
|
| ประวัตศาสตร์-ความเป็นมา |
-หน้า
3- |
ในปี พ.ศ.2407
มีการเจรจาระหว่างผู้แทนรัฐบาลไทยกับผู้แทนรัฐบาลอังกฤษ
เกี่ยวกับเรื่องการปักปันดินแดนระหว่างไทยกับพม่า
ซึ่งเริ่มพิจารณาบริเวณด่านเจดีย์สามองค์ก่อน
ผู้แทนอังกฤษเสนอหลักการปักปันเขตแดนว่า
ควรกำหนดให้ทิวเขาเป็นแนวแบ่ง
ถ้าตอนใดน้ำไหลลงฟากเขาด้านตะวันออกให้ถือเป็นดินแดนของไทย
ถ้าไหลลงฟากตะวันตกให้ถือว่าเป็นของอังกฤษ
ฝ่ายไทยค้านว่าจะถือตามนั้นไม่ได้
เพราะบางตำบลต้นน้ำไหลจากภูเขาฝั่งไทยแล้วไหลลงไปฝั่งพม่าก็มีเช่น
แม่น้ำเกลิงทอ
และแม่น้ำกษัตริย์ เป็นต้น
แต่ด้วยอุปสรรคเรื่องภาษาฝ่ายไทยจึงได้ยินยอม
ให้ถือเอาทิวเขาตะนาวศรีเป็นเส้นกำหนดเขตแดนอย่างคร่าว
ๆ
จากนั้นฝ่ายอังกฤษก็ได้พยายามถกเถียงบีบบังคับกำหนดให้ทิวเขาใกล้มาทางไทยมากที่สุด
เป็นที่ปักปันเขตแดนทำให้ไทยเสียดินแดนที่เคยครอบครองอยู่เดิม
ซึ่งในสมัยโบราณจะมีอาณาเขตลึกเข้าไปเมืองสิงขร
(ปัจจุบันคือตำบลเทียนกุลของประเทศพม่า)
เป็นผลให้แผนที่ประเทศไทยบริเวณเมืองประจวบคีรีขันธ์
มีลักษณะคอดกิ่วเป็นพื้นที่แคบที่สุดของประเทศ
ในปี พ.ศ.2411
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงคำนวณได้ว่าวันที่ 18 สิงหาคม
พ.ศ.2411 จะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง
สามารถเห็นได้ชัดเจนที่ตำบลหว้ากอ
แขวงเมืองประจวบ ฯ
จึงเสด็จพระราชดำเนินไปประทับแรม
ณ ค่ายหลวง ตำบลหว้ากอ
โดยมีนักดาราศาสตร์ชาติต่าง ๆ
รวมทั้งคณะฑูตานุฑูตร่วมขบวนเสด็จด้วย
ในปี พ.ศ.2437
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ให้จัดการปกครองส่วนภูมิภาคแบบเทศาภิบาลทรงพิจารณาเห็นว่า
เมืองประจวบ ฯ เป็นเมืองเล็ก
จึงโปรดเกล้า ฯ
ให้ยุบเมืองลงเป็นอำเภอประจวบ ฯ
ขึ้นอยู่กับเมืองเพชรบุรี
แต่ยังคงตั้งที่ว่าการอยู่ที่เมืองกุย
พ.ศ.2441
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้โปรดเกล้า ฯ
ให้ย้ายที่ว่าการอำเภอจากเมืองกุยมาตั้งที่อ่าวเกาะหลัก
คืออ่าวประจวบ ฯ ในปัจจุบัน
พ.ศ.2449
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้โปรดเกล้า ฯ ให้รวมอำเภอเมือง
ฯ อำเภอปราณบุรี
(ขึ้นอยู่กับเมืองเพชรบุรี)
และเมืองกำเนิดนพคุณ
(ขึ้นกับเมืองชุมพร)
แล้วตั้งขึ้นเป็นเมืองปราณบุรี
เพื่อรักษาชื่อเมืองปราณ
โดยให้ขึ้นกับมณฑลราชบุรี
พ.ศ.2458
