่งอารยะนึกว่ามันเป็นเครื่องช่วยถ่วงน้ำหนักให้เคลื่อนไหวได้ช้าลงมากกว่า หรือไม่ก็เครื่องพันธนาการนักโทษ เท่านี้ยังไม่พออารยะคาดเข็มขัดซึ่งก็อีกนั่นแหละมันเป็นอุปกรณ์ช่วยในฉากที่ถูกออกแบบมาให้ดูเท่ทันสมัยซึ่งอารยะเข้าใจว่าเป็นเข็มขัดอันใหญ่ของพวกไอ้มดแดงตัวสุดท้ายเสียอีก เขาสวมแว่นตาสีดำรูปทรงคมเฉี่ยวล้ำยุคมีเสาอากาศต้นเล็ก ๆ ติดอยู่ที่มุมกรอบแว่นด้านซ้าย ส่วนขาของแว่นตาทั้งสองข้างนอกจากจะพาดผ่านเหนือร่องใบหูไปแล้ว มันยังหักลงเป็นแผ่นบางเหมือนแถบวงจรอิเล็กทรอนิกส์แนบไปกับด้านหลังซ่อนลงไปในเครื่องแบบ ทรงผมของอารยะตอนนี้เรียบเป็นเงามันวับ ทั้งหมดเป็นเพียงอุปกรณ์เข้าฉากที่ไม่สามารถใช้งานได้จริงอย่างที่จินตนาการเอาไว้ไม่ต่างจากของที่เอาไว้โชว์หลอกเด็กในหนังซุปเปอร์ฮีโร่ มันเป็นหนังที่พอมองออกว่าเป็นแนวหนังทันสมัยแบบยุคอนาคตไฮเทคโนโลยีประมาณนั้น

อารยะวิ่งอย่างเร็วเหมือนว่ากำลังหนีอะไรบางอย่างอยู่เบื้องหลังเป็นไปได้ว่าเขาอาจต้องนึกถึงความเร็วเดียวกับที่เคยวิ่งหนีสุนัขในซอยที่เคยไล่กัดอารยะเมื่อตอนเด็ก ๆ ถึงแม้อารยะจะวิ่งด้วยความเร็วขนาดนี้ทรงผมก็ยังไม่ไหวติงอารยะกระโดดพุ่งตัวออกพ้นจากอาคารสูง 7 ชั้น
ขณะที่อารยะลอยอยู่กลางอากาศก็เป็นเวลาเดียวกับที่แต่ละชั้นของอาคารระเบิดขึ้นพร้อม ๆ กัน
จนเห็นเปลวเพลิงพวยพุ่งออกมาจากทุก ๆ ชั้นเมื่อมองจากด้านล่างตลอดจนการระเบิดที่พื้นดินโดยรอบอาคารด้วยแรงระเบิดมาพร้อมกับเศษฝุ่นผงเศษดินก้อนหินน้อยใหญ่ เสียงระเบิดดังจนหัวใจของผู้คนในทีมงานไหวสั่นไปด้วย อารยะก็คงไม่ต่างกันเพราะเป็นคนที่ใกล้ที่สุด
เขาลอยพ้นออกมาจากตัวอาคารไปได้ไกลมากอย่างเหลือเชื่อ เข้าไปเกาะกับอะไรบางอย่างที่ทางกองถ่ายจัดเตรียมไว้ให้ มันคงเป็นฉากหนึ่งที่จะต้องนำไปใช้กับสเปเชียลเอฟเฟ็คด้วยเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์อีกครั้งเพื่อช่วยในการทำหนังให้มีรสชาดเรียกเงินคนดูได้มากขึ้น

“คัท” เสียงผ่านโทรโข่งของผู้กำกับบ๊วยหวานดังไปถึงข้างบน
“เอาละ... ฉากต่อไปเลยนะอารยะ ระบบเซฟตี้โอเคไหม” บ๊วยตะโกนผ่านโทรโข่งตัวเดิมเพื่อให้เสียงดังไปถึงทุกคนพร้อมกับหันไปที่ทีมงานถามถึงความพร้อมของระบบความปลอดภัยทุกจุด ทุกอย่างเป็นไปอย่างเอาจริงเอาจัง ซึ่งบ๊วยก็จริงจังกับการทำงานทุกครั้งเหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน

“จุด A พร้อมแล้ว” เสียงจากทีมงานชุดที่อยู่ข้างบนกับอารยะรายงานลงมาให้ผู้กำกับได้ทราบ
“จุด B พร้อมแล้ว” เสียงจากทีมงานด้านล่างรายงานเข้ามาหลังจากทุกคนในจุดได้ตรวจสอบสภาพเบาะลองรับน้ำหนักขนาดใหญ่จนเรียบร้อยอีกครั้ง ส่วนอารยะทำไม้ทำมือโบกส่งสัญญาณให้ข้างล่างได้รู้อีกครั้งว่าพร้อมแล้วเช่นกัน
ฉะนั้นไม่ต้องรีรอบ๊วยทำหน้าที่ของผู้กำกับทันที
“...แอคชั่น”
คำเดียวที่บ๊วยพูดผ่านโทรโข่งออกไปแล้วทำให้ทุกคนเริ่มทำงานอย่างพร้อมเพรียงได้ อารยะหันหลังค่อย ๆ ล้มตัวลงเหมือนว่าจะได้นอนลงบนที่นอนนุ่ม ๆ แต่ไม่ได้เป็นอย่างนั้น อารยะทิ้งตัวลงมาในท่าหันหลังล่วงลงมาอย่างเร็ว ขณะที่ลมหนาวพัดเข้ามาอย่างแรงโดยไม่ได้บอกกล่าวกับใครไว้ล่วงหน้า เหตุการณ์เหนือการควบคุม เกิดขึ้นโดยไม่อาจคาดคะเนได้ อารยะจะตกลงสู่จุดเซฟตี้ B ได้ตรงจุดปลอดภัยหรือไม่นั่นคือสิ่งที่ทุกคนในกองถ่ายเป็นกังวล เป็นครั้งที่สองแล้วที่อารยะสะกดสายตาทุกคนในกองถ่ายให้จ้องมองมาที่ตัวเขาซึ่งอารยะไม่ได้ตั้งใจนอกบทนั้นเลย....

ลมพัดมาอย่างแรงทำเอาร่มสนามคันใหญ่ ๆ ที่มีฐานที่มั่นอย่างดีแล้วของกองถ่ายหลาย ๆ ที่ล้มลงได้
บ้างก็ปลิวไปออกนอกบริเวณกองถ่าย มีใบไม้แห้งปลิวไปทั่วบริเวณ ต้นไม้โอนเอนอย่างแรง ทุกคนยิ่งตกใจมากขึ้นต้องช่วยกันจับข้าวของบางอย่างในกองถ่ายเอาไว้ไม่ให้ปลิวไปไหน

“เราต้องลงพื้นโดยไม่ออกนอกรัศมีจากจุดเซฟตี้ B ไกลเกินกว่า 5 เมตร ถ้าพ้นแล้วจะมีเพียงกล่องกระดาษจำนวนมากต่อระยะเพิ่มรัศมีให้ไปได้อีก 3 เมตรเท่านั้นหากเกินกว่านี้เราตายแน่...” อารยะคิดในอยู่ในใจและรู้ตัวดีว่าตอนนี้ตนเองไม่ได้ตกลงเป็นแนวดิ่งเสียแล้วแต่การแสดงยังคงดำเนินต่อไปตราบใดที่ผู้กำกับยังไม่สั่งคัทหรือแม้จะสั่งคัทไปแล้วก็ตามอารยะก็คงไม่อาจหยุดอยู่กลางอากาศอย่างแน่นอน

อารยะทำตามบทที่ซักซ้อมไว้โดยทำท่าทางเหมือนกำลังกดปุ่มใช้อุปกรณ์ไฮเทคที่ข้อมือซ้ายเพื่อให้อุปกรณ์ช่วยเหลือทั้งหมดทำงานพร้อมกับยื่นมือทั้งคู่ออกไปข้างบน ในขณะที่อยู่ในท่าหัวทิ่มเท้าชี้ฟ้าดิ่งลงตรงสู่พื้น มันคงเป็นความคิดโง่ ๆ สุดท้ายของชายคนหนึ่งที่กำลังจะตาย แต่ก็ยังพยายามจะให้อยู่ในบท
หรือไม่ก็คิดว่าอุปกรณ์หลอกเด็กเหล่านั้นคงช่วยชีวิตเขาได้จริง ๆ

“โอ้ว..ว..เศษใบไม้เต็มไปหมดเลย..ย..ย” มันคือเสียงสุดท้ายที่อารยะพูดออกมาที่เหลืออารยะไม่สามารถพูดได้ถนัดนักและไม่สามารถมองอะไรได้ชัดเจน รอบ ๆ ตัวของเขาเต็มไปด้วยเศษใบไม้และเศษผงฝุ่นดินทรายลอยอยู่ไปทั่วเหตุการณ์ทุกอย่างดำเนินไปอย่างรวดเร็วแต่สำหรับอารยะมันเป็นเวลาที่ยาวนานเหลือเกิน กว่าที่ตนเองจะตกถึงพื้น

“ลมกำลังม้วนตัวย้อนขึ้น” บ๊วยพูดออกมาด้วยเสียงเรียบเบาด้วยสายตาที่ไม่ได้ลดละจากอารยะเลย
ทุกคนที่อยู่ข้างล่างต่างก็เห็นภาพเดียวกันนี้อย่างชัดเจนจากใบไม้แห้งที่ปลิวไปพร้อม ๆ กับสายลมมันม้วนตัวขึ้นเป็นวง เป็นวง หนุนตัวเขาขึ้นไปและนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้อารยะรู้สึกว่าตัวเองถึงพื้นช้าเหลือเกิน

ในที่สุดอารยะก็ตกลงสู่พื้น.......
ตรงจุดที่ปลอดภัยอยู่ในรัศมีเมตรที่ 5 ของจุดเซฟตี้ B พอดี ส่วนกล่องกระดาษที่วางไว้จำนวนมากตอนนี้มันกระจัดกระจายกันเป็นบริเวณกว้าง ๆ ไม่พอแม้จะช่วยชีวิตของใครเลยที่ตกลงมาด้วยความสูงขนาดนั้นแม้แต่แมวเก้าชีวิตก็ตามมันคงเป็นความบังเอิญอันโชคดีเหลือเกินของอารยะที่ไม่ได้ตกลงไปบนกองกล่องกระดาษที่หายไป

ทีมงานต่างโล่งอกโล่งใจหายใจหายคอได้คล่องขึ้น พากันดีอกดีใจปรบมือกันยกใหญ่ที่ครั้งนี้อารยะไม่ซวยเป็นซ้ำสองแต่เหตุการณ์นั้นมันทำให้อารยะต้องเตรียมตัวรอถ่ายซ่อมฉากเสี่ยงตายกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง
ทั้งที่ทุกคนยังตื่นเต้นกันไม่หาย แม้แต่ตัวอารยะเองก็ยังหวาด ๆ ว่าเหตุการณ์เมื่อครู่นี้จะเกิดขึ้นกับตนเองอีก
แต่การถ่ายซ่อมครั้งนี้มันก็ผ่านไปได้ด้วยดีภาพที่ได้เป็นที่พอใจของผู้กำกับบ๊วยหวานเป็นอย่างยิ่ง
เป็นอันว่าวันนี้จึงพอเท่านี้ก่อน
“อารยะ นายมาดูนี่หน่อยสิ..!” บ๊วยเรียกอารยะด้วยน้ำเสียงขึงขังจริงจัง
อารยะสัมผัสได้ว่าในใจของบ๊วยเหมือนได้รับความตื่นเต้นอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเรื่องอะไร
บ๊วยนั่งลงหน้าจอมอนิเตอร์ที่กำลังเดินภาพไปถึงตอนที่สำคัญ มันเป็นหนังเรื่องจริงที่ยังไม่เคยฉายที่ไหนและมันคือเหตุการณ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นไปไม่นาน อารยะเดินมานั่งลงข้าง ๆ บ๊วยแล้วมองไปที่จอมอนิเตอร์ด้วยเช่นกันซึ่งก็พอดีที่ได้เห็นภาพขณะที่ตัวเองกำลังตกลงพื้นด้วยความเร็วที่ลดลงอย่างช้า ๆ จนเห็นได้
โดยภาพทั้งหมดใช้เวลาไม่กี่วินาทีจากกล้องเครื่องเดียวที่ตั้งอยู่ข้างล่างนี้เท่านั้น

“นั่นมันคล้ายกับลมหมุนเลยนะ..!” อารยะเอ่ยปากออกมา โดยที่หน้าตาบอกอาการไม่ค่อยเชื่อนักกับภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“ใช่ !...มันอาจจะดูเหลือเชื่อไปซักหน่อย แต่มันเคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นแล้วในต่างประเทศ” บ๊วยเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นมากกว่าอารยะเสียอีกด้วยซ้ำ
“นานมาแล้ว ข้าเคยอ่านเรื่องแปลก ๆ ของต่างประเทศ จำได้ว่ามีเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่ตกจากตึกสูง
สูงมากกว่าที่นายตกลงมาเสียอีกแต่ไม่ตาย ก็เพราะลมพัดหวนแบบนี้นี่แหละที่ช่วยชีวิตเขาไว้” บ๊วยเล่าเรื่องต่อไปโดยไม่ต้องรอให้อารยะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม “เจ้าหมอนั่นต่างจากนายตรงที่เขาตกไม่ถึงพื้นดิน” บ๊วยเล่าเรื่องเหลือเชื่อนี้ต่อไปอย่างน่าตื่นเต้น บ๊วยกำลังเจอเรื่องจริงกับตัวเองเข้าให้แล้ว
“อ้าว..!?..ไหนนายบอกว่าเขาไม่ตายไงละ” อารยะย้ำถามบ๊วยอีกครั้ง
“เขาหมดสติไป แล้วก็ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าตัวเองอยู่บนดาดฟ้าของตึกสูงใกล้ ๆ กันกับตึกที่เขาตกลงมานะสิ” บ๊วยเล่าต่อจนจบแต่ไม่บริบูรณ์
“ข้ากำลังจะบอกคนดวงแข็งอย่างนายว่า คนมันเกิดมาเพื่อตายเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมของมันเท่านั้น
เมื่อยังไม่ถึงเวลาทำยังไงมันก็ไม่ตาย คนถึงคราวตายแค่ปลอกกล้วยเข้าปากก็ยังตายได้ง่าย ๆ” บ๊วยอยากชี้ประเด็นให้อารยะได้เห็นตามกับเรื่องราวทั้งหมดที่ได้เกิดขึ้นกับตัวอารยะ
“นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในลักษณะอื่น ๆ แต่ก็เป็นเรื่องของลมพัดแรงอย่างพายุ...” บ๊วยอยากจะยกเรื่องเล่าต่อไป แต่เล่ามาได้แค่นี้เท่านั้น ก็ถูกขัดจังหวะ
“พี่บ๊วยหวานครับ มาดูนี่หน่อยสิครับ” ลูกน้องในทีมงานคนหนึ่งวิ่งมาหน้าตาตื่น
“อารยะนายกลับก่อนละกัน พรุ่งนี้จะมีเข้าฉากที่นี่อีกครั้งแต่ไม่มีบทของนายนะ แล้วค่อยโทรนัดกันอีกที” “โชคดีนะเพื่อน” บ๊วยบอกลา เพื่อจะได้ไปดูอะไรบางอย่างที่ทำให้ลูกน้องคนนี้หน้าตาตื่นมา
“เออ..โชคดี แล้วเจอกัน” อารยะรับคำของบ๊วยอย่างทันทีทันใด
อารยะรู้ว่าเด็กหนุ่มคนนั้นกำลังจะบอกเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับอุปกรณ์บางอย่างในกองถ่ายซึ่งชำรุดเพราะแรงลมที่พัดมาเมื่อตอนบ่าย
แล้วทั้งบ๊วยและเด็กหนุ่มคนนั้นก็เดินจากไปพร้อมกับเสียงการสนทนาก็ค่อย ๆ เบาลง ห่างออกไป ห่างออกไป
อารยะไม่ได้สนใจกับเรื่องอุปกรณ์ในกองถ่าย หันไปมองที่จอมอนิเตอร์แล้วกำลังอดคิดคล้อยตามกับสิ่งที่บ๊วยได้พูดเอาไว้ไม่ได้
.............................................................................

จึงยังไม่อาจสรุปได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันคือปรากฏการณ์อย่างหนึ่งของธรรมชาติหรือความโชคดีของคนที่ยังไม่ถึงที่ตาย ปาฏิหาริย์จึงได้เกิดขึ้น บางทีอาจจะเรียกรวมกันก็ได้ว่า.....“เป็นปรากฏการณ์ปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเพื่อให้คนโชคดีที่ยังไม่ถึงคราวตาย” มันก็คงจะเป็นเรื่องโกหกในสายตาของใครต่อใคร.....ที่ไม่อาจพิสูจน์ให้เชื่อว่าจะเป็นไปได้จริง ๆ .....
.............................................................................

กองฟืนแห้งที่เพิ่งก่อไฟ

อารยะกำลังเดินเล่นอยู่บนถนนสายเล็ก ๆ พื้นไม่ค่อยเรียบเท่าใดนัก แถว ๆ นี้ไม่เห็นมีคนอยู่เลย
ต้นหญ้าแฝกหญ้าคาขึ้นแซมกันไปตลอดริมสองฝั่งทาง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นสวนและท้องทุ่งนา อารยะยังคงเดินไปต่อไปเรื่อย ๆ เขาชอบเดินเล่นสำรวจพื้นที่แบบนี้เสมอ เดินเล่นไปเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่ไปถ่ายทำยังสถานที่ต่าง ๆ
จนมาถึงวัดเก่าในชนบทแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี ห่างไกลจากกองถ่ายภาพยนตร์ประมาณเท่าไรนั้นอารยะเองก็ไม่ทันได้สังเกตไว้
“แถวนี้อากาศดีต้นไม้ก็ยังมีมากอยู่ แล้วลมก็พัดเย็นสบาย เงียบสงบดี” อารยะคุยอยู่คนเดียวเบา ๆ
เหมือนกำลังบอกความรู้สึกให้ตัวเองรู้อีกครั้ง พร้อมกับสูดหายใจลึก ๆ เอาอากาศจริง ๆ ไม่มีมลพิษเข้าไป
อารยะกำลังเผลอเดินเข้าไปในพื้นที่บริเวณวัดแห่งหนึ่งซึ่งมีรั้วเป็นต้นไม้เตี้ย ๆ ตัดแต่งไว้อย่างดีเรียงรายอยู่ล้อมรอบวัด
“ดูเก่ามากแต่ก็สะอาดตาเหมือนได้รับการดูแลเป็นอย่างดีไม่ให้ทรุดโทรม” อารยะเอ่ยขึ้นพร้อมกับมองไปรอบ ๆ จนไปสะดุดสายตาที่โบสถ์ เขาตั้งใจว่าจะเดินไปเพื่อกราบพระพุทธรูปในโบสถ์นั้น
“มันช่างเงียบสงบและเย็นใจจริง ๆ” อารยะพูดกับตัวเองอีกครั้งหนึ่งพร้อมกับก้าวเท้าอย่างช้า ๆ ค่อย ๆ เข้าไปด้วยความสำรวม ผ่านใบเสมาจนไปถึงประตูโบสถ์
“ประตูถูกปิดไว้” อารยะนึกขึ้นอยู่ในใจหลังจากได้ลองผลักประตูโบสถ์ดูแล้วสองสามครั้ง เขาจึงได้นั่งคุกเข่าลงอยู่หน้าประตู พนมมือ แล้วก้มกราบสามครั้ง
อารยะยังรู้สึกติดใจในสถานที่ของวัดอยู่จึงอยากใช้เวลานั่งเล่นอยู่ที่นี่อีกสักพักหนึ่ง เขาจึงเดินออกจากบริเวณโบสถ์ แล้วเดินไปสำรวจที่บริเวณท้ายวัด ถึงรู้ว่าด้านหลังของวัดมีศาลาริมน้ำ อารยะค่อย ๆ เดินมุ่งหน้าไปที่ศาลาริมน้ำทันทีเพื่อชื่นชมบรรยากาศร่มรื่นตอนเย็นของวัด

แสงแดดอ่อน ๆ ลมพัดมาเบา ๆ ต้นไม้เอนไหวไปมาอยู่ตลอด
เสียงไก่ขันดังมาแต่ไกลเป็นเสียงเบา ๆ บ้าง ดังขึ้นบ้างอยู่หลายครั้ง
เสียงหมาเห่าดังมาไกล ๆ
นกมากมายบินไปบินมาร้องเสียงดังเหมือนว่าจะชวนกันให้กลับรังนอนได้แล้ว
น้ำไหลเอื่อย ๆ มีผักตบชวาลอยประดับคลองกว้าง ๆ อยู่พอสวยงาม
ปลาน้อยใหญ่ว่ายน้ำอยู่กันอย่างมากมายเหมือนเข้าใจว่าอารยะจะมาให้อาหารกิน

อารยะนั่งชมอยู่ที่ศาลาริมน้ำจนเพลิดเพลินโดยไม่รู้เลยว่าขณะนี้กำลังมีใครกำลังจ้องมาที่ตัวเขาอยู่
การก้าวย่างเข้ามาอย่างสงบเงียบนั้น ทำให้อารยะไม่รู้เลยว่า มีใครกำลังนั่งอยู่ตรงที่อีกฝั่งหนึ่งในศาลา เป็นที่นั่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับอารยะห่างกันเพียงแค่มือเอื้อมถึงกันได้เท่านั้นเมื่ออารยะหันไปเห็นหลวงตาเข้า จึงทำให้เขาสะดุ้งตกใจเป็นอย่างมากที่อยู่ ๆ ก็มีคนมานั่งอยู่ใกล้ ๆ โดยไม่ทันได้รู้ตัว

“อะ..เอ่อ..อ.กราบนมัสการครับหลวงตา” “หลวงตามานั่งตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ ผมไม่ทันได้รู้ตัวเลย”
อารยะยังรู้สึกตกใจไม่หาย
“นั่นไม่สำคัญหรอก แล้วโยมหลานละ มานั่งคิดอะไรอยู่ที่ศาลานี้” หลวงตายิ้มให้ พร้อมเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงที่ทำให้รู้สึกถึงคนชราที่ใจดีมีเมตตาคนหนึ่ง อารยะรู้สึกสบายใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ยินเสียงนี้
“หลวงตาครับ ผมมีเรื่องจะขอรบกวนถามหลวงตาจะได้ไหมครับ” อารยะหวังว่าหลวงตาจะเป็นที่พึ่งในการตอบปัญหาที่ยังค้างคาอยู่ในใจของอารยะ
“เอาสิโยมหลาน เจ้าถามมาได้เลย” หลวงตายิ้มพร้อมกับตอบไปด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“คือว่า...อะ..เอ่อ..อ.ตั้งแต่ที่ผมเกิดอุบัติเหตุจนต้องเข้าโรงพยาบาล ผมก็รู้สึกว่า...” อารยะเริ่มสับสนถึงกับติดขัด ไม่รู้ว่าจะถามหลวงตาต่อไปดีหรือไม่ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คงหาคนที่รับฟังได้ยากแต่ที่สุดแล้วอารยะก็ตัดสินใจเอ่ยถามหลวงตาให้มันจบเรื่องกันไปเผื่อว่าจะได้คำตอบที่ทำให้อารยะไม่ต้องกังวลใจอีกต่อไป
“มีสิ่งผิดประหลาดเกิดขึ้นกับตัวผมครับ“ “มันเหมือนว่าผมได้รู้ได้ยินความคิดของคนอื่นอยู่ตลอดเวลาครับหลวงตา” อารยะรู้สึกกลัว ๆ กับสิ่งที่บอกเล่าออกไปในขณะที่หลวงตาก็เอาแต่นั่งยิ้มนิ่งฟังอยู่อย่างนั้น
“คือมันเป็นเศษกระจกชิ้นเล็กแหลมเหมือนเข็มฝังอยู่ในหัวของผมครับ” “ตั้งแต่นั้นมามันก็เปลี่ยนชีวิตผมให้เป็นแบบนี้” อารยะพูดต่อไปอยู่ฝ่ายเดียว
“หลวงตาครับ ผมเข้าใจนะครับว่าใครฟังก็จะคิดว่าผมเป็นบ้า แต่ผมไม่ได้บ้าจริง ๆ นะครับหลวงตา”
อารยะกังวลใจมากขึ้นเพราะเพิ่งจะคิดได้ว่าคนบ้าก็มักจะพูดแบบนี้อยู่แล้วว่าตัวเองไม่บ้า
“โยมหลานเจ้าคงจำเรื่องนี้ไม่ได้สินะ” หลวงตาพูดแปลก ๆ
“จำอะไรไม่ได้หรือครับ” อารยะสงสัย
“ก็สิ่งที่ฝังอยู่ในหัวเจ้านั่นนะ มันคือ ‘แก้วเพชรเขี้ยววานร ’ “ หลวงตาเอ่ยขึ้นพร้อมกับชี้นิ้วมาที่ศีรษะของอารยะ
“มันถูกสร้างขึ้นมาจากพลังอภินิหารแห่งธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่รวมกันขึ้น” หลวงตาชูนิ้วขึ้นมาสี่นิ้วด้วย
“มี ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และ ธาตุไฟ” หลวงตานับนิ้วลงทีละนิ้ว “มันเกิดขึ้นที่อินเดียตั้งแต่โบราณกาล ก่อนที่เรื่องรามเกียรติ์จะถือกำเนิดขึ้นมาเป็นตำนานให้เล่าขานเสียอีก” “ซึ่งนิสัยของเจ้าแก้วเพชรเขี้ยววานร มันจะอาศัยในร่างของสิ่งมีชีวิตที่เหมาะสมกับมันเท่านั้น หากร่างของผู้ที่มันอาศัยสลายไปมันจะพรางตัวอาศัยอยู่กับวัตถุธาตุอื่น ๆ เหมือนกับกิ้งก่าพรางตัวกับธรรมชาติอย่างนั้น เพื่อรอคอยการปลุกให้ตื่นขึ้นจากหลับใหลอีกครั้ง”
หลวงตาเล่าเรื่องที่เชื่อได้ยากยิ่งนัก แต่ที่เล่ามามันเป็นแค่เรื่องย่อ ๆ เท่านั้น

“....?!?....”

