บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 1  กรุงงานเขียนเก่า 2  กรุงงานเขียนเก่า 3  กรุงงานเขียนเก่า 4  กรุงงานเขียนเก่า 5

Sup.P >>

ภูตน้อยที่รัก :

ภูตน้อยที่รัก


ชื่อภาษาไทย
ภูตน้อยที่รัก

(เริ่มเขียนเมื่อ 17 มีนาคม 2550)
นามปากกา : Sub.P
แต่งโดย : Tel: 0-898-063-063
Email : bluesky_planet@hotmail.com

1. นักเตะเท้าไฟ
เย็นวันหนึ่ง ขณะที่เคนกำลังเดินกลับที่พัก ระหว่างทางที่เขาเดินอยู่ในซอยซึ่งตัดผ่านกับ สนามเด็กเล่นขนาดครึ่งหนึ่งของสนามฟุตบอล พอให้เด็ก ๆ ในซอยได้รวมกลุ่มกันวิ่งเล่นได้
ลูกบอลกระเด็นออกมาจากนอกสนาม กลิ้งมาหยุดอยู่ตรงทางเดินตรงหน้าเคน เหมือนจงใจจะขวางทางไม่ให้ไป
“พี่ครับ ช่วยเตะลูกบอลกลับมาให้ผมทีครับ” เสียงตะโกนดังมาแต่ไกลจากสนามบอล
เคนมองเห็นเด็กอ้วนผิวขาวที่กำลังเหนื่อยหอบยืนเท้าเข่า อยู่ที่ขอบสนามเด็กเล่นนั้น มีทีท่าว่าจะเคลื่อนย้ายพุงใหญ่ ๆ วิ่งออกมาเก็บลูกบอลนี้ไม่ไหวเสียแล้ว
เคนซึ่งอยู่ในอารมณ์เครียดมาจากที่ทำงานสุดเซ็งอยู่แล้ว จึงเป็นจังหวะดีทีเดียวที่เขาจะได้ระเบิดอารมณ์ใส่เจ้าลูกบอลนั่น
เคนทำท่าทางดุจดั่งนักบอลมืออาชีพและจริงจังจนดูว่าจะเกินไปสักหน่อย เขาง้างเท้าขวาเตะลูกบอลออกไปอย่างสุดแรงด้วยท่าทางมุ่งมั่นว่ามันเป็นท่าเตะที่เท่ที่สุด
“ลูกเตะเท้าไฟ..ฟ..ฟ” เคนพูดขึ้นในขณะที่เท้ากำลังจะสัมผัสไปที่ลูกบอล
“เพล้ง...ง..ง...” “เอ๋ง..เอ๋ง..เอ๋ง...ง...”
เสียงกระจกหน้าต่างของบ้านหลังหนึ่งที่มีรั้วติดอยู่กับสนามแห่งนี้แตก ตามมาด้วยเสียงของสุนัขร้องอุทานด้วยความตกใจดังมาจากที่ไกล ๆ จากนั้นเคนก็เห็นผู้ชายร่างอ้วนหัวล้านท่าทางดุ ๆ เดินออกมาชมผลงานพร้อมกับโวยวายเสียงดังด้วยความโมโห
เด็ก ๆ แถวนั้นเริ่มกระจัดกระจายหายหน้ากันไปอย่างรวดเร็ว ยกเว้นเจ้าเด็กตัวอ้วนที่ตะโกนให้เคนเตะลูกบอลส่งมาให้ที่ยังวิ่งหนีไม่ไหว จึงต้องเผชิญชะตากรรมอยู่กับเจ้าของบ้านคนเดียว
“พี่คนนั้นครับ พี่คนนั้นเขาเตะบอลมาใส่กระจกหน้าต่างของลุงแตกครับ” เด็กอ้วนถึงตาจนต้องหาทางเอาตัวเองรอด จึงชี้ความผิดนี้ยกมาให้กับเคน ทำให้รอดตัวไป
เคนได้ยินทุกถ้อยคำจากปากเจ้าเด็กอ้วนดังมาแต่ไกล ๆ ก็รู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร
ลุงหัวล้านเจ้าของบ้านหันมามองไปตามทางที่เจ้าเด็กอ้วนคนนั้นชี้มาที่เคน แต่ไม่ทันได้เห็นหน้าตาของหนุ่มรูปหล่อหน้าใสใจซื่อจนเซ่อเสียแล้ว เคนเท้าไฟวิ่งเผ่นหนีหายไปอย่างรวดเร็วจากที่ตรงนั้นทันที ทำให้ลุงหัวล้านเห็นแต่เพียงทางเดินที่ว่างเปล่าเท่านั้น

