
|
| ประวัตศาสตร์-ความเป็นมา |
-หน้า
3- |
กองทัพหงสาวดียกเข้ามาครั้งนี้จะเป็นด้วยคิดโดยเลินเล่อหรือเป็นด้วยเจ้าเมืองพสิมกับพระเจ้าเชียงใหม่เข้าใจผิดกันอย่างใดอย่างหนึ่ง
ยกเข้ามาหาพร้อมกันไม่
พอถึงเดือนอ้าย
กองทัพเจ้าเมืองพสิมก็ยกเข้ามาในแดนไทยทางเมืองกาญจนบุรีแต่ทัพเดียว
สมเด็จพระนเรศวรทรงทราบก็เห็นได้ที
แต่เวลานั้น น้ำลดยังไม่ถึงที่
น้ำในแม่น้ำลำคลองมีมาก
แต่ทางบกแผ่นดินยังเปียก
จะเดินกองทัพไม่สะดวก
จึงมีรับสั่งให้พระยาจักรียกกองทัพเรือออกไปรักษาเมืองสุพรรณบุรี
ต้านทานข้าศึกไว้พลางก่อน
กองทัพเจ้าเมืองพสิมยกเข้ามาหมายจะเอาเมืองสุพรรณเป็นที่มั่น
ถูกกองทัพเรือพระยาจักรีเอาปืนใหญ่ยิงทนอยู่ไม่ไหวก็ถอยกลับไปตั้งอยู่บนดอนที่เขาพระยาแมน
คอยฟังข่าวกองทัพพระเจ้าเชียงใหม่อยู่ที่นั่น
ครั้งถึงเดือนยี่ ขึ้น 2 ค่ำ
สมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถก็เสด็จด้วยกระบวนเรือจากกรุงศรีอยุธยา
ไปทำพิธีเหยียบชิงชัยภูมิ
ฟันไม้ข่มนามที่ตำบลลุมพลี
แล้วเสด็จไปประทับที่ (ตำบล
ป่าโมก) แขวงเมืองวิเศษชัยชาญ
อันเป็นที่ประชุมพล
โปรดให้เจ้าพระยาสุโขทัยคุมกองทัพบกเมืองเหนือยกเป็นกองหน้าไปตีกองทัพเจ้าเมืองพสิม
ซึ่งตั้งอยู่ที่เขาพระยาแมนแล้วเสด็จยกกองทัพหลวงตามไปตั้งอยู่ที่ตำบลสามขนอนแขวงเมืองสุพรรณบุรี
เจ้าพระยาสุโขทัยยกไปถึงเขาพระยาแมนได้รบพุ่งกับกองทัพหน้าของเจ้าเมืองพสิมตีกองทัพพม่าแตกพ่ายไปฝ่ายเจ้าเมืองพสิมเวลานั้นเข้ามายึดเมืองไม่ได้หมายต้องออกไปตั้งอยู่กลางดอนขัดสนเสบียงอาหาร
ฟังข่าวกองทัพพระเจ้าเชียงใหม่ก็ไม่ได้ความ
ทำนองออกจะรวนเรอยู่แล้ว
พอรู้ว่ากองทัพหน้าแตกก็ไม่ได้คิดจะต่อสู้
รีบถอยหนีกลับไป
เจ้าพระยาสุโขทัยได้ทีก็รีบติดตามตีพม่าไปจนปลายแดนเมืองกาญจนบุรีจับได้
(นายกองชื่อ)
ฉางชวีและช้างม้ามาถวายเป็นอันมาก
กองทัพเจ้าเมืองพสิมหนีไปได้สัก
15 วัน
กองทัพพระเจ้าเชียงใหม่ก็ยกลงมาถึงปากน้ำโพ
ในเดือนยี่นั้น
ด้วยหัวเมืองเหนือเวลานั้นร้างอยู่ทุกเมืองดังกล่าวมาแล้ว
ไม่มีผู้ใดต่อสู้ก็ยกลงมาได้
โดยสะดวกทั้งทัพบกทัพเรือ
พระเจ้าเชียงใหม่มาตั้งอยู่ที่เมืองชัยนาท
ไม่รู้ว่ากองทัพเจ้าเมืองพสิมถอนหนีไปเสียแล้ว
จึงให้ไชยะกยอสูและนันทกยอทางยกกองทัพหน้า
จำนวนพล 15,000 คน
ลงมาตั้งที่ปากน้ำบางพุทราแขวงเมืองพรหม
ให้มาสืบสวนนัดกำหนดกับเจ้าเมืองพสิมที่จะยกเข้ากรุงศรีอยุธยาให้พร้อมกัน
สมเด็จพระนเรศวรทรงทราบว่า
กองทัพพระเจ้าเชียงใหม่ยกลงมาทางข้างเหนือ