อารยะรู้สึกแปลกประหลาดใจเพราะที่เขาเจอมามันก็แค่อุบัติเหตุแล้วมันก็เป็นได้แค่เศษแก้วเท่านั้น
จะเป็นไปได้อย่างไร เขาไม่รู้ว่าจะเชื่อดีหรือไม่
“แต่ว่าผมแค่โดนกระจกบาดเท่านั้นเองนะครับหลวงตา” อารยะย้ำความเป็นไปไม่ได้
“สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นชะตากรรมของเจ้า เป็นหน้าที่ของกรรมที่เจ้าถูกมอบหมายให้ทำในชาตินี้”
หลวงตาเอ่ยวาจาที่ทำให้อารยะไม่เข้าใจ
“หน้าที่อะไรครับหลวงตาผมไม่เข้าใจเลยว่าผมไปรับหน้าที่นี้ตอนไหน” อารยะยิ่งงงเข้าไปใหญ่
“มันเป็นจุดเริ่มต้นของเจ้า เช่นเดียวกับกองฟืนแห้งที่เพิ่งก่อไฟ” หลวงตายิ้มแล้วพูดให้อารยะได้ตีความหมายเอาเอง
“แล้วผมต้องทำอย่างไรต่อไปละครับหลวงตา” อารยะอยากรู้วิธีแก้ไขบางสิ่งบางอย่างที่มันได้เกิดขึ้นแล้ว
“สิ่งที่เจ้าควรทำก็คือควบคุมมันให้ได้ แล้วฝึกที่จะใช้มัน” หลวงตาแนะนำทางแก้
“ผมจะควบคุมมันยังไงครับหลวงตา” อารยะยิ่งเพิ่มความอยากรู้มากขึ้นไปอีกตราบเท่าที่ยังไม่หายสงสัย
“ด้วยการทำจิตสมาธิ” หลวงตายิ้มแล้วชี้แนะหนทางที่ดีที่สุดสำหรับตอนนี้ให้ ที่เหลือก็คือคนเดินทางเท่านั้น
“จิตสมาธิมันคือ.?..แล้วผมจะทำมันได้อย่างไรละครับหลวงตา” อารยะต้องการวิธีเดินจากหลวงตา
“เจ้าต้องกำหนดจิตสำรวมสมาธิให้เป็นหนึ่งเดียว” หลวงตาขยายความถึงวิธีเดินให้กับอารยะอีกครั้ง
“เมื่อใดที่เจ้าทำจิตให้เป็นเอกจิตได้เจ้าจะสามารถเลือกเพ่งจิตไปที่เฉพาะได้อย่างใจหมาย ดุจดั่งเช่นชี้นิ้ว” หลวงตาอธิบายความสามารถของจิต
“ผมจะทำได้ตอนไหน ที่ไหน อย่างไรครับหลวงตา” ตอนนี้อารยะมีแต่คำถามมากมายเพิ่มขึ้น
มันมาจากสิ่งที่หลวงตาชี้แนะมาเพียงไม่กี่คำแต่เหมือนมันจะขยายความได้ไม่รู้จบ
“ที่ใดมีลมหายใจ ที่นั่นมีสมาธิ จงกำหนดไว้ที่นั่น” ทั้งหมดที่หลวงตาบอกอารยะมาเพื่อให้อารยะได้ใช้ปัญญาของตนเองคิดหาคำตอบทางธรรมได้ด้วยการปฏิบัติธรรมเท่านั้น นั่นเป็นเพราะหลวงตาหยั่งรู้ได้ว่าอารยะเป็นดั่งเพชรงามที่ขึ้นฝ้าหมองจับ หากได้รับการเช็ดล้างให้สะอาดแล้ว จะจับต้องแสงสว่างไสว
“เจ้าเคยเรียนรู้มาแล้วเมื่ออดีตชาติ ครั้งนี้เจ้าแค่ปัดฝุ่นมันเท่านั้น” หลวงตาลุกยืนขึ้น
“แล้วเรื่องชะตากรรมละครับ ผมจะต้องไปทำสังฆทานสะเดาะเคราะห์ ทำบุญกรวดน้ำเก้าวัดด้วยหรือเปล่าครับ” อารยะถามคำถามพื้น ๆ อย่างที่ชาวบ้านทั้งหลายเขาคิดกันว่า หากเมื่อใดดวงไม่ดีก็ให้ไปทำบุญล้างซวยกัน มันจึงเป็นสิ่งที่เชื่อถือนิยมทำกันโดยทั่ว
หลวงตาไม่ได้ตอบคำถามสุดท้าย ยืนยิ้มเพียงเล็กน้อยแล้วเดินจากไป อารยะพนมมือขึ้นไหว้หลวงตาก่อนที่หลวงตาจะเดินจากไป หลวงตาเดินจากไปอย่างช้า ๆ โดยสำรวมกิริยา อย่างระมัดระวังโดยที่อารยะไม่สามารถรับรู้ภาวะความนึกคิดของหลวงตารูปนี้ได้เลย อารยะยังคงนั่งอยู่ที่ศาลาริมน้ำนี้ ด้วยความสงสัย
ทบทวนสิ่งที่หลวงตาได้พูดสั่งสอนมาทั้งหมดถึงจะไม่เข้าใจทั้งหมดทุกคำพูดของหลวงตาก็ตาม อารยะก็ได้รับความพอใจในหนทางที่จะเอาชนะกับสิ่งวุ่นวายในใจที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่เขาไม่ได้มีสิทธิ์เลือกเลยว่าอยากจะได้มันหรือไม่ สิ่งที่เขารู้ตอนนี้ก็คือมันเป็นเรื่องเวรกรรมของเขาเท่านั้นและมีทางแก้ก็คือการนั่งทำสมาธิ ทางเดียวที่เป็นยาแก้ยาควบคุมอยู่ที่อารยะจะเชื่อหลวงตาหรือไม่เชื่อก็ตาม อย่างไรก็ดี อารยะก็เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ อย่างที่ไม่อาจจะปฏิเสธได้ตั้งแต่ที่ ‘แก้วเพชรเขี้ยววานร’ ได้ถูกฝังเอาไว้แล้วในศีรษะของเขาแล้วและนี่ไม่ใช่ความบังเอิญที่เกิดขึ้นได้กับใคร ๆ ก็ได้มันเป็นการรอคอยให้วันนี้มาถึงด้วยเงื่อนไขของชะตากรรมแห่งอดีตชาติ....
.............................................................................

ราตรีแห่งจิต

“…….ที่กำลังจะเริ่มขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยได้รับอนุมัติจากสภากีฬาสากลแห่งเอเชี่ยนให้ไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ ภายใต้ชื่อ ‘เอเชี่ยน ลิมปิกเกม’ ซึ่งคาดว่าในงานนี้คงมีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเป็นจำนวนมาก...” เสียงจากโทรทัศน์ที่เปิดทิ้งไว้ในขณะที่อารยะกำลังอาบน้ำอยู่ อารยะจึงไม่ได้ยินเสียงที่ชัดเจนเท่าใดนัก

หลังจากอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดนอนสบาย ๆ ซึ่งอันที่จริงแล้วมันเป็นแค่เสื้อยืดคอกลมหลวม ๆ สีขาวกับกางเกงขาสั้นที่ยาวถึงเข่าตัวกว้าง ๆ อารยะผ่อนคลายตัวเองสบายสักครู่อยู่บนชุดรับแขกชุดเล็ก ๆ หน้าโทรทัศน์เพื่อรับชมข่าวจากโทรทัศน์
“ต่อไปเป็นข่าวจากศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ แจ้งเข้ามาให้ทราบว่า วันนี้เมื่อเวลาประมาณ 8 นาฬิกา 47 นาทีจนถึง เวลา 9 นาฬิกา 14 นาที ทางศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติสามารถวัดความสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้ สูงสุดที่ 2.7 ริกเตอร์ เป็นเวลา 27 นาที โดยมีจุดศูนย์กลางการสะเทือนอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี แรงสั่นสะเทือนนี้สามารถวัดได้ถึงจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งมหานครกรุงเทพด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ได้มีรายงานความเสียหายเข้ามาให้ทราบในขณะนี้ ที่องค์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม มีนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติที่ไปกราบนมัสการ ได้พบเห็นรอยแตกร้าวบริเวณฐานขององค์พระปฐมเจดีย์อยู่หลายแห่ง ทางจังหวัดจึงได้เร่งประสานงานไปที่กรมอนุรักษ์โบราณศิลป์และวัฒนธรรมแห่งชาติ” อารยะปิดโทรทัศน์ก่อนที่จะได้ชมเรื่องราวทั้งหมดจบ

“ที่เรารู้สึกได้เมื่อเช้านี้ที่รถไฟฟ้า มันก็เป็นเรื่องจริงนะสิ” อารยะพูดออกมาด้วยเสียงเรียบและเบา ในขณะที่นั่งอยู่หน้าโทรทัศน์ที่ปิดเงียบไปแล้ว
“เรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเราทั้งหมด มันคงไม่ใช่เรื่องเหลือเชื่ออีกแล้ว มันต้องเป็นเรื่องจริงอย่างแน่นอน” อารยะคิดถึงสิ่งที่บ๊วยเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ อารยะกำลังนั่งนิ่งนึกถึงสิ่งที่หลวงตาชี้แนะให้อารยะได้ลองปฏิบัติเพื่อหนทางแห่งการรวมจิต เขาลุกขึ้นไปปิดไฟที่อยู่ข้างประตูห้อง แล้วเดินหาทำเลที่เป็นพื้นที่ว่างที่สุดเท่าที่จะมีได้ในห้องของเขาและนั่งลงในท่านั่งขัดสมาธิเท้าขวาทับขึ้นบนเท้าซ้าย มือวางบนตักด้วยท่ามือขวาทับบนมือซ้าย มันคือท่าพื้นฐานเพียงท่าเดียวที่อารยะรู้จักเท่านั้น
“ที่ใดมีลมหายใจ ให้กำหนดไว้ที่นั่น” อารยะทบทวนคำพูดของหลวงตาด้วยเสียงที่เบามาก ๆ จนฟังดูเหมือนเสียงบ่นพึมพำเสียมากกว่า อารยะเริ่มทำตัวให้สบาย ๆ หายใจเข้าออกลึก ๆ เพื่อให้ผ่อนคลายสักครั้งสองครั้งแล้วก็เริ่มหายใจในภาวะปกติธรรมดาไม่ใส่ใจว่าหายใจจะสั้นไปหรือว่ายาวไปปล่อยมันไปตามธรรมชาติ แล้วกำหนดรู้เท่าสภาวการณ์ของลมนั้น อารยะนั่งอยู่เช่นนี้เป็นเวลานานพอสมควรจนกระทั่งได้เข้าถึงสภาวะแห่งจิตที่เป็นหนึ่ง ไม่รู้สึกว่ามีตัวตนของตน เบาหวิวร่องลอย เกิดปิติความยินดีเปี่ยมไปด้วยความสุขแห่งจิตที่ไม่มีสุขทางกายใดจะเทียบเท่าได้ อารยะยังคงนั่งสมาธิต่อไปเรื่อย ๆ จนเวลาค่อย ๆ ผ่านไป ๆ

เช้าของอีกวันใหม่…..
เมื่อแสงแดดสาดส่องเข้ามาภายในห้อง ทำให้อารยะรู้สึกได้ว่าควรพอไว้เพียงเท่านี้ก่อน เขาค่อย ๆ ถอนกำลังสมาธิลงแล้วลืมตาขึ้น จึงได้หยุดการเจริญสมาธิไว้แต่เพียงเท่านี้
“นี่มันเช้าแล้วรึนี่..เวลามันช่างผ่านไปรวดเร็วซะเหลือเกิน” อารยะยังไม่รู้หรอกว่าการติดอยู่ในฌานสมาธินั้นย่อมอยู่เหนือกาลเวลาอยู่แล้ว เวลาของโลกมันเหมือนนานแต่ในฌานสมาธิมันช่างเป็นเวลาที่รู้สึกว่าน้อยนัก มันน้อยในความรู้สึกของผู้เข้าฌานสมาธิเท่านั้น ในโลกแห่งความจริงทุกอย่างยังคงเช่นเดิมและนี่คงเป็นผลมาจากบุญบารมีทางธรรมตั้งแต่เมื่อชาติภพหนหลังที่ได้บำเพ็ญเพียรมาก่อนที่จะมาเกิดในชาติที่เป็นอารยะนี้นั่นเองอารยะรู้สึกว่าเช้านี้ทุกอย่างมันสวยงามอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก มันเป็นปิติแห่งอารมณ์ที่เหนือกว่าความสุขที่ได้จากความสำเร็จใดที่ทางโลกมี ความรู้สึกนึกคิดก็เปลี่ยนไปมันละเอียดอ่อนมากเหมือนว่าสัมผัสได้ถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่โดยรอบ แม้เพียงการก้าวย่างที่แผ่วเบาแหวกอากาศไปอย่างช้า ๆ ก็ยังให้รับรู้ได้ว่าลมผ่านไปทุกรูขุมขนทั่วพื้นผิวหนังเป็นอย่างไร
“เช้านี้เราไม่มีความง่วงเลย แล้วความรู้สึกสุขใจที่มีอยู่นี่ตอนนี้มันคืออะไรกัน” อารยะเปล่งเสียงออกมาเป็นคำแรกของเช้าวันนี้
เช้าวันนี้อารยะรู้สึกสบายปลอดโปร่งใจกายเป็นที่สุด รูปและเสียงที่ผ่านเข้ามาในสัมผัสประสาทนั้นไม่อาจไปรบกวนจิตใจของอารยะได้เลย อารยะนึกขึ้นได้ว่าหากสามารถรวมจิตได้แล้ว จะกำหนดรู้ได้ดุจดั่งชี้นิ้วไปยังสิ่งที่หมาย อารยะจึงต้องลองวิชาดูสักหน่อย เขานั่งลงในท่าขัดสมาธิ หลับตาลงแล้วเริ่มรวบรวมสมาธิเพ่งพินิจกระแสจิตไปที่ห้องข้าง ๆ เพื่อแสกนหาความรู้สึกนึกคิดของคนที่อยู่ข้างห้องพักของเขา อารยะใช้เวลาไม่นานสมาธิก็รวมเป็นหนึ่งเพียงแต่ว่า......
เขาไม่สามารถที่จะรับรู้ความรู้สึกนึกคิดจากคนที่อยู่ข้างห้องได้เลย นั่นเป็นเพราะว่ามันเป็นห้องว่างเปล่าไม่มีใครอยู่เลยในตอนนี้นั่นเองอารยะยังอยู่ในการสำรวมสมาธิอยู่จึงได้ทดลองแสกนไปที่ห้องข้าง ๆ อีกด้านหนึ่ง เพียงไม่นานอารยะก็รู้ได้ว่าห้องนี้ก็เป็นเพียงห้องที่ไม่มีใครอยู่ด้วยเหมือนกันอารยะจึงค่อย ๆ ลืมตา แล้วลุกขึ้นมองไปที่นาฬิกาซึ่งแขวนอยู่เหนือโทรทัศน์
“9 โมง 10 นาที มิน่าถึงไม่เจอใครเลย” อารยะนึกขึ้นได้ว่าคนที่พักอยู่ห้องข้าง ๆ ทั้งสองห้อง ตอนนี้เขาออกไปทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนกันตั้งแต่เช้าแล้ว มันเป็นเหตุผลที่ทำให้อารยะแสกนจิตไปแล้วมีแต่ความว่างเปล่าไม่มีกระแสสื่อสัญญาณใดตอบกลับเข้ามาเลยอารยะคงต้องไปทดลองผลการฝึกครั้งนี้ที่อื่นเสียแล้ว

หลังจากทำกิจวัตรธุระในช่วงเช้าเสร็จแล้ว อารยะก็เตรียมตัวออกไปกองถ่ายทั้งที่วันนี้ไม่มีคิวถ่ายหนังของตัวเอง แต่เป็นเพราะว่าเขาต้องการจะไปเรียนปรึกษาปัญหากับหลวงตา ณ วัดเก่าที่ได้ไปสนทนาด้วยเมื่อเย็นวานจะได้เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นจากการรวมจิตให้เป็นเอกจิต อารยะเองก็ลืมไปที่ไม่ได้สังเกตชื่อวัดเอาไว้เสียด้วยสิ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว อารยะจึงมุ่งเดินทางไปที่กองถ่ายทันที

บนขบวนรถไฟลอยฟ้า BTS
“พระโขนง” เสียงประกาศดังขึ้นบนรถไฟฟ้า
รถไฟฟ้าโล่งมาก ปราศจากผู้คนเบียดเสียด การเดินทางสบายไม่วุ่นวาย เป็นจังหวะดีที่อารยะจะได้ลองวิชาอีกครั้งหรือใช้คำที่น่าฟังมากขึ้นกว่าว่า ‘ฝึกภาคสนาม’ ก็ได้ ถึงแม้ว่าการฝึกของอารยะจะเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยเรื่องของสิทธิมนุษยชนก็ตามแต่ผู้ที่ถูกละเมิดก็คงไม่รู้ตัวว่าขณะนี้กำลังถูกล้วงความลับอยู่
ทีนี้ใครละจะรู้ว่าอารยะทำผิดกฎหมายอยู่นอกจากตัวเขาเองเท่านั้น

“ขอแอบดูนิดนึงนะ” อารยะพูดออกมาเบา ๆ เหมือนว่าจะขออนุญาตเป้าหมายก่อน แต่ก็ขอแค่เบา ๆ ก็พอ เขาเริ่มสำรวมสมาธิเป็นเอกจิตอย่างรวดเร็วแล้วเพ่งไปยังผู้หญิงที่กำลังนั่งแต่งหน้าอยู่เยื้องกันไปอีกสามที่นั่งด้านขวามือของเขา จึงได้รับรู้สิ่งที่อยู่ในใจของเธอผู้นั้น

“ไม่น่าซื้อมาเลยลิปสติกแท่งนี้นี่ ไม่ถูกใจเลยจริง ๆ” อารยะได้รับความรู้สึกนึกคิดของเธอในขณะนั้น
จึงทำให้รู้ว่าเขาทำได้แล้ว แต่ก็อยากให้แน่ใจ ดังนั้นจึงขอแอบดูเธอคนนี้อีกครั้ง
“แหมวันนี้ไม่มั่นใจเลย ใส่ของปลอมมาเยอะแยะไปหมด”
อารยะยังติดตามชมต่อไปเหมือนกำลังนั่งดูหนังเพลิน ๆ ซึ่งจริงแล้วอารยะรู้สึกดีใจมากกว่ากับการที่สามารถโฟกัสไปได้เหมือนชี้นิ้วเลือกช่องรับชมรายการจากโทรทัศน์
“พรุ่งนี้เราจะบอกพี่ติ๊กว่าเราจะต้องไปอเมริกาเดือนนึง”
อารยะคิดเองว่าเธอคงกลัดกลุ้มเรื่องที่จะต้องไปทำงานอยู่ต่างประเทศหนึ่งเดือนเต็ม
“กลัวพี่ติ๊กรู้จังเลย ว่าเราก็เหมือน ๆ กัน”
อารยะรู้สึกแปลกกับข้อมูลที่ได้รับมาจากผู้หญิงที่กำลังแต่งหน้าด้วยความกังวลนี้
“เราต้องแอบไปแปลงเพศ เพื่อรักษาความลับนี้ไว้ พี่ติ๊กจะได้ไม่ทิ้งเราไป”
...ในที่สุดอารยะก็รู้ความลับที่ไม่ควรจะรู้ของผู้ชายคนนี้...
เขาต้องแก้ไขข้อมูลที่ได้รับจากสื่อเสียใหม่ที่คิดว่าเป็นผู้หญิงต้องเปลี่ยนใหม่เป็นผู้ชายในทันทีทันใด
อารยะถอนสมาธิออกอย่างเร็วแล้วลืมตาขึ้นมองผู้ชายคนที่กำลังแต่งหน้าอยู่เยื้องกับเขานั่น บทเรียนแรกของการฝึกภาคสนามจึงเป็นอุทาหรณ์สอนอารยะได้ว่า
‘จงระมัดระวังเรื่องการปลอมแปลงของข้อมูลข่าวสารจากสื่อที่ได้รับเข้ามาในหัว’
เพราะสมัยนี้อะไรก็เลียนแบบกันได้ แถมยังปลอมได้สวยกว่าของแท้เสียอีก ที่สำคัญอารยะทำสำเร็จแล้วในการที่จะกำหนดรู้เห็นได้เฉพาะสิ่งที่ต้องการถึงแม้ว่าการฝึกภาคปฏิบัติในครั้งแรกจะไม่ค่อยสวยนักก็ตาม แต่ก็จัดว่าเป็นผู้ชายที่หน้าตาดีเลยทีเดียว......

ระลึกชาติ

กองถ่ายภาพยนตร์จังหวัดนนทบุรี
ทุกคนกำลังได้พักทานข้าวกันไม่ถึงครึ่งชั่วโมง อารยะก็เดินเข้าไปในกองถ่าย อารยะเดินไปเห็นบ๊วยนั่งหันหลังล้อมวงทานข้าวกันอยู่ไม่ไกล เขาจึงได้เดินเข้าไปสะกิดหลังบ๊วยในขณะที่ทุกคนต่างก็ตั้งหน้าตั้งตาทานข้าวไม่ได้สนใจว่าใครจะมาหรือใครจะไป อารยะจึงสะกิดหลังอีกครั้ง แต่บ๊วยก็ไม่ได้หันมาแต่อย่างใดยังคงนั่งทานข้าวต่อไป
“เฮ้ย อย่ากวนเว้ย นี่เวลาพักนะเว้ย พักก็คือพักสิวะ ไอ้น้องพี่” บ๊วยพูดไปไม่ทันได้หันไปมองเสียก่อนว่าใครมาแต่ก็พูดไปด้วยน้ำเสียงหยอก ๆ อารมณ์ดีเพราะคิดว่าน้องในกองถ่ายมาสะกิดเรียก
“เฮ้ย ข้าเองไอ้บ๊วย” อารยะต้องเปล่งเสียงออกมาให้บ๊วยได้ยินเพราะถ้าสะกิดข้างหลังอีกมันคงไม่ดีแน่
บ๊วยหันมามองเพราะเสียงคุ้น ๆ หูเหมือนได้ยินบ่อย ๆ แต่ไม่ค่อยเชื่อว่ามันจะมา
“อ้าว นายมาทำไมวะอารยะ จำวันผิดหรือเปล่า” บ๊วยถามด้วยความประหลาดใจที่อยู่ ๆ อารยะก็โผล่มาหาทั้งที่ปกติอารยะไม่มีคิวถ่ายหนังก็จะหายหน้ากันไปเลย นอกจากจะว่างถ่ายหนังทั้งคู่ถึงได้เจอกันบ้าง
“เปล่า ข้าไม่ได้ลืม แต่ข้าจะไปวัด” อารยะบอกเล่าถึงวัตถุประสงค์ที่มาในวันนี้
“หา จะไปวัดเหรอ” บ๊วยเหมือนฟังไม่ชัดว่าเพื่อนของเขาจะไปวัด
“เออ แล้ววัดไหนละ แล้วไปทำอะไร ร้อยวันพันปีไม่เคยเข้า จะหนีไปบวชหรือไงวะเพื่อน” บ๊วยถามเล่น ๆ เพราะคิดไม่ออกว่าทำไมอารยะถึงต้องเดินทางมาวัดที่ไกลถึงขนาดนี้ วัดที่ใกล้ ๆ บ้านพักก็มีทำไมไม่ไป
“วัดตรงใกล้ ๆ กับกองถ่ายนี่แหละ เมื่อเย็นวานนี้ข้าไปเดินเล่นที่นั่นมาแล้ว” อารยะเล่าให้บ๊วยรู้ว่าเคยไปที่นี่มาแล้วอย่างน้อยก็ครั้งหนึ่ง
“ชื่อวัดอะไรวะอารยะ” บ๊วยถามอารยะด้วยความสงสัย
“ข้าไม่ได้สังเกตชื่อวัดเอาไว้ เลยบอกไม่ได้เหมือนกันว่าชื่อวัดอะไร” อารยะไม่สามารถบอกชื่อวัดได้ เพราะวันที่เดินไปถึงที่วัดนั่นอารยะก็ยังไม่รู้ตัวเลยว่ามาถึงบริเวณวัดแล้ว
“ทีมงานที่จัดหาสถานที่ถ่ายทำหนัง เขาก็บอกมาว่าบริเวณกองถ่ายสามารถใช้ระเบิดในการถ่ายทำได้
ตอนไปทำเรื่องขออนุญาตก็ไม่มีอะไร ไม่มีใครทักท้วง แล้วอยู่ ๆ วัดจะโผล่มาได้ยังไงวะ” บ๊วยกำลังงงกับสิ่งที่อารยะเล่ามา
“เออ ช่างมันเถอะวะอารยะ ข้าไม่มีฉากที่ต้องใช้เสียงดัง ๆ หรือระเบิดอะไรแถวนี้อีกแล้วละ” บ๊วยกำลังคิดว่าถ้ามีวัดจริงก็ไม่เป็นไรเพราะตอนนี้สถานที่นี้ก็ไม่ได้ใช้อะไรที่ทำให้เกิดเสียงระเบิดหรือควันไฟแล้วก็คงไม่เป็นการรบกวนสถานที่บริเวณนี้อีก
“เสร็จแล้ว ข้าจะแวะมาหาที่กองถ่ายอีกนะบ๊วย” อารยะบอกเพื่อนไว้เพื่อหวังจะได้มาเล่าอะไรดี ๆ ให้บ๊วยฟัง
“เออ โชคดีเพื่อน เดี่ยวเจอกัน” บ๊วยตอบรับคำ แล้วก็หันไปทานข้าวต่อ
โชคดีที่อารยะมาหา ทำให้ใคร ๆ อีกหลายคนในทีมงานได้พักมากขึ้นอีกหลายนาทีระหว่างที่รอทั้งคู่คุยกันจบ
อารยะเดินห่างออกมาจากกองถ่ายไปเรื่อย ๆ ค่อย ๆ เดินไปตามทางที่คิดว่ายังจำได้อยู่ จนในที่สุดก็ใกล้จะถึงแล้ว อารยะจำได้จากจุดสังเกตบางอย่างที่ผ่านตาเข้ามาเมื่อวาน
“ถึงแล้ว ตรงนี้นี่แหละ” อารยะพูดพร้อมกับมองไปบริเวณที่คิดว่าน่าจะเป็นที่เดียวกับวัดที่ตนเองได้มาแต่....
“วัด วัด วัดหายไปไหน” อารยะพูดออกมาเสียงดังอย่างไม่ต้องระวัง เพราะอารยะจำได้ว่าแถวนี้ไม่มีใครมาอาศัยอยู่เลย เขาจึงต้องได้งงกันอีกครั้ง เมื่ออยู่ ๆ วัดที่ตนเองมากราบไหว้ หลวงตาที่ตนเองมานั่งสนทนาธรรม เพียงข้ามคืนเดียวทุกอย่างก็อันตรธานหายไป เหลือก็แต่ต้นไม้น้อยใหญ่รวมทั้งไม้เลื้อยที่ขึ้นรกเต็มไปหมดคงเหลือไว้ให้เห็นเฉพาะศาลาริมน้ำที่เก่าแก่ทรุดโทรม กับทางเดินเท้าที่เป็นร่องรอยเท้าบ้างรอยล้อรถจักรยานบ้าง แสดงให้รู้ว่าคนแถวนี้เขาก็เคยมานั่งเล่นกันริมน้ำตรงนี้อยู่เหมือนกัน

อารยะรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างกำลังมุ่งหน้ามาหาเขาอย่างเร็ว อารยะรวบรวมจิตบัดนั้นทันที...
จนกระทั่งได้รู้ว่ามันคือรถจักรยานยนต์คันเก่า ๆ เหมือนจะพังไปพร้อมกันกับคนขับขี่ ลุงแก่คนหนึ่งเป็นคนขับและมีป้าซ้อนท้าย ลุงแก่ขี่รถไปแล้วก็ร้องเพลงไป ทั้งคู่เป็นชาวสวนอยู่แถวนี้ สักพักเดียวทั้งคู่ก็ขี่รถมาให้เห็นตัวแต่ไกล ๆ อารยะจึงได้ออกมากลางถนนขรุขระเล็ก ๆ เส้นนี้
“หยุดก่อนครับลุง หยุดก่อนครับ” อารยะโบกไม้โบกมือให้เห็นก่อนที่ลุงแก่จะขี่รถมาถึง
“มีเรื่องอะไรรึ พ่อหนุ่ม” คุณลุงชาวสวนท่าทางยังแข็งแรงสอบถามถึงความต้องการของอารยะ
“คุณลุงคุณป้าครับ ผมขอโทษนะครับ ที่ให้หยุดรถ” อารยะยกมือไหว้ขอโทษ
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ไหว้พระเถอะไอ้หนู” คุณลุงตอบอย่างใจดี
“แล้วนี่มีเรื่องอะไรมาละลูก” คุณป้าที่นั่งซ้อนท้ายลุงได้เอ่ยปากถามขึ้นมาบ้าง
“คือว่าผมจะมาวัดนะครับคุณป้า แถวนี้มีวัดหรือเปล่าครับ” อารยะจึงได้สอบถามเพื่อให้รู้ว่าความจริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นที่นี่
“โอ้ย..ย..ไอ้หนู มาวัดทำไมเข้ามาในซอยนี้ละ นู่น..น..ไอ้หนู ต้องเดินย้อนออกไปตามทางนี้นะแล้วก็ยังต้องเดินไปตามถนนใหญ่อีกไกลสามสี่กิโลนู่นแหนะ” คุณลุงทำหน้าตาเหมือนว่าไกลมากเดินไม่ไหวหรอกคำตอบของลุงแก่ดูเหมือนจะไม่ใช่อย่างที่อารยะคิดไว้ มันทำให้อารยะสับสนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้เป็นเพียงฝันหรือภาพหลอนกันแน่หรืออาจจะมาจากอาการทางประสาทที่ตัวเองได้รับบาดเจ็บทางสมองเมื่อเร็ว ๆ นี้หรือไม่

“แล้วที่ตรงนี้ละครับคุณลุง” อารยะชี้ไปที่บริเวณที่ตนเองคิดว่าได้เข้าไปกราบไหว้พระมาเมื่อวานนี้
“ไอ้หนู ตรงนี้นะเคยเป็นวัดเก่าแก่มากตั้งแต่สมัยอยุธยาหรือก่อนหน้านั้นอีกมั้ง” “พ่อของลุงเล่าว่าเกิดมาก็เห็นแต่ฐานอุโบสถกับซากปรักหักพังนี้แล้ว” คุณลุงเล่าเรื่องที่พ่อของลุงเล่าต่อมา
“ขอบคุณครับ คุณลุงคุณป้า” อารยะกล่าวขอบคุณที่ทำให้ได้รับความจริง
“อ้อ คราวหน้าไอ้หนูอย่ามาขวางลุงแบบนี้อีกละ รถลุงยิ่งแรง ๆ อยู่เดี่ยวจะเจ็บตัวเอานะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า..”จากนั้นลุงแก่ก็ขับรถจักรยานยนต์ที่มีอายุรุ่นเดียวกันกับคนขับจากไปจนลับตาทิ้งไว้ก็แต่ความไม่เข้าใจให้กับอารยะในครั้งนี้กับซากวัชพืชที่ขึ้นปกคลุมซากโบราณสถานแห่งนี้ไว้จนมิดชิด
อารยะคงต้องไขข้อกังขากับปริศนาลึกลับเรื่องนี้ด้วยตนเองไม่รีรอ อารยะเดินไปหยิบกิ่งไม้แห้งริมทางขนาดกำลังพอดีมือหวดแล้วก้าวเดินเข้าไปในบริเวณที่ ที่ตนได้เคยกราบไหว้จนถึงซากอุโบสถเก่า ซึ่งสามารถมองผ่านช่องว่างของไม้เลื้อยที่ปกคลุมหนาทำให้เห็นได้เฉพาะเพียงบางส่วนเท่านั้น ยังไม่เพียงพอให้เห็นว่าเป็นอุโบสถ อารยะเขี่ยต้นไม้ที่ปิดบังฐานอุโบสถออกอย่างค่อย ๆ แล้วใช้มืออีกข้างช่วยหยิบจับต้นไม้เหล่านั้นหลบออกไปจนเป็นบริเวณกว้างพอได้เห็นบางส่วนของฐานอุโบสถ มันคือบันไดทางเดินขึ้นสู่ธรณีประตู อารยะเดินขึ้นไปตามขั้นบันไดที่ยังเต็มไปด้วยต้นไม้รกอย่างช้า ๆ จนกระทั่งถึงจุดที่คิดว่าเป็นตรงกลางของอุโบสถ
อารยะหยุดยืนอยู่ตรงนั้นสักครู่ ........ก่อนที่จะตัดสินใจใช้ที่แห่งนี้กำหนดลมหายใจสำรวมสมาธิจิตให้บังเกิดผลหยั่งรู้ อารยะนั่งลงตรงที่ ๆ เขาได้ยืนอยู่และนั่งลงในท่าขัดสมาธิ ณ ตรงที่แห่งนั้นเอง.....

ลมพัดเอื่อย ๆ แสงแดดอ่อน เสียงนกและร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ที่กำลังไหวไปมาเบา ๆ .....
……………………………
……………………
…………
*
ไม่ช้าไม่นานอารยะดำดิ่งสู่ความลึกลับแห่งจิตานุภาพสามารถรับรู้เรื่องราวในอดีตของสถานที่แห่งนี้ได้ดุจชมภาพยนตร์
ภาพอุโบสถที่งดงามที่สุดไม่เคยเห็นเลยในยุคสมัยนี้ องค์พระประธานสร้างจากทองคำองค์ใหญ่ ข้างในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เป็นภาพพุทธศิลป์แบบโบราณอารยะเห็นหลวงตาและตนเองที่อยู่ในรูปของสงฆ์กำลังสนทนาธรรมกันอยู่ในอุโบสถ มันจึงเป็นโอกาสที่ทำให้เขาได้รับฟังเรื่องราวของของตนเองตลอดจนรวมถึงการฝึกฝนจิตอันเป็นสมาธิที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก เรื่องราวในครั้งที่อยู่ในยุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองของเมืองกรุงศรีอยุธยาอีกด้วย
....................................................................

อีกครั้งที่กองถ่ายภาพยนตร์....
อารยะเดินเท้ากลับมาถึงกองถ่ายทำภาพยนตร์อีกครั้งในช่วงหนึ่งทุ่มเศษ ทีมงานกำลังเก็บข้าวของใกล้จะเสร็จ
บ๊วยอยู่หน้าจอมอนิเตอร์ตรวจดูรายละเอียดความครบถ้วนของงานที่ถ่ายทำในวันนี้ ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและอารยะก็เข้าไปหาได้อย่างถูกจังหวะพอดี
“อ้าว ไปวัดมาเป็นไงบ้างอารยะ” บ๊วยถามด้วยความรู้สึกดี ส่วนงานที่ทำสำหรับวันนี้มันจบลงแล้วด้วยดีเช่นกัน
“จริงอย่างที่นายว่านั่นแหละ” อารยะกำลังพูดถึงเรื่องที่บ๊วยได้พูดเอาไว้ในช่วงบ่าย
“จริงอะไรของนายวะอารยะ” บ๊วยยังนึกไม่ออกว่ากำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่แล้วก็ก้มหน้าก้มตาเก็บข้าวของส่วนตัวใส่กระเป๋าสะพายไปด้วย
“ไม่มีวัดอยู่แถวนี้จริง แต่ครั้งหนึ่งมันเคยมี” อารยะกำลังจะเปิดเผยสิ่งที่ได้พบเจอมาให้เพื่อนสนิทได้รู้
“ไปคุยกันบนรถเถอะ เดี่ยวข้าจะไปส่งบ้านพักนายเอง” บ๊วยเหมือนไม่ได้สนใจสิ่งที่อารยะเล่าให้ฟังนัก
ทั้งคู่จึงได้เดินทางไปด้วยกัน บนรถเล็ก ๆ คันเก่า ๆ ของบ๊วย
“ข้าเล่าเรื่องที่ข้าเจอมาก่อนได้ไหม” บ๊วยเอ่ยขึ้นในขณะที่กำลังสตาร์ทรถอยู่
“เออเล่ามาเลยว่านายไปเจออะไรมา” อารยะเปิดโอกาสให้เล่าก่อน
“นายจำเรื่องลมหวนเมื่อวานนี้ได้หรือเปล่า มันมีมากกว่านั้นหวะ” บ๊วยเล่าไปมองทางไป แต่ทำสีหน้าตื่นเต้นกับเรื่องราวที่จะเล่าเหมือนกำลังจะตีบทให้แตกไปด้วย
“เรื่องอุปกรณ์อะไรบางอย่างที่มันพังหรือเปล่า..?” ประโยคคำถามของอารยะทำให้บ๊วยสงสัยว่าอารยะรู้ได้อย่างไร
“เออนายรู้ได้ไงวะ” บ๊วยทำหน้าตื่นแต่ไม่ใช่ตื่นเต้นมันเป็นอาการประหลาดใจมากกว่า
“นายเล่าต่อเถอะ ข้าก็เดาไปเรื่อย” อารยะลืมตัวไปว่าเป็นคิวของบ๊วยที่จะเป็นฝ่ายเล่นบทก่อน
“เมื่อวานข้าเดินไปดูที่เบาะรองจุดเซฟตี้ B ตรงที่นายตกลงมานั่นแหละ” บ๊วยเริ่มทำหน้าตื่นเต้นจริงจังกับทุกคำพูด
“นายรู้มั๊ยว่า เบาะรองนั่นมันเคลื่อนที่จากจุดที่เรายึดฐานโครงเหล็กข้างล่างเอาไว้ไปจากตำแหน่งเดิม 5 เมตร โดยที่ขาเหล็กข้างล่างนั้นง้างงอไปในทิศทางกับที่นายจะตกลงมา เหมือนมีใครจงใจลากเบาะรองขนาด 10 เมตรไปเพื่อรับนายโดยเฉพาะ ถ้าให้คนในกองถ่ายยกลากต้องใช้ถึงเกือบยี่สิบคนเลยนะ ข้าเลยสงสัยว่าแรงลมในวันนั้นมันแรงมากขนาดเคลื่อนเจ้าเบาะรองขนาดนั่นได้เลยเหรอวะอารยะ” บ๊วยใส่ความตื่นเต้นให้กับเรื่องที่เล่านี้เข้าไปตั้งมากเพราะหวังว่าเพื่อนคงจะประหลาดในความมหัศจรรย์นี้บ้าง
“เฮ้ยบ๊วย นายเล่าไม่ต้องใส่อารมณ์ก็ได้ ใจเย็น ๆ เดี่ยวหัวใจจะวายเอานะเพื่อน” อารยะพูดแซว ทำเอาบ๊วยผิดหวังที่อารยะยังเฉย ๆ ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร
“นี่นายไม่รูสึกตื่นเต้นกับเรื่องประหลาดครั้งนี้เลยหรือวะเพื่อน” บ๊วยงงว่าเพื่อนของเขาทำไมดูเฉย ๆ
“ทีนี้นายฟังเรื่องของข้าบ้างนะเพื่อน ทำใจดี ๆ เดี่ยวจะขับรถชนใครเข้า” อารยะพูดหยอกบ๊วยเล่นเพราะเรื่องที่อารยะจะเล่าต้องทำให้บ๊วยยิ่งเพิ่มดีกรีความตื่นเต้นขึ้นมาได้อีกอย่างแน่นอน
“ไหนนายเล่ามาซิว่าไปเจอกับอะไรมาบ้าง” บ๊วยชักอยากรู้
“ข้ากำลังจะบอกกับนายว่า มีซากวัดล้างเก่าแก่วัดหนึ่งอยู่แถวกองถ่าย” อารยะเริ่มต้นเล่าเรื่องที่จะเป็นบทสนทนาที่ได้รสชาดไปตลอดการเดินทางในครั้งนี้
“นายหมายความว่า ที่นายไปกราบไหว้มาเมื่อวานนี้มันคือวัดล้าง อย่างนั้นใช่หรือเปล่าวะ” บ๊วยเหยียบคันเร่งออกรถไปอย่างไม่ได้เร่งรีบ เพราะรถของเขาไม่สามารถทำความเร็วเกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ ทำให้เรื่องที่จะสนทนากันบนรถยาวนานขึ้น
“ใช่ ! ถูกต้อง วัดนี้เป็นวัดล้าง มีแต่ต้นไม้ขึ้นรกชัดไปหมด หากไม่ใช่คนแถวนั้นก็จะไม่รู้เลยว่าเป็นวัดมาก่อน” อารยะเล่าจบก็รู้เลยทันทีว่าบ๊วยจะถามอะไรต่อมา
“แล้วนายรู้..” บ๊วยพูดไม่ทันจบ อารยะแทรกขึ้นมาทันที
“ข้าไม่ใช่คนแถวนั้น แต่ข้าเห็นภาพวัดนี้ได้อย่างชัดเจนว่าที่นั่นเคยเป็นวัดที่สวยงามมากในสมัยกรุงศรีอยุธยา” อารยะแสดงการหยั่งรู้นี้เพื่อเปิดเผยให้เพื่อนที่ไว้ใจได้คนหนึ่งรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในตัวเขาแต่กับทำให้บ๊วยเข้าใจผิดคิดว่าอารยะคงได้รับความกระทบกระเทือนทางสมองไปแล้ว
“ข้าไม่ได้บ้านะเว้ย ไอ้บ๊วย” อารยะพูดกันไว้ก่อนที่บ๊วยจะคิดเช่นนั้น แต่ไม่ทันเสียแล้ว ความคิดของคนมันรวดเร็วกว่ารถด่วนความเร็วแสงเสียอีก
บ๊วยหันมามองหน้าอารยะแล้วหันไปมองทางที่ถนน แล้วหันกลับไปกลับมาอยู่สองสามครั้งแต่ไม่ได้พูดอะไรนอกจากคิดว่าอารยะคงหลุดโลกไปแล้ว
อารยะล่วงรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในความนึกคิดของบ๊วยและทางเดียวที่จะทำให้บ๊วยเชื่ออารยะได้นั่นคือการพิสูจน์ อารยะทำสมาธิสำรวมจิตเพียงชั่วครู่เท่านั้นก็ทายใจผู้ฟังทันที
“นายกำลังจะถามคำถามต่อไปว่า ‘แล้วนายเห็นภาพวัดที่ว่าได้ยังไง’ ใช่หรือเปล่า ?” อารยะชิงแย่งพูดในสิ่งที่บ๊วยกำลังจะเปล่งเสียงออกมา เหมือนแย่งบทพูดของบ๊วยไป
บ๊วยขับรถวิ่งเข้าริมทางหยุดจอดสักพักเพื่อตั้งสติ
“นายกำลังงงอยู่ว่าข้าทำได้ยังไง ใช่หรือเปล่า?” อารยะทักบ๊วยขึ้นในขณะที่ยังคงอึ้งอยู่กับความเหลือเชื่ออีกครั้ง
“เอาอย่างนี้ละกัน นายไม่เคยบอกกับข้าเลยว่านายแอบชอบผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ จะให้ข้าบอกชื่อไหมว่านายชอบใคร” อารยะเลยเอาความลับของบ๊วยมาแฉซะเลย
“ไม่ต้อง! เอาเป็นว่าข้าเชื่อนายแล้วละกัน” บ๊วยออกรถเดินทางต่อไปในใจคนขับรถก็ยังไม่หยุดที่จะคิดไปว่าความลับไม่มีในโลกจริง ๆ
“ความลับไม่มีในโลกของบ๊วย” อารยะแซวบ๊วยให้ขำเล่นทั้งคู่หัวเราะในสิ่งที่เกิดขึ้น ตอนนี้บ๊วยเชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัยใด ๆ อีกแล้ว
“เอาละ นายไม่ต้องมาแสกนสมองข้าแล้ว ข้าเชื่อนายจริง ๆ” บ๊วยยอมจำนนต่ออารยะ
“ทีนี้นายเล่าเรื่องต่อไปได้แล้วว่า นายทำได้ยังไง” บ๊วยถามด้วยความสงสัย
“กระจกวิเศษ” อารยะพูดคำนี้คำเดียวออกมาเท่านั้น
“หมายความว่า เหตุการณ์ที่นายตกตึกลงมาครั้งนั้น……” บ๊วยย้อนนึกถึงเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นกับอารยะครั้งแรกแต่พูดออกมายังไม่ทันจบ
“ใช่! มันทำให้ข้าหยั่งรู้ความนึกคิดของผู้อื่นได้ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่ยังต้องฝึกฝนกันต่อไป”
และตอนนี้อารยะก็รู้แล้วว่าจะต้องฝึกฝนต่อไปอย่างไร
บ๊วยขับรถมาจนถึงจุดขึ้นทางด่วนรอบนอกเมือง
“เอาหละ ขึ้นทางด่วนไปลงแถวบ้านนายเลยละกัน” บ๊วยเห็นว่ามันน่าจะทำให้เร็วขึ้นกว่าเดิมได้
“เออ..แล้วแต่คนไปส่งหวะเพื่อน” อารยะตามใจคนขับ
“ทีนี้เข้าเรื่องวัดล้างของนายได้ละ ว่านายเห็นได้ยังไง” บ๊วยสนใจอยากรู้เรื่องนี้ให้มากขึ้น
“เมื่อวานนี้ข้าไปที่วัดแห่งนี้แล้วได้สนทนาธรรมกับหลวงตาใจดีรูปหนึ่ง ท่านได้สั่งสอนวิธีที่จะทำให้ข้าสามารถสำรวมสมาธิให้เป็นเอกจิตได้” อารยะย้อนนึกถึงเรื่องราวนี้ได้อย่างชัดเจนถึงคำสั่งสอนที่ได้รับจากหลวงตาในครั้งแรก
“เอกจิต” บ๊วยไม่เข้าใจศัพท์ทางเทคนิคของอารยะนัก
“ก็มีความหมายคำเดียวกับการรวมสมาธิจิตให้เป็นหนึ่งเดียวนั่นแหละ” อารยะขยายความ
“พอ ข้าได้รู้ความจริงว่า ที่ตรงนั้นมีแค่ฐานอุโบสถเท่านั้น ตอนนั้นข้าไม่รู้จะทำยังไงดี พอคิดถึงหลวงตาได้ข้าก็เลยนั่งสมาธิตรงนั้นเสียเลย” อารยะเล่าเหตุการณ์ที่ไม่มีทางออกจึงลองทำอย่างนั้นดู
“จากนั้นก็ดำดิ่งสู่อดีต ถึงได้เห็นภาพว่าที่จริงแล้วที่ข้าเห็นเมื่อวานนี้ ก็คือภาพเมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยานั่นเอง” อารยะเล่าเรื่องนี้ต่อไปอย่างย่อ ๆ เท่านั้น
“เรื่องราวของนายน่าสนใจดีนะอารยะ วันหน้าข้าจะทำหนังสักเรื่องที่อิงประสบการณ์จริงของนาย”
“มันน่าจะทำรายได้ถล่มทลาย ฮ่า...ฮ่า..ฮ่า..” บ๊วยพูดจบก็หัวเราะกับไอเดียดี ๆ ที่ตัวเองคิดได้
“ข้าไม่ใช่คนดังที่ไหนแล้วใครจะมาดูวะบ๊วย” อารยะพูดไปขำไป
“แบบว่ามีลูกค้าประจำเดินเข้าออกโรงหนังอยู่กันแค่สองคนคือนายกับข้าไง ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า..” บ๊วยพูดไปขำไปอีกครั้งแล้วหันมามองหน้าผู้โดยสารข้าง ๆ แล้วก็ขำไปพร้อม ๆ กันกับอารยะ
“...............”
บ๊วยหยุดรถอย่างช้า ๆ ตรงทางแยกก่อนจะถึงหน้าบ้านพักของอารยะ
“ถึงละ พรุ่งนี้เจอกันที่กองถ่าย นายมีคิวตอน....” บ๊วยพูดไม่ทันจบ ก็ต้องถูกแย่งบทพูดไปอีกครั้ง
“เออ ข้ารู้แล้ว พรุ่งนี้ตอนสาย ๆ เจอกันที่กองถ่ายละกัน” อารยะไม่ทันได้รอให้บ๊วยพูดจบก็รู้ได้ทันทีว่างานในวันพรุ่งนี้ต้องทำอะไรที่ไหน อารยะหันหลังควับเดินผ่านไปทางด้านหน้ารถของบ๊วย ทำให้ไฟหน้ารถส่องผ่านร่างของอารยะฉายไปเป็นเงาร่างใหญ่ ๆ ทอดยาวอยู่บนพื้นถนนแต่ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่รูปทรงเดียวกับร่างที่กำลังค่อย ๆ เดินห่างออกไปของอารยะเลย
“เฮ้ย !? นั่นเงาอะไรวะ” บ๊วยอุทานขึ้นเหมือนเจอผี บ๊วยเอามือถอดแว่นออกแล้ววางมันลงบนตักของตัวเอง แล้วใช้มือขยี้ตาทั้งสองข้าง หวังว่ามันจะชัดขึ้น คราวนี้บ๊วยใส่แว่นกลับเข้าไปใหม่แล้ว หลี่ตาหน้าผากย่นคิ้วขมวดเพ่งมองอีกครั้ง
“โธ่ ! ก็ไอ้เงาของอารยะนี่หว่า นึกว่าเงาอะไร” บ๊วยถอนหายใจเฮือก
จนอารยะเดินเข้าอาคารไปแล้ว บ๊วยจึงกลับรถตรงแยกนั้นพร้อมกับรำพึงรำพันกับตัวเองเหมือนบ่นไปด้วยว่า “มันแสกนหัวข้าบ่อย ๆ แบบนี้จะเป็นมะเร็งในสมองได้หรือเปล่าวะเนี่ย..!? ชักเบลอ ๆ แล้วสิเรา”
บ๊วยพูดเป็นคำสุดท้ายก่อนที่จะเอื้อมมือไปเปิดวิทยุฟังเพลง แล้วร้องเพลงไปด้วยตลอดการเดินทางเพื่อปรับอารมณ์ให้สบายในระหว่างที่ต้องเดินทางอยู่คนเดียว

คืนนี้อารยะนึกถึงความรู้ใหม่ที่ได้รับเพิ่มเติมมาจากการเดินทางย้อนเวลาไปในสมัยกรุงศรีอยุธยา
และด้วยความอ่อนเพลียมากเนื่องจากในวันนี้ได้ใช้พลังทางจิตไปบ่อยมากทำให้เมื่อหัวถึงหมอนเขาก็หลับไปในทันที

...วันนี้อารยะไม่รู้เลยว่าตัวเองได้สำเร็จฌานสมาธิถึงขั้นระลึกชาติแล้ว...
แต่มันไม่น่าคลางแคลงใจเท่ากับเงาปริศนาที่บ๊วยได้เห็นในคืนนี้
เงาที่เห็นนั่นมันคืออะไรกันแน่? สายตาของบ๊วยไม่ได้มองผิดไปในครั้งแรก
วันข้างหน้าพวกเขาคงได้รู้เองว่าเงาที่ปรากฏขึ้นก็คือร่างอันแท้จริงของอารยะ
ที่แอบซ่อนไว้ภายใต้เนื้อหนังของมนุษย์....
.............................................................

หิ่งห้อยราตรี

เพื่อหลบหนีการจับกุมของกลุ่มผู้ร้ายที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ในชุดของเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง อารยะจำต้องกระโดดลงมาจากบนสะพานสาธรดำดิ่งลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาทันที เขาหายไปในแม่น้ำเหลือไว้แค่ฟองที่ยังผุดขึ้นมาให้เห็นก่อนที่จะคลายไป กลุ่มโจรในชุดของจ้าหน้าที่ตำรวจพุ่งปืนเล็งลงไปที่กลุ่มฟองนั่นแล้วเหนี่ยวไกยิงตามลงไปหลายนัดเหมือนห่าฝน สาเหตุมาจากความลับแห่งผลประโยชน์จำนวนมากที่เขาได้ล่วงรู้มาจากกลุ่มโจรที่อยู่ในเครื่องแบบนั่นมันจึงไม่อาจปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไปได้ เขาจึงต้องได้พบกับจุดจบแบบนี้.....
…...ฟองกำลังหายไปจากสายน้ำ แล้วราบเรียบลงเป็นปกติ......
ในขณะที่กลุ่มโจรที่อยู่ในเครื่องแบบกำลังมองหาซากของผลงาน
“...........................”
“อะ นั่น” ตำรวจนายหนึ่งอุทานขึ้นสั้น ๆ แล้วชี้ลงไปที่พื้นน้ำ ทั้ง ๆ ที่ทุกคนก็มองไปที่นั่นอยู่แล้ว
อารยะโผล่พรวดออกมาจากใต้สะพานพร้อมเครื่องเจ็ทสกีรูปทรงทันสมัย ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในยุคนี้
เขาแล่นออกไปอยู่บนผิวน้ำแหวกเป็นเส้นทางยาวให้เห็นลอยแผลบนพื้นน้ำ
“...........................”
“คัท”
เสียงของผู้กับกับบ๊วยหวานดังขึ้นผ่านโทรโข่งขยายเสียง ถ้าจะต้องถ่ายซ่อมก็คงเป็นวันพรุ่งนี้เพราะแสงมันไม่พอแล้วแต่ส่วนใหญ่นักแสดงทุกคนก็ไม่ค่อยอยากทำซ้ำบ่อย ๆ จึงต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุดตั้งแต่ครั้งแรก

ดวงอาทิตย์ในฤดูหนาวเหมือนว่าจะทำงานน้อยกว่าฤดูกาลอื่น ๆ
ท้องฟ้าช่างมืดเร็วเสียเหลือเกิน........
มันทำให้ผู้คนต้องรีบกลับบ้านเร็วกว่าวันที่มีแสงแดดในฤดูร้อน
แต่นั่นเป็นแค่เพียงความรู้สึกเท่านั้น
เพราะทุกวันก็เหมือนกัน........

