
|
| ประวัตศาสตร์-ความเป็นมา |
-หน้า
2- |
นอกจากการสำรวจพบเมืองโบราณสมัยทวาราวดี
ที่เด่นชัดในท้องที่จังหวัดอุทัยธานี
ดังกล่าวนี้แล้วยังได้สำรวจพบเรื่องราวสมัยทวาราวดี
ในพื้นดินแถบนี้หลายแห่ง คือ
1.
พบโบราณสถานสมัยทวาราวดีที่บ้านเก่า
หมู่ที่ 2 ตำบลลานสัก อำเภอลานสัก
เป็นเนินสูง 1 เมตร
ตรงกลางถูกขุดเป็นบ่อ
พบอิฐขนาดใหญ่มีลักษณะแปลกมีลวดลายขีดเขียนด้วยน้ำมือเป็นเส้นคู่บ้าง
เป็นลายเส้นรูปทรงเรขาคณิตในรูปหลายแบบบ้าง
ซึ่งทำเป็นลวดลายขีดเขียนแบบแผ่นอิฐก่อนเผา
โดยขีดเขียนเพียงด้านเดียว
และยังมีผู้พบอิฐที่มีรูปมนุษย์และรูปเทวดาบริเวณโบราณสถานนั้น
นอกจากพบอิฐที่มีขนาด 34+19+8.5
เซนติเมตร ขนาด 33+19.5+8 เซนติเมตร และ
17+33.5+10 เซนติเมตร แล้วยังพบในเสมา
ดินเผาขนาด 50+27.5+8 เซนติเมตร อีกด้วย
สันนิษฐานว่า
คงจะเป็นโบสถ์เก่าสมัยทวาราวดี
เสียดายที่ถูกทำลายมาก่อนแล้ว
จึงไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีมากนัก
2.
พบพระพิมพ์ดินเผาสมัยทวาราวดีและแม่พิมพ์ดินเผา
เป็นจำนวนมากในถ้ำศูนย์ตา
ตำบลบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่
ซึ่งเป็นถ้ำที่เข้าใจว่าคงเป็นแหล่งสร้างพระพิมพ์ในสมัยทวาราวดี
ยังสำรวจไม่พบว่า
บริเวณนั้นมีภูมิสถาน
ที่เป็นเมืองโบราณสมัยทวาราวดี
อยู่ใกล้เคียงเลย
ภายในถ้ำปรากฏว่ามีเศษพระพิมพ์ดินเผา
และแม่พิมพ์อยู่เป็นจำนวนมาก
ส่วนที่สมบูรณ์นั้น
ได้มีผู้นำเอาไปจนหมดสิ้นแล้ว
ลักษณะพระพิมพ์ดินเผานี้
เป็นรูปพระนั่งห้อยเท้าอยู่ในซุ้มใต้พุทธคยา
แบบเดียวกับที่เคยพบที่บ้านพงนึก
จังหวัดกาญจนบุรี
นอกจากนี้ยังพบพระพุทธรูปไม้จำหลักสมัยหลังๆ
เป็นจำนวนมาก
เข้าใจว่าถ้ำแห่งนี้
เดิมเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
หรืออาจถือเป็นวัดแห่งหนึ่งในสมัยนั้นก็ได้
3.รูปปูนปั้นของนางดารา
สมัยทวาราวดี
แสดงแบบของการแต่งกายของคนในสมัยนั้น
เป็นศิลปศรีวิชัย
ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ
ได้ไปจากจังหวัดอุทัยธานี
ไม่ทราบว่าจากที่แห่งใด
เข้าใจว่าจะได้ไปจากเมืองการุ้ง
4.
พบร่องรอยของเมืองโบราณในเขตตำบลห้วยคต
อำเภอบ้านไร่
ตรงทางแยกบ้านทุ่งนางาม
เรียกบ้านน้ำวิ่ง
มีคูเมืองและเคยพบเศษภาชนะดินเผา
และมีร่องรอยคูเมืองที่อยู่ระหว่างตำบลห้วยรอบกับบ้านหินโจน
มีคันคูเป็นรูปวงรี
และมีลำคลองผ่านกลางทะลุไปอีกด้านหนึ่ง
ชาวบ้านเรียกบึงทะลุ
ประกอบกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งนี้เป็นชาวมอญ
ที่อยู่สืบทอดกันมานาน
เคยมีผู้พบเศษอิฐหักกระจัดกระจายอยู่บ้าง
จังหวัดอุทัยธานี
มีเมืองโบราณ สมัยทวาราวดี
เกิดขึ้นในท้องที่หลายแห่งบางแห่งมีโบราณสถานที่สำคัญ
จนเชื่อว่า
ในสมัยทวาราวดีได้มีผู้คนอาศัยอยู่มากขึ้น
และมีเชื้อสายสืบทอดมาจากเผ่าพันธุ์
มอญทวาราวดี (คือเผ่าพันธุ์
ที่ผสมกับชาวละว้าและธิเบต)
มีวัฒนธรรมทวาราวดี
สร้างสรรศิลปวัตถุขึ้นโดยวิวัฒนาการไปอย่างช้าๆ
เปลี่ยนรูปแบบของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์
รับอิทธิพลทางศิลปของอินเดียจนสามารถสร้างรูปปูนปั้นนางดารา
พระพิมพ์ดินเผา
พระพุทธรูปสำริดและเครื่องปั้นดินเผา
รวมถึงการก่อสร้างด้วยอิฐแดงและเผาอิฐได้
เป็นต้น
จนนับว่าดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามีความเจริญสูงสุดในสมัยทวาราวดีซึ่งหมายถึงเมืองโบราณต่างๆ
ที่พบในจังหวัดอุทัยธานีด้วย
ในราว
พ.ศ. 1436
ขอมได้ครอบครองดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหมดนั้น
อำนาจของพวกละว้าที่อาศัยอยู่ตามเมืองโบราณต่างๆ
นั้น ไม่ได้กระทบกระเทือนอะไร
เพราะขอมได้ส่งคนไปปกครองเฉพาะเมืองสุโขทัย
เมืองละโว้ และเมืองศรีเทพ
ถึงกระนั้นก็มีหลักฐานจากศิลาจารึกปราสาทพระขรรค์ว่า
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7
กษัตริย์ของขอมก็ยังได้ส่งพระพุทธรูปชื่อ
"พระชัยพุทธมหานาค"
ออกมาประดิษฐานตามเมืองต่างๆ
ที่อยู่ในดินแดนภาคกลางของประเทศไทยถึง
23 แห่ง ได้แก่ ลโวทยปุระ
(เมืองละโว้) สุวรรณปุระ
(เมืองสุพรรณเก่า) คัมพูปัฏฎนะ
(เข้าใจว่าเมืองแถบสระโกสิ-นารายณ์
หรือเมืองนครปฐม) ชัยราชบุรี
(เมืองราชบุรี) ศรีชัยสิงห์บุรี
(เข้าใจว่าเมืองสิงห์
ที่จังหวัดกาญจนบุรี)
ศรีชัยวัชรบุรี
(เข้าใจว่าเป็นเมืองเพชรบุรี)
เป็นต้นเป็นเรื่องที่น่าจะสันนิษฐานได้ว่า
เมืองโบราณ
ในเขตจังหวัดอุทัยธานีก็น่าจะมีส่วนได้รับพระพุทธรูปดังกล่าวด้วยไม่พบหลักฐานอื่นใดนอกจากซากอิฐศิลาแลงในแถบสระนารายณ์
หมู่ 6 ตำบลหนองหลวง
เขตอำเภอสว่างอารมณ์
ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปสระสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างยาวประมาณ
30-37 เมตร ลึกประมาณ 1 เมตร
ทางด้านใต้ของขอบสระ
มีแท่งศิลาใหญ่
มีถนนเก่าปรากฏอยู่ด้วย
ส่วนโบราณวัตถุที่พบมีพระพุทธรูปตรีกาย
หรือพระพุทธรูปสามองค์นั่งเรียงอยู่บนฐานเดียวกัน
ตามคติมหายานที่ถือว่า
พระพุทธเจ้ามี 3 กาย
คือพระธรรมกายพระสัมโภคีกาย
และพระนิรมานกาย
(หรือพระธยานิพุทธ พระอาทิพุทธ)
พระพุทธรูปทั้งสามองค์นี้
นั่งปางมารวิชัย
ทรงรัดเกล้าที่เรียกว่า
เทริดขนนกและกุณฑลแบบแปลกประทับนั่งสมาธิราบครองจีวรห่มเฉียง
มีขอบจีวรต่อจากชายขอบสี่เหลี่ยมที่พาดอยู่บนพระอุระด้านซ้าย
ลงมาคลุมพระหัตถ์ซ้ายและพระโสณี
แผ่นหลังติดอยู่กับเรือนแก้ว
ซึ่งส่วนบนทำเป็นรูปปลายใบไม้
หมายถึง พระศรีมหาโพธิ์
เนื้อเป็นสำริด สูง 31.5 เซนติเมตร
ฐานกว้าง 7.8 เซนติเมตร
พบที่ตำบลดอนขวาง
อำเภอเมืองอุทัยธานี
ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ
กรุงเทพมหานคร
และพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาตสำริด
ศิลปสมัยลพบุรี
พบที่วัดหนองพังค่า
อำเภอเมืองอุทัยธานี เป็นต้น
ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจะยืนยันได้ว่า
ในสมัยนี้
มีพระพุทธรูปฝีมือลพบุรี
ที่ได้รับอิทธิพลของขอมเข้ามาในจังหวัดอุทัยธานีแล้ว
ชนชาติที่อาศัยอยู่ก็คงจะเป็นชาวทวาราวดีที่สืบเชื้อสายจากมอญหรือละว้า
ต่อมา
"ท้าวมหาพรหม"
ซึ่งปรากฏในตำนานว่าเป็นผู้ตั้งเมืองอุทัยเก่า
ก็ใช้เวลาช่วงนี้รวบรวมชนชาติไทยเป็นชุมชนเล็กๆ
จนในที่สุดก็สร้างบ้านเมืองเป็นหลักฐานที่บ้านอุทัยเก่า
ในท้องที่อำเภอหนองฉาง
ซึ่งพบแนวศิลาแลง
วางเรียงเป็นทางยาวอยู่ลึกประมาณ
2 เมตร
และระฆังหินประมาณการสร้างเมืองคงตกราวสมัยสุโขทัย
หมู่บ้านแห่งนี้จึงเรียกกันทั่วๆ
ไปว่า "บ้านอู่ไทย"
ซึ่งหมายถึง
เป็นที่อยู่ของชาติไทย
ดูจะเข้าเค้าที่ว่าในพื้นที่หลายแห่งของจังหวัดอุทัยธานีมักเป็นที่อยู่ของชนชาติต่างๆ
เช่น หมู่บ้านมอญ หมู่บ้านละว้า
หมู่บ้านไทย เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ได้มีผู้นำเอาคำ
"อุทัย"
ไปหาความหมายเป็นบ้านเมืองที่เจริญรุ่งเรือง
และเป็นเมืองที่พึ่งตั้งขึ้น
เหมือนดวงอาทิตย์แรกขึ้นจากขอบฟ้า
จึงทำให้เข้าใจว่าเมืองอุทัยเก่าเป็นเมืองใหญ่
ที่มีผู้คนอยู่ทำมาหากิน
และมีพืชพันธ์ธัญญาหารสมบูรณ์กว่าแหล่งอื่นถ้าพิจารณาตามข้อเท็จจริงแล้ว
ไม่น่าจะกลายเป็นเมืองใหญ่ได้รวดเร็วถึงขนาดนั้น
ที่น่าจะเข้าใจก็คือหมู่บ้านอู่ไทยนั้น
มีผู้คนที่เป็นชนชาติไทยไปตั้งถิ่นฐานทำมาหากินเป็นกลุ่มก้อน
และคงจะได้ชักชวน
พี่น้องคนไทยด้วยกันมาอยู่เสียที่แห่งนี้
เนื่องด้วยมีที่ดินทำมาหากินกว้างขวาง
มีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์
จึงเป็นหมู่บ้านที่เจริญกว่าหมู่บ้านอื่นๆ
ที่เป็นหมู่บ้านชาวมอญ
หมู่บ้านชาวกระเหรี่ยงดังนั้นหมู่บ้านอู่ไทยจึงเป็นแหล่งกลางสำหรับหมู่บ้านอื่น
ไปมาติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าด้วยส่วนที่จะมีการเดินทางติดต่อกับหมู่บ้านไกลๆ
นั้น
ก็คงจะมีบ้างเพราะพื้นที่แถบนี้มีเมืองโบราณสมัยทวาราวดี
เกิดขึ้นแล้วหลายแห่งและมีชื่อเรียกนำหน้าด้วยคำว่า
"อู่" เช่นเมืองอู่บน
หรือเมืองบน ที่บ้านโคกไม้เดน
อำเภอพยุหะคีรี
จังหวัดนครสวรรค์ เมืองอู่ตะเภา
ที่บ้านอู่ตะเภา อำเภอมโนรมย์
จังหวัดชัยนาท เมืองอู่ทอง
จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองอู่ล่าง
เข้าใจว่าเป็นเมืองลพบุรี
ตามคำพังเพยที่ว่า
"ฝูงกษัตริย์เมืองบน
ฝูงคนเมืองล่าง
(หรือลพบุรี)
.." เป็นต้น