“เฮ้อ ! ให้มันได้อย่างนี้สิน่า” เคนบ่นพึมพำก่อนจะเปิดประตูเข้าห้องพักเลขที่ 609 ของเขา มันเป็นอพาร์ทเมนท์เก่า ๆ โทรม ๆ สูง 6 ชั้น ที่เคนอยู่มานานแล้วตั้งแต่สมัยยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ จนมาตอนนี้เรียนจบทำงานแล้วก็ยังไม่ได้ขยับขยายไปอยู่ที่ไหน
“เบื่อ จริง ๆ เลย งานก็แย่ดวงก็ซวย เมื่อไรดวงมันจะดีกับเขาบ้างนะ” เคนพูดขึ้นขณะที่อยู่ในอารมณ์เซ็งกับชีวิตพร้อมกับล้มตัวลงนอนบนที่นอนบนเตียงเก่า ๆ จนเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด
“แต่ว..ว...ว...ว...ว” ทำให้สปริงที่อยู่ในที่นอนกระเด้งแทงเนื้อผ้าโผล่ออกมาให้เห็น 1 เส้นที่ข้าง ๆ ตัวของเขาจนเกิดเสียงสปริงดีดตัวดังขึ้น
“ให้มันได้อย่างนี้สิ” เคนบ่นพึมพำเบา ๆ แล้วหลับไปโดยไม่รู้ตัว
เขาตื่นขึ้นมากลางดึกอีกครั้งด้วยความหิวโหย จึงต้องลุกขึ้นเดินไปที่ตู้เย็นที่เก็บเสบียงเก่า ๆ ของเขา มันเป็นตู้เย็นรุ่นเก่าที่ยังเป็นระบบน้ำแข็งเกาะอยู่เต็มช่องทำความเย็นจนเหมือนขั้วโลก
เคนหยิบขนมปังขึ้นมาเข้าปากโดยที่ไม่ได้ดูเลยว่า...“แหวะ ขนมปังบูดนี่หว่า” เคนแทบหาที่คายมันออกแทบไม่ทัน เขารีบหยิบนมเย็น ๆ จากในตู้เย็นขึ้นมากระดกดื่มเพื่อล้างปาก “อ้วก..ก..นมหวานทำไมกลายเป็นนมเปรี้ยวได้วะเนี่ย”

2. ปริศนาเสียงตามสาย
เช้าวันใหม่อีกครั้งหนึ่ง เมื่อแสงแดดส่องลอดผ่านผ้าม่านเข้าไปแยงตาของเคนและมันเป็นวิธีปลุกให้เขาตื่นได้ดีที่สุดลองจากนาฬิกาที่ถูกกดปิดเสียงปลุกไปเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา
“สายแล้ว สายแล้ว สายแล้ว” เคนตื่นขึ้นพร้อมกับเสียงเอะอะของตนเอง เขาจึงต้องรีบทำเวลาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
เริ่มด้วยรีบเข้าห้องน้ำทันทีแล้วออกมาในชุดนอนของเมื่อคืนนี้ นั่นก็คือชุดทำงานชุดเดิมกับตัวเมื่อวานที่ใส่ไปทำงานนั่นเอง
เคนเขย่งกระโดดขาเดียวใส่ถุงเท้าทีละข้างไปที่ประตูห้อง เขารีบเร่งออกจากห้องไปด้วยความทุลักทุเล ทิ้งไว้แต่ความสงบของห้องเงียบ ๆ ที่มีแสงแดดส่องถึง ผ้าม่านปลิวสะบัดลอยขึ้นเพราะแรงลม....

โรงงานบริษัท โอะไฮโย โกไซมัส จำกัด บริษัทเก่าแก่อยู่ในเมืองชนบทของประเทศญี่ปุ่น ที่ยังคงอนุรักษ์ความเป็นบริษัทที่เก่าแก่ไว้อยู่อย่างนั้นถึงแม้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีจะก้าวหน้าหรือโลกจะเปลี่ยนแปลงไปสักเพียงใดก็ตาม
เคนมาทันเวลาก่อนงานเริ่มเพียงแค่ 1 นาทีเท่านั้นก็จะได้เวลาเริ่มทำงานคือ 9 นาฬิกาพอดี แต่ปัญหาที่น่ากลัวสำหรับเคนแล้วมันอยู่ที่ตอนนี้เขากำลังต่อคิวแถวที่ยาวจนเป็นคนสุดท้ายเพื่อตอกบัตรลงเวลาเข้างาน มันเป็น 60 วินาทีที่เหลือให้เคนลุ้นจนตัวเย็นเฉียบ
ทุกอย่างผ่านไปอย่างรวดเร็วก็มาถึงคิวของเคนจนได้ ตัวเลขมันยังคงบอกเวลาอยู่ที่ 9 นาฬิกาพอดีในขณะนี้ เขาหยิบบัตรลงเวลาเสียบเข้าไปในช่องที่อยู่บนเครื่องลงบันทึกเวลาเข้าออกงานของบริษัทอย่างรีบร้อนที่สุด ดูเหมือนว่าวันนี้ยังคงไม่ใช่วันที่ดีนักสำหรับเขา เมื่อตัวเลขบอกเวลาเปลี่ยนเป็น 09 : 01 นาฬิกา ในจังหวะเดียวกับที่เขาเสียบบัตรลงเวลาเข้าไปในเครื่อง
“เฮ้ย ! ฉะ ฉัน สายอีกแล้วหรือนี่” “ตะ ตาย ตาย ตาย..ย..ทำอย่างไรดีวะเนี่ยเรา” เคนดูเป็นเดือดเป็นร้อนอย่างมาก เพราะ การมาสายครั้งนี้มีผลทำให้เขาหมดสิทธิ์ที่จะได้พักร้อนในปีนี้ทันที มันเป็นกฎของบริษัทแห่งนี้
“คิดออกแล้ว” เคนแอบถือบัตรลงเวลาไปที่โต๊ะทำงานของเขาทันที
เคนหยิบคัทเตอร์กับปากกาหมึกดำมาจากในลิ้นชักของเขา แล้วทำการตกแต่งตัวเลขทันที เขามีเวลาไม่มากนักสำหรับการตกแต่งตัวเลขให้ทันเวลาก่อน 9 นาฬิกา 30 นาที เพราะทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลของบริษัทจะได้ทำการเก็บบัตรทั้งหมดเพื่อไปทำการสรุปตัวเลขการมาทำงานของพนักงาน
เคนกำลังแปลงตัวเลข 09 : 01 นาฬิกา ให้เป็น 08 : 61 นาฬิกา มันออกจะดูแปลกไปสักหน่อยที่มันก็เป็นเวลาเดียวกัน แต่ก็ไม่ยากเลยที่จะต่อเติมเสริมแต่งมันเข้าไป
“นี่แหนะ เมื่อเลขเก้าขายาวขึ้นกว่าเก่า แล้วเลขหก หล่นไปหมดแล้วต้องเป็นศูนย์” เคนนั่งทำไปพูดไปเบา ๆ กับตัวเอง
“อ้า...สำเร็จเรียบร้อย” เคนยิ้มกระหยิ่มด้วยความชื่นชมยินดีในความสำเร็จออกมาเบา ๆ
เขานำบัตรลงเวลาซ่อนไว้ในหนังสือแล้วเดินไปที่เครื่องบันทึกเวลาทันทีเพื่อนำมันเก็บไว้ในช่องเสียบบัตรตามที่มันควรจะเป็น
“อ้าว !? ซวยละสิเรา บัตรของทุกคนหายไปหมดแล้ว” ถึงคราวข่าวร้ายของเคนอีกครั้ง
“นี่คุณ กำลังทำอะไรนะ” ผู้จัดการฝ่ายบุคคลเดินมาเห็นเข้าพอดี
“อะ เอ่อ คือผมจะนำบัตรมาเสียบไว้ตามเดิมนะครับ” เคนพูดพร้อมกับน้อมหัวลงยิ้มทักทายในขณะที่มือข้างขวาก็ยกขึ้นมาลูบที่ศีรษะตัวเองเหมือนว่ากำลังเขินกับการกระทำอะไรมา
“คุณมาสายอีกแล้วสิ ส่งบัตรนั่นมาให้ผม แล้วตามผมไปที่ฝ่ายบุคคลเดี่ยวนี้” ผู้จัดการฝ่ายบุคคลออกคำสั่ง
“ครับผม..” เคนพูดขึ้นรับคำพร้อมกับน้อมหัวลง