ก็เสด็จยกกองทัพหลวงไปกับสมเด็จพระเอกาทศรถตั้งทัพหลวงที่บ้านชะไวแขวงเมืองวิเศษชัยชาญ
แล้วให้พระราชมนูเป็นนายทัพ
ขุนรามเดชะเป็นยกกระบัตรคุมกองทัพหน้ามีจำนวนทหารม้า
200 พลราบ 3,000 คน
ยกขึ้นไปตีกองทัพหน้าของข้าศึกที่ปากน้ำบางพุทรา
พระราชมนูกับขุนรามเดชะยกขึ้นไปถึงเห็นว่าจำนวนพลในกองทัพของตนมีน้อยกว่าข้าศึกมากนัก
จึงคิดเป็นกลอุบายซุ่มกองทัพไว้ในป่า
แล้วแต่งกองโจรให้แยกย้ายกันดักฆ่าฟันข้าศึกที่เที่ยวลาดตระเวนหาเสบียงอาหาร
และคอยแย่งช้างม้าพาหนะมิให้เอาไปเลี้ยงห่างค่ายใหญ่ได้
ถ้าข้าศึกตามจับเห็นมากก็หลบเลี่ยงไปเสีย
ด้วยชำนาญท้องที่กว่าข้าศึก
แต่พอเห็นข้าศึกเผลอก็เข้าปล้นทัพมิให้ข้าศึกอยู่เป็นปกติได้
ทัพหน้าข้าศึกตั้งอยู่ไม่ได้
ก็ต้องถอยกลับไปเมืองชัยนาท
พระเจ้าเมืองเชียงใหม่ได้ข่าวว่า
กองทัพเจ้าเมืองพสิม
ซึ่งยกมาทางด่านพระเจดีย์สามองค์
เสียทีไทยถอนหนีกลับไปเสียแล้ว
เห็นจะตีพระนครศรีอยุธยาไม่สำเร็จก็เลิกทัพกลับไป
ครั้งที่สองในปี
พ.ศ. 2308
พระเจ้ามังระได้ให้มังมหานรธายกทัพเจ้ามาทางเมืองมะริด
ส่วนทางเหนือให้เนเมียวสีหบดีเคลื่อนกองทัพออกจากเชียงใหม่ตีหัวเมืองต่าง
ๆ เรื่อยมา
ในระยะแรกที่ฝ่ายไทยได้ทราบข่าวศึกและเห็นว่าพม่าจะต้องยกมาตีไทยแน่นอน
จึงได้เตรียมการต่อสู้พม่า
การที่กรุงศรีอยุธยาได้จัดเตรียมการป้องกันพระนครและเตรียมสู้รบพม่า
โดยจัดแบ่งออกเป็นกองย่อย ๆ
มากมายและแยกไปตั้งอยู่ตามจุดต่าง
ๆ โดยพม่ายกทัพมาจริง ๆ ยกมาเพียง
2 ทางเท่านั้น ดังนั้น
กองทัพไทยที่ไปอยู่อีกหลายจุด
จึงไม่ได้สู้รบกับพม่าเลย
ทำให้เสียกำลังทัพ
ไม่ได้ใช้ประโยชน์เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ไทยต้องเสียกรุงศรีอยุธยาเป็นครั้งที่สอง
ในขณะที่พม่าตั้งค่ายขยายวงล้อมกรุงศรีอยุธยา
โดยมีทัพของเนเมียวสีหบดี
ตั้งค่ายทางเหนือของอยุธยาแถบบ้านประสบ
(พระประสบ)
เนเมียวสีหบดีได้ให้ทหารพม่าจำนวนหนึ่ง
ไปเที่ยวค้นทรัพย์จับผู้คนทางเมืองวิเศษไชยชาญและได้ตั้งค่ายอยู่ที่เมืองวิเศษไชยชาญ
ได้เกลี้ยกล่อมให้พวกราษฎรให้ยอมอยู่ในอำนาจเป็นพวกของพม่า
ขณะนั้นราษฎรในเขตเมืองวิเศษไชยชาญ
เมืองสิงห์บุรี เมืองสรรค์บุรี
และเมืองสุพรรณบุรี
ได้อพยพไปพึ่งอาจารย์ธรรมโชติ
ที่บ้านบางระจัน
ซึ่งอยู่ในท้องที่เมืองสิงห์บุรี
พม่าได้ส่งคนไปเกลี้ยกล่อมให้เข้าเป็นพวกของพม่า
แต่ชาวไทยกลุ่มนี้มีความรักชาติ
ไม่ยอมเข้ากับพม่า
ได้รวมกำลังกันต่อสู้กับพม่าและสามารถเอาชนะกองทหารพม่าถึง
7 ครั้ง ในการรบครั้งที่ 8
ชาวบ้านบางระจันจึงพ่ายแพ้พม่า
เพราะไม่ได้รับกำลังช่วยเหลือจากทางกรุงศรีอยุธยา
แม้ทางชาวบ้านบางระจันจะส่งคนมาขอปืนใหญ่จากรุงศรีอยุธยา
2 กระบอกแต่ทางกรุงไม่ให้
เสนาบดีกราบทูลสมเด็จพระยาเอกทัศน์ว่า
ถ้าค่ายบ้านบางระจันเสียแก่พม่า
พม่าก็จะเอาปืนเข้ามารบกรุงจะให้ไปนั้นมิบังควร
พระเจ้าแผ่นดินทรงเชื่อตามคำกราบทูล
จึงไม่ทรงให้ปืนใหญ่แก่ชาวบ้านบางระจัน
แต่ให้ได้พระยารัตนาธิเบศร์ออกไปหล่อปืนที่บ้านบางระจัน
การหล่อปืนใหญ่จะต้องใช้เวลานานพอสมควร
ชาวบางระจัน
จึงถูกพม่าซึ่งนำโดยพระนายกองตีแตกชาวบ้านบางระจันได้ยืนหยัดต่อสู้พม่าเป็นเวลานานถึง
5 เดือนจึงเศษจึงเสียทีแก่พม่า
ชาวบ้านที่มีชีวิตอยู่รวมทั้งเด็กและสตรีถูกพม่าจับไปเป็นเชลยเป็นส่วนใหญ่
ที่หนีรอดไปได้นั้นมีน้อย
ชาวบ้านบางระจัน
จึงเป็นตัวอย่างอันดีในการแสดงออก
ซึ่งความรักชาติบ้านเมือง
หลังจากกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าข้าศึก
เมื่อ พ.ศ. 2310
กล่าวได้ว่ากรุงศรีอยุธยาอยู่ในสภาพยับเยินเสียหายมาก
ทั้งปราสาทราชวัง วัดวาอาราม
และบ้านเรือนของประชาชนถูกเพลิงไหม้เสียหายเป็นส่วนใหญ่
บรรดาประชาชนถูกพม่ากวาดต้อนไปเป็นเชลยประมาณ
1 แสนครอบครัวส่วนที่เหลืออยู่
ก็มีความทุกข์ยากลำบากล้มตายและฆ่าฟันกันเองทุกหนทุกแห่งเป็นสภาพที่นับว่าเสียหายมาก
ซึ่งไม่เคยปรากฏผลความเสียหายเช่นนี้มาเลยในอดีต
กรุงศรีอยุธยาซึ่งได้ดำรงปกครองตนเองมาเป็นเวลานานถึง
417 ปี
มีกษัตริย์ปกครองติดต่อกันมาถึง
34 องค์
ก็ต้องถึงแก่กาลอวสานเสียบ้านเมืองให้แก่พม่า
เพราะเหตุที่พระเจ้าแผ่นดินอ่อนแอและคนไทยแตกความสามัคคี
แต่เมืองไทยก็ยังโชคดีที่มีคนดีมีความสามารถมากอบกู้ชนชาติไทยให้รวมกันเป็นปึกแผ่นได้อีกสมกับที่ว่ากรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี
บุคคลผู้นั้นคือ
พระยาวชิระปราการ
หรือที่รู้จักกันในนามของ
พระยาตาก
ได้ทำสงครามขับไล่พม่าออกจากค่ายโพธิ์สามต้นแล้ว
จึงเลือกเอากรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวงสืบต่อมา
กรุงศรีอยุธยาจึงได้กลายเป็นอดีต
กรุงเก่า ไป
ภายหลังจากที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในปี
พ.ศ. 2310
แล้วปรากฏว่ามีหัวเมืองชั้นนอกหัวเมืองชั้นในไม่ว่าจะเป็นเมืองเอก
เมืองโท หรือเมืองจัตวา
และบรรดาเมืองประเทศราชทั้งหลายได้พากันตั้งตัวเป็นอิสระได้ตั้งตัวเป็นใหญ่
กลุ่มชนต่าง ๆ
ก็ต้องรวมกันเพื่อป้องกันโจรภัยเพราะในระยะนี้ปรากฏมีโจรผู้ร้ายชุกชุม
สภาพของเมืองไทยภายหลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่
2 แล้ว
ปรากฎบ้านเมืองแตกแยกออกเป็นหลายกลุ่ม
กลุ่มที่สำคัญ ๆ ได้แก่
กลุ่มเมืองธนบุรี
กลุ่มเมืองพิษณุโลก
กลุ่มเมืองนครศรีธรรมราช
กลุ่มเมืองนครราชสีมา
เมืองสรรคบุรี
และยังมีกลุ่มเล็ก ๆ
อีกมากมายที่มักก่อปัญหาความวุ่นวาย
เมืองอินทร์
เมืองพรหม เมืองสิงห์
ได้เข้าอยู่ในกลุ่มเมืองธนบุรี
ซึ่งมีพระเจ้าตากเป็นผู้นำกลุ่มมาตั้งแต่ต้น
กลุ่มนี้มีที่ตั้งอยู่ที่เมืองธนบุรีมีเมืองที่อยู่ในอำนาจในส่วนกลางขึ้นมาถึงเมืองลพบุรีภายหลังได้รวบรวมกลุ่มต่าง
ๆ ไว้ได้หมด
และปรับปรุงฟื้นฟูบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงถาวรขึ้นการ
ปกครองส่วนใหญ่ในสมัยกรุงธนบุรียังใช้หลักการปกครอง
ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
มีการปรับปรุงบ้างในส่วนที่เกี่ยวกับการปกครองส่วนภูมิภาคก็คือการแต่งตั้งคนสนิทหรือบุคคลที่สวามิภักดิ์เป็นผู้ปกครองเมือง
ให้เมืองใหญ่ช่วยควบคุมดูแลเมืองเล็กและตั้งนายทหารสำคัญไปครองเมือง
จุดมุ่งหมายการปรับปรุงก็เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันตนเองให้พ้นอันตรายจากการที่พม่าจะรุกรานเข้ามา
ในยุคสมัยกรุงธนบุรี
ตั้งแต่เสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าเป็นครั้งที่
2 ถึง พ.ศ. 2325 เมืองอินทร์ เมืองพรหม
เมืองสิงห์
ก็ยังโชคดีมีแต่ความสงบสุข
ไม่มีการรุกรานจากฝ่ายใด
ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไทยด้วยกันเองหรือพม่า
การปกครองในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีลักษณะคล้าย
ๆ กับการปกครอง
ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบ้างในส่วนที่เกี่ยวกับการปกครองในส่วนภูมิภาคที่สำคัญคือ
ได้มีการจัดแบ่ง
หัวเมืองขึ้นกลาโหม มหาดไทย
และกรมท่าใหม่
โดยให้แบ่งหัวเมืองปักษ์ใต้
ฝ่ายตะวันตกซึ่งขึ้นกรมท่า 19
เมืองขึ้นมหาดไทย 1 เมือง รวม 20
เมือง
ซึ่งต่อสมุหกลาโหมทำให้การบังคับบัญชาหัวเมืองในส่วนภูมิภาคอยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายต่าง
ๆ ตั้งมณฑลเทศาภิบาลขึ้น
สิบมณฑลคือ มณฑลนครไชยศรี
มณฑลนครสวรรค์ และมณฑลกรุงเก่า
มณฑลกรุงเก่าประกอบด้วยเมืองคือ
กรุงเก่า ลพบุรี พระพุทธบาท
สระบุรี อ่างทอง พรหมบุรี
สิงห์บุรี และอินทร์บุรีที่มา :
ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคฯ,
หอมรดกไทย |
<<< ย้อนกลับ || |

|
|
|