ส่วนที่เป็นชื่ออื่นก็มี
เมืองจันเสน ที่อำเภอตาคลี
จังหวัดนครสวรรค์ เมืองดงแม่นาง
เมือง ที่ตำบลตาสัง
อำเภอบรรพตพิสัย
จังหวัดนครสวรรค์ เมืองประคำ
ที่ตำบลโคกเดื่อ อำเภอไพศาลี
บ้านเมืองที่ร่วมสมัยเดียวกับเมืองอู่ไทยหรือเมืองอุทัยนั้น
ได้เกิดขึ้นหลายแห่งในสมัยสุโขทัย
โดยเฉพาะดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามีเมืองพระบาง
ที่จังหวัดนครสวรรค์
เมืองชัยนาท, เมืองแพรก ศรีราชา
ที่อำเภอสรรค์บุรี
จังหวัดชัยนาท, เมืองไพสาลี
ที่ตำบลสำโรงไชย อำเภอท่าตะโก
จังหวัดนครสวรรค์,
เมืองศรีราชาที่จังหวัดสิงห์บุรี
เป็นต้น
นับเป็นความเจริญของดินแดนในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่ได้วิวัฒนาการ
และเปลี่ยนแปลงตัวเองสร้างสรรโบราณวัตถุสถานสำคัญขึ้น
สำหรับเมืองอู่ไทยนั้น
ในระยะหลังๆ
เมื่อกระแสน้ำเปลี่ยนทางเดิน
ทำให้เกิดกันดารน้ำอันเป็นเหตุให้มีการอพยพทิ้งหมู่บ้าน
ไปหาแหล่งทำมาหากินในที่อื่น
และอาจจะเลยเข้ามาอยู่ในแถบแม่น้ำสะแกกรัง
เขตจังหวัดชัยนาท
จนสามารถตั้งหมู่บ้าน
หรือชุมชนเล็ก ๆ
อยู่ริมฝั่งแม่น้ำ
ซึ่งเรียกกันภายหลังว่าบ้านสะแกกรัง
ส่วนเมืองอู่ไทย
หรือเมืองอุทัยเก่า
ก็คงจะร้างลงระยะหนึ่ง ต่อมา
"พะตะเบิด"
ชาวกระเหรี่ยงได้อพยพผู้คนเข้ามาอยู่ที่เมืองอู่ไทย
หรือ
เมืองอุทัยเก่าอีกครั้งหนึ่ง
ในสมัยอยุธยา
พร้อมกับได้สร้างโบราณสถานหลายแห่งตามลำดับ
และแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ
โดยขุดดินทางด้านทิศใต้
ของตัวเมืองเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่
เรียกว่า ทะเลสาบ
และปรากฏในตำนานว่า
"พะตะเบิด"
ได้เป็นเจ้าเมืองคนแรกของเมืองอู่ไทยหรือเมืองอุทัยเก่าที่ไม่เข้าใจคือ
เหตุใดชาวกระเหรี่ยงจึงมีอำนาจและเป็นเจ้าเมือง
จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าการที่ผู้คนเข้ามาอยู่ในเมืองอู่ไทย
หรือเมืองอุทัยเก่านี้เป็นชนชาติกระเหรี่ยง
ละว้า
ถึงอย่างไร
ก็น่าจะมีคนไทยหลงเหลืออยู่บ้างแต่ถ้าได้ศึกษาถึงเผ่าพันธุ์ของมนุษย์แล้วจะเห็นได้ว่า
ชนชาติละว้า
หรือชนชาติกระเหรี่ยง
เป็นเผ่าพันธุ์ที่ถ่ายทอดมาจากมนุษย์เผ่าพันธุ์ไทย
อย่างน้อยก็เกี่ยวพันกันอยู่ก็น่าที่จะเข้าใจว่า
"พะตะเบิด"
ก็เป็นเชื้อสายเผ่าพันธุ์ไทยได้
นอกนี้ไม่ปรากฏหลักฐานอะไรถึงการปกครองที่ต่อเนื่องมาจาก
"พะตะเบิด"
หรือผู้ปกครองคนต่อมา
เมืองอู่ไทย
หรือเมืองอุทัยเก่าในสมัยอยุธยานั้นได้มีการสร้างวัดตามทิศต่างๆ
ดังนี้ ทิศเหนือ วัดหัวหมาก
ทิศตะวันตก วัดยาง ทิศตะวันออก
วัดแจ้ง และทิศใต้ วัดหัวเมือง
โดยมีหลักเมืองทำด้วยไม้แต่อยู่ตรงกลางค่อนไปทางทิศใต้
ห่างจากวัดหัวเมืองประมาณ 100 เมตร
ตัวเมืองอุทัยเก่ามีอาณาเขตที่ถือเอาวัดเป็นเกณฑ์ประมาณกว้าง
300 เมตร และยาวประมาณ 500 เมตร
นอกตัวเมืองทางด้านทิศใต้เป็นทะเลสาปและมีวัดกุฏิตั้งอยู่ริมทะเลสาปด้านใต้
ซึ่งมีแนวคลองผ่านเข้าตัวเมือง
ถัดจากตัวเมืองไปทางทิศตะวันตกประมาณ
2 กิโลเมตรเป็นหมู่บ้านคลองค่าย
ซึ่งเป็นที่ตั้งของค่ายทหารในสมัยอยุธยา
สำหรับเกณฑ์ไปช่วยเมืองหลวงในยามศึกสงครามและเป็นหน้าด่านป้องกันพม่าที่ยกทัพเข้ามาทางเขตเมืองอุทัยเก่า
ในสมัยกรุงศรีอยุธยา
สมเด็จพระนเรศวร
ทรงเห็นว่าเมืองอุทัยเก่านั้นเป็นเมืองอยู่ใกล้ชายแดน
ควรจะเป็น "เมืองด่าน"
ใช้ระมัดระวังพม่าที่เดินทัพเข้ามาทางด่านแม่ละเมา
และด่านเจดีย์สามองค์ซึ่งเป็นเส้นทางที่พม่าใช้เดินทัพเข้ามาแต่โบราณ
จึงให้จัดตั้งด่านป้องกันขึ้นหลายแห่งคือ
ด่านเมืองอุทัย (ที่บ้านคลองค่าย)
ด่านแม่กลอง ด่านเขาปูน
ด่านหนองหลวง ด่านสลักพระ
โดยถือเอาเมืองอุทัยเก่าเป็น
"หัวเมืองด่านชั้นนอก"
โดยมีเจ้าเมืองอุทัยเก่าเป็นผู้ดูแลด่านต่างๆ
เมืองอุทัยเก่าในสมัยนั้นมีอาณาเขตการปกครองดังนี้
ทางทิศตะวันออกติดต่อกับเมืองแพรก
(เมืองสรรค์บุรี)
ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจดกับเมืองพระบาง
(เมืองพังค่าจังหวัดนครสวรรค์)ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือติดต่อกับเมืองแปป
(เมืองกำแพงเพชร) และเมืองฉอด
(อยู่ที่จังหวัดตาก)