ระหว่างที่ทีมงานกำลังเก็บข้าวของให้เรียบร้อย
“บ๊วย เสร็จงานแล้วไปไหนหรือเปล่า” อารยะสอบถามเพราะมีจุดประสงค์
“เปล่าไม่ได้ไปไหน” บ๊วยตอบ
“ถ้าอย่างนั้นเดี่ยวไปกินข้าวด้วยกันนะ” อารยะเอ่ยชวน
“ได้หวะเพื่อน ที่ไหนดีละ” บ๊วยให้อารยะเลือกสถานที่
“เมื่อกี้โทรจองไว้แล้วที่สวนอาหารกินดีอยู่ดี แถวรัชดานะ” อารยะบอกสถานที่ของมื้อเย็น
“เดี่ยวข้าไปเตรียมรถก่อนนะ” อารยะไปเตรียมความพร้อมของรถยนต์

อารยะย่องเงียบเข้ามาหาน้องอารีแผนกเสื้อผ้าของนักแสดง เพื่อไม่ให้แมนรู้
“นี่เธอไปเที่ยวสีลมกันมะ ชั้นเลี้ยงเองนะ งานนี้กินฟรีไม่มีจ่าย”
เสียงของแมนดังมาไกล ๆ เหมือนว่ากำลังเกี้ยวหนุ่มในทีมงานที่เป็นเป้าหมายของเขาอยู่ที่ไหนสักแห่ง
“หมายถึงชั้นนะ ไม่มีจ่าย เธอจ่าย ชั้นกินฟรีไง” แมนจีบแบบใช้มุขไม่ลงทุนเลย
มันจึงเป็นจังหวะดีที่อารยะจะได้ชวนน้องอารีไปทานอาหารมื้อเย็นด้วยกัน
“นี่ น้องอารี ทำงานจะเสร็จหรือยังจ๊ะ” อารยะสอบถามด้วยความอยากรู้
“อ้าว พี่อารยะมีอะไรเหรอคะ” อารีนึกว่าจะมีอะไรให้ทำอีก
“พี่ชวนไปกินข้าวด้วยกันนะ” อารยะเอ่ยปากชวน
“อือ..ได้พอดีเสร็จแล้วคะ” อารีตอบตกลงแล้ว
“ดี ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปกันเลย พี่บ๊วยเค้าสตาร์ทเครื่องรออยู่นะจ๊ะ” อารยะดีใจที่แผนมาครึ่งทางแล้ว
“แล้วไม่ชวนแมนไปด้วยหรือคะ” อารีถาม ทำเอาอารยะชะงัก
“อ้อ เห็นเค้าบอกว่ามีโปรแกรมไปแถวสีลมแล้วละ” อารยะไหวตัวทัน ดีที่ได้รู้มาก่อนหน้าว่าแมนจะไปไหน
ทั้งคู่จึงเดินไปที่รถของบ๊วยด้วยกัน บ๊วยรออยู่แล้วและพร้อมจะสั่งให้ล้อหมุนแล้ว
“อ้าว น้องอารีก็ไปด้วยกันเหรอ” บ๊วยถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้มดีใจ
“เออ ข้าชวนน้องเค้าเองละ” อารยะตอบแทนน้องอารี
อารยะเปิดประตูด้านหลังให้น้องอารีขึ้น แล้วก็ทำท่าเหมือนปวดท้องอย่างหนักต้องรีบเข้าห้องน้ำด่วน
“อ้าวเฮ้ย! เป็นอะไรวะ” บ๊วยถามด้วยหน้าตาตื่น
“อะ เอ่อ ไม่ต้องรอนะ ข้าไม่ไหววะ เดี่ยวข้านั่งรถไฟฟ้าใต้ดินตามไปละกัน” อารยะปวดท้องอย่างแรง
“โทษทีนะน้องอารี เดี่ยวน้องออกมานั่งข้างพี่บ๊วยก่อนละกัน” อารยะบอกให้น้องอารีย้ายที่นั่ง
“ข้าไปเข้าห้องน้ำบนห้างก่อนนะ นายก็ไปเลยละกันแล้วเจอกันที่ร้านอาหารนะ” อารยะรีบอย่างลุกลน
“เออก็ได้ แล้วเจอกัน” บ๊วยไม่ว่าอะไร
“สั่งอาหารไปเลยนะเพื่อน” อารยะพูดทิ้งท้ายในขณะที่รถกำลังเคลื่อนตัวออกไป

......................................
บนสถานีรถไฟฟ้าที่สาธร.....
หลังจากแวะไปทานอาหารมื้อเย็นอยู่คนเดียวจนอิ่มแล้ว อารยะก็ต้องรีบเดินทางกลับที่พัก ในขณะที่กำลังรอรถไฟฟ้าอยู่กับผู้คนอื่นอีกมากมายที่กำลังจะรีบเร่งเดินทางกลับบ้านเพื่อใครบางคนที่รออยู่ที่บ้าน...
เพื่อตนเองจะได้พักผ่อนแล้วพรุ่งนี้เช้าต้องเร่งรีบอีกครั้ง....หรือเพื่ออะไร ๆ ที่พวกเขาทำเพราะมีความหมายสำหรับชีวิตตนก็ตามทุกคนก็ยังคงแสดงบทบาทวนซ้ำของตนเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ตอนนี้รถไฟฟ้ามาจอดที่ตรงหน้าแล้วผู้คนบนรถไฟฟ้ามีทั้งขึ้นมาแล้วก็มีออกไปอยู่ทุกสถานี
สับเปลี่ยนหน้าตาผู้โดยสารไปเรื่อย ๆ อารยะเดินเข้าไปในขบวนรถไฟฟ้าด้านหลังสุดของขบวนรถโดยสาร
เมื่อประตูปิดลงรถไฟฟ้าก็วิ่งไปต่อยังสถานีหน้าซึ่งได้ถูกโปรแกรมไว้แล้วว่า

“สถานีต่อไป สุรศักดิ์” “Next Station Surasak”
อารยะคิดถึงเรื่องชีวิตของตนและคนอื่น ๆ มันก็เป็นเพียงแค่สิ่งมีชีวิตที่มีรูปแบบซ้ำ ๆ เหมือนถูกโปรแกรมการใช้ชีวิตเอาไว้เรียบร้อยแล้วอย่างเช่นรถไฟฟ้าขบวนนี้ที่ต้องวิ่งซ้ำเช่นนี้ด้วยทุก ๆ วัน บนเส้นทางที่ถูกขีดไว้ให้วิ่งไป วันนี้กับพรุ่งนี้ไม่แตกต่างกันมากนัก มนุษย์ต่างกับหุ่นยนต์ไม่มากเลย ที่ต่างก็แค่ลมหายใจกับความรู้สึกนึกคิด แต่ทำงานวนซ้ำเหมือนกับเครื่องจักรก็เท่านั้น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเหตุผลของการอยู่รอดหรือความต้องการแสวงหา

ในขณะที่คิดไปเรื่อยเปื่อย อารยะก็ให้รู้สึกเริ่มมีความวุ่นวายสับสนในใจหาความสงบไม่ได้ เขารู้สึกประมาทเสียแล้วที่จะปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปในกระแสวิถีแห่งโลกเช่นนี้ ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วเขาคงไม่ต่างจากการเป็นหุ่นชีวะจักรกล ที่มีความรู้สึกอยากมี อยากได้ อยากเป็นอารยะหลับตาทำสมาธิเพื่อให้เกิดความสงบทางใจ
จนรู้สึกว่าในขบวนรถไม่มีใครอยู่เลย มันว่างเปล่า……..

แต่สิ่งที่ไม่มีใครเคยคิดไว้มาก่อนกำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า อารยะรับได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของขบวนรถไฟฟ้าตั้งแต่มันยังเกิดการเคลื่อนตัวเพียงเล็กน้อย มันค่อย ๆ แรงขึ้นจนอารยะต้องลืมตาขึ้นมาดู
แสงจากหลอดไฟบนขบวนรถโดยสารเริ่มขาด ๆ หาย ๆ ติดดับ ๆ แล้วก็มาถึงระดับความสั่นไหวที่มนุษย์ปกติจะรับรู้ได้แล้ว
ผู้คนบนรถไฟฟ้าเริ่มสงสัย......
เสียงพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์กันเริ่มดังขึ้นอื้ออึง บางคนอยู่ในอาการตระหนกตกใจ ผู้คนบนขบวนรถเริ่มรับรู้แรงสั่นสะเทือนนี้ได้แล้ว รถไฟฟ้าเริ่มวิ่งกระชากเร็วบ้างช้าบ้าง ผู้คนร้องลั่น เสียงกรีดร้องดังขึ้นเหมือนว่ามันจะระบายความกลัวออกไปได้ แรงกระชากของรถไฟฟ้าทำให้ผู้โดยสารบางคนล้มลงและล้มต่อกันไปเป็นโดมิโนที่ตั้งวางเรียงกันไว้
ปรากฏการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นรุนแรงมากจนอารยะเองก็รู้สึกกลัวเหมือนกับทุกคนถึงแม้ว่าจะไม่มากเท่าแต่ก็ยังหวาดหวั่นอยู่ว่าครั้งนี้จะรอดชีวิตไปได้เหมือนที่ผ่านมาหรือไม่อารยะมองออกไปทางนอกหน้าต่างของรถไฟลอยฟ้า แผ่นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่กองอยู่บนพื้นถนนจนมองเห็นเป็นซากปรักหักพัง
เสียงบีบแตรรถดังระงมไปทั่วและแน่นอนไม่ใช่อารยะคนเดียวที่เห็น ยังมีผู้โดยสารบนรถไฟฟ้าอีกหลายคนที่อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ดูเหมือนว่าทุกคนจะเริ่มมั่นใจแล้วว่ามันคืออะไร
อารยะใช้พลังจิตแสกนไปทุกทิศทุกทางเพื่อรับข้อมูลข่าวสาร สิ่งที่ได้รับกลับมากับเป็นเรื่องที่เหมือนจะถูกคัดลอกสำเนาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหตุการณ์ที่ไม่แตกต่างกัน ...จะต่างกันก็สถานที่เกิดเหตุเท่านั้น อารยะรับรู้ได้ถึงอารมณ์ทั้งหมดทั้งปวงแม้กระทั่งบางชีวิตที่กำลังจะหมดลม บางคนกลัวอย่างสุดขีด และบางคนก็เศร้าเสียใจที่สูญเสียคนที่รัก

“สถ า..ต่ ไป .า..” เสียงประกาศขาด ๆ หาย ๆ เป็นช่วง ๆ จนที่สุดระบบไฟฟ้าบนรถดับลง แต่รถไฟฟ้ายังคงวิ่งต่อไปด้วยความเร็วสูง ระบบควบคุมความปลอดภัยเสียหายและไม่สามารถควบคุมความเร็วหรือแม้แต่ระบบเบรค ผู้คนบนขบวนรถไฟฟ้านึกไม่ออกถึงเหตุการณ์ตอนต่อไป บางคนเริ่มพึ่งพระพึ่งเจ้า
มหันตภัยร้ายยังไม่ถึงบทสุดท้ายของมัน อาคารหลายอาคารโอนเอนไหวไปมาเหมือนคนยืนทรงตัวไม่ได้ บางอาคารเกิดรอยร้าวและกำลังจะถล่ม ร้ายยิ่งไปกว่าสิ่งใด แผ่นดินกำลังแยกออก รอยแยกของแผ่นดินกระจายไปทั่วมหานครกรุงเทพ อารยะได้รับสัญญาณความคิดมาจากห้องควบคุมที่อยู่หน้าขบวน มันเป็นความกลัวอย่างรุนแรงที่สุดของเจ้าหน้าที่ในห้องควบคุม
“ทะ..ทะ..ทางขาด..ด..” คำเดียวที่เจ้าหน้าที่ควบคุมขบวนรถไฟฟ้าตะโกนออกมาอย่างสุดเสียง
แต่มันไม่ได้ทำให้ขบวนรถนี้หยุดลงได้หรือแม้แต่ลดความเร็วลง ทุกอย่างกำลังมุ่งไปตามรางข้างหน้าจนกว่าจะถึงสถานีสุดท้ายเพียงที่เดียวคือสถานีปลายทาง ‘พื้นโลก’ อย่างเป็นที่แน่นอน ไม่มีความปลอดภัยบนรถไฟฟ้าอีกแล้ว ไม่ต้องห่วงเรื่องใดอีกแล้ว ไม่มีเวลาเหลือพอที่จะเอ่ยคำล่ำลากับใครได้อีก
เป็นความพยายามรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ควบคุมรถไฟลอยฟ้านี้อย่างที่สุดที่จะห้ามเบรคอีกหลาย ๆ ครั้งถึงแม้จะเป็นไปไม่ได้อีกแล้วก็ตาม
อารยะเริ่มยึดจับหาที่มั่นและเตรียมพร้อมรับกับสถานการณ์หฤโหดกว่าครั้งที่ผ่านมา
“แค่โกหกเพื่อนไปสองคนว่าจะไปกินข้าวด้วย”
“ไม่น่าจะต้องทำให้ถึงต้องตกนรกเร็วขนาดนี้เลย เค้าเรียกว่าเวรกรรมเห็นกันทันตาจริง ๆ” อารยะบ่นพึมพำออกมาในขณะที่กำลังหาที่ยึดจับให้มั่นสำหรับการตกลงในแนวดิ่งจากที่สูงซึ่งอารยะเองก็ตกอยู่ประจำเป็นอาชีพอยู่แล้วที่สำคัญนี่คงเป็นรถด่วนขบวนสุดท้ายสำหรับผู้โดยสารบางคนจริง ๆ

รถไฟฟ้าหนึ่งขบวนประกอบไปด้วยตู้รถจำนวน 3 โบกี้พ่วงติดกัน หน้าขบวนแรกสุดของรถไฟฟ้ากำลังดิ่งลงไปอย่างรวดเร็วนั่นก็หมายความถึงรถไฟฟ้าทั้งขบวนอย่างแน่นอนและนี่ไม่ใช่รถไฟเหาะในสวนสนุกแต่มันเป็นนาทีแห่งความเป็นความตาย สำหรับตอนนี้จึงไม่ใช่เวลาที่จะมามัวรักษาฟอร์มหรือรักษากิริยาท่าทางอันอวดดีถือตัว ได้เวลาตัวใครตัวมันแล้ว.....ทุกคนต้องช่วยตัวเองให้มีชีวิตอยู่รอด เพราะทุก ๆ คนก็อยู่บนความกลัวตายด้วยกันทั้งนั้น ไม่แปลกที่จะแสดงอาการที่อยู่ในส่วนลึกของอารมณ์ออกมาให้ใครต่อใครเห็น

เริ่มต้นจากหน้าขบวนที่กำลังตกลงจากทางขาดและกำลังไล่ไปจนสุดท้ายขบวนตามลำดับ ผู้โดยสารบางคนบนรถร้องลั่นออกมาอย่างสุดเสียง ดังกว่าทุก ๆ ครั้งที่เคย พร้อมกับน้ำตาที่ไหลพรากออกมาอย่างไม่ได้รู้ตัว บางคนร้องกรี๊ดในขณะที่กำลังล่วงหล่นเคว้ง ผู้คนบนรถกำลังร้องประสานเสียงเป็นเหมือนบทเพลงโหยหวนขอชีวิตก่อนที่ในไม่ช้าเสียงทั้งหมดบนรถไฟฟ้าจะเปลี่ยนเป็นเสียงครวญคราง

ตอนนี้ขบวนรถไฟฟ้าไม่ต่างอะไรกับท่อยาวไม่ว่าจะมองลงไปหรือมองขึ้นไปก็ไม่ต่างกัน
ทุกอย่างกำลังร่วงลงมาเหมือนใบไม้ ภาพของทุกสิ่งทุกอย่างกำลังลอยอยู่กลางอากาศ มีเพียงแสงจากภายนอกที่สาดส่องเข้ามาสู่ภายในให้พอเห็นภาพได้ชัด
ผู้โดยสารกำลังจะเปลี่ยนจากโหนราวยางที่ยึดจับของผู้โดยสารหรือไม่ก็โหนกับเสา มาเป็นห้อยอยู่กับราวยางและห้อยกับเสาแต่มันน่าจะเป็นการใช้งานผิดโอกาสและเวลา มันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในลักษณะนั้น ไม่ช้าคนที่อ่อนแรงก็ล่วงหล่นไปทีละคนสองคนเป็นใบไม้ร่วงอยู่ที่ว่าใครหลุดมือก่อนหรือใครราวยางจะขาดก่อนกัน
คนข้างบนหลุดมือล่วงลงก่อนกระแทกชนกันอย่างแรงกับคนที่อยู่ล่างกว่าจนบางคนสลบตั้งแต่อยู่กลางอากาศ เสาที่ยึดจับบางต้นหลุดออกหล่นมาพร้อมกับคนที่กำมันแน่นกวาดเอาคนที่อยู่ข้างล่างกว่าลงไปด้วยเป็นจำนวนมาก
ไม่มีใครอยู่เหนือกฎแห่งธรรมชาติไปได้ เป็นไปตามกฎแรงดึงดูดโลกที่วัตถุจะต้องตกลงสู่พื้นโลกอย่างเร็ว ไม่เกี่ยงที่น้ำหนักของใครจะหนักกว่ากัน ไม่เกี่ยงว่าใครรวยกว่ากัน ตำแหน่งน้อยใหญ่กว่าใคร

เลือดที่สาดเปื้อนกระจายไปทั่วทุกที่ ทุกคนต่างรู้ดีว่าในโพรงเหล็กของรถไฟฟ้านี้จะกลายเป็นกองเลือดเนื้อกองใหญ่เลยทีเดียว ข้าวของกระจัดกระจาย ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจะลงไปกองอยู่ที่พื้นอย่างรวดเร็ว สำหรับเวลาอย่างนี้ไม่มีใครต้องมาขอโทษใครอีกแล้วตอนนี้ทุกคนบนรถโดยสารที่ยังมีลมหายใจก็คงอยากให้แซงคิวของตนเองไปก่อนทั้งนั้นและขอให้ตัวเองเป็นคนสุดท้ายก็จะดีมาก แต่ยากที่จะมีใครได้รับสิทธิ์นั้น.....

เสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วเมื่อหน้าขบวนรถไฟฟ้ากระแทกพื้นอย่างแรงพลังงานจลน์ที่เคลื่อนไหวอยู่กำลังกลายเป็นพลังงานศักย์ที่กำลังจะหยุดนิ่ง รถไฟฟ้าโบกี้แรกยุบย่นลงเป็นเหมือนกระดาษที่ถูกฉีกแล้วขยำทิ้ง
ไม่มีเหลือให้เห็นห้องควบคุมขบวนรถไฟฟ้าอีกแล้ว อารยะรับรู้ภาพเหตุการณ์และความเจ็บปวดจากความรู้สึกที่ไหลผ่านเข้ามาอย่างทรมาน
ต่อไปก็เป็นส่วนของลำตัวและส่วนหางของขบวนรถไฟฟ้าแล้ว แต่ด้วยความยาวของจากหัวขบวนรถไฟฟ้าจนถึงท้ายขบวนซึ่งมันมีความยาวมากกว่าระดับความสูงจากพื้นถนนถึงรางรถไฟฟ้า ทำให้หน้าขบวนรถไฟฟ้าเท่านั้นที่กระแทกลงกับพื้นอย่างแรงก่อนใครส่วนลำตัวและส่วนหางของขบวนรถไฟฟ้าพุ่งไปตามแรงเฉื่อยของล้อที่ยังวิ่งฉุดลากกันลงไปด้วยความยาวดังกล่าวของขบวนรถไฟฟ้าทำให้ส่วนหัวเท่านั้นที่กระแทกกับพื้นและหยุดขบวนลงไว้ที่นั่น ส่วนลำตัวและส่วนหางของขบวนที่ยังพ่วงติดกันอยู่จึงพุ่งพ้นผ่านเลยออกไปจากแนวดิ่งเดิม ส่วนกลางลำตัวของขบวนและหางของขบวนรถไฟฟ้าจึงเปลี่ยนไปในท่าหงายท้องขบวนขึ้น ส่วนหางหงายท้องเหวี่ยงสะบัดเข้าไปกระแทกเข้ากับเสารับน้ำหนักอีกต้นหนึ่งข้างหน้าด้วยแรงกระแทกบวกกับน้ำหนักของขบวนรถไฟฟ้านั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ขบวนรถไฟฟ้าขาดออกจากกันในขณะที่รถไฟฟ้าขาดออกจากกันกลางอากาศ ผู้โดยสารที่โชคร้ายกว่าใคร ๆ ก็ถูกสะบัดหลุดออกมาจากตัวรถไฟฟ้าเหมือนถูกโปรยออกมา
ทุกชิ้นส่วนของขบวนรถไฟฟ้าขาดเป็นท่อน ๆ ตกลงกระแทกพื้นอย่างไม่มีทิศทาง เศษชิ้นส่วนมนุษย์หลุดออกมาจากขบวนรถ ทั้งที่สมบูรณ์และไม่ครบชิ้นส่วน คนที่หลุดออกมาเป็น ๆ ร้องเสียงดังในขณะที่ตกลงสู่พื้นแล้วก็เงียบลง บางคนตายในสภาพที่มีเสาจับของรถไฟฟ้าปักทะลุหน้าอกทั้งที่ยังมีมือของใครบางคนจับเสาต้นนั้นอยู่
มันทำให้ดูเหมือนว่าเขาถูกเจ้ามือลึกลับนั้นจับเสาต้นนี้มาปักเข้าให้ที่กลางอก มันเป็นภาพที่น่าสยดสยองและหดหู่ใจอย่างมากที่สุด
เศษชิ้นส่วนของอุปกรณ์และเครื่องจักรรถไฟฟ้าอยู่คนละทิศละทางกระจัดกระจายทั่วไปในสภาพที่ยับเยินหาชิ้นดีไม่ได้ เปลวไฟที่ลุกขึ้นเป็นแห่ง ๆ พร้อมกับควันไฟลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เศษชิ้นส่วนของมนุษย์และเลือดที่มากมายอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ รถยนต์บนถนนถูกลูกหลงจากเศษชิ้นส่วนรถไฟฟ้าหล่นใส่ทั้งชิ้นเล็กชิ้นใหญ่หลายคัน มองเห็นคนขับที่นิ่งสงบภายใต้ซาก บางคันระเบิดไฟลุกท่วมไฟฟ้าถูกตัดขาด ไฟดับทั่วทั้งเมืองมหานครกรุงเทพมีเพียงแสงไฟจากเศษซากหักพังที่ติดไฟให้เห็นอยู่ทั่วทั้งเมือง สภาพไม่ต่างกับเกิดสงครามกลางเมืองเลย ยังไม่สามารถบอกได้ว่ามีผู้ใดรอดชีวิตหรือไม่ เว้นแต่จะมีใครเริ่มขยับตัวให้เห็น
แล้วก็มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นจริง ๆ บางสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหวมุดพ้นออกมาจากซากรถไฟฟ้าร่างตะคุ่ม ๆ ที่พอมองเห็นด้วยท่าทางซอมซ่อทุลักทุเลออกมาอย่างคนหมดแรง เขาก้มหน้าฟุบลงกับพื้นถนน ก่อนที่จะเอาเรี่ยวแรงทั้งหมดพยุงตัวขึ้นมานั่งคุกเข่า จำแทบไม่ได้เลยว่าเขาจะเป็นอารยะที่อยู่ในสภาพไม่ต่างจากออกศึกสงครามโลกมา เสื้อผ้าที่ขาดวิ่นเปรอะชุ่มเปียกไปด้วยเลือดสีแดง ริ้วรอยบาดแผลเกิดขึ้นมากมายทั่วทั้งตัวของเขา
เริ่มมีเสียงโอดครวญของผู้รอดชีวิตให้ได้ยินบ้างแล้ว ความรู้สึกนึกคิดของผู้ที่ยังรอดชีวิตกำลังขอความช่วยเหลือแล่นเข้ามาในหัวให้เห็นแม้บางร่างจะไม่มีแรงพอที่จะได้โอดโอยให้ได้ยินก็ตาม อารยะอยากเข้าไปช่วยทุกคนเหลือเกินแต่สภาพตอนนี้เขายังลุกขึ้นยืนเองไม่ได้เลย..…
อารยะค่อย ๆ มองไปรอบ ๆ ตัว กลุ่มควันลอยกระจายไปทั่ว แสงไฟพร่ามัว ภาพเบลอไปหมด อารยะมองเห็นไม่ชัดเจนนักกับสภาพร่างกายที่โอนเอนอย่างตอนนี้เขาไม่รู้หรอกว่ายังมีสิ่งมหัศจรรย์ยิ่งกว่าเรื่องใดที่เขาเคยเจอกำลังรอให้เขาพานพบ

ปรากฏการณ์แผ่นดินไหวเป็นธรรมชาติที่สามารถอธิบายได้แต่ปรากฏการณ์ต่อไปนี้มันจะเป็นเรื่องมหัศจรรย์เหนือธรรมชาติเมื่อกลุ่มควันที่เริ่มลอยอยู่โดยรอบ ๆ เริ่มหมุนวนอย่างช้า ๆ และช้าอย่างเอื่อยๆ ทั้งที่สงัดลม แสงไฟดวงเล็ก ๆ แต่เปล่งรัศมีแห่งความสว่างไสวสุกใสส่องสว่างไปทั่วกว่าแสงใด มันค่อย ๆ ล่องลอยขึ้นออกมาจากใต้เศษซากหักพังหลาย ๆ แห่ง มันลอยขึ้นมาจากร่างผู้เสียชีวิต มันช่างมากมายเหลือเกินและ
มันมากมายจนไม่อาจนับจำนวนได้ แต่มันช่างสวยงามยิ่งนัก
หลังจากดวงไฟดวงน้อยลอยขึ้นมาได้ระดับหนึ่งก็หยุดนิ่งสักชั่วอึดใจ แล้วเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง
คราวนี้ดาวดวงน้อยเริ่มเคลื่อนไหวไปในทางเดียวกับกลุ่มควันที่ไหลเวียนไปอย่างเอื่อย ๆ มันกำลังจะพาดาวดวงน้อยนี้เคลื่อนที่ไปด้วยอย่างช้า ๆ ดาวดวงน้อยผู้ไร้เดียงสาก็เคลื่อนคล้อยลอยตามกลุ่มควันไปอย่างช้า ๆ ด้วยเช่นกัน กลุ่มควันจางบางสีขาวเริ่มเคลื่อนตัวแล้วค่อย ๆ เพิ่มความเร็วขึ้นตามลำดับอย่างช้า ๆ ในขณะที่อารยะกำลังเคลิบเคลิ้มกับแสงที่เขารู้สึกเหมือนหิ้งห้อยเต้นรำให้เขาชมในงานราตรี เขาไม่รู้เลยว่ากำลังชื่นชมอยู่กับการเสพความสวยงามบนซากศพของคนตายและยังไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร เขารู้แค่มันช่างสวยงามเหลือเกิน แต่ปรากฏการณ์นี้มีไว้ให้เขาได้ชมเพียงคนเดียวเท่านั้น

อารยะไม่รู้เลยว่าดาวดวงน้อยที่กำลังเคลื่อนตัวหมุนวนเวียนอยู่โดยรอบ ๆ ตัวของเขาพร้อม ๆ กับกลุ่มควันสีขาว ทั้งหมดเริ่มหมุนเร็วขึ้นเหมือนลูกข่างที่มีอารยะเป็นแกนกลางของมัน เป็นพายุดวงดาวที่มีอารยะอยู่ตรงกลางดวงดาวน้อย ๆ หลายดวงถูกเหวี่ยงหายวับออกไปรอบ ๆ ของพายุลูกข่างสีขาวนี้คงเหลือไว้เพียงดวงไฟบางดวงเท่านั้น ที่ยังส่องประกายแสงออกมาประดับกลุ่มควันไว้
อารยะมองอยู่อย่างโอนเอนเหมือนถูกสะกดให้ชมต่อไป ความเปลี่ยนแปลงเริ่มเกิดขึ้นเมื่อกลุ่มควันไม่ได้หายไปไหนมันยังคงหมุนอยู่รอบ ๆ ตัวของอารยะแต่ดวงไฟดวงน้อยกำลังเคลื่อนไหลหมุนวนลงต่ำลงต่ำลงเรื่อย ๆ จนเข้าไปสู่แกนใจกลาง ดวงไฟดวงน้อย หายวับไปทีละดวงเข้าไปในศีรษะของอารยะตรงจุดเดียวกับที่มีเศษแก้วฝังอยู่ จนดาวดวงน้อยทั้งหมดก็หายไปในช่วงเวลาอันสั้น คงเหลือไว้แต่กลุ่มควันขาวที่ค่อย ๆ หยุดหมุนแล้วจางหายไปอย่างปริศนา อารยะปวดศีรษะอย่างแรงจนทนไม่ไหว เปลี่ยนจากผู้เสพความสุขเมื่อครู่กลายเป็นคนที่ต้องทรมานที่สุดบนโลกนี้ มันเจ็บปวดเหมือนคนจำนวนมากหยิบค้อนช่วยกันทุบศีรษะของเขาคนละหลาย ๆ ครั้ง อารยะทนไม่ไหวจนต้องเอามือทั้งสองข้างยกขึ้นมาจับที่ข้างศีรษะเหนือใบหูทั้งสองข้างเหมือนกำลังจะใช้มือช่วยยกศีรษะนี้ลงจากบ่าให้ได้

“ทำไมมันหนักอย่างนี้..น..อ๊าก..ก อ๊า..อา..ก ก...” อารยะร้องเสียงดังออกมาด้วยความเจ็บปวดแล้วหยุดนิ่งไปร่างของเขาที่กำลังนั่งคุกเข่าโอนเอนค่อย ๆ ล้มฟุบหน้าลงไป
ครั้งนี้เขาไม่มีพลังพอที่จะได้ลุกขึ้นมาอีกเป็นครั้งที่สอง
……………………………………………….
.................................................
...............การแสดงแสงไฟยามราตรีได้สิ้นสุดลง....................
....................................

