จังหวัดปทุมธานี
|
ประวัติศาสตร์-ความเป็นมา
|
-หน้า
2- |
ครั้นในปี พ.ศ. 2112
แผ่นดินพระมหินทราธิราชกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าครั้งแรก
พระเจ้าหงสาวดีได้กวาดต้อนประชาชนพลเมืองไปประเทศพม่า
คงเหลือไว้เพียงหมื่นเศษเป็นผลให้สามโคกกลายเป็นเมืองร้างไป
เมื่อพม่ารบกับจีน ในปี พ.ศ. 2202
ชาวมอญที่ถูกเกณฑ์เข้าร่วมในกองทัพพม่า
ได้พากันหลบหนีจากกองทัพพม่า
โดยพาครอบครัวออกจากเมืองเมาะตะมะ
เข้ามากรุงศรีอยุธยาประมาณ 10,000 คน
สมเด็จพระนารายณ์ฯ
จึงโปรดเกล้าฯ
ให้ครอบครัวมอญที่อพยพเข้ามาในครั้งนี้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านสามโคก
ปรากฏตามพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตเลขาว่า
"ขณะนั้น (พ.ศ. 2202 ปีชวด โทศก)
มังนันทมิตร
ผู้เป็นอาพระเจ้าอังวะอยู่ปกครองเมาะตะมะ
ส่วนชาวเมืองฮ่อไซร้ยกทัพมาล้อมเมืองอังวะ
จะเอาฮ่ออุทิงผาซึ่งพาฉกรรจ์อพยพประมาณพันหนึ่งหนีไปพึ่งอยู่
ณ เมืองอังวะนั้น
จึงมังนันทมิตรเกณฑ์เอาพล 32
เมือง
ซึ่งขึ้นแก่เมืองเมาะตะมะนั้น 3,000
ให้ไปช่วยป้องกันเมืองอังวะ
และมอญอันไปช่วยป้องกันก็หลีกหนีคืนมาเป็นอันมาก
จึง มัง
นันทมิตรก็ให้คุมเอามอญอันหนีมานั้นใส่ตะรางไว้ว่าจะเผาเสีย
และสมิงนายอำเภอทั้ง 11 คนนั้น
ควบคุมมอญประมาณห้าพันยกเข้าเผาเมืองเมาะตะมะและได้ตัวมังนันทมิตรจำไว้แล้ว
จึงปรึกษากันว่าเรากระทำความผิดถึงเพียงนี้
ถ้าทราบถึงพระเจ้าอังวะก็จะมีภยันตรายแก่พวกเราเป็นแท้
และเราทั้งปวงหาที่พึ่งมิได้
จำจะพากันกวาดอพยพหนีเข้าไปพึ่งพระบรมโพธิสมภารสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา
เอาพระเดชานุภาพปกเกล้าฯ
ร่มเย็น
เป็นที่พำนักจึงจะพ้นภัย
ครั้นปรึกษาเห็นพร้อมกันแล้ว
สมิงนายอำเภอทั้ง 11
นายก็กวาดต้อนครอบครัวรามัญในแว่นแคว้นเมืองเมาะตะมะทั้ง
32
หัวเมืองกับสมัครพรรคพวกของตัวและพรรคพวกมังนันทมิตรเป็นคนประมาณหมื่นเศษ
แล้วให้ถอดมังนันทมิตรออกจากพันธนาการพากันอพยพออกจากเมืองเมาะตะมะ
มาทางเมืองสมิถึงด่านพระเจดีย์ 3
องค์ ในปีระกา นพศกนั้น
จึงสมิงนายอำเภอทั้ง 11 นาย
ก็แต่งหนังสือบอกให้รามัญ
ถือเข้ามาแจ้งกิจการแก่พระยากาญจนบุรีว่าจะเข้ามาสวามิภักดิ์เป็นข้าทูลละอองธุลีพระบาทพระยากาญจนบุรีก็ส่งหนังสือบอกเข้ามาถึงอัครมหาเสนาธิบดี
ให้นำขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาให้ทราบ
พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าช้างเผือกให้ทรงทราบเหตุ
ก็ทรงพระโสมนัสดำรัสให้สมิงรามัญเก่าในกรุงถือ
พลพันหนึ่ง
ออกไปรับครัวเมืองเมาตะมะเข้ามายังพระมหานครแล้วทรงพระกรุณาโปรดให้พวกครัวมอญใหม่ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ตำบลสามโคกบ้าง
