
|
| ประวัตศาสตร์-ความเป็นมา |
-หน้า
2- |
ในขณะที่พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ทรงตั้งอาณาจักรสุโขทัยนั้น
มีชนชาวไทยหลายพวกด้วยกันอพยพมาอยู่ในดินแดนตอนใต้ของคาบสมุทรอินโดจีน
พวกที่มีกำลังเข้มแข็งก็ตั้งเป็นบ้านเมืองขึ้น
พวกที่อ่อนแอไม่สามารถรวบรวมกันเป็นปึกแผ่นได้ก็เข้ามาอยู่ในความปกครองของชนเหล่าอื่น
ระหว่างระยะเวลานี้
มีเจ้านายไทยองค์หนึ่ง
ปรากฎพระนามตามที่เรียกกันเป็นสามัญว่า
พระเจ้าอู่ทอง
ซึ่งเป็นเชื้อสายของราชวงศ์ไชยปราการ
สามารถตั้งตนเป็นใหญ่ในบริเวณภาคกลาง
แถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา
โดยตั้งราชธานีขึ้นที่กรุงศรีอยุธยา
เมื่อปี พ.ศ. 1893 ที่หนองโสน
หรือบึงพระราม
เพราะเห็นว่าอยู่ในทำเลที่เหมาะสมเป็นราชธานี
ทั้งในด้านเศรษฐกิจ
ยุทธศาสตร์และการเมือง
มีลำน้ำล้อมอยู่เป็นคูเมือง
ได้แก่ลำน้ำป่าสัก ลำน้ำลพบุรี
ลำน้ำเจ้าพระยา
ลักษณะชัยภูมิดังกล่าวนี้มีความสำคัญยิ่งทางยุทธวิธีทำให้ปลอดภัยจากศัตรูผู้รุกราน
สะดวกในการป้องกันเมืองและเหมาะสำหรับเป็นที่ตั้งมั่นรับข้าศึก
เมื่อถึงฤดูน้ำหลากบริเวณนอกพระนครจะเจิ่งไปด้วยน้ำ
ข้าศึกไม่สามารถจะตั้งทัพได้สะดวกต้องล่าถอยกลับไป
สมเด็จพระรามาธิบดีที่
1 (พระเจ้าอู่ทอง)
เมื่อขึ้นครองราชย์แล้วทรงตั้งพระราชโอรส
(คือพระราเมศวร)
ไปครองเมืองลพบุรีในฐานะเป็นเมืองลูกหลวง
และเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญทางหนือ
ในการที่จะคอยสดับตรับฟังข่าวคราวของอาณาจักรสุโขทัย
และทรงตั้งขุนหลวงพะงั่ว
(พี่มเหสี)
เป็นพระบรมราชาให้ไปครองเมืองสุพรรณบุรี
เมืองหน้าด่านทิศตะวันตก
พระบรมราชาได้ยกกองทัพไปตีเมืองชัยนาท
เป็นการขู่ขวัญฝ่ายสุโขทัยไว้ก่อน
เหตุการณ์ช่วงนี้
แสดงให้เห็นว่าเมืองอินทร์
เมืองสิงห์บุรี เมืองพรหม
ในสมัยนั้นอยู่ในความปกครองของกรุงศรีอยุธยาแล้ว
ในปี
พ.ศ. 1895 สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1
ได้เสด็จยกทัพไปล้อมเมืองพระนครหลวง
(นครธม)
และได้ยึดเมืองพระนครหลวงได้ใน
พ.ศ. 1896
ทำให้พระเดชานุภาพแพร่หลายทั่วไปเป็นผลให้เมืองต่าง
ๆ
เข้ามาสวามิภักดิ์เป็นเมืองขึ้นอีกเป็นส่วนมาก
มีเมืองประเทศราช 20 เมือง เมือง
พระยามหานครถือน้ำพิพัฒสัตยา 8
เมือง เมืองลูกหลวง 5 เมือง
เมืองหลานหลวง 2 เมือง
สมเด็จพระรามาธิบดี
1
ทรงจัดการปกครองส่วนภูมิภาคตามแนวของกรุงสุโขทัย
คือจัดเสมือนการจัดกองทัพเพื่อป้องกันข้าศึกศัตรู
มีกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีอยู่กลาง
เวลามีสงครามก็ระดมพลเมืองเข้าเป็นทัพหลวง
มีกษัตริย์ผู้เป็นประมุขเป็นแม่ทัพใหญ่
และทรงจัดหัวเมืองหน้าด่านตามทิศ
ทั้ง 4 เป็นทัพหน้าทัพหลัง
ปีกซ้ายและปีกขวา
มีระยะทางเดินทัพติดต่อกับราชธานี
ซึ่งเป็นทัพหลวงได้ภายในระยะเวลา
2 วัน
สำหรับการปกครองภายในราชธานีนั้น
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1
ได้เริ่มนำการ
ปกครองแบบจตุสดมภ์มาใช้
กล่าวคือ
การดำเนินการปกครองภายในราชธานี
ได้ดำเนินตามแบบสุโขทัยและเขมรผสมกันมาเป็นแบบที่เรียกว่า
จตุสดมภ์ คือ
จัดหน่วยงานแบ่งออกเป็น 4
หน่วยแต่ละหน่วยมีเสนาบดีเป็นผู้ควบคุมดูแลบริหารราชการ
ลักษณะการจัดระเบียบเป็น 4
แผนกนั้นสันนิษฐานว่าจะเป็นแบบที่นำมาจากอินเดีย
เพราะประเทศอื่น ๆ เช่น พม่า เขมร
ชวา มลายู ต่างมีระเบียบ
การแบ่งหน่วยราชการเป็น 4
แผนกเช่นกัน
ส่วนของไทยได้รับสืบทอดมาจากเขมรอีกต่อหนึ่ง
หน่วยงานทั้ง 4 แผนกคือ
1.