คนร้อยวิญญาณ

เช้าอีกวันหนึ่ง-ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งไม่ไกลจากที่เกิดเหตุ
ณ ห้องรวมผู้บาดเจ็บฉุกเฉินจากอุบัติภัยแผ่นดินไหว
“ตื่นได้แล้วพวก จะนอนกินอิฐ หิน ดิน ทราย ของประเทศชาติไปถึงไหนกัน”
อารยะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยน้ำเสียงแกมประชดประชันของนักวิชาการท่านหนึ่ง แขนของอารยะถูกดึงขึ้นมาข้างหนึ่งแล้วปล่อยลง
“ใช่!~ ตื่นได้แล้ว ฉันดูคุณนอนหลับมานานพอแล้วนะ”
เสียงที่ค่อนข้างดุของผู้หญิงที่อยู่ในอาชีพที่เกี่ยวกับตัวเลขในตลาดหุ้นกำลังอยู่ในอารมณ์เบื่อ พร้อมกับผลักให้ตัวอารยะขยับไปมา
“Yes! Weak up” อ้าว..ว.แล้วนี่เสียงฝรั่งที่ไหนใครกันละ เขาเป็นนักท่องเที่ยวหนุ่มชาวอเมริกัน
“พูดดี ๆ คุณไม่ลุกใช่ไหม เอาอย่างนี้ก็ได้ พวกเราช่วยกันฉุดเขาขึ้นมา” เมื่อเสียงของทหารนายหนึ่งจบลงก็เริ่มใช้วิธียกพวกรุมอุ้มกันทันที ข้อมือทั้งสองของอารยะยกขึ้นอย่างแรงจนหัวไหล่ยกขึ้นตามแต่ศีรษะเหมือนจะยังนอนติดหมอนอยู่อย่างนั้น
“มา ผมช่วยอีกแรงดีกว่า ผมยิ่งต้องรีบทำเวลาหาเงินอยู่ด้วย” นักบริหารหนุ่มจากบริษัทมีชื่อเสียงคนหนึ่งเข้าตะลุมบอนอารยะอีกแรง คราวนี้ขาทั้งสองข้างถูกดึงจนยกขึ้นด้วยพร้อมกับก้นที่ดูจะยังห้อยลงไม่ไปไหน
พวกเขายังไม่สามารถจะเอาชนะร่างของอารยะที่กำลังหลับอยู่ได้
“เอาละเราช่วยกันดึงขึ้นพร้อมกันนะ” เสียงของนายแพทย์คนหนึ่งที่เข้ามาช่วยด้วยอีกหนึ่งแรง

หนักยิ่งกว่าเดิมขึ้นอีก...เมื่อทั้งแขนและขายกขึ้น บ้างก็ถ่างขาอ้า หุบเข้าหุบออกพับขาพับแขนบ้าง
ยืดหดขาและแขนบ้าง ร่างของเขาตอนนี้ขยับไปมาเหมือนเต้นระบำในท่านอน ทำเอาเตียงผู้รอดตายที่อยู่ทั้งสองข้างของอารยะมองกันเป็นเรื่องขำขัน
“นั่น ไอ้หนุ่มนี่มันละเมอได้เก่งสุดยอดไปเลยนะ” ลุงเตียงข้าง ๆ กำลังชวนสนทนากับเตียงอีกฝั่งหนึ่งของอารยะ
“พี่เค้าฝันว่ากำลังบินขึ้นสวรรค์อยู่กระมังครับลุง” วัยรุ่นนักศึกษาที่นอนเตียงอีกข้างหนึ่งแซวเล่นเอาขำ
พอดีกับที่พยาบาลก็กำลังเดินเข้ามากดรีโมทเปิดโทรทัศน์ที่แขวนติดไว้บนเพดานทำให้ดึงดูดความสนใจไปจากสิ่งที่แต่ละคนกำลังทำอยู่
ทุกคนจึงหยุดชะงักแล้วทิ้งอวัยวะทุกส่วนของอารยะให้ตกลงบนเตียงเหมือนเดิม ผู้บาดเจ็บในห้องกว้าง ๆ กำลังจ้องดูรายการข่าวจากโทรทัศน์ด้วยหัวเรื่อง ‘หายนะภัยแผ่นดินไหว’ ต่างคนต่างก็หันมาดูเรื่องจริงที่ตนเองและทุกคนในห้องนี้ประสบพบวิบากกันมา ร่างของอารยะสงบนิ่งลงไม่วุ่นวายอยู่กับอาการละเมออย่างที่เตียงข้าง ๆ กำลังเข้าใจ
ในห้องผู้ป่วยรวมเงียบลงทันทีที่โทรทัศน์ถูกเปิดขึ้น ไม่มีเสียงเอะอะพูดคุยรบกวนรายการข่าวนี้เลย
มันเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนย่อมจะสนใจใคร่รู้ในข่าวที่เกี่ยวข้องกับตัวเองไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม
อารยะเริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นและมองเห็นบาดแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ บนร่างกายของตน เขาไม่ทันได้คิดทบทวนเรื่องราวเมื่อคืนวานว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนที่เขาจะหมดสติลง ไม่รู้เรื่องเลยแม้กระทั่งเมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้นกับตัวเขา ทันทีที่ตื่นขึ้นมองไปที่ไหนก็เห็นว่าทุกคนกำลังจ้องมองไปที่โทรทัศน์แขวนกันอยู่ ทำให้เขาต้องหันไปติดตามชมรายการข่าวนี้ด้วยอย่างตั้งใจ

“เรามาฟังข้อมูลความคิดเห็นทางวิชาการจากท่านศาสตราจารย์ดอกเตอร์สงัด สงบดี”
“ผู้เชี่ยวชาญเรื่องแผ่นดินไหวจากศูนย์เตือนภัยพิบัติธรรมชาติกันนะครับ” บทเสียงสัมภาษณ์ของผู้จัดรายการข่าวด่วน
“ก็เป็นที่ทราบแล้วนะครับว่าเมื่อวานนี้เราได้พบกับหายนะที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของไทย
ก่อนอื่นผมต้องขอย้อนไปในอดีต ทุกท่านคงจำเหตุการณ์เมื่อครั้งที่เกิดแผ่นดินไหวจากบริเวณเหนือของ
เกาะสุมาตรา ซึ่งข้อมูลที่วัดได้จากเครื่องวัดความไหวสะเทือนนั้นอยู่ที่ 9.5 ริกเตอร์ ก็เนื่องมาจากการเกยกันของแผ่นเปลือกโลกขนาดใหญ่ 2 แผ่น ทำให้เกิดปรากฏการณ์อาฟเตอร์ช็อคมาถึงเมืองไทยด้วย”
ศาสตราจารย์ดอกเตอร์สงัด สงบดีกล่าวเท้าความไปถึงเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดคลื่นซึนามิ
“แล้วเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นกับเมืองไทยนี่ละครับ เนื่องมาจากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกันหรือไม่ครับ” ผู้จัดรายการถามเข้าประเด็นถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้
”แน่นอนที่สุดมันย่อมเกี่ยวข้องกันอยู่หากเราคิดว่ามันเกี่ยวข้องกันก็ได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่าจุดที่เกิดขึ้นที่บริเวณเหนือเกาะสุมาตรานั้นเป็นรอยแยกใหญ่มาก ๆ ส่วนของเราเป็นแขนงของรอยแยกเล็ก ถ้าเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายขึ้น นั่นก็คือตรงสุมาตรานั้นเป็นรากแก้วใหญ่ส่วนเรานั้นเป็นรากฝอยที่แยกออกมาจากรากแก้วเท่านั้น แต่ถึงกระนั้นก็เถอะนะ หากรอยใหญ่เคลื่อนตัวส่วนที่เล็กกว่าก็ย่อมเกิดผลตามไปด้วยเช่นกันเพียงแต่จะมากหรือน้อยเท่านั้น” ศาสตราจารย์ดอกเตอร์สงัด สงบดีตอบคำถามเปรียบเทียบให้เห็นภาพ
“เมื่อวานนี้เราวัดความสั่นไหวที่เกิดขึ้นได้เท่าไรครับ” ผู้จัดรายการสอบถามต่อ
“สำหรับเมื่อวานนี้เราวัดความสั่นไหวได้ที่ 9 ริกเตอร์ ครับ ซึ่งก็รุนแรงพอที่จะทำให้สิ่งปลูกสร้างพังได้ โดยเฉพาะแผ่นดินในเมืองไทยยังเป็นแผ่นดินที่ยังไม่แน่นพอจึงทำให้ถูกเขย่าได้ง่าย” ศาสตราจารย์กล่าว
“แล้วมีความเป็นไปได้หรือไม่ครับที่เหตุการณ์ในครั้งนี้จะเกิดขึ้นอีก” ผู้จัดรายการถามถึงสิ่งที่คนในประเทศยังหวาดหวั่น มันจึงเป็นคำถามที่น่ากลัวมากหากคำตอบคือใช่
“ครับความเป็นไปได้หรือไม่ยังอยู่ในความน่าวิตกอย่างยิ่ง เนื่องจากเรายังไม่รู้ว่าแนวการเคลื่อนตัวนั้นสงบลงหรือยัง แต่อย่างไรก็ดีเราก็ควรเตรียมตัวเฝ้าระวังภัยไว้ให้ดี เพราะความเป็นไปได้ก็ยังมีอยู่อย่างแน่นอน
สำคัญที่เมื่อไร ที่ไหน เท่านั้น” ศาสตราจารย์ดอกเตอร์สงัด สงบดีกล่าวจบทิ้งท้ายเอาไว้ให้อย่างน่าหวาดหวั่นยิ่งนักกับสิ่งที่ไม่สามารถรู้ได้อย่างชัดเจน
“ท่านศาสตราจารย์ดอกเตอร์สงัดครับ หากเกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงขึ้นอีกท่านมีข้อแนะนำให้กับประชาชนอย่างไรบ้างครับ” ผู้จัดรายการถามได้ดี
“ก็ให้ออกมาอยู่ในที่โล่งโปร่งซะ อย่าไปอยู่ภายในหรือภายใต้สิ่งปลูกสร้างใด ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการถล่มพังของสิ่งก่อสร้างนั้นครับ โดยเฉพาะในมหานครกรุงเทพนั้นมีอาคารสูง ๆ อยู่จำนวนมากซึ่งไม่ได้มาตรฐานในการป้องกันการสั่นไหวของแผ่นดินทำให้อยู่ในอาการที่น่าเป็นห่วงมากครับ ขอบคุณครับ”
ศาสตราจารย์กล่าวจบก่อนที่จะถูกตัดภาพมาที่หน้าของผู้จัดรายการเพียงคนเดียว
“ครับต่อไปผมขอแจ้งรายชื่อผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ สำหรับญาติของผู้เสียชีวิตที่ประสบภัยแผ่นดินไหวในครั้งนี้ หากพบรายชื่อตามประกาศนี้ สามารถติดต่อเข้ามาเพื่อแจ้งความประสงค์ขอรับศพไปบำเพ็ญกุศลได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 0-2002-2995 ถึง 99 ครับ เริ่มด้วยรายชื่อของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์รถไฟลอยฟ้าตกรางนะครับ ซึ่งทั้งหมดที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 387 ราย ดังรายชื่อต่อไปนี้ครับ นาย....” ผู้จัดรายการอ่านรายชื่อตั้งแต่คนแรก ไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มมีเสียงร้องไห้เข้ามาในหัวของอารยะ
“นี่เรา..เราตายแล้วหรือนี่” ยิ่งผู้ประกาศข่าวอ่านไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มมีเสียงร้องไห้เพิ่มมากขึ้น
“มันไม่จริง ฉันไม่เชื่อ ฉันยังรู้สึกว่าหายใจอยู่เลย”
“ผมยังไม่ตาย ผมตายไม่ได้ ผมยังมีอะไรต้องทำอีกเยอะ”
“ฉันยังไม่ได้สั่งเสีย บอกลาคนที่บ้านเลย แล้วนี่เค้าจะรู้หรือเปล่าว่าฉันหายไปไหน”
“แล้วนี้ผมจะทำไงดี ลูกผมตั้งสามคนยังเล็กอยู่เลยนะ เมียผมก็เป็นแค่แม่บ้าน โห่..โห..ฮือ..อ..อ”

อารยะมองเตียงรอบ ๆ กวาดสายตามองหาสิ่งปกติที่เกิดขึ้นไปทั่วทั้งห้องกว้าง ๆ แต่ยังไม่พบว่าใครที่กำลังร้องไห้อยู่ เขาเริ่มเกิดความสงสัยแล้วว่าเสียงที่เกิดขึ้นนั้นมาจากที่ไหนกันแน่ มันดังขึ้นมาเหมือนมันอยู่ไม่ไกล มันน่าจะอยู่ใกล้ ๆ ที่ใดที่หนึ่งหรือไม่ก็แค่ในหัวของเขาเอง.....

อารยะนึกถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้มามากมายจากการเดินทางผ่านกาลเวลาท่องไปในอดีตเมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยา “เจ้าสามารถหลับตาลงทำสมาธิได้ เจ้าก็ลืมตาทำเช่นนั้นได้ฉันใด เมื่อเจ้าสามารถรับสัมผัสใจผู้อื่นได้ เจ้าก็สามารถส่งสารให้เขารู้ได้เช่นกัน“ คำของหลวงตาที่ได้ชี้แนวทางไว้ให้ครั้งหนึ่งในภพชาติก่อนหน้าภพชาตินี้ ไปอีกสองร้อยกว่าปีล่วงมาแล้ว อารยะนึกได้เช่นนั้น จึงได้ใช้สมาธิเพ่งจิตหาที่มาและได้ทำการส่งสารเข้าไปสนทนากับผู้ที่กำลังโศกเศร้าจำนวนมากมาย ซึ่งทำให้อารยะรู้ที่มาแล้วว่าเสียงทั้งหมดที่ได้ยินอยู่นั้นมันอยู่ในร่างของเขานั่นเอง
“ผมพอเข้าใจถึงการสูญเสียนี้อย่างที่ไม่เตรียมใจไว้ล่วงหน้า ไม่ได้บอกล่ำลาให้ครอบครัวหรือคนที่เรารักได้รับรู้ แต่ทุกคนต้องมีหน้าที่ ที่ต้องเดินทางต่อไป ไม่ว่าเราจะแปลงรูปไปอยู่ในรูปใดก็ตาม หน้าที่ตรงนั้นก็จะต้องเริ่มใหม่ในรูปแบบรูปนั้นต่อไป เศร้าเสียใจก็ไม่เกิดประโยชน์อันใดขึ้นมา” อารยะพยายามแล้วที่จะปลอบใจทุกดวงวิญญาณที่ได้เข้ามาสิงสู่ในร่างของตน
“คุณไม่เข้าใจผมหรอกครับ คุณอย่ามายุ่งดีกว่า” ดวงวิญญาณดวงหนึ่งในขณะที่เขากำลังรู้สึกหงุดหงิดและเพิ่งรู้สึกห่วงหาคนที่บ้าน เขาใช้ชื่ออาทิตย์ ในขณะที่มีชีวิตอยู่เขาคือศัลยแพทย์อันดังหนึ่ง
ปัญหาของเขาคือความไม่พร้อมที่จะรับใช้ผู้เจ็บป่วยด้วยความบริสุทธิ์ไม่พร้อมที่จะอยู่กับครอบครัวให้มากนอกจากการกอบโกยเงินทองที่ได้มาอย่างรวดเร็วพร้อมกับชื่อเสียง เขาสร้างรังเกินตัว เกินพอดีพออยู่ จนน่ากลัวและวันนี้มันก็มาถึง

“ใช่! คุณจะเข้าใจอะไร คุณไม่มีสิทธิ์กักขังพวกเราในร่างคุณด้วยซ้ำ” คำพูดที่อยู่ในอารมณ์โกรธของวิญญาณอีกดวงหนึ่งในชื่อขณะที่มีชีวิตเขาคือ สมศรี เธอเป็นนักบัญชีจอมตระหนี่และไม่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ใดเลยแม้แต่คนในบ้าน เม็ดเงินของเธอไม่เคยรั่วไหลไม่เคยให้ทานใครแม้แต่คนในตระกูลเดียวกันที่คลานตามกันมา

“มันก็ถูกนะครับ แต่ผมก็ไม่ได้ต้องการให้เป็นแบบนี้เลย และคงไม่มีใครอยากให้เป็นด้วย”
“ผมเองก็เป็นผู้ประสบกับอุบัติภัยในครั้งนี้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นผมก็ยังไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้ยังไง ผมเองก็ยังไม่สามารถรับได้เหมือนกันที่มีดวงวิญญาณจำนวนมากเข้ามาเบียดเสียดอยู่ในร่างเดียวกันของผม และผมก็ต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ผมว่าเรามาหาวิธีแก้ไขทำให้ทุกคนได้เป็นอิสระกันจะดีกว่านะครับ” อารยะรู้สึกว่าทุกคนยังอยู่ในอาการที่ไม่เหมาะจะสนทนาได้ด้วยเลย เขาจึงเงียบไว้ก่อนเพื่อรอจนกว่าดวงวิญญาณทั้งหมดที่อยู่ในร่างของเขาจะสงบลงยอมรับกับความจริงที่ได้เกิดขึ้นและเข้าใจได้ว่ามันไม่สามารถทำอะไรได้อีกต่อไปแล้ว

“ในส่วนของเหตุการณ์ตึกถล่มอีกจำนวนหลายแห่งทั่วมหานครกรุงเทพ ในขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการค้นหาผู้เสียชีวิตจากเศษซากหักพัง เบื้องต้นจะประกาศรายชื่อเท่าที่ได้พบผู้เสียชีวิตแล้วจำนวน...”
.....เสียงจากผู้ประกาศข่าวยังคงดำเนินรายการต่อไป.....

.................................................................
โรงเรียนหลังความตาย

ระหว่างที่ต้องรอการทำใจของดวงวิญญาณทั้งหลายที่ยังคร่ำครวญอยู่ไม่จบนั้น อารยะก็กำลังคิดหาเหตุผลของเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นอย่างหนัก จนต้องคิดทบทวนถึงคำบางคำของหลวงตาที่พอจะนำมาใช้ได้บ้างอีกหลายครั้ง “เมื่อบำเพ็ญสมาธิดำดิ่งจนแน่วแน่แล้วเจ้าจักบังเกิดปัญญาในการหยั่งรู้”
อารยะยังไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่คงต้องเริ่มลองเรียนรู้ด้วยตัวเอง เขาจึงได้เริ่มทำสมาธิจิตในขณะที่อยู่ในท่านอนบนเตียงผู้ป่วย เพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจสงสัยของเตียงอื่น ๆ มันเป็นท่าที่เหมือนคนนอนหลับไปเลยจริง ๆ
อารยะเกิดความสงบนิ่งขึ้นในจิต........
เขาจึงได้เพ่งพินิจพิจารณาไปที่ดวงวิญญาณดวงหนึ่งที่กำลังร้องไห้เหมือนว่าจะขาดใจไปอีกเป็นครั้งที่สอง จึงได้รู้จักชื่อและประวัติของดวงวิญญาณดวงนี้เมื่อยังมีชีวิตอยู่เขาคือ ‘สมศรี’ นั่นเอง สมศรีในชาติภพนี้มีอาชีพเป็นนักบัญชี อายุ 45 ปี โสด มีอารมณ์แปรปรวน ไม่ใคร่จะยินดีกับใครส่วนใหญ่จะชอบยินร้ายทำตัวขวางโลก จิตใจคับแคบ นิสัยตระหนี่มากคิดทุกอย่างเป็นตัวเลขแห่งดอกผลชนิดที่เศษสตางค์ไม่เคยกระเด็นตก ไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบได้ แต่ถ้ามีจังหวะคำนวณแล้วได้ดอกออกผลก็รีบทันทีเพื่อจะให้ได้ผลกำไรแม้เพียงเล็กน้อย ดังนั้นสมศรีจึงไม่เคยรู้จักการให้ทาน ไม่เคยให้ใครเลยแม้แต่การสงเคราะห์คนในครอบครัวเดียวกันให้มีอาหารการกินดีอยู่ดี เครื่องนุ่งห่มที่อบอุ่น เสื้อผ้าและยารักษาโรคก็ไม่เคย ครั้งที่เคยได้เกิดมาเป็นคนที่ผ่านมาในชาติก่อนก็มาตายด้วยสาเหตุที่มีขอทานทำเงินตกลงบนก้อนหินริมน้ำแล้วกระเด็นกระดอนตกลงบนใบบัว สมศรีเห็นเข้าด้วยความเสียดาย โลภอย่างเก็บมาไว้เป็นของตน เธอก็หาทางเอื้อมจะหยิบเอามาให้ได้ทั้งที่ตัวเองก็ว่ายน้ำไม่เป็น จนกระทั่งพลัดตกลงไปจมน้ำตาย อีกชาติก่อนหน้านี้ก็ได้พบเจอเงินของผู้อื่นตกอยู่จำนวนมากเมื่อตนเองเก็บได้ก็เอาไว้เป็นสมบัติตน ทั้งที่เจ้าของทรัพย์มาสอบถามแล้วก็ไม่แจ้งแถลงไขคืนให้เจ้าของไป กลับยึดไว้เป็นของตนด้วยความละโมบโลภ จนเจ้าของทรัพย์ต้องเดือดร้อนเป็นทุกข์แสนสาหัสทั้งครอบครัวเพราะมันเป็นเงินของผู้อื่นที่เขากู้ยืมมาเพื่อมารักษาลูกของเขาจนทำให้ลูกของเขาต้องตาย แล้วผู้เป็นแม่ก็ต้องมาตรอมใจตายตาม จนมาถึงชาตินี้ก็ยังไม่เลิกนิสัยเดิม ทำให้ไม่เคยได้ใช้เงินทองที่เก็บสะสมมาได้ ต้องมาตายก่อนทุกครั้งไปความที่ขาดสำนึกรู้ ขาดปัญญา ว่าตายไปก็นำติดตัวไปด้วยไม่ได้ ไม่รู้จักการให้ทานจนเป็นสาเหตุของความเกิดที่จะต้องมาตายก่อนจะได้ใช้สมบัติของตนอยู่เสมอแม้แต่ในภพชาตินี้ที่ได้อุบัติขึ้นก็เพื่อที่จะได้ให้รู้จักการให้ทานแก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากแต่ก็เปล่า ดังนั้นจึงต้องมาอยู่ในร่างของอารยะเพื่อการขัดเกลากิเลสและเรียนรู้จักความเป็นมนุษย์

