
|
| ประวัตศาสตร์-ความเป็นมา |
-หน้า
2- |
จากพงศาวดารกรุงธนบุรีได้กล่าวว่า
พระยาตากยกทัพมาทางสระบุรี
นครนายก ปราจีนบุรี
กองทัพพระยาตากยกไปต้องปะทะกับพม่าที่มีกำลังเหนือกว่าหลายเท่า
แต่ก็ได้ประสบชัยชนะตลอดมา
ระหว่างทางได้ทำการเกลี้ยกล่อม
คนไทยให้เข้าด้วยตลอดทางจนถึงชลบุรี
พระยาตากใช้นโยบายเกลี้ยกล่อมให้ยอมอ่อนน้อมเสียก่อน
ถ้าไม่ยอมถึง 3 ครั้ง
จึงจะจัดการอย่างเด็ดขาด
พระยาตากมุ่งไปทางระยองและจันทบุรี
พระยาจันทบุรี
ได้รับปากว่าจะเข้าด้วย
แต่ขอให้พระยาตากรอไปก่อน
ผลสุดท้ายพระยาตากต้องตัดสินใจโจมตีเมืองจันทบุรี
เพราะ
เมืองจันทบุรีเป็นเมืองสำคัญทั้งในด้านทหารและด้านเศรษฐกิจ
ในการที่จะสนับสนุนให้การขับไล่พม่าไปจากประเทศเป็นผลสำเร็จ
สมัยรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 3
นครนายกเป็นหัวเมือง ชั้นจัตวา
โดยเป็นหน่วยปกครองที่อยู่ไม่ไกลเมืองหลวงนัก
สมัยรัชกาลที่ 5
ได้มีการปฏิรูปการปกครองใหม่เรียกว่า
การปกครองมณฑลเทศาภิบาลเมืองนครนายกจัดอยู่ในมณฑลปราจีนบุรี
ซึ่งจัดตั้งเมื่อ พ.ศ. 2437
ประกอบด้วยเมืองต่าง ๆ คือ
1. ปราจีนบุรี
2. ฉะเชิงเทรา
3. นครนายก
4. พนมสารคาม
5. พนัสนิคม
6. ชลบุรี
7. บางละมุง
พ.ศ. 2445 รัชกาลที่ 5
ทรงยกเลิกธรรมเนียมการมีเจ้าเข้าครอง
และให้มีตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองขึ้นแทน
เมืองนครนายก
จึงได้มีผู้ว่าราชการเมืองคนแรก
คือ พระพิบูลย์สงคราม (จอน)
ศาลากลางจังหวัดแห่งแรกตั้งขึ้น
ณ บริเวณริมฝั่งขวา
แม่น้ำนครนายก
(บริเวณหลังธนาคารกรุงศรีอยุธยาและธนาคารกรุงเทพในปัจจุบัน)
จนถึง พ.ศ. 2486
ทางราชการได้ยุบจังหวัดนครนายกให้ไปรวมกับจังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดสระบุรี
หลังจากนั้นประมาณ 4 ปี คือใน
พ.ศ. 2489
จึงได้ตั้งจังหวัดนครนายกขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งใน
พ.ศ. 2519
มีปัญหาเกี่ยวกับสถานที่ตั้งศาลากลางจังหวัดหลังเก่า
ซึ่งตั้งอยู่ในย่านชุมนุมชนคับแคบขยายออกไปอีกไม่ได้
จึงได้ย้ายไปสร้างศาลากลางจังหวัดแห่งใหม่
บริเวณริมถนนสุวรรณศรห่างจากเขตเทศบาลประมาณ
2 กิโลเมตร
และได้เปิดทำการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์
2520 จนถึงปัจจุบัน การจัดรูปการปกครองเมืองตามระบบมณฑลเทศาภิบาล
หลังจากจัดหน่วยราชการบริหารส่วนกลาง
โดยมีกระทรวงมหาดไทยในฐานะเป็นส่วนราชการที่เป็นศูนย์กลางอำนวยการปกครองประเทศและควบคุมหัวเมืองทั่วประเทศแล้ว
การจัดระเบียบการปกครองต่อมาก็มีการจัดตั้งหน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาค
ซึ่งมีสภาพและฐานะเป็นตัวแทนหรือหน่วยงานประจำท้องที่ของกระทรวงมหาดไทยขึ้น
อันได้แก่
การจัดรูปการปกครองแบบเทศาภิบาล
ซึ่งถือได้ว่าเป็นระบบการปกครองอันสำคัญยิ่งที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ทรงนำมาใช้ปรับปรุงระเบียบบริหารราชการแผ่นดินส่วนภูมิภาคในสมัยนั้น
การปกครองแบบเทศาภิบาล