กรมเมือง
มีขุนเมืองเป็นผู้บังคับบัญชา
มีหน้าที่เกี่ยวกับการปกครองรักษาสันติสุขบังคับบัญชาบรรดาไพร่บ้านพลเมือง
ซึ่งมีถิ่นฐานภูมิลำเนาอยู่ในเขตเมืองหลวง
รวมทั้งมีหน้าที่ลงโทษ
ผู้กระทำผิดทางอาญาในเขตเมืองหลวงด้วย
2.
กรมวัง
มีขุนวังเป็นผู้บังคับบัญชา
มีหน้าที่ที่เกี่ยวกับราชสำนัก
และพิพากษาคดีด้วยและสำหรับหัวเมืองต่าง
ๆ
ขุนวังมีอำนาจตั้งยกกระบัตรไปประจำตามเมือง
ๆ ละคน ทำหน้าที่พิพากษาคดีต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้นในเมืองนั้น ๆ ด้วย
3.
กรมคลัง
มีขุนคลังเป็นผู้บังคับบัญชา
มีหน้าที่จ่าย
และเก็บรักษาพระราชทรัพย์ตลอดจนการเงินของประเทศ
4.
กรมนา
มีขุนนางเป็นผู้บังคับบัญชา
มีหน้าที่ควบคุมดูแลเกี่ยวกับเรือกสวนไร่นาและออกสิทธิที่นาซึ่งถือว่าเป็นงานสำคัญอย่างยิ่ง
หน้าที่อีกอย่างหนึ่งคือ
การเก็บ หางข้าว ขึ้นฉางหลวง
(เพราะในสมัยโบราณยังไม่มีการเก็บเงินค่านา
ใครทำนาได้ข้าวต้องแบ่งเอามาส่งขึ้นฉางหลวงไว้สำหรับใช้ในราชการเรียกว่า
หางข้าว)
จากหลักฐานการจัดการปกครองของสมเด็จพระรามาธิบดีที่
1 ที่ทรงจัดให้ เมืองพรหม
เมืองอินทร์ เมืองสิงห์
เมืองสรรค์
เป็นหัวเมืองขึ้นในหน้าด่าน
รายทางสำหรับทางทิศเหนือ
โดยมีเมืองลพบุรีเป็นเมืองหน้าด่านหลักนั้น
แสดงให้เห็นว่า เมืองพรหม
เมืองอินทร์ เมืองสิงห์
ได้มีอยู่แล้วในสมัยกรุงศรีอยุธยา
โดยถูกจัดให้เป็นหัวเมืองชั้นใน
ก่อนหน้านั้นเมืองดังกล่าวทั้งสามนี้
อาจอยู่ในความ
ปกครองของอาณาจักรสุโขทัยก็ได้
เพราะในช่วงที่อาณาจักรสุโขทัยรุ่งเรืองนั้น
ได้มีอำนาจอิทธิพลแผ่ขยายครอบงำในบริเวณภาคกลางและลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยานี้ด้วย
แต่ก็ไม่ปรากฏแน่ชัดว่า
เมืองทั้งสามนี้ได้สร้างขึ้นในสมัยใน
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่หลงเหลืออยู่
ก็ไม่มีพอที่จะให้ค้นคว้าได้
ชาวไทยมักจะรู้จักประวัติศาสตร์ของคนดีก็ในยุคของอาณาจักรสุโขทัยสมัยราชวงศ์พระร่วงเป็นต้นมา
การปกครองกรุงศรีอยุธยามาแก้ไขมาก
เมื่อรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
เหตุด้วยเมื่อรัชกาลก่อน
ได้อาณาเขตกรุงสุโขทัย
ซึ่งได้ลดศักดิ์ลงเป็นประเทศราชอยู่นั้น
มาเป็นเมืองขึ้น กรุงศรีอยุธยา
และตีได้เมืองนครธม (พระนครหลวง)
ซึ่งเป็นราชธานีของประเทศขอม
เมื่อปีฉลู พ.ศ. 1976
ในสมัยนั้นได้ข้าราชการเมืองสุโขทัยและชาวกรุงกัมพูชา
ทั้งพวกพราหมณ์
พวกเจ้านายท้าวพระยา
ซึ่งชำนาญการปกครองมาไว้ในกรุงศรีอยุธยาเป็นอันมาก