การกำหนดรู้ได้ด้วยฌานแห่งสมาธินั้นทำให้อารยะถึงเข้าใจได้ว่าสาเหตุทั้งหมดที่คนเหล่านี้ต้องมาถูกกักบริเวณไว้ในร่างของอารยะนั้นก็เพราะได้ถูกคัดเลือกมาเฉพาะผู้ที่มองไม่เห็นธรรม มีกรรมอันหนักหนาที่ต้องชำระ ฉะนั้นเพื่อได้เรียนรู้จักแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดจากการกระทำของตนเองในความโง่เขลาและไม่ใช่การไถ่บาปแต่เพื่อเรียนรู้จักการให้ โดยสงเคราะห์เอาไปสู่ชาติหน้าจะได้กลับใจเสียใหม่ไม่ต้องโง่จมโคลนมืดมิดเหมือนอย่างเช่นภพชาตินี้โดยการเรียนรู้นั้น วิญญาณทุกดวงจะได้รู้จักและได้ปฏิบัติจริงจากการกระทำผ่านทางกายเนื้อของอารยะตามแต่กรรมหนักกรรมเบาของแต่ละดวงวิญญาณที่ได้กระทำไว้เมื่อยังมีชีวิตอยู่ ปัญหาที่สำคัญที่ทำให้อารยะหนักใจมากก็คือดวงวิญญาณเหล่านี้ยังมีความหยาบคายอยู่ในดวงจิตฝังลึกยากแก่การขัดเกลาให้สะอาดได้นอกเสียจากต้องใช้อุบายในการชี้ชวนให้เห็นคุณประโยชน์จากการทำความดี มันจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถของอารยะอย่างยิ่ง

อารยะเมื่อรู้ดังนั้นจึงได้บอกกล่าวแก่สมศรีและดวงวิญญาณอื่น ๆ ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเพื่อให้เกิดความสำนึกถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เข้าใจเชื่อได้ก็ตาม
“ฉันไม่เชื่อเธอหรอก อย่ามาหลอกฉัน ไม่มีทาง” สมศรีกล่าวอย่างไม่สนใจใยดี
“แต่ผมอยากแนะนำทางเดินให้กับน้าสมศรีนะครับ มันเป็นทางที่น้าสมศรีจะได้ออกไปจากร่างของผมได้” อารยะต้องใช้วิธีนี้เพื่อให้น้าสมศรีได้สนใจที่จะร่วมมือในการเรียนรู้จักการให้ผู้อื่นและหากทำได้สำเร็จวิญญาณทุกดวงในตัวอารยะจะเริ่มคล้อยเห็นตามจริงกับสิ่งที่อารยะกำลังแสดงให้รู้ให้เห็น
“จริงเหรอ !?...มันจะเป็นไปได้ยังไง” สมศรีถามอย่างไม่มั่นใจในสิ่งที่ได้ยิน
“ได้สิครับ น้าสมศรี แต่จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อน้าสมศรีต้องทำตามอย่างที่ผมทำและทุกอย่างต้องเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ หากเมื่อใดที่น้าสมศรียังคิดถึงแต่เรื่องอยากได้นู่น อยากมีนี่ อยากเป็นนั่น ขอให้น้าคิดเสียว่าตอนนี้น้าตายแล้วเอาอะไรไปด้วยไม่ได้เลย น้าจะทำได้ไหมครับ” อารยะพยายามใช้วิธีที่นุ่มนวลชักชวนอย่างมีเหตุผลแบบง่าย ๆ ให้ร่วมมือได้ด้วยความเต็มใจ
“น้ากลัวทำไม่ได้ มันรู้สึกลำบากมากที่จะทำอย่างนั้นนะ” สมศรียังรู้สึกไม่มั่นใจว่าตัวเองจะทำได้
“น้ายังไม่ได้ลองทำเลยสักครั้งเดียว เอาเถอะนะน้าสมศรีขอให้น้าได้ลองฝึกทำดูก่อนจากครั้งแรก ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม แล้วน้าก็จะเติมเต็มขึ้นมาเหมือนน้าเก็บออมนั่นแหละ แต่ครั้งนี้เนี่ยเปลี่ยนจากเก็บอย่างเดียวมาเป็นให้อย่างเดียว ให้จนผู้รับได้รู้ถึงความประสงค์ที่จริงใจจากเรา เท่านี้น้าก็ทำสำเร็จแล้วละ” ครั้งนี้อารยะทำให้สมศรีมั่นใจมากขึ้นได้เป็นอย่างดี
“พรุ่งนี้ผมจะออกจากโรงพยาบาลแต่เช้า ดังนั้นเริ่มต้นด้วยการตักบาตรกันนะน้าสมศรี” อารยะนัดหมายการเรียนรู้บทที่หนึ่งให้กับสมศรี
“ได้ พรุ่งนี้ฉันจะลองทำตามที่เธอบอกทุกอย่าง” สมศรียอมรับตามด้วยดี
ดวงวิญญาณอื่นอีกหลายดวงที่ยังอยู่ในร่างของอารยะต่างก็แอบติดตามฟังในสิ่งที่ทั้งสองสนทนากัน
ถึงวิธีหลุดออกไปจากร่างของอารยะอย่างทำเป็นไม่สนใจ เพราะความที่ยังถือทิฐิอยู่โดยไม่รู้ตัว เนื่องด้วยจิตใจของตนเองนั้นยังไม่ได้รับการเกลาให้สะอาดอย่างถูกต้องเฉกเช่นความเจ็บป่วยไข้ได้โรคที่จักหายขาดลงได้ก็เนื่องจากถูกกับยารักษาที่หมอจ่ายให้และอารยะเองก็มีเจตนาที่ต้องการเยียวยารักษาดวงวิญญาณเหล่านี้ที่ยังมีความยึดมั่นในความเห็นแก่ตนเอง ดังนั้นบทเรียนแรกของห้องเรียนนี้จึงต้องเริ่มขึ้นด้วยการฝึกทางภาคปฏิบัติไปพร้อม ๆ กับการกระทำของอารยะ มันเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายเลยสำหรับงานนี้ที่อารยะจะต้องทำหน้าที่เป็นคุณครูใจดีที่ต้องกำหลาบเด็กเกเรในห้องเรียน

.......................................................................
บทเรียนองค์หนึ่ง

เช้าตรู่ อากาศดีวันที่จิตใจผ่องใส ณ ตลาดสดแห่งหนึ่งริมท่าน้ำ
อารยะยืนอยู่คนเดียวหน้าร้านขายอาหารและกำลังพูดคุยอยู่กับน้าสมศรี ทั้งสองมือถือจานที่มีอาหารน่าทานอยู่เต็มจาน
“เอาละนะน้าสมศรี ก่อนอื่นน้าต้องทำจิตใจให้สบาย ทุกอย่างเกิดขึ้นจากเจตนา หากเจตนาแรกที่เกิดขึ้นเพื่อหวังเอาผล หรือ มีใจคิดเป็นอกุศล การกระทำนั้นก็จะไม่ก่อให้เกิดผลบุญได้ ขอให้น้าคิดไว้นะครับว่า น้าไม่มีอะไรแล้วที่จะนำติดตัวไปได้นอกจากผลแห่งกรรม ฉะนั้นหากน้าทำบุญที่เกิดจากจิตที่ตั้งใจดี จะส่งผลให้น้าได้ไปจุติอีกครั้ง” อารยะพูดบอกสมศรีเพื่อซักซ้อมกันก่อนที่จะปฏิบัติกันจริง ๆ และสมศรีก็ให้ความร่วมมืออย่างดี
“นิมนตร์ทางนี้ก่อนครับหลวงพี่” อารยะเอ่ยขึ้นพร้อมยกมือไหว้
ขณะที่พระสงฆ์กำลังเยื้องย่างมาอย่างสำรวมนั้น
“ทีนี้ผมจะปล่อยให้น้าสมศรีถวายภัตราหารด้วยตัวเองนะครับ” อารยะเอ่ยคำแนะนำให้กับน้าสมศรีเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่พระสงฆ์จะเดินมาถึง จากนั้นอารยะก็เริ่มสำรวมสมาธิจิตให้เป็นหนึ่งเดียวแล้วทำตัวเหมือนกับนายทวารประตูที่คอยปิดหรือเปิดให้เข้าออกเฉพาะผู้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ตอนนี้สมศรีก็คืออารยะ อารยะก็คือสมศรี เขาได้ให้สมศรีใช้ร่างของตนเพียงส่วนหนึ่งที่ต้องใช้เท่านั้น

อารยะดูเหมือนไม่เป็นตัวของตัวเอง เขาไม่ใช่อารยะเสียเต็มตัวเลยทีเดียวนักเพราะกิริยาท่าทางได้เปลี่ยนไปเหมือนผู้หญิงและเหมือนอย่างสมบูรณ์แบบเลยทีเดียวแต่ถ้ามองในสายตาคนทั่วไปก็คงนึกว่าเป็นสาวประเภทสองอย่างแน่นอน
สมศรียกของถวายขึ้นพนมมือไหว้ แล้วค่อย ๆ นำอาหารทีละอย่างใส่ลงไปในบาตรอย่างตั้งใจ
พระสงฆ์ก็สวดมนตร์ให้พรสมศรี สมศรีจึงนั่งยองลงพนมมือไหว้รับพรจากพระสงฆ์รูปนั้น
ดวงวิญญาณทุก ๆ ดวงที่อยู่ในเหตุการณ์นี้ ซึ่งอันที่จริงก็ทุกดวงที่อยู่ในร่างของอารยะในตอนนี้นั่นแหละได้ร่วมน้อมรับบทสวดมนตร์ให้พรจากพระสงฆ์รูปนั้น โดยที่คิดว่าอารยะไม่รู้ บางทีอารยะก็คงต้องแกล้งเผลอแกล้งลืมไปบ้างเพื่อเป็นการละลายพฤติกรรมของเหล่าดวงวิญญาณที่ยังหลงติดอยู่ในความเป็นตัวตนที่คิดว่าตนมีดีกว่าคนอื่นเมื่อตอนยังมีชีวิตอยู่
……………………................................…

“ฉันรู้สึกดีนะ ตอนที่มีชีวิตฉันไม่เคยคิดเลยว่ามันจะสบายใจขึ้นอย่างนี้ ถึงแม้ครั้งนี้ฉันจะไม่ได้อะไรกลับมา ไม่ได้หลุดออกไปจากร่างของเธอ ฉันก็ไม่ว่าอะไรเธอหรอก” สมศรีแสดงความรู้สึกอย่างขอบคุณที่ได้ทำให้เธอได้รู้จักการให้เป็นครั้งแรก ถึงแม้ว่าครั้งนี้เธอจะรู้สึกคาดหวังอะไรมากจนเกินไปก็ตาม แต่มันทำให้ความรู้สึกอยากได้ลดลงไปมาก
“ไม่เป็นไรครับ นี่คือครั้งแรกของการเรียนรู้ น้าสมศรียังมีโอกาสดี ๆ อีกหลายครั้งนะครับ” อารยะเริ่มล่วงรู้ถึงภายใต้จิตของสมศรีแล้ว มันจึงเป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะให้สมศรีได้เรียนรู้จักการให้ทานในขณะที่เริ่มเข้าใจและน้อมใจรับเรื่องนี้ได้แล้ว
อารยะเห็นบางสิ่งที่เป็นโอกาสสำคัญของสมศรีจึงรีบก้าวเดินไปจนหยุดลงตรงหน้าขอทานคนหนึ่ง
สมศรีรู้ทันทีว่าเธอต้องทำอะไรต่อไปโดยไม่ต้องบอก อารยะให้สมศรีมีบทบาทบนร่างกายตนเองต่อไปอีกเป็นครั้งที่สอง
ดวงจิตวิญญาณทุกดวงเฝ้าสังเกตการณ์อย่างใจจดจ่อกับการให้ของสมศรีในครั้งนี้
อารยะมั่นใจเป็นอย่างมากว่าสมศรีต้องทำได้สำเร็จเพราะได้ล่วงรู้ไปถึงภายใต้อารมณ์ของเธอที่ได้ถูกชำระล้างให้สะอาดขึ้นมาบ้างแล้ว เปรียบอย่างกระจกเงาที่ฝ้าขึ้นจับจนไม่สามารถสะท้อนแสงได้ต่อเมื่อนำผ้าไปเช็ดแม้เพียงเกิดช่องของเงากระจกแม้เพียงเล็กน้อยตรงจุดนั้นก็เพียงพอให้สะท้อนแสงออกมาได้แล้ว
สมศรีหยิบเหรียญในกระเป๋ากางเกงยีนของอารยะ นั่นเป็นเหรียญ 10 บาท ที่มีติดอยู่ในกระเป๋ากางเกงเพียงเหรียญเดียว อารยะและดวงวิญญาณทั้งหมดเฝ้าดูอย่างเงียบ ๆ สมศรีนั่งยองลงมองหน้าขอทาน ไม่หวังสิ่งใดว่าที่ต่อไปจะไปไหนหรือไม่ได้ไปที่ใด เพียงแค่ได้เป็นผู้ให้ก็พอแล้วที่ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น เหรียญค่อย ๆ หล่นลงไปในกระป๋องนมสังกะสีที่มีสนิมขึ้นทั้งใบ

“ป๊อง ป๊อง แกร๊ง กริ๊ง กริ๊ง แกร๊ก แกรก แกรก”

เสียงเหรียญกระแทกลงก้นกระป๋องแล้วเด้งขึ้นลงอีกหลายครั้ง จนมันหยุดนิ่งลงที่ก้นกระป๋องใบนั้น
สมศรีเกิดความสุขทางใจอย่างบอกไม่ถูก มันเป็นการเรียนรู้ที่มีค่าอย่างมากที่สุดที่ไม่เคยได้เจอมา
แต่เธอก็ไม่ได้หลุดออกไปจากร่างของอารยะแต่อย่างใด

“ไง ผมบอกแล้วว่ามันเป็นไปไม่ได้ ทีนี้คุณเชื่อหรือยัง” อาทิตย์คุยอยู่กับดวงวิญญาณอื่น
“ใช่ มันเป็นไปไม่ได้หรอก ทางเดียวก็คือรอจนกว่าอารยะจะตาย เราถึงได้หลุดไปจากร่างพร้อม ๆ กัน”
มันเป็นแนวความคิดใหม่ของ บุญเพิ่ม ที่เพิ่งคิดขึ้นได้ในตอนนี้
บุญเพิ่มเป็นช่างรับเหมาก่อสร้างที่มีอายุในช่วงเกือบวัยเกษียณแล้ว ผ่านโลกมามากด้วยความยากลำบาก เป็นเพราะความเป็นคนที่ไม่ซื่อสัตย์ทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น ชอบโกหกและมีจิตใจหยาบช้าเหี้ยมโหด ชอบดื่มเหล้ามาก มองสังคมและทุกคนในแง่ร้ายไปเสียทุกเรื่อง เป็นผู้รับเหมาที่รับเงินไม่รับงาน ได้งานรับเงินงวดแรกก็หนีงานแล้ว บางครั้งไม่ได้หนีงานเพียงอย่างเดียว ยังเอาข้าวของบางอย่างของเจ้าของบ้านติดตัวไปด้วยอีกทำให้เกิดความเดือดเนื้อร้อนใจต่อผู้อื่นขึ้นอยู่ไม่ใช่น้อย

“แล้วรู้ได้ยังไงว่า มันเป็นขอทานจริง ๆ ไม่ได้มาหรอกหากิน” สาธิตเอ่ยขึ้นอย่างไม่เชื่อและรู้สึกเสียดายที่ถูกหลอก
สาธิต วัยรุ่นตอนปลายนักท่องอินเตอร์เน็ทที่ชอบอยู่ในโลกส่วนตัวกับการเล่นเกมคอมพิวเตอร์
และสิ่งท้าทายแปลกใหม่ วัน ๆ ไม่ทำอะไรนอกจากอยู่ในโลกส่วนตัว มีอารมณ์ก้าวร้าวใจร้อน ชอบความรุนแรงโดยเฉพาะเรื่องเสี่ยง ๆ ชอบยึดความคิดตัวเองว่าถูกต้องเพราะความที่มั่นใจตนเองมากเนื่องจากในเกมเขาทำอะไรได้ทุกอย่าง ชอบพูดเพ้อเจ้อไปตามจินตนาการของตนแต่เป็นไปไม่ได้ในโลกของความจริง

“แต่ชั้นว่าลองดูต่อไปดีกว่านะ เห็นไหมว่าน้าสมศรีเค้าก็ดูดีขึ้นกว่าครั้งแรกตอนที่รู้ว่าตัวเองตาย”
วิกานดาเอ่ยขึ้นเมื่อมองไปที่สมศรี
วิกานดา มีอาชีพเป็นนางพยาบาลสาวสวยในโรงพยาบาลของรัฐบาลแห่งหนึ่ง เธอมีจิตรใจที่ร้ายลึกไม่เหมาะกับอาชีพที่ต้องมีน้ำใจสูงนี้เลย ยึดติดในความเป็นตนเองว่าสวยว่างามหลงตัวเองมาก จ้องจะจับหมอหรือคนไข้ที่มีฐานะดีเท่านั้น การให้บริการเอาอกเอาใจอยู่ที่รูปร่างหน้าตาฐานะการแต่งตัว เธอไม่ค่อยชอบเด็กเล็ก และ คนแก่ เพราะสร้างความลำบากในการทำงานของเธอมากแต่เธอก็เป็นที่หมายปองของเหล่านายแพทย์และบุรุษพยาบาลที่ยังมีตัณหาราคะมาก เมื่อตอนเสียชีวิตหน้าของเธอเสียโฉมจนไม่รู้ว่าเป็นใครนอกจากเครื่องแบบที่ชุ่มไปด้วยเลือด

เหล่าดวงวิญญาณต่างเริ่มถกเถียงกันถึงความเป็นไปไม่ได้ที่จะออกไปจากร่างแคบ ๆ ของอารยะ
และเริ่มจะไม่เชื่อมั่นต่อสิ่งที่อารยะได้เคยพูดไว้กับสมศรี
“การให้ไม่สำคัญหรอกว่าเขาจะมาหลอกเราหรือไม่ หากเราไม่ได้สนใจรับรู้เรื่องตรงนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นจากการให้คือการลดความเห็นแก่ตัวของเราลงได้ การให้อยู่ที่เจตนาของผู้ให้นั่นก็คืออยู่ที่ใจที่จะให้เขาได้นำไปใช้ประโยชน์ใช้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องพ้นจากความต้องทุกข์ยากลำบาก มันก็ดีที่แล้ว” อารยะพูดอธิบายให้สมศรีและวิญญาณทุกดวงฟัง โดยที่ไม่ได้สนต่อไปว่าใครจะพูดอะไรต่อหรือไม่
“นี่ ถ้าเป็นผมไม่ให้เสียโง่ อย่างนี้หรอกนะ” บุญเพิ่มเย้ยหยันอีกครั้งเป็นคนที่สอง
“เป็นผม ก็ไม่ให้แน่ ๆ เสียดายสตางค์ เอาไปหยอดตู้เกมเล่นมันกว่านี้เยอะ ไม่ต้องเสียอารมณ์เท่านี้ด้วย” สาธิตพูดอย่างไม่ต้องคิด
อารยะไม่ได้ใส่ใจกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์นั้น เพราะดวงวิญญาณเหล่านั้นยังไม่ได้รับการขัดล้างจิตใจให้สะอาดขึ้นมาบ้างจึงยังกระด้างอยู่ ยังยึดติดอยู่กับผลประโยชน์ที่จะต้องได้ตอบแทนเมื่อจะทำอะไรทุกครั้ง
ดังนั้นป่วยการอยู่ที่จะไปอธิบายเพื่อจะเอาชนะกันอย่างนั้น เรื่องต่อไปที่อารยะจะมอบให้กับสมศรีน่าจะเป็นอะไรที่ทำให้ทุกอย่างคลี่คลายลงไปได้โดยอารยะไม่ต้องไปอธิบายให้เหนื่อยต่อไปอีกเพราะการอธิบายที่ดีก็คือการกระทำให้เห็นจริงเท่านั้นจึงจะสร้างการยอมรับอย่างศรัทธาเชื่อให้กับทุกคนได้

คราวนี้อารยะเดินเข้าไปในตลาดสด เดินมองหาอะไรบางอย่าง ทำเอาดวงวิญญาณทุกดวงสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น อารยะหยุดลงตรงหน้าร้านขายปลา ซึ่งพอดีกับคนขายปลากำลังง้างมือขึ้นจะใช้ท่อนไม้ทุบลงไปที่หัวของปลาโชคร้ายตัวหนึ่ง
“หยุดก่อน ฉันขอซื้อปลาตัวนั้นเอง” มันเป็นลักษณะการพูดของสมศรี
แม่ค้าชะงักมือเกือบไม่ทัน จัดแจงเอาปลาใส่ถุงพลาสติกแล้วตักน้ำใส่พอให้ท่วมตัวปลาแล้วส่งให้สมศรีที่แสดงอยู่บนร่างของอารยะ
“20 บาท” แม่ค้าขายปลาส่งถุงใส่ปลาให้พร้อมรับเงินไปจากมือสมศรี

ชีวิตของปลาตัวนี้ถูกกำหนดไว้ด้วยราคาค่างวด ทั้งที่มันไม่ได้สมัครใจมาขายตัวขายชีวิตของมันเลย
สมศรีพาเดินไปที่ท่าน้ำบนโป๊ะเรือโดยสาร แล้วนั่งลงพูดกับปลา
“จงรักษาตัวให้ดี เจ้าได้เป็นอิสระแล้ว” สมศรีพูดไปพร้อมเปิดปากถุงเทปลาลงไปในแม่น้ำ
ไม่ใช่ปลาตัวนั้นที่เปลี่ยนชีวิตเหมือนได้เกิดใหม่และมันไม่ใช่หนึ่งเดียวที่ได้รับอิสระในครั้งนี้
แต่ยังมี.....
ทันใดนั้นเอง ดวงวิญญาณน้อย ๆ ดวงเล็ก ๆ ดวงหนึ่งพร้อมกลุ่มควันค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกมาจากปลายเข็มแก้ววิเศษบนศีรษะของอารยะ ลอยออกมาต้องรับกับแสงแดดจนดูเหมือนกลุ่มควันสีทอง ลอยขึ้นไปได้ไม่ไกลแล้วจึงกระจายเป็นสะเก็ดดาวระยิบระยับหายวับไปพร้อมกลุ่มควันสีทองอย่างรวดเร็ว

ดวงวิญญาณที่ยังอยู่ในร่างอารยะนิ่งอึ้งไม่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ใด ๆ นอกจากจะรอว่าเมื่อไรจะได้รับการเรียนรู้ผ่านร่างของอารยะเหมือนสมศรีบ้าง ทั้งที่จริงแล้วดวงวิญญาณทุกดวงตอนนี้ต่างก็ได้รับการเรียนรู้อยู่ด้วยแล้วจากทุกเรื่องราวเพียงแต่ต้องปรับความเข้าใจเรื่องจิตใจของพวกเขานิดหน่อยเพื่อให้เดินทางในช่องทางที่ไปสู่เป้าหมายได้เฉกเช่นการเดินทางไปอย่างรู้ทิศทาง โดยมีอารยะเป็นเข็มทิศแล้วปล่อยให้ผู้เดินทางคือพวกเขาเดินไปให้ถูกต้อง

“การให้ทานชีวิต เป็นการให้ทานที่ประเสริฐยิ่งนัก” อารยะกล่าวคำนี้แล้วลุกขึ้นพร้อมกับความอิ่มเอมใจที่ได้เป็นผู้ชี้นำทางได้สำเร็จ
อากัปกิริยาของอารยะเป็นผู้ชายคนเดิมแล้ว.....
.....เมื่อวิญญาณออกจากร่างแล้วดวงวิญญาณของสมศรีจะต้องไปจุติใหม่ทันที อารยะไม่ได้ติดตามจิตไปดูแต่ก็เชื่อเหลือเกินว่าบทเรียนที่สมศรีได้รับนั้นจะทำให้เธอเป็นคนที่มีความเอื้อเฝื้อได้ในภพชาติหน้าต่อ ๆ ไป....