ที่คลองคูจามบ้าง
ที่ใกล้วัดตองปุบ้างแล้วดำรัสโปรดให้สมิงนายกองทั้ง
11 คน เข้าเฝ้ากราบถวายบังคม
ทรงพระมหาการุญภาพพระราชทานเครื่องยศ
เครื่องเรือน
และเสื้อผ้าเงินตรากับทั้งเคหฐานให้อยู่เป็นสุข
แต่มังนันทมิตรนั้นป่วยลงถึงอนิจกรรม"
ฉะนั้น
สมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่ได้ทรงโปรดเกล้าฯ
ให้มอญที่อพยพมาในครั้งนั้นตั้งบ้านเรือนอาศัยทำมาหากินที่ตำบลสามโคก
และต่อมาทำให้ตำบลสามโคกเจริญรุ่งเรืองขึ้นจนมีฐานเป็นเมืองสามโคกและเป็นจังหวัดปทุมธานีในปัจจุบัน
นับว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ได้ทรงทำนุบำรุงเมืองปทุมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นหลักฐาน
ชาวปทุมธานีจึงสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์มาจนตราบเท่าทุกวันนี้
ภายหลังจากที่พระยาวชิรปราการ
กอบกู้เอกราชของชาวไทยไว้ได้
เมื่อครั้งเสียกรุงแก่พม่าครั้งที่
2 พ.ศ. 2310
ได้ประกาศตั้งเมืองหลวงขึ้นใหม่
เรียกว่า "กรุงธนบุรี"
และปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน
เมื่อปลายปี พ.ศ. 2310
ทรงพระนามว่าสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
ในปี พ.ศ. 2317
พม่าเกณฑ์ทหารมอญมาตีไทยที่ตำบลสามสบ
ท่าดินแดง มีพญามอญหัวหน้า 4 คน
คือ พระยาเจ่ง
เจ้าเมืองอัตรัน
เป็นหัวหน้าใหญ่
พระยาอู่ตละเลี้ยงและตละเกล็บ
ทหารมอญเหล่านี้ต่างมีความแค้นเคืองพม่าที่ได้กระทำทารุณกรรมต่อชาวมอญ
ดังนั้น
แทนที่จะมารบกับไทยตามที่พม่าเกณฑ์มา
กลับยกทัพเข้าตีพม่าเสียเองที่เมาะตะมะ
จนพม่าต้องทิ้งเมืองหนีไปร่างกุ้งเพราะเข้าใจว่าทัพไทยบุกเข้าโจมตีโดยไม่ทันรู้ตัวทัพมอญบุกตีพม่ารุกเข้าไปจนได้เมืองสะโตงหงสาวดี
ครั้นพอถึงร่างกุ้ง
อะแซ-หวุ่นกี้แม่ทัพ
พม่ายกกำลังขึ้นปราบปราม
มอญสู้ไม่ได้จึงหนีเข้าพึ่งพระบรมโพธิสมภารทางเมืองตาก
และด่านเจดีย์สามองค์ ประมาณ 10,000
คน พระเจ้ากรุงธนบุรี
จึงโปรดเกล้าฯ
ให้เตรียมพลไปรับครอบครัวมอญเหล่านั้นให้ไปตั้งภูมิลำเนาอยู่ที่ปากเกร็ด
แขวงเมืองนนทบุรีและ "สามโคก"
ให้พระยารามัญวงศ์ มียศเสมอ
จตุสดมภ์ หรือเรียกว่า
"จักรีมอญ"
เป็นหัวหน้าดูแลครัวมอญทั่วไป
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ในรัชสมัยของพระองค์ เมื่อ พ.ศ. 2358
พระเจ้าปดุงกษัตริย์พม่าได้ทรงเกณฑ์แรงงานชาวมอญให้สร้างพระธาตุที่เมืองเมงถุนให้เป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
สร้างความลำบากยากเข็ญแก่ชาวมอญเหล่านั้นเป็นอย่างยิ่ง
จึงพากันอพยพหลบหนีเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระมหากษัตริย์ไทยทางเมืองตาก
เมืองอุทัยธานี
และทางด่านเจดีย์สามองค์
เมืองกาญจนบุรี จำนวน 40,000 คน
ดังกล่าวไว้ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ตอนหนึ่งว่า
"เมื่อทรงทราบข่าวว่า
ครัวมอญอพยพเข้ามา
จึงโปรดให้กรมพระราชวังบวรสถานมงคลเสด็จขึ้นไปคอยรับครัวมอญ
ทีเมืองนนทบุรี
จัดจากและไม้สำหรับปลูกสร้างบ้านเรือนและเสบียงอาหารของพระราชทานขึ้นไปพร้อมเสร็จทางเมืองกาญจนบุรี
โปรดให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามงกุฏฯ
(รัชกาลที่ 4)
คุมไพร่พลสำหรับป้องกันครัวมอญ
และเสบียงอาหารของพระราชทานออกไปรับครัวมอญทางหนึ่ง
โปรดให้เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีเป็นผู้ใหญ่เสด็จกำกับ
ทางเมืองตากนั้นโปรดให้เจ้าพระยาอภัยภูธร
ที่สมุหนายกเป็นผู้ขึ้นไปรับครัวมอญมาถึงเมืองนนทบุรี
เมื่อ ณ วันพุธ เดือน 9 แรม 3 ค่ำ
ปีกุน สัปตศก จุลศักราช 1177 พ.ศ. 2358
เป็นจำนวน 40,000 เศษ โปรดเกล้าฯ
ให้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ในแขวงเมืองปทุมธานีบ้าง
เมืองนนทบุรีบ้าง"
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ทรงเอาพระทัยใส่ ดูแลทุกข์ สุข
ครอบครัวมอญเหล่านั้นมิได้ขาด
ครั้นถึงเดือน 11 พ.ศ. 2358
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์
ได้เสด็จประพาสเมืองสามโคกโดยทางชลมารค
เพื่อทรงเยี่ยมเยียนชาวรามัญที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่
พระองค์ทรงประทับ ณ
พลับพลาริมแม่น้ำเจ้าพระยาตรงกับเมืองสามโคก
(ตรงหน้าวัดปทุมทองปัจจุบันนี้)
ทรงรับดอกบัวจากพสกนิกร
ซึ่งนำขึ้นทูลเกล้าฯ
ถวายอยู่เป็นเนืองนิตย์
จึงพระราชทานนามเมืองสามโคกให้เป็นสิริมงคลใหม่ว่า
"ประทุมธานี" เมื่อวันที่ 23
สิงหาคม 2358
ยกฐานะเป็นหัวเมืองชั้นตรี
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 5
ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นเสนาบดีกรมมหาดไทย
พ.ศ. 2437 (ร.ศ. 113) ให้เมืองประทุมธานี
นครเขื่อนขันธ์
เมืองสมุทรปราการ
เป็นหัวเมืองแขวงมณฑลกรุงเทพฯ
ทรงมีพระราชาธิบายว่า
เป็นหัวเมืองที่อยู่ไกลกรุงเทพฯ
เพียงพันเส้นเท่านั้น
ประกอบกับมีโจรผู้ร้ายชุกชุม
ให้มาขึ้นสังกัดกระทรวงนครบาล
เพื่อที่ลาดตระเวนจะจับโจรผู้ร้าย
ไม่ต้องไปขอตรา
เจ้ากระทรวงมหาดไทยอีกต่อไป
ปี พ.ศ. 2441-2442 (ร.ศ. 117-118)
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
โปรดให้ทำบัญชีสำมะโนประชากรของเมืองประทุมธานี
ปรากฏว่ามีประชากรในเมืองประทุมธานีทั้งสิ้น
21,360 คน
|
<<< ย้อนกลับ || อ่านต่อ >>> |

|
|
|