ถือแนวแม่น้ำและลำคลองเป็นแนวเขต
เช่นแม่น้ำกลอง คลองห้วยแก้ว
ลำห้วยเปิ้นเป็นต้น
สำหรับด่านสำคัญที่อยู่ปลายแดนด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือได้ให้พระพล
(พระพลสงคราม)
เป็นผู้รักษาด่านแม่กลอง
และพระอินทร์ (พระอินทรเดช)
เป็นผู้รักษาด่านหนองหลวงซึ่งเป็นด่านที่สำคัญของเมืองอุทัยเก่า
(ปัจจุบันอยู่ในท้องที่อำเภออุ้มผาง
จังหวัดตาก)
ในพงศาวดารพม่าปรากฏว่า
"สมเด็จพระนเรศวรยกทัพติดตามตีกองทัพพระเจ้าหงสาวดีไปจนถึงหนองหลวง
แล้วจึงกลับคืนพระนคร"
ต่อมาสมเด็จพระเอกาทศรถ
ได้โปรดให้บัญญัติอำนาจการใช้ตราประจำตำแหน่งมีบัญชาการตามหัวเมืองนั้นๆ
ได้ระบุในกฎหมายเก่า
ลักษณะพระธรรมนูญว่า
"เมืองอุไทยธานีเป็นหัวเมืองขึ้นแก่มหาดไทย"
ตัวเมืองอุทัยเก่านั้นเป็นเมืองดอนตั้งอยู่บนพื้นที่ต่อเนื่องกับเชิงเขาบรรทัดที่เป็นเขตแดนติดกับเมืองมอญ
(เมาะตะมะและเมาะตำเลิม)
มีที่ราบทำนาได้มาก
ทั้งมีธารน้ำไหลลงมาจากภูเขากักตุนเก็บน้ำเข้ามาใช้ในการทำนา
ไม่มีเวลาที่นาจะเสีย
จึงมีผู้คนได้ตั้งบ้านเรือนทำนากันมาก
จนเป็นบ้านเมืองใหญ่
ด้วยเหตุที่หัวเมืองตั้งอยู่บนที่ดอนห่างจากคลองสะแกกรังประมาณ
500 เส้น ลำห้วยที่มีอยู่เดิมใกล้ๆ
ตัวเมืองก็ตื้นเขินและใช้การไม่ได้
เรือจึงขึ้นไปไม่ถึงเมื่อจะขายข้าวต้องบรรทุกเกวียนมาทางบกลงมาที่แม่น้ำสะแกกรัง
อันเป็นปลายเขตแดนเมืองชัยนาท
และเมืองมโนรมย์
และการส่งพืชพันธุ์ธัญญาหาร
ก็ต้องอาศัยแม่น้ำสะแกกรังเป็นหลัก
ดังนั้นประชาชนที่รับซื้อผลิตผลสินค้าของชาวอุทัยธานี
จึงพากันไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านสะแกกรัง
ซึ่งเป็นตลาดค้าขายของชาวเมืองอุทัยธานี
พ.ศ.
2206 แผ่นดิน ของสมเด็จพระนารายณ์
กษัตริย์กรุงศรีอยุธยา
พม่าได้ปราบปรามพวกมอญเมืองเมาะตะมะ
ซึ่งเป็นกบฏจับมังนันทมิตร
อาของพระเจ้าอังวะ
พาเข้ามาในดินแดนไทยดังนั้น
"ครั้นถึงกติกมาสได้ศุภวารดฤถี
พิชัยฤกษ์ เจ้าพระยาโกษาธิบดี
และท้าวพระยานายทัพนายกองทั้งปวงกราบถวายบังคมลายกพลโยธาแยกกันไปทางด่านเจดีย์สามองค์บ้าง
ทางด่านเขาปูนและด่านสลักพระแดนเมืองอุทัยธานีบ้าง
ส่วนกองทัพพระยาสีหราชเดโชชัย
ซึ่งลงมาจากเมืองเชียงใหม่ถึงเมืองตากนั้นก็รีบยกมาทางเมืองกำแพงเพชร
เมืองนครสวรรค์
ผ่านเมืองอุทัยธานีถึงเมืองศรีสวัสดิ์รบกับพม่าที่ไทรโยค
และท่าดินแดงร่วมกับทัพใหญ่ของเจ้าพระยาโกษาธิบดีคือ
เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ขุนเหล็ก)
เป็นแม่ทัพใหญ่พร้อมด้วยพระยาวิเศษชัยชาญ
พระยาราชบุรีและพระยาเพชรบุรี
จนพม่าแตกพ่ายหนีไปด้วยกำลังทหารหาญกับชาวด่านเมืองอุทัยธานีที่ได้ติดตามทัพ
พระยาสีหราชเดโชชัยมาช่วยรบในคราวนี้ด้วย
"
บ้านสะแกกรัง"
เดิมนั้นมีต้นสะแกใหญ่อยู่กลางหมู่บ้าน
เป็นตลาดค้าขายสำคัญมาแต่โบราณ
ครั้นมีเจ้านายเดินทางมาซื้อพืชผล
และเป็นที่สนใจของเจ้านายคนอื่นๆ
จนถึงกับ "จมื่นมหา-สนิท (ทองคำ)
" ซึ่งเป็นบุตร
"เจ้าพระยาวงศาธิราช (ขุนทอง)"
ได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านสะแกกรัง
ในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ
บ้านสะแกกรัง
ที่มีพ่อค้าคอยรับซื้อข้าวพืชพันธุ์ของป่าอยู่นั้น
เมื่อปรากฏว่ามีเจ้านายมาตั้งบ้านเรือนอยู่ดังกล่าว
ก็ได้มีการสร้างวัดขึ้นตามแหล่งชุมนุมชน
เช่นวัดกร่าง (วัดพิชัยปุรณาราม)
วัดท่าซุง,
วัดเดิมบนยอดเขาสะแกกรัง
เป็นต้น
ด้วยเหตุที่เมืองอุทัยเก่าเป็นเมืองด่านการขนย้ายช้างใช้ในการสงคราม
และช้างป่าเข้าสู่กรุงศรีอยุธยา
จำเป็นต้องใช้ลำคลองสะแกกรังเป็นเส้นทางขนส่ง
โดยต่อแพล่องส่งลงไปยังกรุง
อันเป็นเหตุให้
"บ้านสะแกกรัง"
เป็นแหล่งรวมช้างศึก
และได้จัดสร้าง "พะเนียดช้าง"
(บริเวณวัดใหม่จันทารามพบเสาตะโพนช้าง
และพระพุทธรูปองค์ใหญ่)
เป็นที่พักสำหรับขนถ่ายช้าง
ไปลงที่ท่าช้าง
ซึ่งเป็นที่ลาดกว้าง
ตั้งแต่ห้าแยกลาดเทลงไปจนถึงแม่น้ำสะแกกรัง
ส่วนตลาดนั้นอยู่ถัดเข้ามาข้างใน
(แถวหน้าวัดหลวงราชาวาสเดี๋ยวนี้ตั้งแต่บ้านขุนกอบกัยกิจเข้าไป)
ซึ่งไม่ห่างจาก "พะเนียดช้าง"
เท่าไรนัก
ต่อมาในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระจมื่นมหาสนิท
(ทองคำ) ได้เป็นพระยาราชนิกูล
อยู่ที่บ้านสะแกกรัง
จนบุตรชายคนใหญ่ชื่อ "ทองดี"
เกิดที่นั่น
จากพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงมีถึง เซอร์ จอห์น เบาริ่ง
เป็นภาษาอังกฤษแปลจากหนังสือ The
Kingdom and People (The Royal Dynasty) หน้า 65-66 มีความว่า
"สมเด็จพระนารายณ์
จึงได้ทรงแต่งตั้งนายปาน
ให้เป็นเสนาบดีกระทรวงต่างประเทศแทนพระยาคลังซึ่งเป็นพี่ชาย
และเป็นต้นตระกูลของบรรพบุรุษของเราต่อมา
แต่เรื่องราวการรับราชการในสมัยต่อมานั้นไม่ปรากฏ
จนกระทั่งถึงสมัยสมเด็จพระภูมินทร์ราชาธิราช
ซึ่งปกครองประเทศสยามระหว่าง ค.ศ.
1706-1732 (พ.ศ. 2249-2275)
ซึ่งเป็นพระมหาชนกปฐมกษัตริย์ราชวงศ์จักรีและเป็นพระอัยกาของพระบิดาของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน
(คือตัวฉันเอง)
และกษัตริย์อีกพระองค์หนึ่ง
(คือพระอนุชาองค์รองของฉัน)
ของประเทศสยาม
อันเป็นราชโอรสอันสูงศักดิ์ของราชวงศ์ที่ได้สืบเชื้อสาย
มาจากตระกูลขุนนางกระทรวงต่างประเทศซึ่งได้ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่กรุงศรีอยุธยาและต่อมาได้ย้ายถิ่นฐานอยู่ที่บ้านสะแกกรังอันเป็นหมู่บ้านเล็กๆ
ที่ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำสะแกกรัง
ที่เป็นสาขาของแม่น้ำสายใหญ่เชื่อมอาณาเขตติดต่อภาคเหนือและภาคใต้ของประเทศสยาม
เล่ากันว่าบุคคลผู้มีความสำคัญได้ถือกำเนิดที่นี่
และกลายเป็นผู้มีความรู้ความสามารถเป็นพิเศษของราชวงศ์สยาม
ได้สมรสกับบุตรสาวคหบดีชาวจีนผู้มั่งคั่งซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณกำแพงเมือง
ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของพระราชวัง
ได้รับราชการเป็นที่โปรดปรานของพระมหากษัตริย์โดยมีหน้าที่ร่างราชสาส์นต่างๆ
และทำการติดต่อกับหัวเมืองฝ่ายเหนือ
(ทั้งที่เป็นหัวเมืองอิสระ
และที่ยังไม่เป็นอิสระต่อประเทศสยามที่อยู่ทางภาคเหนือ)
และมีหน้าที่รักษาพระราชลัญจกร
ได้รับพระราชทานนามว่า
"พระอักษรสุนทร เสมียนตรา"
คุณพระมีบุตรธิดากับภรรยาคนแรกรวม
5 คน และต่อมาภรรยาได้ถึงแก่กรรม
คุณพระจึงได้แต่งงานกับน้องสาวของภรรยา
มีบุตรหญิงคนหนึ่ง
ต่อมาพระยาราชนิกูลได้ย้ายเข้าไปทำราชการที่กรุงศรีอยุธยาและนายทองดีบุตรชายคนใหญ่ของพระยาราชนิกูล
(ทองคำ)
ซึ่งถือกำเนิดที่บ้านสะแกกรังนั้นเจริญวัยแล้ว
ก็ได้ย้ายตามบิดาเข้ามารับราชการที่กรุงศรีอยุธยา
ในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ
และได้บรรดาศักดิ์เป็น
"พระอักษรสุนทรศาสตร์"
เสมียนตรา
มีหน้าที่ร่างราชสาส์นต่างๆ
ของพระมหากษัตริย์
และรักษาพระราชลัญจกร
ต่อมาได้แต่งงานกับสตรีงามชื่อ
"หยก" (บางแห่งว่า
"ดาวเรือง") มีบุตรและธิดา 5 คน
คือ 1 "สา"
เป็นหญิงภายหลังได้สถาปนาเป็น
"สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงกรมพระยาเทพสุดาวดี
(ส) 2 "ราม"
เป็นชายภายหลังได้สถาปนาเป็น
"พระเจ้ารามณรงค์" 3 "แก้ว"
เป็นหญิงภายหลังได้สถาปนาเป็น
"สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงกรมพระศรีสุดารักษ์
(แก้ว)" 4 "ทองด้วง"
เป็นชายภายหลังสถาปนาตนเป็น
"พระเจ้าแผ่นดินต้น"
(ต่อมาได้ถวายพระนามตามพระพุทธรูปว่า
"พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก")
และ 5 "บุญมา"
เป็นชายภายหลังได้สถาปนาเป็น
"สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท"
ซึ่งนับว่าเป็นปฐมวงศ์ของกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี
ในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐเกิดศึกกลางเมืองขึ้น
ทำให้ไพร่ฟ้าข้าราชการล้มตายจนไม่มีกำลังป้องกันพระนครและบ้านเมือง
"จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้กระทำตามคำซึ่งกราบทูลนั้น
เจ้าพระยาราชภักดี
ก็จัดแจงแต่งทัพหลวงให้ถือตราพระราชสีห์ออกไปเกลี้ยกล่อมเลขจัดพลัด
ณ
หัวเมืองวิเศษวิเศษไชยชาญเมืองสุพรรณบุรี
เมืองนครชัยศรี เมืองพรหมบุรี
เมืองสิงห์บุรี เมืองสรรคบุรี
เมืองชัยนาทบุรี เมืองมโนรมย์
เมืองอุทัยธานี เมืองนครสวรรค์
ได้คนเป็นอันมาก
พ.ศ.