อารยะพาเดินกลับผ่านเส้นทางเดิม จึงต้องผ่านร้านขายปลาอีกครั้งหนึ่ง

“ปึก โป๊ก ตุบ”
เสียงท่อนไม้กะแทกลงบนหัวปลาสองสามครั้งกว่าที่มันจะสลบลงหรือไม่ก็ตาย...และนั่นแสดงให้เห็นว่าสมศรีไม่ได้ช่วยปลาไว้ได้ทุกตัวในขณะที่ปลาตัวอื่น ๆ ก็ยังถูกทุบหัวตัวแล้วตัวเล่า....ตัวแล้ว..ตัวเล่า...
“คุณเห็นแล้วใช่ไหมว่าสิ่งที่คุณทำอยู่นะ มันไม่ได้เกิดประโยชน์เลย ซื้อมาต้มแกงกินกับเหล้าอร่อยกว่ากันเยอะ” บุญเพิ่มเย้ยหยันอีกอย่างไม่สำนึก
“ประโยชน์นั้นมีอยู่ ตอนนี้น้าสมศรีก็ได้ประโยชน์ไปแล้วมิใช่หรือคุณบุญเพิ่ม” อารยะรู้สึกเหนื่อยนักกับบางคน
“ต่อไปชาติหน้าน้าสมศรีก็จะเอื้อเฟื้อต่อสรรพสัตว์ในวงกว้างนั่นก็เป็นประโยชน์ด้วยเช่นกัน” อารยะชี้แจงอีกครั้ง
“ส่วนชีวิตปลาก็เป็นไปตามกรรมของมัน ชีวิตของคนขายปลาก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน ทำกรรมผูกซึ่งกันเอาไว้ก็มาใช้กันไป หากยังไม่หยุดทำกรรมนั้น ก็ยังผูกไว้ซึ่งกรรมกันต่อไปจนกว่าเมื่อใดที่คิดได้แล้วว่ากรรมนั้น ๆ ไม่ควรกระทำ จะหยุดกรรมเรื่องนั้น ๆ ได้ในที่สุด...วงเวียนแห่งกรรมตรงนั้นก็จะสั้นลงหรือไม่ก็จบลงเท่านั้นเอง..”
“เปรียบเหมือนทำแบบข้อสอบที่เคยทำมาแล้วครั้งหนึ่ง แล้วเราทำได้ เราสอบผ่านได้ ถึงแม้ผิดเพียงบางข้อหากเราต้องกลับมาทำข้อสอบอันเดิมอีกเป็นครั้งที่สอง เราก็ย่อมจะทำได้อยู่ แต่ก็ยังผิดข้อเดิมอีก ต่อมาเมื่อเรารู้คำเฉลยของข้อที่เราทำผิดว่าจริงแล้วมันคือคำตอบอย่างไร พอครั้งต่อไปเราก็จะไม่ทำข้อสอบตรงนั้นผิดอีก
คราวนี้ทำข้อสอบครั้งที่สามเราก็ทำได้ สอบผ่านได้ แต่ครั้งนี้ไม่ผิดเลย ทำข้อสอบเดิมอีกเป็นครั้งสี่..ห้า....ไม่ผิดเลย.....เช่นนั้นข้อสอบก็เหมือนการกระทำดีชั่วหรือเรียกว่าการเรียนรู้ผิดชอบนั่นเอง ซึ่งทั้งหมดจะคอยเข้ามาทดสอบจิตใจของผู้ปราชัยจนกว่าจะเห็นชอบไปตามธรรม” อารยะเทศนาให้ฟังจนยาวเหยียดและนี่คือสิ่งที่ได้เรียนรู้มาจากการเข้าฌานย้อนไปฟังธรรมจากหลวงตานั่นเอง

ต่อไปจากนี้อารยะยังคิดไม่ออกเลยว่าเรื่องต่อไปจะเอาอะไรมาช่วยอบรมจิตใจของพวกเขาให้ดีขึ้นกว่านี้ได้ คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติเสียบ้าง แค่เพียงอารยะใช้ชีวิตให้ดีให้ถูกต้องก็โน้มนำมาเป็นธรรมได้เช่นกัน
ฉากสุดท้ายของตัวแสดง

“เฮ้!~ นายควรจะต้องพาพวกเรากลับบ้านด้วยนะ ให้พวกเราได้ไปเยี่ยมบ้านด้วยถึงจะถูก” อดิศักดิ์นึกขึ้นได้ว่าทางบ้านของเขากำลังรอเขาไปทานข้าวมื้อค่ำด้วยในวันที่เขาต้องตาย
นี่ก็เป็นอีกรายที่ไม่รู้จักการเรียนรู้ชีวิต เขามีอาชีพเป็นวิศวกรผู้ชำนาญเรื่องไฟฟ้าและทำตัวเหมือนมนุษย์ไฟฟ้าเสียบปลั๊กแล้วก็ทำงานพอเสร็จงานแล้วก็ชอบเที่ยวกลางคืนไม่พักผ่อนนอนหลับหักโหมกำลังกายอย่างเกินควร เขาเป็นคนที่สูบบุหรี่จัดมากจนปอดแทบพังแล้วโชคดีที่ไม่ตายด้วยโรคปอด
“ป่านนี้เขาคงรอผมแย่แล้ว” อดิศักดิ์ยังคิดว่าตัวเองมีร่างกายเป็นตัวตนและกำลังหลงเรื่องเวลา
“ใช่!~ เธอต้องพาพวกเราไปบ้านก่อนนะอารยะ เพราะเธอต้องรับผิดชอบที่ขังพวกเราไว้” วิกานดาโทษให้เป็นความผิดของอารยะเสียแล้ว
“ใช่!~ คุณต้องพาเราไปทุกคน ทุกบ้าน เพราะเราต้องการเห็นพวกเค้าเป็นครั้งสุดท้าย” ภาวิณีเสริมย้ำเพราะหวังว่าจะได้ไปบ้านของตัวเองด้วยเช่นกัน
สำหรับคนนี้ ‘ภาวิณี’ เธอทำงานในบริษัทความงามแห่งหนึ่ง จึงทำให้เธอใช้เครื่องสำอางเปลืองมาก หน้าตาพอกไปด้วยหน้ากาก มีตำแหน่งหน้าที่การงานดีได้ด้วยเทคนิคการเหยียบหลังผู้อื่นขึ้นไปแล้วใช้ปากประจบสอพลออีกเพียงเล็กน้อย นิสัยขี้อิจฉาริษยาครบครันตามลักษณะนางร้ายในละครทีวี พูดจาเหมือนขวานผ่าซาก แทงเพื่อนร่วมงานข้างหลังด้วยการกล่าววาจาให้ร้ายผู้อื่นเอาดีเข้าตัว ไม่มีใครดีนอกจากเธอคนเดียว
ทั้งหมดก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เธอมักจะต้องระแวงเสมอที่จะคอยดูไม่ให้ใครล้ำเส้นเกินหน้าเธอ

“ใช่..ใช่” “ใช่.” “ใช่!.” เสียงยืนยันเริ่มมากขึ้นเหมือนจะเป็นเอกฉันท์แล้ว
“ทุกคนหยุดก่อน หยุดก่อน” อารยะเผลอพูดออกมาด้วยเสียงอันดังขณะที่ตัวเองก็เปิดเพลงฟังคาหูอยู่บนรถเมล์ซึ่งมีคนจำนวนไม่มากนัก ผู้โดยสารคนอื่น ๆ ต่างก็หันมาอย่างตกใจ พากันสงสัยว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบนรถ
“จอดที่ป้ายจอดเท่านั้นนะครับพี่” พนักงานเก็บเงินเดินมาแจ้งให้อารยะทราบ
ทุกคนเริ่มลดสายตาออกจากอารยะ หันหน้ากลับไปที่เดิมของแต่ละคน
นี่เป็นครั้งที่อารยะไม่ค่อยอยากจะอ่านความคิดใครบนรถเลยเพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องมีแต่เสียงไม่ชวนฟังเป็นแน่
รถจอดป้ายแล้วอารยะจึงรีบลงจากรถเมล์ทันทีทั้งที่ยังไม่ถึงป้ายที่เขาต้องการจะลงแต่คงต้องมาตกลงกับเพื่อนร่วมร่างให้เรียบร้อยเสียก่อนที่จะเดินทางต่อไป ไม่เช่นนั้นคงมีผู้ก่อความไม่สงบในร่างกายของเขาเป็นแน่
อารยะเดินเท้าไปเรื่อย ๆ ทิศทางมุ่งหน้ากลับที่พัก เดินไปพูดไปเหมือนคุยอยู่คนเดียว ดีที่อารยะเสียบหูฟังเอาไว้ที่หู ทำให้ดูเหมือนกับว่าเขากำลังร้องเพลงไปด้วย
“เอาละ ก่อนอื่นผมขอทราบจำนวนของดวงวิญญาณทุกดวงก่อนว่าทั้งหมดมีอยู่ในตัวผมทั้งหมดจำนวนเท่าไรทำอะไรอยู่แถวไหนกันบ้าง” อารยะเหมือนว่าจะตอบตกลงแล้ว
เขาไม่สามารถนับจำนวนที่มีได้ มันมีมากจำนวนเหลือเกินแต่ละดวงก็ส่ายไปส่ายมาเหมือนผีเสื้อบินไม่ทีท่าว่าจะอยู่นิ่ง
“ผมอดิศักดิ์เป็นวิศวกรไฟฟ้าอยู่บ้านแถวเหม่งจ๋าย”
“ผมชื่อ อาทิตย์ เป็นหมอครับ อยู่แถวตลิ่งชัน”
“ผมสาธิตทำงานด้านกราฟิกดีไซน์ ชอบเล่นเกมคอมพิวเตอร์ครับ บ้านอยู่รังสิต ”
“ฉันชื่อวิกานดาเป็นนางพยาบาลคะ บ้านอยู่แถวบางซื่อนะคะ”
“ฉันพจนีย์ อยู่แถวบางโพ ทำงานเป็นเลขา”
“ผมชื่อ วิชิต ทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ครับ บ้านอยู่แถวฝั่งธนครับ”
“บุญเพิ่ม รับเหมาก่อสร้าง อยู่แถวนนทบุรี”
“อานนท์ พลังเยอะครับ บ้านอยู่ที่เดียวกับมีนาครับ”
“ผมมีนาครับ ชอบเพาะกายครับ บ้านอยู่ที่เดียวกับอานนท์ครับ”
“ฉันภาวิณี เป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง บ้านอยู่แถวรังสิต”
“สมชายยะ เป็นนักท่องเที่ยวยามราตรีคะ บ้านอยู่แถวดินแดงนะยะ”
“อดิศร เป็นทนายความ บ้านอยู่ย่านลาซาล”
“อรทัยคะ เป็นช่างเสริมสวยคะ อยู่บ้านแถวปากเกร็ดคะ”
“อำนวย เป็นผู้บริหารอยู่บริษัทแห่งหนึ่ง บ้านอยู่บางนา”
“ฉันเต็มฤทัย เป็นแม่บ้านทำความสะอาด อยู่รามคำแหงคะ”
“ฉันทัศนา บ้านอยู่แคราย ทำธุรกิจส่วนตัวจ๊ะ”
“ผมนิวัฒน์ เป็นสถาปนิก บ้านอยู่พระรามสองครับ”
.............
.............
“เอาละ เอาละครับ พอได้แล้วครับ ผมว่าอย่างนี้ก็คงไม่จบง่าย ๆ แน่ เอาเป็นว่าขอให้ท่านได้เลือกตัวแทนในการเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้ก็แล้วกันนะครับ” อารยะรู้สึกว่าจับปูใส่กระด้งนั้นง่ายกว่าจับดวงวิญญาณเหล่านี้ให้นิ่งได้เสียอีก
“ได้.. ผมจะนับให้เอง” อาทิตย์อาสาเป็นผู้นำในรับผิดชอบเพื่อน ๆ
“สิ่งที่ผมต้องการนอกจากจำนวนก็คือ ที่อยู่ที่คุณต้องการจะไป เพื่อผมจะได้แบ่งโซนได้ว่าผมต้องไปที่ไหนก่อนหลัง จะได้จัดแบ่งสายการเดินทางอีกครั้งหนึ่ง” อารยะขอข้อมูลเพิ่ม
“เรายินดีสรุปข้อมูลให้คุณทั้งหมด ขอเพียงได้กลับไปหาญาติของพวกเรา” อาทิตย์รับคำแล้วเริ่มทำงานทันที
“ได้ตกลง...แต่ผมมีข้อแม้ 2 ข้อนะครับว่า”
“1. ผมหรือคุณ จะไม่สามารถบอกกับครอบครัวหรือคนที่คุณรู้จักได้ว่าพวกคุณอยู่ในตัวผม”
“2. การไปพบครั้งนี้จะเป็นเพียงการเฝ้ามองหรือไม่ก็แค่สนทนาเกี่ยวกับเรื่องของคุณบ้างตามแต่สถานการณ์”
“หากพวกคุณทุกคนยินดีทำตาม ผมก็จะทำในสิ่งที่คุณต้องการ” อารยะคาดเดาไว้ล่วงหน้า
ว่าถ้าหากวิญญาณแต่ละดวงเสนอตัวออกมาในขณะที่อยู่กับคนรู้จักของตนแล้วละก็คงต้องมีเรื่องวุ่นวาย
ตามมาอีกหลายเรื่องแน่
“ตกลง” ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร อาทิตย์จึงตอบหลังจากที่ใช้เวลาสอบถามเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“อีกเรื่องหนึ่ง ผมขอจัดการเรื่องงานของผมให้เสร็จเสียก่อน ผมมีอาชีพเป็นตัวแสดงแทนในภาพยนตร์
ยังมีบทที่ต้องเข้าฉากแสดงแทนอยู่อีกแค่ไม่กี่ฉากเท่านั้น ซึ่งผมอาจจะใช้เวลาแค่วันเดียวเท่านั้นก็จะเสร็จ
เวลาที่เหลือ ผมจะพาพวกคุณทุกคนไปพบญาติ” อารยะคิดถึงเรื่องงานของบ๊วยที่จะต้องทำให้เสร็จเสียก่อน
เพื่อบ๊วยจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนอีกเหมือนที่ผ่านมา

ในขณะที่ดวงวิญญาณแต่ละดวงต่างก็ดีใจเหมือนลิงโลดอยู่นั้น อารยะอดกังวลใจถึงความเหน็ดเหนื่อยที่จะมาถึงและยังไม่รู้ว่าเรื่องราววุ่นวายนี้ต่อไปจะเป็นอย่างไร จะอธิบายอะไรให้ญาติของพวกเขาเข้าใจ

กว่าที่อารยะจะตกลงกับดวงวิญญาณทั้งหมดได้เป็นที่เรียบร้อยก็เป็นอันว่าเดินมาจวนจะถึงที่พักแล้ว
ก็เลยต้องเดินกันต่อไปให้ถึงที่พักในที่สุด
“เฮ้อ..อ..อ เหนื่อยจังเลย อารยะเดี่ยวขอฉันนั่งพักก่อนสักครู่หนึ่งนะคะ” พจนีย์คุยกับอารยะเป็นครั้งแรกเช่นเดียวกับดวงวิญญาณอีกหลาย ๆ ดวงที่ยังไม่แสดงบทของตัวเองออกมา
‘พจนีย์’ ผู้หญิงใส่แว่นพร้อมกับไฝเม็ดเล็ก ๆ ใต้ปาก เธอเป็นเลขาขี้บ่นจู้จี้จุกจิกอยู่ในระเบียบเป็นไม้บรรทัดที่ตีเป็นเส้นตรง ยึดถือยึดมั่นเป็นห่วงสารพัดไม่ยอมปล่อยวาง มอบหมายงานให้คนอื่นก็เหมือนไปจัดการทำด้วยตนเองทุกครั้งไป ทำให้เธอดูแก่เกินวัยด้วยความทุกข์ใจที่มีอยู่ตลอดเวลาเพราะความที่ชอบเอาอะไรมาสุมไว้ที่หัวของตัวเองอยู่ทุกเรื่อง
“ขอฉันพักด้วยคนนะ” วิกานดาพูดได้สั้น ๆ ด้วยอาการหอบ ๆ
“ผู้หญิงพวกนี้นี่ จะพักอะไรกันนักหนา เหนื่อยซะที่ไหนกัน เห็นมีแต่อารยะเดินอยู่คนเดียว” บุญเพิ่มต่อว่า
“แต่ยังไงก็ขอผมพักด้วยอีกคนนะ อารยะเดินไกลเหลือเกิน เมื่อก่อนผมทำแต่งานนั่งอยู่หน้าคอมทั้งวัน
ไม่เคยได้ออกกำลังกายเลย” วิชิตพูดออกมาอย่างหมดแรง
‘วิชิต’ นักโปรแกรมเมอร์ เป็นคนช่างคิด คิดเสียจนเครียด พูดน้อยเพื่อนน้อย นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันจนรูปร่างเริ่มอ้วนแล้ว ชอบแอบเปิดดูภาพโป๊ในอินเตอร์เน็ทเป็นประจำและสะสมรูปโป๊ไว้มากมาย ค่อนข้างเป็นคนเก็บกดออกจะตัณหาจัดจากสายตาที่แอบมองผู้หญิงในที่ทำงานเดียวกันก็เหมือนจะล่วงเกินเธอด้วยสายตาไปแล้ว

ทั้งที่อารยะเดินอยู่เพียงคนเดียวแต่ดูเหมือนวิญญาณทุกดวงก็มีท่าทางที่เหมือนว่าจะเหนื่อยไปด้วยกันทั้งหมด นี่คงเป็นเพราะความที่ยังยึดติดอยู่ว่าตัวเองมีร่างกาย อารยะไม่ได้สนใจอะไรเพราะตั้งใจจะนั่งพักจนหายเหนื่อยเมื่อยล้าเสียก่อนแล้วค่อยไปอาบน้ำ จากนั้นเขาก็เดินไปเปิดวิทยุ เปิดพัดลม เดินไปที่ตู้เย็นหยิบเครื่องดื่มแล้วเดินกลับมานั่งพักหน้าโทรทัศน์ตรงชุดรับแขกเล็ก ๆ ดื่มน้ำหวานสีแดงเพื่อเพิ่มพลังงานให้กับตัวเอง
ผ่อนคลายร่างกายให้เย็นลงจนหายเหนื่อยเสียก่อน ดวงวิญญาณอื่น ๆ ก็รู้สึกสบายไปด้วยเช่นกันทั้งที่วิญญาณแค่อาศัยร่างอารยะอยู่เป็นเพียงแค่บ้านพักชั่วคราวเท่านั้น อารยะนั่งพักอยู่ไม่นานก็ให้ลุกขึ้นพรวดทำเอาวิญญาณบางดวงตกใจ
“นี่เธอ คราวหน้าจะทำอะไรบอกกันบ้างสิ ฉันจะได้เตรียมตัวกันทัน” พจนีย์บ่นก่อนใคร
“ใช่! นึกจะลุกก็ลุก จะนั่งก็นั่ง ทำอย่างนี้ฉันก็ปรับอารมณ์ตามไม่ทันนะสิ” ภาวิณีบ่นตามเหมือนว่าทั้งคู่คงเริ่มจะคุ้นเคยกันแล้ว
อารยะไม่ได้ตอบอะไรมุ่งหน้าไปที่ห้องน้ำ ถอดเสื้อผ้าอาบน้ำ
มันไม่ใช่หนังโป๊แต่คนเรามันก็ต้องทำความสะอาดร่างกายกันบ้างแต่ปัญหามันมีอยู่เสมอเคียงข้างกับอารยะทุกครั้งที่จะทำอะไรเพราะดวงวิญญาณอีกหลาย ๆ ดวงที่ยังไม่ยอมพูดจาก็เริ่มจะพูดกันบ้างแล้ว
“ว้าย..ย..น่าเกลียดอยู่ ๆ ก็มาแก้ผ้าให้ฉันดู ทุเรศที่สุด น่าไม่อาย” พจนีย์บ่นไปเรื่อย ๆ สบถคำด่าออกมาให้ตลอดเวลา
“กรี๊ด..ด..ด.ด กรี๊ด...ด..ด.ด.” อรทัยร้องกรี๊ดเสียงดัง กล้า ๆ อาย ๆ มองร่างอารยะทีร้องกรี๊ดที
แต่ก็ยังมองแล้วร้องอีก เหมือนแสร้งทำเพราะเธอออกจะเป็นคนเจ้าชู้มีนิสัยหมกมุ่นเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้
เธอเปลี่ยนผู้ชายมาหลายคนแล้วก็ยังไม่เคยอยู่กับใครได้นาน ดูภายนอกเรียบร้อยมากแต่ภายในไม่ใช่
“คุณหุ่นดีนะอารยะ นี่ถ้านายไปเพาะกล้ามเพิ่มอีกนิดนึงนะนายต้องเจ๋งแน่ ๆ” มีนาพูดขึ้น
“เออใช่.. นี่เราสองคนเป็นนักกล้ามเพาะกายมานานแล้ว หุ่นบึกกว่านายเยอะเลยละ” อานนท์กล่าวเสริมด้วยอาการหึงที่มีนากล่าวชมอารยะ
‘มีนา’ และ ‘อานนท์’ จริงแล้วก็ดูเหมือนเพื่อนกันแต่ไม่ใช่ ทั้งคู่เหมือนคู่รักที่เราเรียกว่า ‘เกย์’
ด้วยความสับสนเรื่องจิตใจที่ยังไม่หนักแน่นเหมือนหุ่นที่ใหญ่โตของเขา จึงอาจทำให้ทั้งคู่เลือกที่จะไม่เป็นชาย
ปัญหาจึงอยู่ที่ความลังเลสงสัยในตอนถือจุติกำเนิด ทำให้ทั้งคู่ต้องมาเป็นชายก็ไม่ใช่หญิงก็ไม่เชิงเช่นนี้
“ว้าว!..perfect นะยะ หุ่นล่ำสันสมชาย บิ๊กบะระฮึ่มนะยะ น่าอยู่ด้วยไปจนวันตายเลยนะยะ
ยังไงชั้นว่าชั้นขออยู่กับเธออย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ละกันนะยะ ชั้นไม่ไปไหนอีกแล้วละอารยะ” สมชายสาวประเภทสองที่แสวงหาแต่ความสุขความสบายทางกายอย่างฟุ้งเฟ้อสิ้นเปลืองร่างกายอย่างที่สุด กำลังรู้สึกจะพอใจในการอาบน้ำครั้งแรกหลังจากอุบัติเหตุรถไฟฟ้า
“แหมทุกท่านที่เคารพครับ มันก็เป็นเรื่องปกตินะครับ คนจะอาบน้ำ ยืนฉี่ หรือนั่งถ่ายเนี่ย พวกคุณก็เคยทำไม่ใช่เหรอ” อารยะพยายามพูดให้วิญญาณทุกดวงเข้าใจมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา
“แต่ไม่ใช่ตอนที่พวกฉันตื่นอยู่อย่างนี้ น่าไม่อาย!.” พจนีย์บ่นให้ฟังอย่างโมโห
“แหมเธอก็ควรจะให้ พี่อารยะเขาได้ถูสบู่ให้สะอาดซะหน่อยนะ” อรทัยอยากให้อารยะสะอาดจริงหรือ

ทำเอาอารยะเลิกสนทนาด้วยแล้วต้องรีบ ๆ อาบน้ำให้เสร็จเพื่อที่จะได้ผ่านพ้นออกมาจากช่วงเวลานั้น
ก่อนที่เพื่อนร่วมร่างบางคนจะติดใจไม่ยอมไปไหน และ บางคนอาจจะบ่นโวยวายไม่ยอมหยุด
..............................................................

บ่ายต้น ๆ ที่กองถ่ายทำนอกเมืองมหานครกรุงเทพ….
อารยะนั่งอยู่บนรถยนต์รูปทรงทันสมัยคันสีดำสนิทออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อทำลายให้พังในงานนี้เท่านั้น ทั้งหมดก็เป็นแค่ตัวถังภายนอกที่ถูกออกแบบใหม่ให้ดูโฉบเฉี่ยวเท่านั้นส่วนข้างในเป็นเครื่องยนต์เก่า ๆ ธรรมดา อารยะสวมใส่เครื่องแบบนักแข่งรถสวมหมวกกันน็อคสีแดง ภารกิจในวันนี้คือซิ่งรถด้วยความเร็วสูงผ่านอุปสรรคมากมายให้หวาดเสียวเล่น
“วันนี้พี่ดูเท่จังเลยนะจ๊ะ หล่อมากเลยนะพี่” อรทัยกล่าวชมทั้งที่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาเพิ่งจะร้องเสียงหลง
“อาชีพของนายนี่มันน่าสนุกจังเลยนะ” สาธิตดูตื่นเต้นกับงานของอารยะ
“ทุกคนทำใจดี ๆ ไว้นะ เกาะกันไว้ให้แน่นแล้วหลับตา” อารยะกล่าวเตือนออกมาเหมือนว่าดวงวิญญาณในตัวของเขาจะมีที่ให้ยึดจับได้เหมือนราวรถเมล์
อารยะออกสตาร์ทจากจุดเริ่มต้นไปพร้อม ๆ กับกล้องของบ๊วยที่ตั้งคอยไว้พร้อมแล้วทุกจุดทุกมุม
แล้วยังมีกล้องวิ่งติดตามไปพร้อมกับรถซึ่งจะคอยเก็บภาพไปตลอดเหมือนเงาของอีกคันหนึ่งด้วย ส่วนที่เหลือนอกนั้นเป็นบทของพระเอกตัวจริงที่ได้ถ่ายทำไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่อารยะนอนเจ็บอยู่ที่โรงพยาบาล
ระหว่างทางบางจุดเขาจะต้องผ่านกับฉากระเบิดหลายครั้ง ริมทางบ้าง ข้าง ๆ บ้างแล้วก็ตรงข้างหน้า
ที่ระยะเพียงไม่กี่เมตรเท่านั้นนอกจากนั้นยังต้องหลบเศษชิ้นส่วนของรถยนต์ที่ระเบิดกระจุยเป็นลูกไฟตกลงมา
ทำให้อารยะต้องหลบไปทางซ้ายที หลบไปทางขวาทีอย่างกะทันหันโดยที่ความเร็วของรถก็ไม่ได้ลดลงไปหรือบางทีเศษก้อนวัตถุชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่กระเด็นมาจากแรงระเบิดก็ตกใส่หลังคารถจนเสียงดังให้ตกใจ แล้วยังต้องหลบเศษชิ้นส่วนบางอย่างที่ลุกติดไฟอยู่ตามพื้นอีก ทุกอย่างจึงต้องใช้ประสาทสัมผัสที่ว่องไวของอารยะเองด้วย
ทำเอาดวงวิญญาณหลาย ๆ ดวงรู้สึกตื่นตกใจ
”กรี๊ด..” “ว้าย..ย..นี่เธอขับรถให้มันดีกว่านี้ไม่ได้หรือไง” ภาวิณีบ่นเป็นคนแรกเหมือนชีวิตเธอเกิดมาเพื่อสิ่งนี้
“เธอทำฉันเมารถแล้วนะ ฉันจะอ้วก.ก.แล้ว.ว..” พจนีย์พูดเหมือนว่าจะอ้วกได้จริง
“เฮ้ย.ย.อารยะ. นี่คุณ..ผมยังไม่อยากตายอีกรอบนะ พอเถอะ.” อาทิตย์กล่าวด้วยความกลัว
“ใช่.ผมจะหัวใจวายนะคุณ ผมเป็นโรคหัวใจอยู่นะ” วิชิตมีน้ำเสียงตื่นเต้นมาก
“อุ้ยตาย ว้ายกรี๊ด อารยะจ๋า ชายกลัวนะจ๊ะ ชายไม่ไหว ชายเสียว..ว..” สมชายสาวประเภทสองออกอาการเสียงสั่นอย่างไม่สมชายเอาเสียเลย
“เต็มที่เลยพี่ ผมชอบจริง ๆ เคยเล่นแต่ในตู้เกมเจอของจริงก็วันนี้แหละ อย่าหยุดนะพี่” สาธิตเป็นคนเดียวที่รู้สึกพอใจออกอาการเมามันกับสิ่งที่ได้เคยสัมผัสเป็นครั้งแรก
อารยะเบรกรถอย่างกะทันหัน จนรถปัดหมุนคว้าง เสียงแหลมเอี๊ยดของยางล้อรถเสียดไปกับพื้นถนนจนแสบแก้วหู รถเลี้ยวสะบัดไปในท่าขวางถนน ทำเอาพื้นถนนเป็นรอยยางสีดำเป็นลักษณะครึ่งวงกลม
“คัท” “ดีมากอารยะ” “อารยะจะพักก่อนหรือเปล่า?.” เสียงของบ๊วยดังผ่านเครื่องกระจายเสียงด้วยน้ำเสียงยินดีที่งานนี้เรียบร้อยไปฉากหนึ่งแล้วอย่างปลอดภัย
อารยะเปิดประตู ก้าวลงมาจากรถ เดินไปเปิดฝากระโปรงหน้ารถดูสภาพโดยทั่วไปของเครื่องยนต์
ว่าอยู่ในสภาพเรียบร้อยไม่บุบยุบสลาย จากนั้นจึงเดินไปดูรอบ ๆ นั่งลงเช็คยางทุกเส้นรอบคันจึงค่อยมาปิดฝาประโปรงหน้ารถลง แล้วเดินมาหยุดที่ประตูด้านคนขับ ส่งสัญญาณมือให้ผู้กำกับทราบว่าพร้อมแล้วที่จะเดินกล้องฉากต่อไปได้แล้วเปิดประตูรถเข้าไปนั่งคาดเข็มขัดนิรภัยทันที