ห้องผู้จัดการฝ่ายบุคคล
“นี่คุณเคน คุณทำสถิติได้ดีมากตลอดระยะเวลาที่คุณทำงานที่นี่มาได้เกือบสองปี” “คุณสามารถทำยอดการมาสายของคุณได้อย่างสม่ำเสมอเลยทีเดียว” “ในหนึ่งอาทิตย์คุณมาสายได้ครบทุกวัน น่าชื่นใจจริง ๆ”
ผู้จัดการฝ่ายบุคคลกำลังเทศนาด้วยคำพูดที่เหมือนเป็นการเสียดสีเสียมากกว่า
“ครับท่าน” “คือว่า จริง ๆ ถ้าให้ผมมาสายกว่านี้ผมทำได้ดีกว่านี้อีกนะครับ นี่ก็ถือว่าผมมาเร็วที่สุดแล้วนะครับ” เคนยังไม่รู้ตัวอีกว่ากำลังจะทำให้ตัวเองเดือดร้อน
“นี่คุณจะบ้าหรือไง ที่ผมพูดไปนะ ผมประชดคุณไม่ได้หมายถึงว่ามันน่ายินดีเลย” ผู้จัดการอธิบายให้เคนเข้าใจเจตนาของอารมณ์ในตอนนี้
“คือว่าผมเป็นคนซื่อครับท่าน” เคนบอกเล่าถึงนิสัยของตน
“แล้วนี่คุณไปทำอะไรกับบัตรลงเวลา” “คุณบ้าหรือว่าปัญญาอ่อนกันแน่ ดูสิจะโกงทั้งทีมีประเทศไหนเขามีเวลาแปดนาฬิกาหกสิบเอ็ดนาทีกันบ้าง” ผู้จัดการโมโหมาก
“คือ...ถ้าหากผมไปเสียบที่ช่องของมันตามเดิมก่อนที่เจ้าหน้าที่จะมาเก็บเอาไป ผมคิดว่าจำนวนคนในโรงงานรวมกับในสำนักงานก็มากอยู่ พอเจ้าหน้าที่ตรวจเห็นตัวเลขข้างหน้าเป็นเลขแปดนำมาเป็นตัวแรกก็คงปล่อยผ่านไปแล้วละครับ” “เสียดายที่ผมมาช้าไปนิด ไม่เช่นนั้นแผนของผมต้องสำเร็จแน่เลยครับ” เคนพูดไปตามที่ตัวเองคิดไว้ ไม่มีปรุงแต่ง แต่มันจะทำให้เขาดวงซวยเสียแล้ว
“เฮ้อ...ผมเหนื่อยกับคุณจริง ๆ เลยนะ คุณมันเหมือนคนสมองไม่เต็ม” “ต่อไปนี้ถ้าหากคุณมาสายอีกเพียงครั้งเดียว ผมคงต้องย้ายคุณไปทำงานในตำแหน่งอื่นที่เหมาะสมกว่า” “แน่นอน ผมไม่ย้ายคุณไปเป็นยามเฝ้าโรงงานหรอกนะ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นผมว่าจะต้องมีโจรมาเยี่ยมชมโรงงานเป็นครั้งที่สองพร้อมกับยืนมองคุณหลับยามเป็นแน่” ผู้จัดการลดอารมณ์ลงกว่าเดิม แต่ก็แสดงให้เห็นว่ายังเครียดอยู่
“เอาละ คุณไปได้แล้ว ไปให้พ้นก่อนที่ผมจะให้คุณไปเป็นคนทำความสะอาดโรงงาน” “โอย.ย..ความดันขึ้น” ผู้จัดการฝ่ายบุคคลเหนื่อยเพราะโรคประจำตัว
“ครับผม” เคนก้มหัวทำความเคารพแล้วรีบออกไปจากห้องทันที

ที่โต๊ะทำงานประจำตำแหน่ง เคนกำลังเร่งทำงานชิ้นหนึ่งให้เสร็จ
“งานที่คุณต้องส่งผมก่อนเที่ยงวันนี้เสร็จหรือยัง ?” หัวหน้าถามขึ้นขณะที่กำลังเดินผ่านมาที่โต๊ะทำงานของเคน
“อะ เอ่อ..ยังครับ เหลืออีกเยอะเลยครับ”
“อะไรกันคุณเคน” “นี่ผมให้เวลาคุณมาหลายวันแล้วนะ อีกหนึ่งชั่วโมง ผมต้องได้รับงานจากคุณทันที เข้าใจไหม” หัวหน้าสั่งอย่างเด็ดขาดแล้วเดินเลยกลับไปนั่งที่ห้องทำงานของตนเอง
“ครับผม” “ผมจะทำให้ทันครับ” เคนรับปากถึงแม้ว่าในใจกำลังคิดว่ายากยิ่งนัก
เคนหันกลับมาที่หน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วรีบทำงานต่อไป งานของเขาจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการจัดการข้อมูลทางสถิติของบริษัท ซึ่งที่จริงเขาเรียนจบมาทางด้านศิลปะ ทำให้เขาต้องพยายามใช้ทักษะอย่างมากที่จะจัดการกับตัวเลขเหล่านี้มาตลอด
“~เฮ้อ..อ..อ..จะทันได้อย่างไรกัน อย่างน้อย ๆ ก็ต้องสองชั่วโมงขึ้นไป” เคนเหนื่อยใจกับการทำงานเป็นอย่างมาก
“เหนื่อยใจจริง จริ้ง..ง..ง” เคนบ่น

“ตี๊ด ตี๊ด ตี๊ด....ตี๊ด ตี๊ด ตี๊ด....ตี๊ด ตี๊ด ตี๊ด....” เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานของเคนดังขึ้น
“โดนเรียกอีกแล้วเรา” เคนบ่นพึมพำก่อนที่จะเอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์
“สวัสดีครับ ผมเคนรับสายครับ” เคนพูดทักทายให้กับใครบางคนที่คิดว่าเป็นหัวหน้า
“สวัสดีจ๊ะ” “เธอน่าจะไปดื่มน้ำเย็น ๆ ให้ชื่นใจ ล้างหน้าจะได้สบายผ่อนคลายก่อนก็จะดีนะจ๊ะ อะไร ๆ มันคงจะดีขึ้นเองแหละจ๊ะ” สาวน้อยปริศนาที่เคนไม่เคยรู้จักมาก่อนโทรเข้ามาพูดคุยด้วย
“เอ่อ..อ..โทษทีนะคุณ” “คุณเป็นใครกันครับ” เคนถามด้วยความสงสัย
“ตุ๊ด..ตุ๊ด..ตุ๊ด..ตุ๊ด..ตุ๊ด..”
“อ้าว ~!? วางสายไปเสียแล้ว เลยไม่รู้เลยว่าใคร” เคนนั่งงงอยู่กับโทรศัพท์สักพัก แล้วจึงค่อยลุกขึ้นไปที่ห้องครัวของบริษัทเพื่อดื่มน้ำเย็น ๆ จากนั้นค่อยไปห้องน้ำล้างหน้าจะได้สดชื่นขึ้นสบายขึ้นตามคำแนะนำของเสียงโทรศัพท์ปริศนานั่น
“ดีขึ้นจริง ๆ แฮะ” ”แต่เรื่องงานทำใจได้เลยเรา” เคนบ่นกับเงาตัวเองในกระจก หยุดยืนสงบสติอารมณ์ลงสักครู่เล็ก ๆ แล้วค่อยเดินออกมาทำงานต่อ
เขานั่งลงที่เก้าอี้ตัวเก่า มีรอยหนังขาดจนเห็นฟองน้ำที่บุอยู่ข้างใน เป็นตัวเดิมตัวเก่าที่สืบถอดมาเหมือนพี่ให้ชุดเสื้อผ้าเก่ากับน้องใส่ เคนมองไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์อีกเพื่อเริ่มงานต่อจากเดิม
“หา !?! เสร็จแล้ว ฉันทำเสร็จแล้ว เสร็จตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย” เคนขยับเมาท์คลิกไปตามที่ต่าง ๆ ของตารางสถิติในจอคอมพิวเตอร์

บ่าย 4 โมง เคนนั่งสัพงกอยู่ที่โต๊ะทำงานของตัวเอง แต่ต้องสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ เมื่อมีมือมาจับบนไหล่ขวาของเขา
“คุณทำดีมาก ทำเอาผมได้หน้าบานกลับมาเลยล่ะ” หัวหน้าพูดขึ้นพร้อมกับจับบนไหล่ของเคนแล้วเดินเลยไปที่ห้องของเขาเอง
“ดีครับ” เป็นคำเดียวที่เคนพูดขึ้น เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงนั่งสัพงกรอเวลาเลิกงานต่อไป
“ตี๊ด ตี๊ด ตี๊ด....ตี๊ด ตี๊ด ตี๊ด....ตี๊ด ตี๊ด ตี๊ด....” เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานของเคนดังขึ้นอีกครั้ง
“สวัสดีครับ ผมเคนรับสายครับ” เคนพูดทักทายก่อน
“สวัสดีจ๊ะ” “เห็นไหมฉันบอกเธอแล้วว่า อะไร ๆ จะดีขึ้นเอง” เสียงใส ๆ อันไพเราะของสาวน้อยปริศนา
“แล้วคุณเป็นใครกัน” เคนสงสัยมาก ๆ
“ฉันคือคนที่เธอช่วยชีวิตเอาไว้ยังไงล่ะ” สาวน้อยปริศนาพูด
“ช่วยไว้..???” “ผมไปช่วยคุณไว้เมื่อตอนไหน ทำไมผมเองยังไม่เห็นรู้เรื่องเลย” เคนยิ่งงงไปกันใหญ่
“ตอนเย็นเมื่อวานนี้ไงล่ะ” สาวน้อยปริศนาคิดว่าเคนจะนึกได้แล้ว
“....?????....” เคนยังไม่เข้าใจอยู่ดี นึกย้อนกลับไปเมื่อตอนเย็นวานนี้ก็คิดไม่ออก
“ผมไม่เข้าใจที่คุณพูดเลยจริง ๆ นะ คุณคงจำผิดคนแล้ว” เคนพูดให้สาวน้อยที่เขาไม่รู้จักเข้าใจเสียใหม่
“เธอลองนึกถึงตอนที่ตอนที่เธอขว้างลูกบอลกลม ๆ มาใส่กระจกหน้าต่างแตกสิจ๊ะ” สาวน้อยปริศนาลื้อฟื้นเรื่องราวและดูทีท่าเคนจะนึกออกแล้ว
“ใช่ แล้วยังไงล่ะ มันไปเกี่ยวกันตรงไหน” เคนก็ยังงงอยู่ดี
“หลังจากกระจกแตก เธอได้ยินเสียงสัตว์อันดุร้ายมีฟันแหลมคมตัวนั้นร้องเสียงดังหรือเปล่าล่ะจ๊ะ” สาวน้อยปริศนาทบทวนเรื่องราวให้เคนอีกครั้ง
เคนนึกย้อนไปอีกครั้ง “คุณคงหมายถึงสุนัขของบ้านนั้นสินะ”
“กระจกนั่นหล่นใส่เจ้าสุนัขตัวนั้น” “นั่นแหละที่ทำให้ฉันได้รอดชีวิตมาได้ ไม่อย่างนั้นฉันคงต้องกลายเป็นอาหารของมันเสียแล้ว” “ฉันต้องขอขอบคุณเธอด้วยนะจ๊ะ” สาวน้อยปริศนาพูดขึ้นจนเคนเองก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี
“อาหารของมัน...?” “แล้วนี่คุณเป็นใครกัน ??” เคนอยากรู้
“ตุ๊ด..ตุ๊ด..ตุ๊ด..ตุ๊ด..ตุ๊ด..”
“วางสายไปอีกแล้ว” “เลยไม่รู้เลยว่าเป็นใคร ?” เคนวางโทรศัพท์เตรียมตัวกลับบ้าน มันเป็นช่วงเวลาที่เคนดีใจมากที่สุดเหมือนได้ถูกปลดจากพันธนาการ
“ออดดดดดด..ด..ด..ด” เสียงสัญญาณแจ้งบอกเวลาเลิกงานมาถึงแล้ว
เคนรีบวิ่งไปที่ช่องเสียบบัตรตอกลงบันทึกเวลาออกได้อย่างตรงเวลาที่สุด 18 : 00 นาฬิกา
“เป็นอิสระแล้ว..ว..” เคนวิ่งพ้นออกมาจากบริษัทได้ไม่ไกลนักก็ตะโกนออกมาด้วยความดีใจ บ่อยครั้งแล้วที่เขาทำอย่างนี้

3. เพื่อนไม่ได้รับเชิญ
เคนต้องหยุดยืนอยู่หน้าห้องพัก 609 เพื่อฟังเสียงที่ได้ยินมาจากในห้องของเขาอีกครั้งด้วยความประหลาดใจ เคนจึงได้แนบหูไปที่ประตูห้องของเขาเพื่อความมั่นใจว่าหูของเขายังทำงานปกติดีอยู่
“เสียงโทรทัศน์” “เอ..อ.!? เมื่อเช้าเราก็ไม่ได้เปิดทิ้งไว้นี่นา” เคนสงสัย
เขาจึงต้องรีบไขกุญแจห้องอย่างเร็วเพื่อเข้าไปไขความจริง อาจจะลำบากสักหน่อยเมื่อในมืออีกข้างหนึ่งหิ้วถุงพลาสติกใส่อาหารจากซุปเปอร์มาเก็ตมาเต็มถุงเพื่อเป็นเสบียงสำหรับคืนนี้และวันต่อไป
“เอ๊ะ มันก็ปกติดีนี่” เคนพบกับห้องเงียบ ๆ ทุกอย่างดูไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยนอกจาก...
“ทำไมหูโทรศัพท์ไม่อยู่ในที่ของมัน..น..” เคนงงกับสิ่งทีเกิดขึ้นแต่ก็เข้าใจไปว่าตนเองคงจะลืม เขาเดินมาที่หูโทรศัพท์แล้วยกมันขึ้นวางในที่ ๆ มันควรจะอยู่
จากนั้นเขาก็เดินไปที่ตู้เย็น เก็บเสบียงไว้จนเรียบร้อย ก่อนที่จะนำเอาเฉพาะแซนวิชกับน้ำหวานสีแดงออกมารับประทานหน้าโทรทัศน์ให้ผ่อนคลายและอิ่มท้อง
รายการสารคดีชีวิตสัตว์โลกเป็นรายการโปรดที่เขากำลังชมอยู่ มันอาจจะทำให้เคนเจริญอาหารดีก็เป็นได้ เวลาผ่านไปเพียงครึ่งชั่วโมง เมนูอาหารชุดนี้ก็หมดลงก่อนสารคดีจะจบ แต่ไม่ต้องห่วง เคนไม่รู้หรอกว่ายังมีคนอื่นที่ยังแอบชมรายการสารคดีนี้อยู่เป็นเพื่อนอีกคนหนึ่งโดยที่เขาไม่รู้ตัวเลย
เคนวางถ้วยน้ำหวานใบใหญ่ลงข้าง ๆ ตัว ก่อนที่จะลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำชำระล้างความอ่อนล้าออกจากตัว

เป็นจังหวะดีแล้วสำหรับเพื่อนใหม่ที่จะได้ออกมาชมโทรทัศน์อย่างเปิดเผยเสียที เธอก้าวเดินออกมาจากที่ซ่อนแล้วมาหยุดยืนที่ข้างถ้วยน้ำที่ยังเหลือน้ำหวานอยู่อีกเกือบครึ่งถ้วย
“นี่มันน้ำอะไรนะ สีสวยและกลิ่นน่ากินจัง” เธอกำลังก้มหน้ามองลงไปในถ้วยจนเห็นเงาของใบหน้าเธอเองปรากฏขึ้นบนผิวน้ำหวานนั่น มันช่างยั่วยวนใจเธอเหลือเกินจนเหมือนถูกสะกดให้เธอต้องกระโดดลงไปในถ้วยนั่งเล่นแช่น้ำหวานสีแดงอย่างเอร็ดอร่อยและเพลิดเพลินจนไม่รู้สึกตัวด้วยเช่นกันว่า คนที่เธอเคยแอบมองอยู่กำลังค่อย ๆ ยื่นหน้าก้มลงมามองที่เธออยู่ใกล้ ๆ จนเธอรู้สึกได้จากลมหายใจที่ลดใส่ลงบนตัวเธออย่างแรงจนตัวเธอโยกเยกไปมาอยู่ในถ้วยน้ำหวานนั่น
เธอตกใจสุดขีดไม่รู้จะทำอย่างไรดีเมื่อได้พบกันอย่างประจันหน้า ได้แต่ลุกขึ้นยืนเกร็งจนตัวแข็ง “ฉันขอโทษนะจ๊ะ” “ฉันหิวมากยังไม่ได้กินอะไรมาสองวันแล้ว”
เคนฟังสิ่งที่เธอพูดไม่ค่อยเข้าใจนักอาจเป็นเพราะเรื่องของขนาดตัวของทั้งสองคนแตกต่างกันมาก ทำให้เคนได้ยินเป็นเสียงเล็ก ๆ แหลม ๆ อู้อี้อู้อี้ เหมือนแมลงตอมหูไม่สามารถจับใจความอะไรได้
เคนยังไม่ได้พูดอะไรตอบกลับไป ได้แต่มองตาค้างกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า ภาพของสาวน้อยรูปร่างเล็กขนาดความยาวของฝ่ามือ ผิวสีขาวรูปหน้าคมเข้มผมสั้นสีน้ำตาลอ่อนเงาคลับมีหนวดงอกออกมาที่ศีรษะสองเส้นเหมือนของแมลงดูแล้วเหมือนเธอกำลังใส่ที่คาดผมมากกว่า ดวงตากลมโตสีฟ้า รูปตาคมและมีขนตางอนยาวงามสวย จมูกคมเป็นสันตรงลงมารับกับปากที่เข้ารูปได้อย่างงดงามได้ส่วนพอดี ส่วนปลายด้านบนใบหูของเธอมีลักษณะ แหลมขึ้นเพียงเล็กน้อยผิดกับด้านล่างซึ่งมีติ่งหูยาวแหลมลงมากกว่า ด้านหลังของเธอมีปีกที่มีลักษณะรูปทรงเหมือนของปีกผีเสื้อแต่บางใสเหมือนของแมลงปอแล้วถูกระบายด้วยสีสันสดใสสวยงามเป็นมันเหลื่อมสะท้อนแสงวับแวววาว เธอมีรูปร่างผอมหุ่นดีอยู่ในชุดที่เหมือนถูกทำขึ้นจากดอกไม้ส่งกลิ่นหอมเมื่ออยู่ใกล้ ๆ รองเท้าที่เธอสวมใส่ก็เหมือนกับเอาเมล็ดพันธุ์ไม้บางอย่างมาเจาะรูสวมใส่ ข้อมือเหมือนเธอสวมใส่กำไรที่ประดิษฐ์มาจากเกสรดอกไม้และสร้อยคอก็เช่นเดียวกัน