เป็นระบบการปกครองส่วนภูมิภาคชนิดหนึ่งที่รัฐบาลกลางจัดส่งข้าราชการจากส่วนกลางออกไปบริหารราชการในท้องที่ต่าง
ๆ
การปกครองแบบเทศาภิบาล
เป็นระบบการปกครองที่รวมอำนาจเข้ามาไว้ในส่วนกลางอย่างมีระเบียบเรียบร้อย
และเปลี่ยนระบบการปกครองจากประเพณีปกครองดั้งเดิมของไทย
คือ ระบบกินเมือง ให้หมดไป
การปกครองหัวเมืองก่อนวันที่ 1
เมษายน 2435 นั้น
อำนาจปกครองบังคับบัญชา
มีความหมายแตกต่างกันออกไปตามความใกล้ไกลของท้องถิ่น
หัวเมืองหรือประเทศราชยิ่งไกลไปจากกรุงเทพฯ
เท่าใดก็ยิ่งอิสระในการปกครองตนเองมากขึ้นเท่านั้น
ทั้งนี้เนื่องจากทางคมนาคมไปมาหาสู่ลำบาก
หัวเมืองที่รัฐบาลปกครองบังคับบัญชาได้โดยตรงก็มีแต่หัวเมืองจัตวาใกล้ๆ
ส่วนหัวเมืองอื่น ๆ
ที่เจ้าเมืองเป็นผู้ปกครองแบบกินเมืองและมีอำนาจอย่างกว้างขวางในสมัยที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ดำรงตำแหน่งเสนาบดี
พระองค์ได้จัดให้อำนาจการปกครองเข้ามาร่วมอยู่ยังจุดเดียวกัน
โดยการจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลขึ้นมีข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นผู้ปกครองบังคับบัญชา
หัวเมืองทั้งปวงซึ่งหมายความว่า
รัฐบาลมิให้การบังคับบัญชาหัวเมืองไปอยู่ที่เจ้าเมือง
ระบบการปกครองแบบเทศาภิบาลเริ่มจัดตั้งแต่
พ.ศ. 2437 จนถึง พ.ศ. 2458
จึงสำเร็จและเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องนี้เสียก่อนในเบื้องต้น
จึงจะขอนำคำจำกัดความของ
"การเทศาภิบาล"
ซึ่งพระยาราชเสนา (สิริ เทพหัสดิน
ณ อยุธยา)
อดีตปลัดทูลฉลองกระทรวงมหาดไทยตีพิมพ์ไว้
มีความว่า
"การเทศาภิบาล คือ
การปกครองโดยลักษณะที่จัดให้มีหน่วยบริหารราชการอันประกอบด้วยตำแหน่งข้าราชการต่างพระเนตรพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และเป็นที่ไว้วางใจของรัฐบาลของพระองค์
รับแบ่งภาระของรัฐบาลกลาง
ซึ่งประจำอยู่แต่เฉพาะในราชธานีนั้น
ออกไปดำเนินงานในส่วนภูมิภาคเป็นสื่อกลางระหว่างรัฐบาล
ซึ่งอยู่ในราชธานีให้ได้ใกล้ชิดกับอาณาประชากร
เพื่อให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขและเกิดความเจริญทั่วถึงกัน
โดยมีระเบียบแบบแผนอันเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติด้วย
จึงแบ่งเขตการปกครองโดยขนาดลดหลั่นกันเป็นชั้นอันดับดังนี้
คือ ส่วนใหญ่เป็นมณฑล
รองถัดลงไปเป็นเมือง คือ จังหวัด
รองไปอีกเป็น อำเภอ และ หมู่บ้าน
จัดแบ่งหน้าที่ราชการเป็นส่วนสัดแผนกงานให้สอดคล้องกับทำนองงานของกระทรวงทบวงกรมในราชธานี
และจัดสรรข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถความประพฤติให้ไปประจำทำงานตามตำแหน่งหน้าที่มิให้มีการก้าวก่ายสับสนกันดังที่เป็นมาแต่ก่อน
เพื่อนำมาซึ่งความเจริญเรียบร้อย
และรวดเร็วแก่ราชการและกิจธุระของประชาชนซึ่งต้องอาศัยทางราชการเป็นที่พึ่งด้วย"
จากคำจำกัดความดังกล่าวข้างต้น
ควรทำความเข้าใจบางประการเกี่ยวกับการจัดระเบียบการปกครองแบบเทศาภิบาล
ดังนี้
|
<<< ย้อนกลับ || อ่านต่อ >>> |

|
|
|