“ต่อไปเป็นอะไรอีกละนี่” ภาวิณีบ่นก่อนใครเพื่อนนี่คือปัญหาที่ทำให้ไม่มีใครอยากคบหากับเธอเลย
“หา.. นี่ยังไม่จบอีกเหรอครับ คุณ..” อาทิตย์กล่าวอย่างเหนื่อยใจ
“ลุยเลยพี่” สาธิตเริ่มคึกคักอีกครั้ง
“พอทีเถอะนะ อารยะจ๋า ชายไม่ไหว ชายหมดแรง” สมชายออกอาการเหมือนไม่อยากอยู่ในร่างอารยะเสียแล้ว
อารยะไม่ได้ใส่ใจอะไร เพราะต้องใช้สติประสาททุกรูขุมขนที่มีเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด เขาเริ่มเหยียบคันเร่งเร่งเครื่องยนต์เรียกรอบความเร็วอยู่หลายครั้งเพียงรอแค่คำเดียวเท่านั้น

“บรึ้น..น.น.บรึ้น..น.น.‘บรึ้น..น.น.บรึ้น..น.น.‘บรึ้น..น.น.บรึ้น..น.น.”
“…..แอคชั่น” มันเหมือนบ๊วยกำลังนับถอยหลังให้ด้วย สาม สอง หนึ่ง Go ทำนองนั้นเลย
“เอี๊ยด..ด..ด..ด..ด..ด.” อารยะเร่งเครื่องพุ่งไปด้วยเสียงดังลั่นแสบแก้วหูอีกครั้ง
จากรถที่เคยขวางถนนเป็นจระเข้ขวางคลองอยู่ก็หมุนกลับไปตามเส้นทางแล้วมุ่งหน้าวิ่งไปอย่างรวดเร็ว หลบเครื่องกีดขวางอีกเล็กน้อยจนพบทางโค้งกว้าง ๆ เขาไม่ได้ลดความเร็วลงแต่อย่างใด
“นี่เธออยากตายมากนักเหรอไง คราวหน้าอย่าพาพวกฉันมาด้วยอีกนะ” พจนีย์เริ่มออกมาบ่นบ้างแล้วหลังจากคงไปอ้วกที่มุมไหนในร่างของอารยะมาแล้วก็ได้แต่ดูเหมือนสิ่งที่พจนีย์ขอนั้นมันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่พามาด้วย
“เต็มที่เลยพี่ไม่ต้องสนใจ..” “ถ้าผมอยากลองบ้างเป็นไปได้ไหมพี่” สาธิตตีสนิทเริ่มขอที่จะได้ลองขับเองบ้าง
“ไม่ได้หรอกไอ้น้อง ข้างหน้ามีเรื่องเสี่ยง ๆ อีกเยอะ ไว้คราวหน้าถ้ายังมีอาจจะได้” อารยะพูดเหมือนให้โอกาสกับสาธิตเพียงแต่อารยะคิดว่านี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วสำหรับเรื่องเสี่ยงตายในอาชีพตัวแสดงแทนแบบนี้
มันจะไม่เกิดขึ้นอีกฉะนั้นคงไม่มีโอกาสให้สำหรับใครได้ลองขับอีกครั้ง
“หา..ยังมีเรื่องเสี่ยงอีกหรือนี่.. โอ้ย..ย.ตายแน่” วิชิตกล่าวด้วยความตกใจกลัวแต่วิชิตคงไม่ตายอีกครั้งเป็นแน่ นอกจากอารยะเพียงคนเดียวที่ยังมีสิทธิ์ได้รับโอกาสตายในครั้งนี้
“นั่น..น..ข..ข.ข้างหน้ามีรถพ่วงคอนเทนเนอร์ขวางอยู่ เราตายแหง ๆ เลยคราวนี้” อดิศักดิ์เห็นรถขวางอยู่แต่ไกล
“แล้วทีนี้พี่จะทำไงดีละ” สาธิตสงสัยว่าอารยะจะผ่านไปได้อย่างไร
“ก็ขับฝ่าไปนะสิ” อารยะพูดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และนี่คือเสียงครั้งสุดท้ายบนรถของอารยะ
“อะไรนะพี่ จะขับชนมันเลยเหรอ..อ..” สาธิตไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“ดี ! เราจะได้เป็นอิสระซะที” บุญเพิ่มต้องการให้มันเกิดขึ้นจริง ๆ
“ผ..ผ..ผม.ไม่อยากตาย..ย..” วิชิตกลัวสุดขีด
“นี่ถ้านายตายไป แล้วใครจะพาเราไปเยี่ยมครอบครัวของเราละ” อดิศักดิ์เริ่มมีเสียงขึ้นมาบ้างอย่างไม่สบอารมณ์
“นี่ เธอจะไม่รับผิดชอบพวกฉันเลยหรือไง” พจนีย์บ่น และแน่นอนต้องมีกองหนุน
“ใช่ ทำอย่างนี้ไม่ได้นะ ฆ่าตัวตายชัด ๆ โง่หรือเปล่านี่” ภาวิณีบ่นเป็นกองหนุนเสริม
“หนังมันทำยากกันขนาดนี้ ต่อไปผมไม่ก๊อปปี้หนังแล้วละครับพี่” สาธิตสำนึกอะไรบางอย่าง
“คุณอารยะ ผมขอร้อง หยุดเถอะครับ ไม่อย่างนั้นเราต้องตายกันหมดแน่ ” อาทิตย์คงทำใจไม่ได้ถ้าต้องตายซ้ำตายซากอยู่หลายครั้ง
“คนที่ตายเป็นได้แค่อารยะเท่านั้นส่วนที่เหลือก็จะได้ออกจากร่างนี้ไง” บุญเพิ่มอยากให้อารยะพลาดเต็มที
มันคือความตั้งใจแรกที่บุญเพิ่มเคยจุดประเด็นไว้ให้วิญญาณทุกดวงและอยากเหลือเกินที่จะให้มันเกิดขึ้น
จนกระทั่ง...ทุกคน..หมายถึงวิญญาณทุกดวงต้องลุ้นระทึกอีกครั้งเมื่อรถเริ่มเข้าสู่ทางตรงอีกครั้ง
และอีกไม่ไกลเกิน 80 เมตร เขาจะต้องขับผ่านรถคอนเทนเนอร์ที่จอดขวางทางเป็นเหมือนงูตัวใหญ่อ้วน ๆ ที่มานอนพักอย่างสงบบนถนน

เหลืออีกประมาณ 50 เมตร
อารยะเร่งความเร็วดีเดือดสุดขีด เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาอยู่ในอาการนิ่งมาก เขาไม่ได้บ้า ไม่ได้คึกคะนอง สติยังดีแต่อาชีพนี้ชีวิตเป็นเรื่องที่อยู่กับเขาแค่เส้นที่ขีดไว้กระโดดข้ามไปก็ตายแล้ว ดังนั้นความตายใกล้ตัวเขาอยู่ทุกขณะเหมือนเพื่อนแท้ที่คอยติดตามเราทุกคน หากว่ามีอะไรผิดพลาดเหมือนกับที่ผ่านมาอีกครั้ง คราวนี้อะไรอีกที่จะช่วยเขาได้นอกจากหนทางเดียวเท่านั้นที่เขาจะรอดได้ก็คือเขาจะไม่พลาด
ดวงวิญญาณหลายดวงเหมือนจะพยายามเขย่าตัวอารยะให้เขาตื่นขึ้นจากความสงบนิ่งที่เขามี
แต่นั่นไม่ได้ช่วยอะไรเลย มันเป็นแค่เพียงความรู้สึกจากดวงวิญญาณเหล่านั้นที่กำลังปรุงแต่งความคิดของตน
ที่กำลังกลัวเพื่อให้รอดพ้นจากความกลัวตาย

อีก 30 เมตร
วิญญาณทุกดวงเริ่มเงียบใจจดจ่อตื่นเต้นอีกครั้งกับภาพเหตุการณ์ที่คล้ายจะเคยเกิดขึ้นกับพวกเขาบนรถไฟฟ้าที่ตกลงมากระแทกพื้นด้วยความเร็วสูง ไม่มีอะไรต้องพูดอีกแล้ว
เปล่าประโยชน์ที่จะหยุดเหตุการณ์ในครั้งนี้ไม่ให้เกิดขึ้น

อีก 10 เมตร
วิญญาณแต่ละดวงเริ่มร้องเสียงหลงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นดวงวิญญาณของใคร
ตอนนี้ถ้ายังมีชีวิตคงต้องตาเหลือกอีกครั้งกับความหายนะที่อารยะจะมอบให้เองกับมือ
ความกลัวครอบงำดวงวิญญาณทุกดวง ยกเว้นเพียงคนเดียวที่ยังนิ่งเฉยแล้วขับรถต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมันเป็นเรื่องปกติธรรมดาเสียอย่างนั้น

ในขณะที่มองเห็นตู้คอนเทนเนอร์สีแดงอยู่ใกล้ ๆ เพียงแค่ 5 เมตร มันเหมือนเป็นกำแพงขนาดใหญ่ที่บังสายตาทั้งหมดเอาไว้จนมองไม่เห็นอะไรนอกจากตู้เหล็กสีแดงที่อยู่ตรงหน้า อารยะขยับมือข้างหนึ่งไปที่ข้างที่นั่งของเขาอย่างเร็ว จับกับคันโยกอะไรบางอย่างแล้วดึงมันขึ้นเบาะที่นั่งคนขับพับลงนอนหงายที่ระยะเพียง 3เมตร ก่อนถึงตู้คอนเทนเนอร์ ในขณะที่ความเร็วยังอยู่ที่ 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เสียงรถชนกับตู้คอนเทนเนอร์เข้าอย่างแรงจนเสียงดังสนั่น รถผ่านใต้ตู้คอนเทนเนอร์ไปได้ด้วยดี เพียงแต่ไม่มีหลังคาเท่านั้น มันพังยับฉีกขาดออกไปเหมือนเศษกระดาษกองอยู่ข้างตู้คอนเทนเนอร์จนมองไม่รู้ว่ามันคือชิ้นส่วนใดของรถในขณะที่อารยะกำลังนอนหงายผ่านใต้ตู้คอนเทนเนอร์ เขาต้องยกมือขึ้นเหมือนกำลังลูบไปกับใต้ท้องของตู้เหล็กใบใหญ่นี้ แต่ที่จริงแล้วมันเป็นการทำให้ดูเหมือนว่าเขากำลังเอาระเบิดขนาดเล็กติดไว้ก่อนที่จะลอดพ้นออกมาจากที่นั่น รถของอารยะผ่านไปได้สำเร็จโดยที่มันไม่มีหลังคา แสงส่องหน้าอารยะได้ไม่นานนัก เมื่อเขาพ้นออกมาเพียงเสี้ยววินาที
อารยะลุกขึ้นนั่งขับรถอีกครั้งหนึ่ง แล้วปลดล็อคเข็มขัดนิรภัยทิ้ง ตู้คอนเทนเนอร์ระเบิดขึ้นอย่างแรงเป็นไฟพวยพุ่งขึ้นไปบนอากาศ เสียงดังสนั่น ตู้เหล็กฉีกขาดปลิวว่อน อารยะต้องคอยมองกระจกหลังตลอดเวลาระหว่างนี้
เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเศษอะไรร่อนตามมาบั่นคอของเขา

ลดความเร็วลดลงอยู่ที่ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
“เฮ้ย..ย..นั่นคุณจะทำอะไรอีก” อาทิตย์พูดขึ้นแต่ถ้าให้ตอบคงไม่ทันแล้ว
อารยะหยิบปืนที่คล้ายกับฉมวกยิงปลาฉลามที่ตรงปลายมีตะขอเหล็ก ซึ่งวางอยู่ข้างที่นั่งคนขับ
เขาหยิบมันขึ้นแล้วยิงไปข้างบนอากาศทิศทางเฉียงไปข้างหน้าเพียงเล็กน้อย ฉมวกตะขอยาวพุ่งสูงขึ้นไปเหมือนไม่หวังผลอะไรจากการยิง นอกจากอาจจะไปโดนนกที่บินผ่านมาเท่านั้น อารยะปล่อยมือจากพวงมาลัยรถยนต์แล้วมายึดจับปืนกระบอกนี้ด้วยมือทั้งสองอย่างแน่นที่สุด เขากำลังทำท่าเหมือนจะลุกขึ้น

ความเร็วรถลดลงมาเหลือที่ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
เมื่อเชือกตึงจนสุดสาย มันทำให้ดึงรั้งร่างของเขาออกไปจากรถอย่างรวดเร็วปล่อยให้รถพุ่งตรงไปข้างหน้าตกลงสู่หน้าผาทันที มันเป็นไปตามที่ทีมงานได้จัดฉากวางเตรียมไว้เป็นอย่างดีทุกอย่าง ดังนั้นเป็นธรรมดาที่นักแสดงจะรู้ล่วงหน้าว่าจะมีอะไรอยู่ที่ตรงไหน และรู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อไป เพราะทุกอย่างคือมายา
จบฉากเสียทีสำหรับบทเสี่ยงตายเป็นครั้งสุดท้ายของอาชีพที่ได้เงินมากับการล้อเล่นบนความตายแต่ได้เงินไม่คุ้มค่ากับชีวิต
…..........................…………………

“บ๊วยเสร็จงานแล้วไปกินข้าวด้วยกันสิ มีเรื่องอยากคุยด้วยวะ” อารยะชวนในขณะที่บ๊วยก็กำลังนั่งคิดอะไรอยู่เงียบ ๆ
“ได้สิ เอาร้านอาหารแถวนี้ละกันนะ” บ๊วยตอบตกลง
“แล้ววันนี้จะไม่ไปส่งน้องอารีหรือไงวะ” อารยะกำลังอ่านใจเพื่อน
“อ่านใจข้าอีกแล้วนะ ไอ้อารยะ” บ๊วยพูดขึ้นพร้อมกับยิ้ม
“ก็อยู่ที่ว่าที่นายนัดข้าไปกินเนี่ย มันส่วนตัวหรือเปล่า ถ้ายังไงขอพาน้องอารีไปด้วยกันเลยละกัน”
บ๊วยหาเพื่อนเพิ่ม
“อะ อะ จะชวนกันไปไหนละยะ” “นี่..นี่..ไม่ยอมนะ ถ้าไม่ให้ฉันไปด้วยนะยะ ฉันวีนแหกอกแน่ ๆ เลยซิบอกให้” เสียงของแมนเริ่มเพี้ยนไปทางภาคอีสานบ้านเกิด
อารยะกับบ๊วยหันมามองหน้ากัน พร้อมพยักหน้า
“ก็ไหน ๆ ก็จะชวนน้องอารีไปอยู่แล้ว แมนก็ไปด้วยกันสิ จะได้สนุกด้วยกัน” บ๊วยออกปากชวนเพราะขัดใจไม่ได้อยู่แล้ว
“ชวนเค้าไปเนี่ย กินด้วยไม่ช่วยซักบาทนะยะ ในฐานะที่มาชวนเค้าเอง” แมนพูดแล้วฟังดูแปลก ๆ ว่าใครชวนหรือใครขอไปด้วยกันแน่ แต่ก็ทำให้เรียกเสียงขำจากบ๊วยและอารยะได้
“แล้วฝากแมนชวนน้องอารีไปด้วยกันเลยนะ พี่จะไปเตรียมรถก่อน เจอกันที่รถเลยละกัน” บ๊วยต้องไปรอที่รถเสมอเพราะว่าต้องไปเตรียมอุ่นเครื่องยนต์ก่อน ไม่อย่างนั้นทุกคนคงได้ลงมาเข็นรถเป็นแน่
.....................................................................

ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งริมแม่น้ำ ย่านสมุทรปราการ
มันเป็นหัวค่ำที่อากาศดีมีลมพัดเย็น ๆ ตลอดเวลา แสงไฟจากโคมสว่างไสวเพียงอ่อน ๆ ประดับอยู่ทั่วร้าน เสียงดนตรีเบา ๆ เข้ากับบรรยากาศเหมือนชวนให้ทานไปหลับไป น่าสนทนายิ่งนัก
“เดี่ยวนี้นายเปลี่ยนเป็นใส่แว่นกรอบแดงตั้งแต่เมื่อไรวะเพื่อน” อารยะถามบ๊วย
บ๊วยออกอาการอึกอักไม่รู้จะตอบยังไง แต่ก็ปิดบังอารยะไม่ได้อยู่แล้ว
“ความรักทำให้นายเปลี่ยนแปลงไปจริงไหมวะเพื่อน” อารยะได้ทีแซวเพื่อนซะแล้ว
“เมื่อวันก่อนที่ผ่านมานายรู้เรื่องข่าวเกี่ยวกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดของเมืองไทยหรือเปล่าวะ อารยะ” บ๊วยเปลี่ยนเรื่องถามไปเรื่องอื่นอย่างตื่นเต้น
“แหม ข่าวออกดังออกอย่างนั้น ไม่มีใครรู้มั่งยะคุณผู้กำกับ มันก็สั่นไปทั่วบ้านทั่วเมืองแหละยะ ชั้นนะเกือบตาย คืนนั้นไปจับผู้ชายแถวพัฒน์พงษ์ อยู่ดี ๆ ก็มีป้ายอันใหญ่หล่นลงมาใกล้ ๆ”
“ดี๊..ดี..นะคนดีผีคุ้มเลยรอดตายมาได้เนี่ย” แมนแย่งเล่าก่อนที่อารยะจะได้ตอบ
“เหรอจ๊ะ คนอย่างแมนเนี่ยนะผีคุ้มน่าจะเป็นผีสิงจะดีกว่านะคะ” อารีแซว
ทำเอาทุกคนหัวเราะคิกคัก ยกเว้นคนถูกแซวกำลังมองค้อนอารีอยู่ แมนทำท่างอนสะบัดหน้าใส่อารี ทำให้ผมสยายปลิวไปเหมือนโฆษณายาสระผมอย่างนั้นเลยเชียว มีเพียงแต่อารยะเท่านั้นที่คิดว่าคำนี้น่าจะเป็นของตนเองมากกว่า เพราะหลังจากเกิดเหตุการณ์ที่พูดถึงกันอยู่ ร่างของเขาก็ถูกวิญญาณเข้าสิงอยู่ตั้งหลายดวง

“ส่วนข้านะ ตอนนั้นอยู่แถวแยก อ.ส.ม.ท. อยู่เลยวะ ก็กำลังไปกินข้าวกับน้องอารีเค้าตามแผนของนายนั่นแหละ” ”จู่ ๆ ก็มีเสียงดังโครมลั่นเลย ทำเอาตกใจ มองไปที่กระจกหลัง แล้วขนลุกเลยแหละ เพราะข้าเพิ่งขับรถผ่านใต้ทางด่วนมาเอง พ้นออกไปนิดหน่อยมันก็พังลงมา ด้วยอารามตกใจเหยียบรถวิ่งไปตั้งสติได้ก็รัชดาแล้ว” บ๊วยเล่าอย่างตื่นเต้น
“แหม๊. แหม..ม.ม.แอบไปกินข้าวกันมาไม่ชวนชั้นเลยนะยะยัยรี ไม่มีชั้นอยู่ด้วยอร่อยมั๊ยละยะเนี่ย” แมนประชด
“อร่อยสิ” คำนี้ทั้งบ๊วยและอารี พูดขึ้นพร้อม ๆ กัน
บ๊วยและอารี ต่างก็หันมามองหน้าสบตากันหวานซึ้ง แต่แมนทำหน้างอนที่ไม่ยอมชวน
“แอบไปกินข้าวกันมามื้อเดียว ใจตรงกันเลยนะยะ” แมนประชดประโยคนี้ขึ้นมาทำเอาทั้งคู่เขิน
“เออ..อ.ไหนว่านายมีเรื่องคุยกับข้าไง เราก็มัวแต่คุยเล่นกันกินกันเพลิน” บ๊วยนึกขึ้นได้หลังจากที่นั่งทานอาหารพูดคุยกันเรื่องอื่นมาสักพักหนึ่งแล้ว
“ก็ไม่มีอะไรสำคัญนักหรอก คือว่าตอนนี้ข้าก็หมดงานในกองถ่ายแล้ว ข้าว่าจะเลิกเป็นตัวแสดงแทนแล้ววะ” ที่จริงแล้วอารยะอยากเล่าเรื่องสำคัญกว่านี้ต่างหาก แต่เห็นว่าตอนนี้ยังไม่เหมาะ
“หมายถึงว่า เธอจะไปเป็นตัวแสดงจริงหรือไงจ๊ะ” แมนแซวขึ้นมาแทรกขณะที่ทุกคนกำลังเครียด
“ไม่ใช่อย่างนั้น หมายถึงว่าผมจะเลิกทำอาชีพนี้แล้วครับ” อารยะอธิบายอีกครั้ง
“อ้าว..ว..ว. แล้วนายจะไปไหนทำอะไรวะ นายมีปัญหาอะไรหรือเปล่าวะบอกกันได้นะ” บ๊วยถามด้วยความเป็นห่วง
“นั่นสิยะ แล้วเธอจะไปทำอะไรรับประทานละจ๊ะ หรือว่าถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งแล้วอุ๊บ” แมนคิดไปไกล
“แล้วพี่คิดว่าจะทำอะไรต่อไปคะ” น้องอารีถามเดียวกันอีกเป็นคนสุดท้าย
“ก็ยังไม่ได้วางแผนอะไร แต่ตั้งใจจะเดินทางกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อแม่บ้างนะ” และนี่คือสิ่งที่อารยะคิดไว้อยู่แล้วว่าจะกลับไปไหว้พ่อแม่ โดยอาศัยจังหวะเดียวกับที่ต้องไปเยี่ยมญาติของดวงวิญญาณทุก ๆ ดวงอยู่แล้ว
“เออ..ก็ดีวะ ถ้าอย่างนั้นยังไงก็ฝากไปดูพ่อแม่ข้าด้วยนะ แล้วข้าเสร็จงานจะตามไปละกัน” บ๊วยก็รู้สึกอยากเห็นหน้าพ่อแม่ขึ้นมาทันที
“เรื่องพ่อแม่นี่ฝากกันเยี่ยมฝากกันดูได้ด้วยนะยะ ถ้าอย่างนั้นฉันก็ฝากแวะไปทางอีสานหน่อยสิอารยะ
จะได้ฝากไปพาพ่อแม่ไปเที่ยวเชียงใหม่ด้วยเลยนะยะ” แมนพูดกวน ๆ ทุกคนหัวเราะคิกคัก ขำกับคำพูดเสียดสีและกิริยาท่าทางของแมน
“แล้วตอนนี้เรื่องของนายไปถึงไหนกันแล้ว” อารยะแกล้งถาม
“ก็ดีนะ อีกไม่กี่เดือนก็น่าจะเสร็จ ที่เหลือก็เป็นเรื่องทางเทคนิคในคอมพิวเตอร์” บ๊วยตอบเหมือนไม่รู้ใจคนถาม
“ไม่ใช่อย่างนั้น หมายถึง นายกับน้องอารีนะ” อารยะถามในสิ่งที่ควรถามซะแล้ว ผู้ที่ถูกกล่าวถึงในตอนนี้ทั้งคู่ต่างก็ขวยเขินอายซึ่งกันและกัน
อันที่จริงแล้วไม่มีอะไรปิดบังอารยะได้ เพราะเขาได้อ่านใจเพื่อนทั้งคู่จนรู้อยู่แล้วว่าตอนนี้แค่เพียงการเชื่อมกันอีกนิดเดียวเท่านั้น การถามของอารยะในครั้งนี้จะเป็นการเชื่อมต่อให้เขาทั้งคู่ได้เผยความในใจต่อกันเสียที อารยะหวังว่าพบกันครั้งหน้าคงได้เห็นเพื่อนของเขามีความสุขสมหวัง ไม่ใช่แค่แอบมองเขาอยู่ตลอดเหมือนที่ผ่านมา
บ๊วยหันไปมองหน้าน้องอารี สบตากันแล้วต่างก็ระงับอาการหน้าแดงกันไว้ไม่ได้
“กะ.ก.ก็ไปด้วยดีนะ สวยงาม” บ๊วยตอบด้วยอาการเขินน้องอารี แต่ไม่ใช่เขินอารยะ
“อะ อะ นี่เธอ ยัยรีเธอแอบไปพบรักกันตั้งแต่เมื่อไรยะ ไม่บอกชั้นเลยซักคำ ดูซิทำชั้นแห้วไปอีกคนแล้วรู้มั๊ย จำนวนผู้มุ่งหวังของชั้นลดลงไปอีกหนึ่ง” แมนยกมือขึ้นมานับว่าเหลือเป้าหมายอีกกี่คน พร้อมกับแสดงท่าทางสะบัดไปสะบัดมาฟึดฟัดไม่สบอารมณ์ สมบทบาทเหมือนว่าจะได้รางวัลนักแสดงดีเยี่ยม
“โธ่! อย่าเสียใจไปแมน ยังเหลือพี่อารยะอยู่ใกล้ ๆ นี่อีกคนหนึ่งยังไงละจ๊ะ” อารีพูดล้อเล่นปลอบใจแล้วชี้นิ้วไปที่อารยะ
“เออ..อ..ใช่ ชั้นยังมีโอกาสจริงไหมจ๊ะ พ่อทูนหัว” แมนเอื้อมมือไปหยิกแขนอารยะเล่นเบา ๆ
แล้วทำท่าทางสะบัดสะดิ้งเขินอาย
“ถ้านายพร้อมจะกลับมาทำงานอีก ข้าก็ยินดีนะเว้ยเพื่อน” บ๊วยกล่าวก่อนที่จะได้ฤกษ์ลากันในคืนนี้
“เออขอบใจวะ” อารยะกล่าวสั้น ๆ

ก็เป็นอันว่าอารยะเลยไม่ได้เล่าความในสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในตัวเขาให้เพื่อนฟัง ต่างคนต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้าน โดยไม่รู้ว่าอารยะจะได้พบกับบ๊วยอีกครั้งเมื่อใด หลังจากคืนนี้ไปแล้วคงยากที่จะพบกันง่ายขึ้น เพราะอารยะเองก็ต้องโคจรไปยังที่ต่าง ๆ ทั่วบ้านทั่วเมือง อย่างไรก็ดีหากบุพเพสันนิวาสเกิดขึ้นกับผู้ใดคนที่ห่างไกลกันแสนนานหรืออยู่ไกลกันมากขนาดไหนก็ตามเมื่อทุกอย่างเหมาะเจาะเหมาะสมด้วยเวลา โอกาส สถานที่ บุญกรรม วาสนาที่มีต่อกันคนที่ห่างหายไปนานก็จะให้มาเจอกันได้ในสถานที่ ๆ ไม่น่าจะได้เจอกันอย่างเหลือเชื่อ
ซึ่งเรามักจะเรียกเหตุการณ์แบบนี้ว่า ‘ความบังเอิญ’

..................................................................................
* (เนื่องจากเรื่องยาวใช้เวลาในการโหลดช้า จึงต้องแบ่งตอนต่อไปไว้ในอีกส่วนที่สอง)

โดย : Sup.P
เมื่อเวลา : วันอังคาร ที่ 24 เม.ย. ปี 2007 [ เวลา 22 : 13 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook