|
ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่
6 เป็นต้นมา
ได้มีการเดินเรือติดต่อค้าขายระหว่างอินเดียกับจีนขยายตัวมากขึ้น
ชาวอินเดียเริ่มเดินทางเข้ามาทำการค้ากับ |
|
ชนพื้นเมือง ในดินแดนเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
ชาวจีนก็เช่นเดียวกัน
ทำให้คาบสมุทรอินโดจีนและคาบสมุทรมลายูกลายเป็นเส้นทางผ่านและเป็นจุดแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างชาวจีน
อินเดีย ลังกา อาหรับ เปอร์เซีย
กรีก และโรมัน
เป็นผลให้ชุมชนในบริเวณดังกล่าวมีการรวมกลุ่ม
และพัฒนาขึ้นเป็นรัฐในเวลาต่อมา
ประมาณพุทธศตวรรษที่ 7
เส้นทางการค้าระหว่างอินเดียใช้เส้นทางทางทะเลเป็นหลัก |
|
โดยการเดินเรือข้ามคาบสมุทรมลายู
แล้วเดินเรือเลียบตามชายฝั่งทะเลอันดามัน
ทางฝั่งด้านตะวันตกและชายฝั่งอ่าวไทย
ทางฝั่งด้านตะวันออก
นอกจากเส้นทางดังกล่าวแล้ว
เอกสารจีนยังกล่าวถึงเส้นทางคมนาคมระหว่างอินเดีย
และจีนที่สำคัญอีกสองเส้นทางคือ
เส้นทางลัดข้ามคาบสมุทรมลายูตอนล่าง
ซึ่งจะเริ่มจากตะโกลา
หรือตะกั่วป่า
ข้ามมาทางฝั่งตะวันออกที่บริเวณอ่าวบ้านดอน
เส้นทางนี้ใช้มาก่อนพุทธศตวรรษที่
10 และมีความสำคัญเพิ่มขึ้นโดยลำดับ
ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11
เนื่องจากเกิดโจรสลัดชุกชุมในบริเวณช่องแคบแหลมมะละกา
ทำให้นักเดินเรือต้องเลี่ยงมาใช้เส้นทางนี้แทน
เส้นทางนี้ได้รับความนิยมมากที่สุดในพุทธศตวรรษที่
12 - 13
ส่วนเส้นทางที่สำคัญอีกเส้นทางหนึ่งคือ
เส้นทางลัดข้ามคาบสมุทรตอนเหนือ
เริ่มจากแม่น้ำตะนาวศรีแล้วข้ามทิวเขาตะนาวศรีมายังฝั่งอ่าวไทย
เส้นทางดังกล่าวนี้มีผลต่อการเจริญเติบโตของชุมชนบริเวณเมืองประจวบ
ฯ ในเวลาต่อมา
เมื่อประจวบ ฯ
เป็นเมืองชายทะเลที่เปรียบเสมือนประตูเชื่อมต่อ
ระหว่างดินแดนปลายแหลมมลายูกับภาคกลางของไทย
ซึ่งแต่เดิมในระยะแรกนั้นการคมนาคมติดต่อระหว่างชุมชนเมือง
แถบชายฝั่งทะเลจีนใต้และอ่าวไทย
ใช้วิธีการเดินเรือเลียบชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของแหลมมลายู
จึงกล่าวได้ว่าการตั้งชุมชนในระยะแรกของเมืองประจวบ
ฯ
คงมีลักษณะเป็นชุมชนชายฝั่งทะเลขนาดเล็ก
ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อรองรับการเดินทาง
เป็นจุดผ่านหรือจุดแวะพักเพื่อเดินเสบียงอาหาร
น้ำจืด และรวบรวมสินค้าเท่านั้น
เนื่องจากมีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะแก่การหลบคลื่นลมเป็นอย่างดี
เพระประกอบไปด้วยเกาะ แก่ง อ่าว
และเพิงผา
|
|
||
อ่านต่อ
>>> |

|
|
|