2309
แผ่นดินพระเจ้าเอกทัศน์กองทัพเนเมียวสีหบดี
4,000 คน
ได้ยกลงมาจากเมืองนครสวรรค์
ลงมาทางเมืองชัยนาท
เมืองอุทัยธานี เมืองสรรคบุรี
ถึงเขตกรุงศรีอยุธยา
ส่วนกองทัพมังมหานรธา 3,000 คน
ได้มาตั้งอยู่ที่วัดป่าฝ้าย
ปากน้ำพระประสบ ข้างด้านเหนือ
นอกจากนี้พระเจ้าอังวะ
ยังให้สุรินทจอข่อง คุมพลอีก 1,000
คน ยกลงมาพักอยู่เมืองเมาะตะมะ
แล้วยกหนุนเข้ามาทางด่านอุทัยธานี
ตั้งทัพอยู่ที่เมืองวิเศษไชยชาญ
และพระยาเจ่งรามัญคุมพล 2,000 คน
ยกหนุนเข้ามาทางกาญจนบุรี
ตั้งทัพที่ขนอนหลวง
วัดโปรดสัตว์ขณะที่รอทัพอยู่นี้
พม่าได้ลาออกไปเที่ยวค้นทรัพย์จับคนทางเมืองวิเศษไชยชาญ
เมืองสรรคบุรี เมืองสุพรรณ
เมืองสิงห์ถึงอุทัยธานี
จนทำให้คนไทย รวมกำลังกันที่
"บ้านบางระจัน"
ต่อสู้พม่าได้ถึง 8 ครั้ง
ก็สู้พม่าไม่ได้
ต่อมาน้ำท่วมกรุงศรีอยุธยา
พม่าได้รื้ออิฐวัดมาก่อกำแพงเป็นค่าย
แล้วรุกมาตั้งที่วัดกระชาย
วัดพลับพลาชัย วัดเต่า
วัดสุเรนทร วัดแดง
ยกเป็นหอรบสูง
แล้วระดมกำลังปล้นกรุง
ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2310 ได้
จึงเผาพระนคร
จับคนปล้นทรัพย์สินจนสิ้น
แม่ทัพพม่าฝ่ายเหนือก็เชิญสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่
4
ซึ่งทรงผนวชเป็นพระภิกษุและพระขัตติยาวงศา
เสนามาตย์ไปพร้อมกับทรัพย์สมบัติศัสตราวุธ
ยกออกทางด่านอุทัยธานี
เดินบกไปถึงเมืองเมาะตะมะ
ขณะนั้นบ้านเมืองเกิดระส่ำระสายอย่างหนัก
ผู้คนต่างหนีพม่าเข้าป่าลึก
บ้างก็ถูกกวาดต้อนไปกับเขาด้วย
รวมทั้งชาวเมืองอุทัยส่วนหนึ่งที่หลบหนีไม่ทันด้วย
พระเถระที่ปรากฏชื่อมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา
(จาก "ประชุมจารึกวัดพระเชตุพนฯ
"
เป็นตัวเขียนอักษรขอมลายรดน้ำปิดทอง
อยู่ที่บานหน้าต่างพระอุโบสถบานที่
7 ด้านซ้ายทางทิศเหนือ) นั้นชื่อ
"พระครูอนุโลมมุนีเป็นพระสมณศักดิ์เจ้าคณะเมืองอุทัยธานี
ในสมัยกรุงศรีอยุธยา
ไม่ปรากฏว่าอยู่ที่วัดใด
เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้สถาปนากรุงธนบุรีในปี
พ.ศ. 2310
พระองค์ต้องทำการปราบปรามบรรดาชุมนุมต่างๆ
เป็นการขยายอาณาเขตให้กว้างขวางออกไป
พ.ศ. 2313
เจ้ากรุงธนบุรีทรงปรารภที่จะปราบปรามหัวเมืองเหนือและได้ข่าวว่า
เมื่อเดือนหก "เจ้าพระฝาง"
ซึ่งเป็นใหญ่ในหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวงนั้นเกณฑ์กองทัพให้ลงมาลาดตระเวนตีเอาข้าวปลาอาหาร
และเผาบ้านเรือนราษฎรเสียหลายตำบล
จนถึงเมืองอุทัยธานี
และเมืองชัยนาท
เป็นทำนองจะคิดลงมาตีกรุงธนบุรี
พระองค์จึงยกทัพไป 3 ทัพ
เข้าตีเมืองพิษณุโลกและเมืองสวางคบุรีจนแตกพ่ายไป
พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงเห็นถึงความสำคัญ
ของเมืองอุทัยธานี
ซึ่งถูกพม่าย่ำยียับเยินจนเป็นเมืองร้าง
จึงแต่งตั้งให้ "ขุนสรวิชิต
(หน)"
ไปตั้งกองด่านรักษาเมืองอุทัยเก่าประมาณ
2 กิโลเมตร
ครั้งอะสีหวุ่นคยี
(อะแซหวุ่นกี้)
แม่ทัพคนสำคัญของพม่า
ยกกองทัพใหญ่เข้ามาทางหัวเมืองเหนือ
เมื่อปี พ.ศ. 2318 นั้น ได้ให้โปสุพลา
โปมะยุง่วน
ยกกองทัพไปตีเมืองเชียงใหม่
ส่วนอะแซหวุ่นคยีเองยกกองทัพหลวงพล
15,000 คน
เดินทัพเข้าทางด่านแม่ละเมาะ
เมืองตากด่านลานหอยและเมืองสุโขทัย
แล้วคุมพล 30,000 คน
เข้าล้อมเมืองพิษณุโลกไว้
ครั้งพม่ายกทัพมาถึงเมืองกำแพงเพชร
เห็นไทยตั้งค่ายรักษาเมืองนครสวรรค์แข็งแรง
จึงตั้งค่ายที่เมืองกำแพงเพชรแล้วแต่งกองโจรเดินลัดป่าทางฝั่งตะวันตกอ้อมหลังเมืองนครสวรรค์ลงไปเมืองอุทัยเก่ากอง
