|
ในท้องที่จังหวัดสุพรรณบุรี
ปัจจุบันได้ค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีโดยบังเอิญ
และโดยจงใจของผู้ลักลอบขุดค้นแหล่งโบราณคดีต่าง
ๆ
ทำให้ทราบได้ว่าในท้องที่จังหวัดสุพรรณบุรี
เป็นแหล่งที่อยู่ของคนก่อนประวัติศาสตร์
ตั้งแต่ยุคหินใหม่
ตอนกลางประมาณ 3,800 ปี ถึง 2,700
ปีลงมาจนถึงยุคโลหะ
ตั้งแต่สมัยสำริดและยุคเหล็ก
สังคมของมนุษย์พวกนี้เป็นสังคมเกษตรกรรม
รู้จักการเพาะปลูก
รู้จักทำภาชนะดินเผา
ถลุงแร่และทอผ้า
บริเวณที่พบโบราณวัตถุมักจะเป็นที่ดอน
น้ำท่วมไม่ถึงอยู่ริมน้ำ
และอยู่ไม่ห่างไกลจากภูเขามากนัก
น่าเสียดายที่ยังไม่เคยมีการขุดค้นทางด้านก่อนประวัติศาสตร์ในจังหวัดสุพรรณบุรี
หากได้มีการขุดค้นทางด้านนี้แล้วก็จะได้รับความรู้เพิ่มเติมขึ้นอีกอย่างไม่ต้องสงสัย |
| อย่างไรก็ดีผู้ที่สนใจเรื่องราวสมัยก่อนประวัติศาสตร์
ที่พบในจังหวัดสุพรรณบุรีจะศึกษาได้จากโบราณวัตถุต่าง
ๆ
ที่จัดแสดงอยู่ที่ห้องก่อนประวัติศาสตร์ทวารวดี
ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอู่ทอง
เป็นต้นว่าขวานหินขัด
สมัยหินใหม่
พบที่บริเวณเมืองอู่ทองซึ่งมีอายุประมาณ
3,800 ปี ถึง 2,700 ปี |
|
|
สมัยหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างสมัยก่อนประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์
หรือสมัยกึ่งก่อนประวัติศาสตร์
ประมาณพุทธศตวรรษที่ 6-10
จากการค้นพบโบราณวัตถุหลายชิ้น
เป็นต้นว่า ลูกปัด
เครื่องประดับทำด้วยทองหรือดีบุก
ที่ประทับตราหรือตราขนาดใหญ่และขนาดเล็ก
เหรียญเงินศรีวัตสะ
เศษเครื่องปั้นดินเผา ฯลฯ
ที่เมืองอู่ทองซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับวัตถุที่ค้นพบที่เมืองออกแก้วซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเมืองท่าของอาณาจักรฟูนัน
ในแหลมโคชินไชนา
ในประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียตนามภาคใต้มาก
วัตถุเหล่านี้ไม่เคยพบในที่อื่นในแหลมอินโดจีน
และเชื่อกันว่าเป็นวัตถุของอาณาจักรฟูนัน
โดยเฉพาะนอกจากนี้ยังได้ค้นพบประติมากรรม
ศิลปอินเดียสมัยอมราวดี
เมืองอู่ทองอาจเป็นราชธานีของอาณาจักรทวารวดีอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง
การค้นพบแผ่นทองแดงของพระเจ้าหรรษาวรมันที่บริเวณหน้าโรงเรียนอู่ทองศึกษาลัยในเมืองอู่ทอง
ซึ่งมีจารึกใช้ตัวอักษรอยู่ประมาณปลายพุทธศตวรรษที่
12 ก็อาจหมายความว่า
พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้เป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์แรกที่เราทราบพระนามกันสำหรับอาณาจักรทวารวดี
อาศัยเหตุนี้ทำให้ศาสตราจารย์จ็อง
บ๊วซเซลิเยร์
มีความเห็นต่อไปอีกว่า
เมืองอู่ทองจึงเป็นเมืองสำคัญในอาณาจักรทวารวดีในพุทธศตวรรษที่
11-12 นอกจากนั้นศาสตรจารย์จ็อง
บ๊วซเซลิเยร์ ได้กล่าวว่า
ศิลปสมัยทวารวดีได้ขยายตัวออกไป
3 ทาง คือ ทางทิศตะวันออก
ทางหนึ่งไปยังอำเภออรัญประเทศ
จังหวัดปราจีนบุรี
โดยผ่านทางดงละครและดงศรีมหาโพธิ์
อีกทางหนึ่งไปยังที่ราบสูงโคราช
โดยผ่านทางจังหวัดสระบุรี
และไปแยกออกเป็นหลายสายที่แม่น้ำมูลไปยังจังหวัดมหาสารคาม
ทางทิศเหนือไปยังจังหวัดลำพูน
(อาณาจักรหริภุญไชย)
โดยผ่านทางจังหวัดลพบุรี
นครสวรรค์ และตาก