“เธอเป็นใคร ? มาจากไหน ?” ประโยคคำถามของเคนพ่นลมออกมาอย่างแรงจนสาวน้อยตัวจิ๋วตัวโยกเอนไปตามแรงประทะของลมปาก โชคดีของเธอที่เคนแปรงฟันบ้วนปากเรียบร้อยแล้ว
“โอ้ย เสียงดังมากฉันไม่เข้าใจสิ่งทีเธอพูด” สาวน้อยตัวจิ๋วร้องออกมาเพราะว่าแสบแก้วหู
เคนนั่งอยู่ข้างถ้วยน้ำหวานนั้นแต่ก็ยังไม่เข้าใจที่เธอพูดอยู่ดี เขาลุกขึ้นเหมือนว่ากำลังคิดอะไรได้แล้วกลับมานั่งที่เดิมอีกครั้งพร้อมกับไมโครโฟนสำหรับร้องเพลงคาราโอเกะ มันถูกเสียบต่อเข้ากับเครื่องขยายเสียงเรียบร้อยแล้ว
เคนถอยห่างออกมาจากถ้วยน้ำหวานอีกสักหนึ่งศอกแล้วพูดขึ้นอีกครั้งด้วยเสียงเบา ๆ ช้า ๆ
“เธอชื่ออะไร มาจากที่ไหน ?” เคนถาม
“ฉันชื่อวีวี่นะจ๊ะ มาจากอีกโลกหนึ่งที่เธอไม่เคยรู้จัก” วีวี่สาวน้อยตัวจิ๋วตอบคำถามผ่านไมโครโฟนทำให้เสียงของเธอดังขึ้นเหมือนกับที่เธอเคยพูดอยู่ที่หน้าหูโทรศัพท์
“ฉันชื่อเคน” “ใช่เธอหรือเปล่าที่โทรมาหาฉันที่ทำงาน” เคนถาม
“ใช่แล้วล่ะจ๊ะฉันเอง รวมทั้งเสียงโทรทัศน์ที่เธอได้ยินด้วย” วีวี่เฉลยความจริง
“แล้วเธอใช่หรือเปล่าที่ทำให้งานของฉันเสร็จทันส่งนาย” เคนถามสิ่งที่สงสัยค้างคาใจ
“เธอหมายถึงตารางที่มีตัวเลขมากมายนั่นหรือจ๊ะ” วีวี่ถามกลับเพื่อให้มั่นใจคำถามของเคนอีกครั้ง
“ใช่แล้ว นั่นแหละ” เคนตอบ
“มันเป็นเรื่องธรรมดาของโลกของฉันเลยแหละ” “สิ่งที่เธอทำอยู่มันเป็นสิ่งที่เราเรียนรู้กันมานานแล้วตั้งแต่บรรพบุรุษ” วีวี่พูดเหมือนว่าสิ่งที่เคนทำอยู่เป็นเรื่องง่าย ๆ ในโลกของเธอ
“แล้วเธอมาทำไมที่นี่” เคนถามจุดประสงค์ของวีวี่
“โลกของฉันกำลังจะขาดแคลนอาหารอย่างหนัก” วีวี่ตอบ
“แล้วโลกของฉันมีสิ่งที่เธอต้องการหรือเปล่าล่ะ” เคนถามต่อไป
“มีสิจ๊ะ ฉันถึงต้องมาที่นี่เพื่อโลกของฉัน” วีวี่ตอบ
“เธออยากไปเที่ยวที่โลกของฉันหรือเปล่าล่ะจ๊ะ” วีวี่เอ่ยปากชวน
“อยากไปสิ แต่ว่ามันไกลหรือเปล่าล่ะ” เคนถาม
“ไกลแสนไกล แต่เหมือนใกล้ชั่วพริบตา ที่ ๆ กาลเวลาวิ่งตามไม่ทัน” วีวี่ตอบ
เคนยิ้มตาเป็นประกายกับคำตอบที่ฟังดูน่าสนใจ “ตกลง ฉันจะไปกับเธอ แต่เดี่ยวก่อนนะ รอฉันสักครู่ก่อนนะ ขอให้ฉันไปเตรียมตัวสักหน่อย” เคนลุกขึ้นไปหยิบกระเป๋าเป้สะพายพร้อมด้วยข้าวของบางอย่างที่จำเป็นสำหรับการเดินป่าขั้นพื้นฐาน
“เอาละฉันพร้อมแล้ว เราไปกันเถอะ” เคนพร้อมแล้ว
“ฉันคงต้องยืนอยู่บนไหล่ของเธอนะจ๊ะ เธอจะได้ยินสิ่งที่ฉันพูด” วีวี่เสนอ
“ได้สิ ขึ้นมาเลย” เคนตกลง
วีวี่บินขึ้นมาจากในถ้วยน้ำหวาน ปีกของเธอกระพือสะบัดเหมือนแมลงปอและโปรยปรายละอองกระพริบเหมือนโรยกากเพชรออกมาสะท้อนแสงระยิบระยับ ทำเอาเคนต้องตาค้างจ้องจับไปกับภาพที่เห็นอย่างสวยงามนั้น

