|
สมุทรสาครเป็นดินแดนที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์
มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจตั้งแต่สมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
แห่งกรุงศรีอยุธยา
จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์
สมุทรสาครเดิมชื่อบ้านท่าจีนเป็นชุมนุมชนใหญ่
อยู่บริเวณอ่าวไทย
มีทำเลที่เหมาะสมในการพาณิชย์มาก
มีเรือสำเภาค้าขายจากประเทศจีนมาจอดเทียบท่าที่นี่
ขนถ่ายซื้อขายสินค้ากันจนเป็นที่รู้จักกันทั่ว
ใครอยากจะค้าขายกับเรือสำเภาจีนก็ต้องมาที่นี่
มีชื่อเรียกกันติดปากมาแต่เดิมว่า
"ท่าจีน"
แต่ยังมิได้มีฐานะเป็นเมืองคงเป็นหมู่บ้านชุมชนแห่งหนึ่งเท่านั้น
เมื่อครั้งสังฆราช ปาลเลกัวส์
เดินทางไปเยี่ยมพวกคริสตังชาวจีน
ที่กระจัดกระจายอยู่ทางทิศตะวันออกได้กล่าวถึงท่าจีนว่า
".....เป็นเมืองสวยงามมีพลเมืองประมาณ
50,000 คน ส่วนมากเป็นชาวประมง
และพ่อค้า
ที่ตั้งจังหวัดอยู่ห่างทะเล 2 ลี้
เป็นทำเลเหมาะในการประมงและการพาณิชย์จึงมีสำเภาจีนมาติดต่อค้าขายอยู่เสมอ"
ในสมัยพระมหาจักรพรรดิ
ราชวงศ์สุพรรณภูมิ (ครองราชย์ พ.ศ.
2091 - พ.ศ. 2111)
แห่งกรุงศรีอยุธยาหลังสงครามเสียสมเด็จพระศรีสุริโยทัย
พ.ศ. 2092
ได้ยกฐานะบ้านท่าจีนเป็นเมือง
"สาครบุรี"
ตามแผนการเกณฑ์ชายฉกรรจ์ที่อยู่กระจัดกระจายตามหัวเมืองต่าง
ๆได้อย่างรวดเร็ว
ยามเมื่อเกิดศึกสงคราม |
|
ดังปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันทนุมาศ
ฉบับพิมพ์ พ.ศ. 2507 หน้า 60 ว่า
"สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชตรัสว่า
ไพร่บ้านพลเมือง ตรี จัตวา
ปากไต้เข้าพระนครครั้งนี้น้อย
หนีออกอยู่ป่าดงห้วยเขาต้อนไม่ได้เป็นอันมาก
ให้เอาบ้านท่าจีนตั้งเป็น
สาครบุรี"
และข้อความในพงศาวดาร
ไทยรบพม่าว่า
".......เพื่อจะให้สะดวกแก่การเรียกหาผู้คนเวลาเกิดศึกสงคราม
จึงให้ตั้งเมืองขึ้นใหม่อีก 3
เมือง คือ
ยกบ้านตลาดขวัญเป็นเมืองนนทบุรี
เมือง 1
ยกบ้านท่าจีนเป็นเมืองสาครบุรีเมือง
1
แบ่งเอาเขตเมืองราชบุรีกับเมืองสุพรรณบุรีมารวมกัน
ตั้งเป็นเมืองนครไชยศรีขึ้นอีกเมือง...."
หลวงวิจิตรวาทการ
ได้กล่าวไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์สากลเล่ม
3 ว่า "หลังจากสงครามกับเขมร (พ.ศ.
2099)........
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิยังให้ตรวจบัญชีสำมะโนครัวราษฎร
ได้จำนวนชายฉกรรจ์ในมณฑลราชธานีถึงแสนเศษ
แล้วจัดระเบียบการระดมพลให้สะดวกขึ้นกว่าแต่ก่อน
ในการนี้ให้ตั้งเมืองชั้นในเพิ่มขึ้นหลายเมือง
คือ
ตั้งบ้านท่าจีนขึ้นเป็นเมืองสาครบุรี
เมือง 1......"
สรุปความตรงกันว่า
บ้านท่าจีนได้ยกขึ้นเป็นเมืองสาครบุรี
ในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
เพื่อสะดวกแก่การเรียกหาผู้คนเวลาเกิดศึกสงคราม
และสะดวกแก่การปกครอง
ในสมัยแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
รัชกาลที่ 1
ได้ยกเมืองสาครบุรีขึ้นกับกรมท่า
ดังปรากฏในประชุมพงศาวดารว่า
".......แบ่งหัวเมือง ขึ้นกลาโหม
มหาดไทย กรมท่า ในรัชกาลที่ 1
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์........ยังคงเมืองขึ้นกรมท่าอีก
8 เมือง คือ เมืองนนทบุรี 1
เมืองสมุทรปราการ 1 เมืองสาครบุรี
1......."
ในปี พ.ศ. 2390 ปีมะแม
พระยามหาเทพให้จมื่นทิพเสนา
(เอี่ยม)
ออกไปจับฝิ่นอ้ายจีนเผียว
ซึ่งตั้งตนเป็นตั้วเหี่ยที่ลัดตรุด
แขวงสาครบุรี
มีการจับกุมหลายครั้ง
ครั้งสุดท้ายเมื่อวันอังคาร
เดือน 4 ขึ้น 10 ค่ำ (14 มีนาคม พ.ศ. 2390)
พระยามหาเทพไปกับพระสวัสดิวารีพร้อมกับเกณฑ์กรมการเมืองสาครบุรี
และชาวบ้านไปช่วย
เกิดการต่อสู้กันขึ้น
พระยามหาเทพได้รับบาดเจ็บ
อ้ายจีนเผียวตั้งใจจะหนีเข้าอังกฤษ
รัชกาลที่ 3
โปรดให้พระยาพระคลังคุมพวกตำรวจในพระยามหาเทพกับกองรามัญไปตั้งที่สาครบุรี
และมีหนังสือถึงผู้รักษาเมืองสมุทรสงคราม
ราชบุรี ให้ตีสกัดจีนเผียวลงมา
ในที่สุดสามารถจับจีนเผียวตั้วเหี่ยได้ที่ราชบุรี
|
|
||
อ่านต่อ
>>> |

|
|
|