ทางใต้มีทางลงไปยังแหลมทองโดยผ่านทางจังหวัดราชบุรี
และเพชรบุรี
ทางเหล่านี้มาบรรจบกันแถบบริเวณเมืองอู่ทอง
การที่ทราบได้เช่นนี้ก็โดยอาศัยหลักฐานจากโบราณวัตถุสถานศิลปสมัยทวารวดีที่ค้นพบตามสายทางเดินเหล่านั้น
นอกจากนี้แหล่งชุมชนสมัยทวารวดีกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในจังหวัดสุพรรณบุรีที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งอยู่ที่เมืองโบราณบ้านคูเมือง
ในเขตอำเภอเดิมบางนางบวช
จังหวัดสุพรรณบุรี
ภายหลังจากที่เมืองอู่ทองกลายเป็นเมืองร้าง
เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 16
เนื่องจากกระแสน้ำในแม่น้ำจระเข้สามพันเปลี่ยนทางเดินและเกิดอหิวาตกโรคระบาดขึ้น
จึงได้ย้ายเมืองไปตั้งเมืองใหม่ในท้องที่อำเภอเมืองสุพรรณบุรีปัจจุบัน
มีอาณาเขตของตัวเมืองคลุมทั้งสองฟากแม่น้ำท่าจีน
ซึ่งมีสภาพเป็นเมืองอกแตก
มีแม่น้ำท่าจีนอยู่กลางเมืองไหลผ่านจากเหนือลงใต้คูเมืองด้านตะวันออกเริ่มแต่บริเวณหมู่บ้านตาหมันขนานกับแม่น้ำท่าจีนผ่านบ้านน้อยมาหมดลงใกล้กับโรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย
ส่วนทางตะวันตก
คูเมืองผ่านกลางตัวเมืองสุพรรณบุรี
สมัยอยุธยาเมืองนี้เข้าใจว่าเป็น
เมืองพันธุมบุรี
ตามที่ปรากฏชื่อในหนังสือไตรภูมิของเก่า
ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้ค้นพบซากโบราณสถานขนาดเล็กสมัยทวารวดีตอนปลาย
พระพุทธรูปขนาดใหญ่ทำด้วยหิน 2
องค์ ที่วัดราชเดชะ (ร้าง)
และพระบาทพระพุทธรูปสมัยทวารวดีที่วัดพิหารแดง
จากจารึกตอนท้ายในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
(พ.ศ. 1822-1841) ซึ่งคงสลักขึ้นหลัง พ.ศ. 1835
ได้กล่าวถึงรายละเอียดเกี่ยวกับชัยชนะของพระองค์ได้ว่าอาจปราบฝูงข้าศึก
มีเมืองกว้างขวางหลายเมือง
รวมทั้งเมืองสุพรรณภูมิด้วย
เมืองนี้คงเป็นเมืองสุพรรณบุรีเก่า
ที่ได้กล่าวมาแล้วและคงเป็นเมืองเดียวกับสุพรรณภูมิในจารึกหลักที่
48 วัดส่องคบ จังหวัดชัยนาท
ซึ่งเป็นจารึกบนแผ่นทอง
อักษรไทย ภาษาไทย
มีศักราชระบุแน่ชัดว่าจะอยู่ในพ.ศ.
1951
ในรัชกาลสมเด็จพระรามราชาธิราช
จารึกหลักนี้กล่าวถึงเจ้าเมืองขุนเพชญ
สารว่าได้เคยทำบุญอุทิศบ้านเรือนถวายวัดในเมืองศรีสุพรรณภูมิ
และเมืองศรีอโยธยา
เพราะระยะเวลาระหว่างจารึกหลักที่
1
ตอนที่กล่าวถึงชื่อเมืองสุพรรณภูมิกับ
พ.ศ. 1951 นั้น ห่างกันเพียงประมาณ 100
ปีเท่านั้น
ประกอบทั้งโบราณวัตถุสถานในเขตเมืองสุพรรณภูมิหรือเมืองสุพรรณบุรีเก่าก็มีถึงสมัยสุโขทัยด้วย
เมืองนี้ต่อมาในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้โปรดให้รื้อกำแพงเมืองลงเมื่อ
พ.ศ. 2086
เพื่อไม่ให้พม่าข้าศึกใช้เป็นที่มั่นถ้าเสียเมืองสุพรรณบุรีเก่าให้แก่ข้าศึก
เมืองสุพรรณบุรีได้ตั้งอยู่ ณ
ที่นี้ตลอดสมัยอยุธยาและได้ปรับปรุงเมืองให้มีขนาดเหมาะสมกับฐานะเมืองที่ถูกลดฐานะจากเมืองลูกหลวงมาเป็นหัวเมืองชั้นใน
ในการปรับปรุงครั้งนี้ได้ทิ้งบริเวณเมืองทางฟากตะวันตกของแม่น้ำท่าจีน
มาอยู่แค่ฝั่งตะวันออกแต่เพียงฝั่งเดียวเท่านั้น
เข้าใจว่าเมืองแห่งนี้คงสร้างขึ้นระหว่างรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
กับสมเด็จพระชัยราชาธิราช
(ระหว่าง พ.ศ. 1991-2089) |
|
||
อ่านต่อ
>>> |

|
|
|