4. บันไดวน
“โลกที่เธออยู่เรียกว่าอะไรล่ะ..?“ เคนคุยด้วยระหว่างทาง
“ทุกคนที่นั่นเรียกโลกที่เราอยู่ว่า ‘วาเดีย’” วีวี่ตอบ
“แล้วมันต่างกับที่นี่มากไหม..?” ดูเหมือนเคนกำลังตื่นเต้น
“อีกในกาลอันใกล้นี้แล้ว เธอจะรู้ด้วยตัวเธอเองจ๊ะ” วีวี่ตอบ
“ทำไมวันนั้นเธอถึงช่วยฉันไว้ล่ะจ๊ะ” วีวี่ตั้งคำถามให้เคนบ้าง
“มันคงเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่านะ” “คือว่าฉันไม่ได้ตั้งใจ...”เคนตอบแล้วหยุดคำพูดไว้เพียงเท่านั้น
“ไม่เป็นไรจ๊ะ อย่างไรฉันก็ต้องขอบใจเธอด้วยนะจ๊ะ” วีวี่หันหน้าแล้วพูดเข้าไปในหูของเคน
ทั้งคู่หยุดยืนอยู่ที่ขอบสนามเด็กเล่นกลางซอย “นั่นต้นไม้แผ่กิ่งก้านยืนต้นแห้งอยู่ตรงนั้น คือที่ ๆ ฉันเดินทางมา” วีวี่ชี้มือของเธอไปที่ต้นไม้ต้นเดียวที่อยู่ในที่แห่งนั้น
แล้วทั้งคู่ก็มาหยุดยืนอยู่ที่ใต้ต้นไม้อันสันโดษในยามค่ำคืนอันเงียบเชียบมีเพียงเสียงแมลงกลางคืนที่ร้องเพลงรักมอบให้แก่กัน
“เธอเห็นความมืดของโพรงไม้บนยอดนั่นหรือเปล่าจ๊ะ” วีวี่ชี้ขึ้นไปบนยอดไม้สูง
“ไหน....อื้อ..อ..ฉันเห็นมันแล้ว” เคนตอบ
“นั่นแหละ ที่ตรงนั้นคือทางไปบ้านของฉัน” วีวี่พูด
“ฉันจะบินขึ้นไปรอที่บนโพรงไม้นั่นนะจ๊ะ เธอก็รีบปีนขึ้นมาล่ะ” “ระวังตัวด้วยนะ” วีวี่พูดจบก็บินขึ้นไปที่โพรงไม้ข้างบนทันทีทิ้งไว้เพียงผงฝุ่นกระพริบพราวจากปีกของเธอที่ค่อย ๆ จางหาย
เคนไม่รีรอปีนขึ้นไปเหยียบตามกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ใหญ่ เขาไต่มันขึ้นไปเรื่อย ๆ ทีละกิ่ง ทีละก้าน อย่างไม่ยากเย็นเกินไปนักเพราะดูมันเหมือนว่ามันจะถูกทำมาเป็นเหมือนขั้นบันไดวนรอบลำต้นของมันเองอยู่แล้ว
“ทำเอาเหนื่อยเหมือนกันนะ” เคนขึ้นมาถึงกิ่งไม้สุดท้ายที่อยู่ตรงหน้าโพรงไม้แล้ว
“เก่งมากจ๊ะ” วีวี่บินไปที่ข้างหูของเคนแล้วเอ่ยปากชมในความพยายาม
“สงสัยฉันจะมาเสียเที่ยวแล้วล่ะ” เคนพูดขึ้น
“ทำไมละจ๊ะเคน” วีวี่ทำหน้างงกับคำพูดของเคน
“เอ่อ..อ..คือว่าขนาดของรูโพรงไม้นี้มันเล็กพอสำหรับหัวของฉันเท่านั้น ส่วนตัวฉันมันอาจจะใหญ่เกินไป” เคนทำมือแสดงท่าทางให้เห็นขนาด
“ถ้าอย่างนั้นเธอคงต้องทิ้งตัวไว้ที่นี่แล้วละจ๊ะ” วีวี่พูดพร้อมกับอมยิ้ม
“ฉันล้อเธอเล่นนะจ๊ะ” วีวี่ก็เป็นคนมีอารมณ์ขันเหมือนกันก่อนที่จะเฉลยความจริง
“โพรงนี้จะนำพาสิ่งแปลกปลอมจากโลกของเธอไปได้ก็จริง แต่ทุกสิ่งมันจะเล็กลงในทันทีเมื่อเข้าไปในหลุมดำแห่งนี้” “เธอลองยื่นมือเข้าไปดูก่อนก็ได้นะจ๊ะ” วีวี่บอกความลับของมันและให้เคนได้ทดสอบก่อนเพื่อให้มั่นใจ
เคนทำตามที่วีวี่บอก เขาทดลองยื่นมือของเขาเข้าไปในโพรงมืดนั่น “มันเล็กลงเหมือนมือฉันเล็กนิดเดียว”
“เอาละทีนี้ฉันจะเข้าไปก่อนนะ” “แล้วพบกันที่วาเดียนะจ๊ะ” วีวี่พูดจบก็บินหายเข้าไปในความมืดมิดของหลุมดำนั่นทันที
เคนไม่ลังเลกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เขาเอาหัวมุดเข้าไปก่อนส่วนอื่นใดของร่างกาย หัวของเขาเล็กลงเหมือนวประหลาดที่มีร่างกายใหญ่โตแต่สมองนิดเดียว แล้วเคนก็ทิ้งตัวทั้งหมดลงไปในโพรงมืดของต้นไม้นี้
”เหวอ..อ..อ..อ..” เสียงสุดท้ายที่ได้ยินเล็ดลอดออกมาเพียงแผ่วเบาก่อนที่เท้าของเขาจะเข้าไปเป็นชิ้นส่วนสุดท้ายของร่างกาย

(ติดตามตอนต่อไป)

โดย : Sup.P
เมื่อเวลา : วันอังคาร ที่ 24 เม.ย. ปี 2007 [ เวลา 22 : 5 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook