
|
| ประวัตศาสตร์-ความเป็นมา |
-หน้า
3- |
การเทศาภิบาล นั้น
หมายความรวมว่า เป็น "ระบบ"
การปกครองอาณาเขต
ชนิดหนึ่งซึ่งเรียกว่า
"การปกครองส่วนภูมิภาค" ส่วน
"มณฑลเทศาภิบาล" นั้น
คือ
ส่วนหนึ่งของการปกครองชนิดนี้
และยังหมายความอีกว่า
ระบบเทศาภิบาลเป็นระบบที่รัฐบาลกลางจัดส่งข้าราชการส่วนกลางไปบริหารราชการในท้องที่ต่าง
ๆ
แทนที่ส่วนภูมิภาคจะจัดปกครองกันเองเช่นที่เคยปฏิบัติมาแต่เดิม
อันเป็นระบบกินเมือง
ระบบการปกครองแบบเทศาภิบาลจึงเป็นระบบการปกครองซึ่งรวมอำนาจเข้ามาไว้ในส่วนกลาง
และริดรอนอำนาจของเจ้าเมืองตามระบบกินเมืองลงอย่างสิ้นเชิง
นอกจากนี้
มีข้อที่ควรทำความเข้าใจอีกประการหนึ่ง
คือ
ก่อนการจัดระเบียบการปกครองแบบเทศาภิบาลนั้น
ในสมัยรัชกาลที่ 5
ก่อนปฏิรูปการปกครองก็มีการรวมหัวเมืองเข้าเป็นมณฑลเหมือนกัน
แต่มณฑลสมัยนั้นหาใช่มณฑลเทศาภิบาลไม่
ดังจะอธิบายโดยย่อดังนี้
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงพระราชดำริจะจัดการปกครองพระราชอาณาเขต
ให้มั่นคงและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทรงเห็นว่าหัวเมืองอันมีมาแต่เดิมแยกกันขึ้นอยู่ในกระทรวงมหาดไทยบ้างกระทรวงกลาโหมบ้างและกรมท่าบ้าง
การบังคับบัญชาหัวเมืองในสมัยนั้นแยกกันอยู่ถึง
3 แห่ง
ยากที่จะจัดระเบียบเรียบร้อยเหมือนกันได้ทั่วราชอาณาจักรทรงพระราชดำริว่า ควรจะรวมการบังคับบัญชา
หัวเมืองทั้งปวงให้ขึ้นอยู่ในกระทรวงมหาดไทย
กระทรวงเดียวกัน
จึงได้มีพระบรมราชโองการแบ่งหน้าที่ระหว่างกระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงกลาโหมเสียใหม่
เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2435
เมื่อได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยปกครองหัวเมืองทั้งปวงแล้ว
จึงได้รวบรวมหัวเมืองเข้าเป็นมณฑลมีข้าหลวงใหญ่เป็นผู้ปกครอง
การจัดตั้งมณฑลในครั้งนั้นมีอยู่ทั้งสิ้น
6 มณฑล คือ
มณฑลลาวเฉียงหรือมณฑลพายัพ
มณฑลลาวพวน หรือมณฑลอุดร
มณฑลลาวกาว หรือมณฑลอีสาน
มณฑลเขมร หรือมณฑลบูรพา
และมณฑลนครราชสีมา
ส่วนหัวเมืองทางฝั่งทะเลตะวันตก
บัญชาการอยู่ที่เมืองภูเก็ต
การจัดรวบรวมหัวเมืองเข้าเป็น
มณฑลดังกล่าวนี้
ยังมิได้มีฐานะเหมือนมณฑลเทศาภิบาลการจัดระบบการปกครองมณฑลเทศาภิบาลได้เริ่มอย่างแท้จริงเมื่อ
พ.ศ. 2437 เป็นต้นมา
และก็มิได้ดำเนินการจัดตั้งพร้อมกันทีเดียวทั่วราชอาณาจักร
แต่ได้จัดตั้งเป็นลำดับ ดังนี้
พ.ศ.
2437
เป็นปีแรกที่ได้วางแผนงานจัดระเบียบการบริหารมณฑลแบบใหม่เสร็จ
กระทรวงมหาดไทยได้จัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลขึ้น
3 มณฑล คือ มณฑลพิษณุโลก
มณฑลปราจีนบุรี มณฑลนครราชสีมา
ซึ่งเปลี่ยนแปลงจากสภาพมณฑลแบบเก่ามาเป็นแบบใหม่
และในตอนปลายนี้เมื่อโปรดเกล้าฯ
ให้โอนหัวเมืองทั้งปวงซึ่งเคยขึ้นอยู่ในกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศมาขึ้นอยู่ในกระทรวงมหาดไทยกระทรวงเดียวแล้วจึงได้รวมหัวเมืองจัดเป็นมณฑลราชบุรีขึ้นอีกมณฑลหนึ่ง
พ.ศ.
2438
ได้รวมหัวเมืองจัดเป็นมณฑลเทศาภิบาลขึ้นอีก
3 มณฑล คือ มณฑลนครชัยศรี
มณฑลนครสวรรค์ และมณฑลกรุงเก่า
และได้แก้ไขระเบียบการจัดมณฑลฝ่ายทะเลตะวันตก
คือ ตั้งเป็นมณฑลภูเก็ต
ให้เข้ารูปลักษณะของมณฑลเทศาภิบาลอีกมณฑลหนึ่ง
พ.ศ. 2439
ได้รวมหัวเมืองมณฑลเทศาภิบาลขึ้นอีก
2 มณฑล คือ
มณฑลนครศรีธรรมราชและมณฑลชุมพร
พ.ศ. 2440
ได้รวมหัวเมืองมลายูตะวันออกเป็นมณฑลไทรบุรี
พ.ศ. 2442
ได้ตั้งมณฑลเพชรบูรณ์ขึ้นอีกมณฑลหนึ่ง
พ.ศ. 2443
ได้เปลี่ยนแปลงสภาพของมณฑลเก่า
ๆ ที่เหลืออยู่อีก 3 มณฑล คือ
มณฑลพายัพ มณฑลอุดร และมณฑลอีสาน
ให้เป็นมณฑลเทศาภิบาล
พ.ศ. 2447 ยุบมณฑลเพชรบูรณ์
เพราะเห็นว่ามีแต่จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย
พ.ศ. 2449 จัดตั้งมณฑลปัตตานี
และมณฑลจันทบุรี
มีเมืองจันทบุรี ระยอง และตราด
พ.ศ. 2450
ตั้งมณฑลเพชรบูรณ์ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
พ.ศ. 2451 จำนวนมณฑลลดลง
เพราะไทยต้องยอมยกมณฑลไทรบุรีให้แก่อังกฤษ
เพื่อแลกเปลี่ยนกับการแก้ไขสัญญาค้าขาย
และเพื่อจะกู้ยืมเงินอังกฤษมาสร้างทางรถไฟสายใต้
พ.ศ. 2455 ได้แยกมณฑลอีสานออกเป็น 2
มณฑล มีชื่อใหม่ว่า
มณฑลอุบลและมณฑลร้อยเอ็ด
พ.ศ. 2458 จัดตั้งมณฑลมหาราษฎร์ขึ้น
โดยแยกออกจากมณฑลพายัพ
การจัดรูปการปกครองในสมัยปัจจุบัน
การปรับปรุงระเบียบการปกครองหัวเมืองเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศมาเป็นระบอบประชาธิปไตยนั้น
ปรากฏตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม
พ.ศ. 2476
จัดระเบียบราชการบริหารส่วนภูมิภาคออกเป็นจังหวัดและอำเภอ
จังหวัดมีฐานะเป็นหน่วยบริหารราชการแผ่นดินมีข้าหลวงประจำจังหวัดและกรมการจังหวัดเป็นผู้บริหาร
เมื่อก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองนอกจากจะแบ่งเขตการปกครองออกเป็นจังหวัดและอำเภอแล้ว
ยังแบ่งเขตการปกครองออกเป็นมณฑลอีกด้วย
เมื่อได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม
พ.ศ. 2476
จึงได้ยกเลิกมณฑลเสียเหตุที่ยกเลิกมณฑลน่าจะเนื่องจาก
1)
การคมนาคมสื่อสารสะดวกและรวดเร็วขึ้นกว่าแต่ก่อน
สามารถที่จะสั่งการและตรวจตราสอดส่องได้ทั่วถึง
2)
เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายของประเทศให้น้อยลง
3)
เห็นว่าหน่วยมณฑลซ้อนกับหน่วยจังหวัด
จังหวัดรายงานกิจการต่อมณฑล
มณฑลรายงานต่อกระทรวง
เป็นการชักช้าโดยไม่จำเป็น
4)
รัฐบาลในสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่
ๆ
มีนโยบายที่จะให้อำนาจแก่ส่วนภูมิภาคยิ่งขึ้น
และการที่ยุบมณฑลก็เพื่อให้จังหวัดมีอำนาจนั่นเอง
ต่อมาในปี พ.ศ. 2495
รัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินอีกฉบับหนึ่ง
ในส่วนที่เกี่ยวกับจังหวัดมีหลักการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
ดังนี้
- จังหวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล
แต่จังหวัดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม
พ.ศ. 2476 หามีฐานะเป็นนิติบุคคลไม่
- อำนาจบริหารในจังหวัด
ซึ่งแต่เดิมตกอยู่ในคณะบุคคล
ได้แก่
คณะกรมการจังหวัดนั้นได้เปลี่ยนแปลงมาอยู่กับบุคคลคนเดียว
คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด
- ในฐานะของคณะกรมการจังหวัด
ซึ่งแต่เดิมเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในจังหวัด
ได้กลายเป็นคณะเจ้าหน้าที่ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการจังหวัด
ต่อมา
ได้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินตามนัยประกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบับที่ 218 ลงวันที่ 29 กันยายน 2515
โดยจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคเป็น
จังหวัด อำเภอ
จังหวัดนั้นได้รวมท้องที่หลาย
ๆอำเภอขึ้นเป็นจังหวัด
มีฐานะเป็นนิติบุคคล การตั้ง
ยุบและเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัดให้ตราเป็นพระราชบัญญัติและให้มีคณะกรมการจังหวัดเป็นที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการจังหวัดในการบริหารราชการแผ่นดินในจังหวัดนั้น
ที่มา -
ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคฯ |
<<< ย้อนกลับ || |

|
|
|