
|
| ประวัตศาสตร์-ความเป็นมา |
-หน้า
2- |
เมื่อเริ่มเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์
คือ
มนุษย์รู้จักใช้ตัวอักษรนั้น
ที่จังหวัดลพบุรีได้ค้นพบหลักฐานเป็นตัวอักษรชนิดที่เก่าสุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย
เป็นจารึกอักษรปัลลวะ ภาษาบาลี
ประมาณพุทธศตวรรษที่ 11 - 12
แต่หลักฐานซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เมืองลพบุรีตั้งแต่พุทธศตวรรษที่
11 - 18
มีไม่มากพอต่อการคลี่คลายเหตุการณ์ทางด้านประวัติศาสตร์เมืองลพบุรีมากนัก
และเป็นดังนี้จนถึงราวศตวรรษที่
19
เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ซึ่งพบว่าเมื่อเริ่มมีการใช้ตัวอักษรที่เมืองลพบุรี
หรือปรากฏศิลปกรรมต่างๆ
สะท้อนให้เห็นว่าสังคมเริ่มมีศาสนาอักษรศาสตร์ในราวพุทธศตวรรษที่
11 จนถึงช่วงแรกของพุทธศตวรรษที่ 19
ก่อนที่เมืองลพบุรีเป็นเมืองบริวารของอาณาจักรอยุธยา
สมควรเรียกว่าเป็นสมัยกึ่งก่อนประวัติศาสตร์
(Pre to History) มีระยะเวลานานราว 8 ศตวรรษ
ลพบุรีในราวพุทธศตวรรษที่ 11 - 15
มีหลักฐานไม่มากนักที่สามารถนำมาใช้เพื่อเพิ่มพูนความรู้เรื่องเมืองลพบุรีในระยะพุทธศตวรรษที่
11 - 15 กล่าวคือ
พงศาวดารเหนือกล่าวถึงพระยากาฬวรรณดิศได้ให้พราหมณ์ยกพลสร้างเมืองละโว้ตั้งแต่
พ.ศ. 1002
ปีที่พระองค์ครองราชย์ใช้เวลาสร้าง
19 ปี
แต่เรื่องดังกล่าวคงจะต้องหาหลักฐานอื่นมาสอบเทียบ
เพราะพงศาวดารเหนือเขียนขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ห่างจากเหตุการณ์ที่เป็นจริงหลายศตวรรษ
รวมทั้งข้อความในพงศาวดารส่วนใหญ่ค่อนข้างสับสน
ทั้งศักราชก็คลาดเคลื่อนอยู่มาก
นอกจากนี้ยังมีตำนานและภาษาบาลีเหนือเขียนขึ้นราว
500 ปีเศษมาแล้ว
เนื้อเรื่องไม่สับสน
ศักราชเชื่อถือได้และถูกนำมาใช้อ้างอิงกันอย่างกว้างขวางคือตำนานชินกาลมาลีปกรณ์
กล่าวถึงฤษีวาสุเทพได้สร้างเมืองหริภุญไชย
(ลำพูน) ใน พ.ศ. 1204 ต่อมาอีก 2 ปี (พ.ศ. 1260)
ได้ส่งทูตล่องไปตามแม่น้ำปิงไปเมืองลวปุระทูลขอเชื้อสายกษัตริย์ลวปุระให้มาปกครองกษัตริย์ลวปุระจึงได้พระราชทานพระนางจามเทวี
พระราชธิดาให้ไปครองเมืองหริภุญไชย
ชื่อเมืองลวปุระในตำนานชินกาลมาลีปกรณ์เป็นที่ยอมรับว่าคือเมืองลพบุรีในปัจจุบัน
หลักฐานที่มีอายุในศตวรรษดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับเมืองลพบุรีอีกคือการค้นพบศิลาจารึกที่สำคัญ
3 หลัก คือ
- จารึกหลักที่ 18
จารึกบนเสาแปดเหลี่ยมพบที่ศาลสูง
(ศาลพระกาฬ)
เป็นจารึกเนื่องในพุทธศาสนาภาษามอญโบราณ
ลักษณะของเสาแปดเหลี่ยมเป็นศิลปกรรมที่ได้รับอิทธิพลศิลปะแบบหลังคุปตะของอินเดีย
ศาสตราจาย์ยอร์ซ เซเดส์
นักปราชญ์ทางด้านความรู้เกี่ยวกับเอเซียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวว่ามีอายุราวพุทธศตวรรษที่
13 หรือ 14
- จารึกหลักที่ 16
จารึกบนฐานพระพุทธรูปยืนพบที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ
จังหวัดลพบุรี
ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์
เป็นจารึกภาษาสันสกฤต กล่าวถึง
นายกอารุซวะ
เป็นอธิบดีแก่ชาวเมืองตังคุร
และเป็นโอรสของพระราชาแห่งศามพูกะ
ได้สร้างรูปพระมุนีองค์นี้
เมืองตังคุรและเมืองศามพูกะนี้ยังไม่ทราบแน่นอนว่าอยู่ที่แห่งใด
แต่คงอยู่ในที่ราบภาคกลางของประเทศไทยเพราะลักษณะพระพุทธรูปที่พบเป็นศิลปแบบที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นในภาคกลางของประเทศไทย
จารึกภาษาบาลีบนเสาแปดเหลี่ยมพบที่เมืองโบราณซับจำปา
อำเภอชัยบาดาล มี
ข้อความคัดลอกจากคัมภีร์พุทธสาสนา
อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13
สำหรับศิลปกรรมที่พบในจังหวัดลพบุรีที่มีอายุในราวพุทธศตวรรษที่
13 - 15 นั้น
เป็นศิลปกรรมทางด้านพุทธศาสนาที่เก่าสุดแบบหนึ่งในประเทศไทย
ซึ่งคงได้รับอิทธิพลศิลปกรรมอินเดียแบบคุปตะและแบบหลังคุปตะ
(ศิลปะอินเดียวภาคกลางและภาคตะวันตก
อายุราวพุทธศตวรรษที่ 9 - 13)
ชื่อเรียกศิลปกรรมแบบดังกล่าวได้เรียกว่าศิลปะแบบทวารวดี
บัดนี้มีผู้เสนอให้เรียกว่า
ศิลปมอญแบบภาคกลางประเทศไทย
เพราะชาวมอญเป็นผู้กำเนิดเอกลักษณ์ผลงานศิลปะที่สร้างขึ้น
ชนิดของศิลปกรรม ได้แก่
พระพุทธรูป พระธรรมจักรกวางหมอบ
เศียรอสูร หรือเทวดา
และปติมากรรมตกแต่งสถูป
เท่าที่พบแกะสลักจากหินปูนและทำด้วยปูนปั้น
จึงสรุปด้วยว่าเมื่อเข้าสู่สมัยทางประวัติศาสตร์ในราวพุทธศตวรรษที่
11 - 15
ลพบุรีคงเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่ง
แว่นแคว้นอื่นจึงได้ยอมรับอำนาจและขอเชื้อสายไปปกครอง
สังคมเดิมแบบก่อนประวัติศาสตร์คือสังคมเผ่าได้เปลี่ยนเป็นสังคมเมืองที่มีกษัตริย์ปกครอง
มีภาษาที่ใช้คือภาษาสันสกฤต
ภาษาบาลี และภาษามอญโบราณ
ประชาชนนับถือพุทธศาสนา
ในราวพุทธศตวรรษที่ 16 - 18
หลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเมืองลพบุรีมีมากขึ้นถ้าได้เปรียบเทียบกับใน
5 ศตวรรษแรก หลักฐานที่สำคัญ
ได้แก่
จารึกซึ่งค้นพบทั้งในประเทศไทย
กัมพูชาประชาธิปไตย
และหลักฐานที่ปรากฏในจดหมายเหตุจีน
สำหรับหลักฐานทางด้านโบราณวัตถุสถานพบในเมืองลพบุรี
ที่มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 16 - 18
มีความสำคัญช่วยสนับสนุนหลักฐานด้านประวัติศาสตร์ให้มั่นคงมากยิ่งขึ้น
จากหลักฐานต่างๆ
ที่ปรากฏอาจจะกล่าวได้ว่า
ในระยะราวพุทธศตวรรษที่ 16 -18
ลพบุรีตกอยู่ภายใต้อำนาจทางการของอาณาจักรกัมพูชาเป็นครั้งคราว
รวมทั้งได้ยอมรับเอาศิลปวัฒนธรรมของอาณาจักรกัมพูชาซึ่งมีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมืองพระนคร
กล่าวคือ
ได้ค้นพบศิลาจารึกภาษาขอมที่เมืองลพบุรีที่สำคัญคือ
จารึกหลักที่ 19 พบที่ศาลสูง
(ศาลพระกาฬ) ระบุศักราช 944 ตรงกับ
พ.ศ. 1565
มีข้อความกล่าวถึงพระเจ้าสุริยวรมันที่
1 (ครองราชย์ พ.ศ. 1555 - 1593)
มีประกาศให้บรรดานักบวชอุทิศกุศลแห่งการบำเพ็ญตะบะของตนถวายแด่