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
มีพระราชดำริว่า
การมีชือ่เมืองปราณบุรีอยู่สองแห่ง
อาจทำให้เกิดความสับสน
จึงได้โปรดเกล้า ฯ
ให้เปลี่ยนนามเมืองปราณบุรีที่ตำบลเกาะหลัก
เป็นเมืองประจวบคีรีขันธ์ตามเดิม
ส่วนเมืองปราณที่ปากน้ำปราณ
ยังคงเรียกว่าเมืองปราณ
เช่นเดิม ขณะนั้นเมืองประจวบ ฯ
ประกอบด้วยสามอำเภอคือ
อำเภอเมือง ฯ อำเภอปราณบุรี
และอำเภอกำเนิดนพคุณ
พ.ศ.2476
มีการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคขึ้นใหม่
เมืองประจวบ ฯ
ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นจังหวัด
ประกอบด้วยอำเภอเมือง ฯ
อำเภอปราณบุรี อำเภอบางสะพาน
อำเภอหัวหิน อำเภอทับสะแก
อำเภอกุยบุรี
และกิ่งอำเภอบางสะพานน้อย
พ.ศ.2484
เกิดสงครามมหาเอเซียบูรพา
กองทัพญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกที่บริเวณอ่าวประจวบ
ฯ และอ่าวมะนาว เมื่อวันที่ 8
ธันวาคม เข้ายึดจังหวัดประจวบ ฯ
เป็นเส้นทางลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์ไปยังประเทศพม่าทางด่านสิงขร
บรรดาทหารตำรวจข้าราชการพลเรือนประชาชน
และยุวชนทหารชาวประจวบ ฯ
ได้เข้าขัดขวางอย่างเต็มกำลัง
การต่อสู้เริ่มขึ้นที่บริเวณกองบินน้อยที่
5 (ปัจจุบันเป็นกองบินที่ 53)
เข้าไปถึงในตัวเมืองประจวบ ฯ
ทำให้ทหารญี่ปุนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก
ต่อมารัฐบาลไทยได้มีคำสั่งให้ยุติการต่อสู้
โดยได้ตกลงยินยอมให้กองทัพญี่ปุ่นเดินทางผ่านช่องสิงขรออกสู่ประเทศสภาพพม่า
ในปี พ.ศ.2484
เมื่อญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก
ขณะนั้นขุนบำรุงรัตนบุรีดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบ
ฯ นายนาวาอากาศโท
หม่อมหลวงประวาส ชุมสาย
เป็นผู้บัญชาการกองบินน้อยที่ 5
ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเกาะหลักและอ่าวมะนาว
เวลานั้นฝูงบินของกองบินน้อยที่
5
ต้องไปช่วยราชการที่จังหวัดสงขลาหนึ่งฝูง
ไปประจำที่สนามบินต้นสำโรง
จังหวัดนครปฐม หนึ่งฝูง
จึงเหลืออยู่ที่กองบิน 5
เพียงฝูงเดียว
ทางหน่วยได้ขุดหลุมรังปืนกลหนักและปืนกลเบา
บริเวณชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทยและด้านอ่าวมะนาว
รวมทั้งบนเขาวัวตาเหลือก
อีกจุดหนึ่งด้วย
กำลังตำรวจได้แบ่งไปประจำอยู่บริเวณชายแดนไทย
- พม่า
เพื่อป้องกันอังกฤษที่ยึดครองพม่าอยู่
อาจจะรุกเข้าประเทศไทย
เหลือตำรวจรักษาการณ์อยู่ที่ตัวจังหวัดเพียงเล็กน้อย
และทุกหน่วยราชการกำลังเตรียมงานฉลองวันรัฐธรรมนูญ
ซึ่งจะจัดงานในวันที่ 10 ธันวาคม
ตอนเช้าของวันที่ 8 ธันวาคม
นายร้อยตรี ศรีศักดิ์ สุจริตธรรม
และเพื่อนทหารอีกประมาณ 10 คน
ได้ออกไปลากอวนอยู่ไม่ห่างจากชายฝั่งอ่าวมะนาวมากนัก
ได้สังเกตเห็นเรือลำเลียงท้องแบนหลายลำ
กำลังแล่นมุ่งหน้าเข้าสู่ฝั่ง
จึงได้รีบมาแจ้งเหตุแก่ทหารกองบินน้อยที่
5 อ้านอ่าวมะนาว
ซึ่งต่อมาได้นำไปสู่การสู้รบกับทหารญี่ปุ่นในที่สุด
กำลังทหารญี่ปุ่นได้ยกกำลังเข้ามาพร้อมกันทั้งอ่าวเกาะหลัก
และอ่าวเกาะมะนาว
ทางด้านอ่าวเกาะหลัก
กำลังทหารญี่ปุ่นสามารถยกพลขึ้นบก
แล้วเข้ายึดที่ทำการไปรณีย์
กองกำกับการตำรวจและสถานีรถไฟ
การต่อสู้ดำเนินไปจนสาย
ทหารญี่ปุ่นได้กระจายกำลังกันขุดสนามเพลาะตลอดแนวสนามบิน
จนจดฝั่งทะเลทั้งสองด้าน
ฝ่ายทหารได้ยิงต่อสู้จนกระสุนหมดต้องใช้กระสุนซ้อมยิงเข้ายิงต่อสู้
นายนาวาอากาศโท หม่อมหลวงประวาศ
ชุมสาย
เห็นเหลือกำลังที่จะต่อสู้ต่อไป
จึงได้ตัดสินใจสั่งทำลายคลังเก็บของตลอดจนทรัพย์สินอื่น
ๆ
ที่เห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ข้าศึก
การต่อสู้ได้ดำเนินไปจนถึงเวลาประมาณ
16.00 น.
ทหารญี่ปุ่นยังไม่สามารถยึดกองบินน้อยที่
5 ได้สำเร็จ
จึงได้เสริมกำลังสนับสนุนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ฝ่ายไทยเห็นเหลือกำลังจึงได้ถอยกำลังส่วนหนึ่งไปตั้งมั่นที่เชิงเขาล้อมหมวก
พร้อมทั้งอพยพครอบครัวทหารขึ้นไปอยู่บนเขาล้อมหมวกด้วย
และเมื่อตกค่ำก็ได้ระเบิดคลังน้ำมันที่มีอยู่ประมาณ
100 ถัง การต่อสู้คงดำเนินต่อไป
เช้าวันที่ 9 ธันวาคม
การรบคงยืดเยื้อต่อไป
ฝ่ายราษฎรเตรียมอพยพไปรวมกันที่หน้าบ้านขุนประจวบสมบูรณ์
คหบดีของจังหวัด
ส่วนทางเรือนจำได้ปล่อยตัวนักโทษทั้งหมดของเรือนจำ
รัฐบาลได้ประกาศอนุญาตให้ทหารญี่ปุ่น
เดินทางผ่านประเทศไทย
ไปยังประเทศพม่า
การสู้รบจึงยุติลง
รวมเวลาการสู้รบทั้งหมด 33
ชั่วโมง
เพื่อเป็นการระลึกถึงความกล้าหาญเสียสละของทหารกองบินน้อยที่
5
ในครั้งนั้นจึงได้สร้างอนุสาวรีย์วีรกรรม
8 ธันวาคม 2484
เพื่อจารึกนามวีรชนผู้พลีชีพไว้เป็นที่ระลึกถึงความเสียสละชีวิตเพื่อชาติบ้านเมืองที่มา :
หอมรดกไทย |
<<< ย้อนกลับ || |

|
|
|