1 พอวันเสาร์ เดือน 3 แรม 12 ค่ำ
พระเจ้ากรุงธนบุรีก็ทรงทราบว่า
พม่าที่เมืองกำแพงเพชร
"ยกลงมาตั้งค่าย ณ
บ้านโนนศาลาสองค่าย
บ้านสลกบาตรค่ายหนึ่ง
บ้านหลวงค่ายหนึ่ง
ในแขวงเมืองกำแพงเพชร
แล้วแยกไปทางเมืองอุทัยธานีกองหนึ่ง
เข้าเผาบ้านอุทัยธานีเสีย"
แล้วจะยกไปทางไหนสืบไม่ได้ความ
พระองค์ทรงระแวงพม่าที่ยกไปจากเมืองอุทัยธานีจะไปซุ่มสั่งดักทางดอยตีกองลำเลียง
ใต้เมืองนครสวรรค์ลงมาอีก
จึงโปรดให้แบ่งไพร่พลในกองทัพหลวง
1,000 คน ให้เจ้าอนุรุธเทวา
บัญชาการทัพเป็นจางวางบังคับทั้งสามกอง
มีกองทัพของขุนอินทร์เดชเป็นแม่กอง
กองทัพหลวงปลัดเมืองอุทัยธานีกับหลวงสรวิชิต
นายด่านเมืองอุทัยธานี
เป็นกองหน้า
และกองทัพของเจ้าเชษฐกุมาร
เป็นกองหลวง
ซึ่งยกลงมาคอยป้องกันลำเลียงเสบียงอาหารและเครื่องอาวุธยุทธภัณฑ์ที่ส่งไปจาก
พระนครไม่ให้พม่าที่ยกมาเมืองอุทัยธานีซุ่มดักทางคอยโจมตี
ครั้นเมื่อพม่าได้เมืองพิษณุโลกแล้วเสบียงอาหารภายในเมืองอัตคัตผู้คนในเมืองอดอยากอ่อนแอ
อะแซหวุ่นคยี
จึงให้มังแยยางูคุมพลไปทางเมืองเพชรบูรณ์และเมืองหล่มศักดิ์ให้กะละโบ่
คุมพลมาลาดตะเวนทางเมืองกำแพงเพชร
รวบรวมหาเสบียงอาหาร
ต่อมาอะแซหวุ่นคยีได้ข่าวว่าพระเจ้ามังระสิ้นพระชนม์
จึงกูจาราชบุตรได้ครองราชสมบัติ
จึงรีบเก็บทรัพย์สมบัติกวาดต้อนผู้คนกลับออกทางเมืองสุโขทัย
เมืองตาก และด่านแม่ละเมา
จึงทิ้งให้กองทัพกะละโบ่
กับมังแยยางูในเมืองไทยด้วยสั่งกลับไม่ทันคงสั่งแต่เพียงให้กองทัพกะละโบ่
รอกลับพร้อมกับ
มังแยยางูพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงทราบว่า
พม่าเลิกทัพกลับแล้วยังคงมีกองทัพของกะละโบ่และมังแยยางูเหลืออยู่
จึงแบ่งกองทัพออกเป็น 4 กอง
ติดตามพม่าไปเมืองตาก
เมืองกำแพงเพชร
และเมืองเพชรบูรณ์
ส่วนทัพหลวงนั้น
ตั้งค่ายรอรับครอบ-ครัวที่แตกฉานมาจากพิษณุโลกที่บางแขม
เมืองนครสวรรค์ ครั้นวันจันทร์
เดือน 6 แรม 11 ค่ำ พ.ศ. 2319
พม่าข้างเมืองอุทัยธานียกแยกขึ้นไปเมืองเพชรบูรณ์
กองทัพไทยตามไปพบกองทัพมังแยยางูที่บ้านนายยม
ใต้เมืองเพชรบูรณ์
เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 6 แรม 14 ค่ำ
ก็ระดมกำลังตีจนแตกพ่าย
พากันหนีไปทางเหนือ
เข้าไปในแดนลานช้าง พอถึงเดือน 7
ปีวอก พ.ศ. 2319 พระเจ้ากรุงธนบุรี
ทรงทราบว่ามีกองทัพพม่ากะละโบ่ตั้งอยู่ที่เมืองกำแพงเพชรประมาณ
2,000 คนเศษ จึงให้พระยายมราช
พระยาราชสุภาวดี พระยานครสวรรค์
ยกกองทัพไปสมทบกันตีพม่า
ส่วนพระองค์นั้น
เสด็จยกทัพหลวงไปตั้งอยู่ที่ปากคลองขลุง
พม่ารู้ข่าวก็รีบยกทัพหนีไปทางเหนือ
ส่วนพม่าอีกกองหนึ่งประมาณ 1,000
คนเศษ ได้ยกแยกมาทางทิศตะวันตก
เดินทัพเข้ามาถึงเมืองอุทัยธานี
เที่ยวเก็บทรัพย์จับผู้คนและเผาบ้านเรือนเสีย
ฆ่าหลวงตาลำบากตายแล้วยกหนีไปทางนารีซึ่งปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่า
"ครั้น ณ วันพฤหัสบดีเดือน 7
ขึ้น 13 ค่ำ
จึงเสด็จถอยกองทัพหลวงมาประทัพ
ณ เมืองนครสวรรค์
จึงชาวด่านเมืองอุทัยธานี
บอกลงมากราบทูลว่าทัพพม่ายกผ่านลงมาประมาณพันเศษ
เผาค่ายที่ด่านนั้นเสีย
แทงหลวงตาลำบากอยู่องค์หนึ่ง
แล้วยกไปทางนารี
จึงดำรัสให้หลวงเสนาภักดี
กองแก้วจินดา
ยกติดตามไปถ้าทันเขาจงตีให้แตกฉาน
แล้วให้ยกตามไปจนถึงเมืองชัยโชค"
ครั้นได้ข่าวว่าทัพพม่ากองหนึ่ง
ยกลงไปทางเมืองอุทัยธานี
จึงยกกองทัพลงมาทางด่านเขาปูน
ด่านสลักพระ