ได้ความรู้ขนบธรรมเนียมราชการงานเมืองทั้งทางกรุงสุโขทัยและกรุงกัมพูชาถ้วนถี่ดีกว่าที่เคยรู้มาแต่ก่อน
จึงเป็นเหตุให้แก้ไขประเพณีการปกครอง
เลือกทั้งแบบแผนในกรุงสุโขทัยและแบบแผนขอมในกรุงกัมพูชา
มาปรับปรุงเป็นวิธีการปกครองกรุงศรีอยุธยา
ตั้งแต่ในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถและต่อมาในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีพระองค์ที่
2
ซึ่งเป็นราชโอรสสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
วิธีปกครองที่ปรับปรุงขึ้นเมื่อระหว่าง
พ.ศ. 1991 จนถึง พ.ศ. 2072 ใน 2
รัชกาลที่กล่าวมาจึงได้เป็นหลัก
ของวิธีปกครองประเทศสยามสืบมา
ถึงแก้ไขบ้างในบางสมัยก็เป็นแต่แก้พลความตัวหลัก
วิธียังคงอยู่จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์นี้
การปกครองตามแบบพระบรมไตรโลกนาถนั้น
ทรงจัดการปกครองในลักษณะแบบการรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง
หลักใหญ่คือ
แบ่งการปกครองออกเป็น 3 ส่วน
ได้แก่ ส่วนกลาง ส่วน
ภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น
กล่าวคือ
การปกครองส่วนกลางได้แยกฝ่ายทหารกับพลเรือนออกจากกัน
ฝ่ายทหารก็ให้มีหัวหน้าคนหนึ่ง
คอยควบคุมดูแล มีบรรดาศักดิ์
เป็นสมุหกลาโหมดูแลราชการเกี่ยวกับการทหารทั้งหมด
ฝ่ายพลเรือนก็มีสมุหนายกเป็นหัวหน้า
และมีตำแหน่งรองลงไปคือจตุสดมภ์
และได้เปลี่ยนชื่อกรมเมือง
เป็นนครบาล กรมวัง
เป็นธรรมาธิการ กรมคลัง
เป็นโกษาธิบดีและกรมนา
เป็นเกษตราธิราช
สำหรับการปกครองส่วนภูมิภาคให้เป็นแบบเดียวกันกับราชธานี
โดยให้แต่ละเมืองใช้วิธีการปกครอง
ฝ่ายพลเรือน คือ มีจตุสดมภ์
มีเวียง วัง คลัง นา
ตามหัวเมืองนั้น ๆ ด้วย
ได้กำหนดให้หัวเมืองชั้นในคือ
บรรดาเมืองที่อยู่ใกล้ในวงราชธานีเป็นเมืองจัตวา
หัวเมืองชั้นนอก
ได้แก่หัวเมืองซึ่งอยู่นอกเขตวงราชธานีออกไป
กำหนดฐานะเป็นหัวเมืองชั้นเอก
โท ตรี
โดยลำดับกันตามขนาดและความสำคัญของเมือง
ส่วนการปกครองส่วนท้องถิ่น
มีการแบ่งอาณาเขตการปกครองท้องที่ออกเป็นหน่วย
ๆ เริ่มต้น หมู่บ้าน
มีผู้ใหญ่บ้านซึ่งผู้ว่าราชการเมืองเป็นผู้แต่งตั้งขึ้นเป็นหัวหน้าปกครองหลายหมู่บ้านรวมตัวกันเป็น
ตำบล กำนัน
ซึ่งได้รับบรรดาศักดิ์ พัน
เป็นหัวหน้าปกครองหลาย ๆ
ตำบลรวมกันเป็น แขวง
มีหมื่นแขวงเป็นผู้ปกครองหลาย ๆ
แขวงรวมกันเป็นเมือง
มีผู้รั้งเมืองหรือเจ้าเมืองเป็นผู้ปกครอง
ในยุคสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
เมืองอินทร์ เมืองพรหม
เมืองสิงห์
ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นหัวเมืองชั้นในก็ได้มีการปรับการปกครองให้เป็นไปตามรูปแบบที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถวางไว้ด้วย
นั่นคือ
ได้มีสภาพฐานะเป็นหัวเมืองจัตวา
ผู้ว่าราชการเมืองเรียกว่า
ผู้รั้ง ไม่เรียก เจ้าเมือง
เพราะไม่มีอำนาจเด็ดขาดอย่างเจ้าเมือง
ต้องปฏิบัติตามคำสั่งเจ้ากระทรวงในราชธานีพระมหากษัตริย์มักจะทรงแต่งตั้งขุนนางในกรุงศรีอยุธยาออกไปทำหน้าที่ดังกล่าว
จึงอยู่ภายใต้การควบคุมของราชธานีอย่างใกล้ชิด
ประวัติของนายอินทร์
เมืองพรหม เมืองสิงห์
ในสมัยอยุธยานั้น
มีเรื่องราวเกี่ยวกับการศึกสงครามน้อยมาก
สามารถกล่าวได้ว่าเป็นเมืองที่มีแต่ความสงบสุขสงครามที่เกิดขึ้น
แทบจะทั้งหมดมีการรบพุ่งกันในที่อื่น
โดยเฉพาะสงครามไทยกับพม่านั้น
การสงครามจะมีทางภาคพายัพและภาคตะวันตกเป็นส่วนมาก
มีการสงครามที่ทำในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี
เพียง 2 ครั้ง เท่านั้น
ในสมัยกรุงศรีอยุธยา
ครั้งแรก
เมื่อปี พ.ศ. 2127
เป็นระยะที่ไทยประกาศอิสรภาพใหม่
ๆ พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง
ได้ยกกองทัพมาตีไทยหวังให้ยอมอยู่ภายใต้อำนาจพม่าต่อไปอีก
เพราะเห็นว่าไทยเสียบ้านเมืองมาก่อนกำลังที่จะต่อสู้ย่อมมีน้อยกว่าแต่ก่อนจึงไม่จำเป็นต้องยกทัพหลวงเข้ามาเหมือนอย่างครั้งพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง
ก็คงจะตีกรุงศรีอยุธยาได้
พอถึงฤดูแล้วปลายปีนั้น
จึงให้จัดทัพยกมาเป็น 2
ทางพร้อมกันประสงค์จะให้ไทยละล้าละลังในการที่จะต่อสู้ในครั้งนั้น
ให้เจ้าเมืองพสิมซึ่งเป็นพระเจ้าอาคุมกองทัพจำนวนพล
30,000
คนยกเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ทัพ
1 ให้พระเจ้าเชียงใหม่
ซึ่งเป็นพระอนุชายกกองทัพบกทัพเรือจากเชียงใหม่
จำนวนพล 100,000 คน
ลงมาทางเมืองเหนืออีก ทาง ๆ
ให้มาสมทบกันตีกรุงศรีอยุธยา
ฝ่ายข้างกรุงศรีอยุธยานั้น
สมเด็จพระนเรศวรทรงเตรียมการคอยท่าศึกอยู่แล้ว
ให้กองสอดแนมออกไปคอยสืบสวนอยู่ทุกทางที่ข้าศึกจะยกมา
ครั้งทรงทราบว่าข้าศึกจะยกมาเป็น
2 ทางจึงให้ตระเตรียมการต่อสู้
ให้จัดพลอาสาชาวหัวเมืองเหนือเป็นทัพบกทัพ
ๆ มีจำนวนพล 10,000
คนให้เจ้าพระยาสุโขทัยเป็นนายทัพ
แล้วจัดพลอาสาชาวกรุงฯ
เป็นกองทัพเรืออีกทัพ 1
ให้พระยาจักรีเป็น
นายทัพพระยาพระคลังเป็นยกกระบัตร
และสั่งให้ขนย้ายเสบียงอาหารและพาหนะ
ในหนทางที่ข้าศึกจะยกมาเสียให้พ้นมือข้าศึกทั้ง
2 ทาง
แล้วให้ต้อนคนเข้าอยู่ในพระนคร
เตรียมรักษาป้อมปราการเป็นสามารถ
|
<<< ย้อนกลับ || อ่านต่อ >>> |

|
|
|