พระองค์
และออกพระราชกำหนดเพื่อป้องกันมิให้นักบวชเหล่านั้นถูกรบกวนภายในอาวาสของตน
นอกจากนั้นพบจารึกหลักที่ 21
ที่ศาลเจ้าลพบุรี ศาสตราจารย์
ยอร์ซ เซเดส์
กล่าวว่ามีอายุราวพุทธศตวรรษที่
16 เป็นจารึกภาษาเขมร
จารึกขึ้นเพื่อให้ทราบถึงสิ่งของต่างๆ
ที่อุทิศถวายแด่เทวรูปพระนารายณ์ในโอกาสที่มีการทำพิธีฉลองเทวรูป
จารึกหลักนี้ออกชื่อเมือง โลว
คือเมืองละโว้เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าที่เมืองละโว้มีผู้นับถือไวษณพนิกายของศาสนาฮินดูด้วย
การตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมืองของอาณาจักรกัมพูชาเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว
จดหมายเหตุจีนระบุว่า พ.ศ. 1658 และ
พ.ศ. 1698 ละโว้ส่งทูตไปจีน
ศาสตราจารย์ ยอร์ซ เซเดส์
ให้ข้อสังเกตว่า พ.ศ. 1658
ปีที่ละโว้ส่งทูตไปจีนคราวแรก
พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
แห่งอาณาจักรกัมพูชา
(ครองราชย์ราว พ.ศ. 1656 - ราว 1693)
เพิ่งครองราชย์ได้เพียง 2 ปี
คงจะเป็นสมัยที่พระองค์ยังไม่มีอำนาจมั่นคงนัก
ลพบุรีจึงเป็นนครอิสระส่งทูตไปจีนได้
และใน พ.ศ. 1698
ปีที่ละโว้ส่งทูตไปจีนคราวหลังพระเจ้าสุริยวรมันที่
2 สวรรคตแล้ว
การส่งทูตไปเมืองจีนอาจจะเป็นความพยายาม
ของละโว้ที่จะตัดความสัมพันธ์ฐานเป็นประเทศราชของอาณาจักรกัมพูชา
เรื่องที่ละโว้ส่งทูตไปจีนนี้ได้รับการขยายความให้กระจ่างชัดมากยิ่งขึ้น
เมื่อค้นพบศิลาจารึกที่ดงแม่นางเมืองที่จังหวัดนครสวรรค์
มีศักราชตรงกับ พ.ศ. 1710
ระบุเรื่องราวราชวงศ์ศรีธรรมา
โศกราช
ซึ่งมีนักประวัติศาสตร์บางกลุ่มกล่าวกันว่า
เป็นราชวงศ์อิสระในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา
และลงความเห็นว่าคงเป็นราชวงศ์ปกครองเมืองลพบุรี
จึงได้มีการสันนิษฐานว่าราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราชนั้นเองที่เป็นผู้พยายามแยกตัวเป็นอิสระจากอาณาจักรกัมพูชา
หลักฐานอื่นๆ
ที่แสดงให้เห็นอิทธิพลทางการเมืองของอาณาจักรกัมพูชาต่อเมืองลพบุรีอีกคือ
ปรากฏภาพสลักนูนต่ำทหารละโว้บนผนังระเบียงปราสาทนครวัตซึ่งสร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้า
สุริยวรมันที่ 2
คู่กันกับภาพทหารสยาม
โดยทหารละโว้มีนายทัพเป็นแม่ทัพขอม
แสดงถึงอำนาจของอาณาจักรกัมพูชาที่มีเหนืออาณาจักรละโว้ในขณะนั้น
จารึกปราสาทพระขรรค์ พ.ศ. 1734 ตรงกับ
รัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
(ครองราชย์ พ.ศ. 1724 - ราว 1762)
กล่าวถึงเมืองลโวทยะปุระซึ่งเป็นเมืองหนึ่งในจำนวน
23 เมืองที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7
ได้พระราชทานพระชัยพุทธมหานาถ
ซึ่งเป็น
พระพุทธรูปฉลองพระองค์ไปประดิษฐาน
นอกจากนั้นในจดหมายเหตุจีนของ
เจา ซู กัว แต่งขึ้นใน พ.ศ. 1768
กล่าวว่า
ละโว้เป็นประเทศราชประเทศหนึ่งของอาณาจักรกัมพูชา
|
<<< ย้อนกลับ || อ่านต่อ >>> |

|
|
|