หมายจะไปตามตีพม่าทางเมืองอุทัยธานี
แล้วสั่งให้พระยายมราช
พระยาราชสุภาวดี
ซึ่งตั้งทัพอยู่ที่บ้านโคนเมืองกำแพงเพชร
ยกทัพลงมาตีกองทัพพม่าทางเมืองอุทัยธานีอีก
2 กองสมทบกับกองทัพมอญ
ของพระยารามัญวงศ์กอง 1
กวาดร่นมาตั้งแต่ทางเหนือ
มายังเมืองอุทัยธานี
ส่วนพระองค์นั้น
เสด็จกลับคืนพระนคร
เมื่อวันเสาร์เดือน 7 ขึ้น 14 ค่ำ
กองทัพเจ้าอนุรุธเทวา
ได้พบพม่าตระเวนหาเสบียงอาหารกองหนึ่ง
ที่เมืองสรรคบุรี
จึงเข้าตีแตกร่นหนีขึ้นไปสมทบกับพม่า
1,000 คน
ที่ตั้งค่ายอยู่ที่ด่านเมืองอุทัยธานี
ส่วนกองทัพพระยายม-ราช
พระยาราชสุภาวดี นั้น
ได้ยกลงมาตั้งค่ายประชิดอยู่ที่ด่านเมืองอุทัยธานี
ต่อมาขัดสนเสบียงอาหาร
จึงต้องถอยทัพมาตั้งอยู่ ณ
คอกไก่เถื่อน
ต่อมากองทัพเจ้าอนุรุธเทวา
หลวงเสนาภักดี กองแก้วจินดา
ได้มาพบกองทัพกะละโบ่ตั้งค่ายที่เมืองนครสวรรค์
เห็นเหลือกำลังจึงบอกไปยังกรุงธนบุรี
จึงให้กรมขุนอนุรักษ์สงคราม
หลานเธอ กรมขุนรามภูเบศร์
กับเจ้าพระยามหาเสนา
คุมพลไปตีกองทัพกะละโบ่ทางเมืองนครสวรรค์
แล้วให้กรมขุนอินทรพิทักษ์
ลูกเธอคุมทัพเรือหนุนไปช่วยอีก
แล้วพระองค์ก็เสด็จยกกองทัพหลวงทางเรือ
มาบัญชาการรบอยู่ที่เมืองชัยนาท
เมื่อเดือน 9
และพระองค์ได้โปรดให้เกณฑ์หากองทัพ
เมืองพิจิตร เมืองนครสวรรค์
เมืองอุทัยธานี
ลงมารวมกันที่ค่ายหลวง ณ
เมืองชัยนาทให้หมดสิ้น
ฝ่ายกองทัพพม่าซึ่งตั้งอยู่ ณ
ด่านเมืองอุทัยธานีนั้น
ขัดสนเสบียงอาหาร
จึงถอยค่ายเลิกทัพกลับไปพอดีกับกองทัพไทย
เข้าใจว่าตั้งอยู่ที่บ้านทัพหมื่น
บ้านทัพค่าย บ้านทัพหลวง
ยกทัพติดตามทันที่ บ้านทัพทัน
(คืออำเภอทัพทัน)
พม่าถูกไทยฆ่าตาย
แตกหนีแยกย้ายไม่เป็นระเบียบออกไปทางเขาดาวเรือง
ปลายเขตแดนบ้านโคกหม้อ
ขึ้นไปทางบ้านพลวงสองนาง
พม่าต่างหนี
ต่างปล้นสดมภ์เสบียงอาหาร
ฉุดคร่าหญิงสาวจนชาวบ้านกลัวรานต่างก็เอาลูกสาวไปซ่อนตามโพรงไม้ใหญ่ๆ
ซึ่งมีอยู่มากในป่าแถบนั้น
หลบซ่อนอยู่จนเวลารุ่งสาง
พอดีเวลาวัดย่ำฆ้องระฆังพระลุกขึ้นครองผ้าออกบิณทบาตร
หมู่บ้านแห่งนี้เรียกกันว่า
"บ้านโพรงซ่อนนาง"
(ต่อมาเรียกบ้านพลวงสองนาง)
ถัดมาเรียก "บ้านสว่างน้อย"
กองทัพไทยได้ขับไล่พม่าเตลิดหนีจนไม่สามารถตามทัน
จนรุ่งแจ้งก็ไม่เห็นพม่าจึงหยุดตั้งค่าย
ตรงที่ถัดจากบ้านว่างน้อยพักผ่อนหุงหาอาหารกินกันด้วยเสียเวลาหลับนอนรุกไล่พม่ามาหลายวันหลายคืน
ผ่านท้องที่ทุรกันดารมากมาย
ร่างกายต่างอ่อนเปลี้ยไปตามๆ
กัน ชาวบ้านที่หลบซ่อนพม่า
ก็สบายใจที่กองทัพไทยมาช่วย
ต่างจัดหาอาหารมาเลี้ยงทหารไทย
ท้องที่ตรงนั้นเรียกกันต่อๆ
มาว่า "บ้านสว่างแจ้งสบายใจ"
คือ บ้านสว่างอารมณ์
อำเภอสว่างอารมณ์ เดี๋ยวนี้
ครั้นวันพุธ
เดือนสิบ
ขึ้นค่ำหนึ่งพระยาราชภักดี
และพระยาพลเทพ
ที่ขึ้นไปตามพม่าทางเมืองเพชรบูรณ์
ได้พบพม่าที่บ้านนายยม
จึงขับไล่ตีพม่าแตก
หนีไปทางเมืองอุทัยธานี
จับได้เก้าคน
ส่วนที่หนีมาได้ครั้น
ทราบว่ากองทัพพม่าทิ้งค่ายที่เมืองอุทัยธานีเสียแล้ว
ก็หนีเลยไปสมทบกันที่เมืองนครสวรรค์
รวมกับพม่าที่หนีมาจากเมืองอุทัยธานีด้วย
ต่อมาก็ถูกกองทัพกรมขุนอนุรักษ์สงคราม
กรมขุนรามภูเบศร์
และเจ้าพระยามหาเสนาระดมกำลังตีกองทัพพม่าที่ค่ายเมืองนครสวรรค์แตกหนีเข้ามาทางเมืองอุทัยธานี
กองทัพไทยรุกไล่พม่าในเมืองอุทัยธานี
ได้ติดตามสมทบ
และทันกองทัพพม่าที่บ้านเดิมบางนางบวช
เมืองสุพรรณบุรีจึงตีกองทัพพม่าหนีร่นออกไปทางด่านเจดีย์สามองค์
|
<<< ย้อนกลับ || อ่านต่อ >>> |

|
|
|