|

|
| ประวัตศาสตร์-ความเป็นมา |
-หน้า
2- |
อาณาเขตจันทบูรหรือจันทบุรีในปัจจุบันนี้เป็นเมืองที่ขอมสร้างขึ้นร่วมสมัยเดียวกันกับลพบุรี
พิมาย และเพชรบูรณ์
แต่ขอมจะสร้างเมืองจันทบุรีนี้ขึ้นแต่ศักราชใดนั้นไม่มีหลักฐานปรากฏชัดแจ้ง
นอกจากจะสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยที่ขอมเริ่มแผ่อำนาจเข้าสู่เขตแดนลาวโดยอาศัยหลักโบราณคดีวินิจฉัยเปรียบเทียบดูศิลาแลงที่ใช้ก่อสร้าง
วิธีการสร้างเทวสถานแกะสลักซุ้มประตู
ฝาผนัง
และระเบียงเป็นรูปโพธิสัตว์
เทวดา
ประกอบทั้งลักษณะท่าทางของรูปสลักแล้ว
เห็นได้ว่ามีส่วนคล้ายคลึงกับโบราณวัตถุที่ปราสาทหินโบราณที่พิมาย
นั่นหมายถึงว่า มีอายุก่อน 1,000
ปีขึ้นไป
เศษจากศิลาแลงแผ่นใหญ่สลักลวดลายกนกต่าง
ๆ
รูปเทวดาพระโพธิสัตว์ที่ยังเหลืออยู่
เนินดินรอบถนนและซากแสดงภูมิฐานของที่ตั้งเมืองเหล่านี้
ที่มีอยู่ในสถานที่ที่เรียกว่า
เมืองเก่าหน้าเขาสระบาป
ในท้องที่ตำบลคลองนารายณ์
อำเภอเมืองจันทบุรีนั้นทำให้สันนิษฐานได้ว่า
เมืองเก่าเป็นเมืองที่สร้างขึ้นในสมัยขอมเป็นใหญ่
แต่ก็ยังไม่สามารถจะชี้ชัดว่าบุคคลหรือกษัตริย์องค์ใดเป็นผู้สร้าง
ปัจจุบันนี้ยังมีซากกำแพงก่อด้วยศิลาแลง
มีเชิงเทินเศษอิฐและหิน
ถนนปูด้วยศิลาแลง
ปรากฏเป็นเค้าเมืองเดิมอยู่
นอกจากนี้ยังมีศิลาแลงแผ่นใหญ่สลักเป็นลวดลายและกนกต่าง
ๆ มีรูปคนท่อนบนเปลือย
ท่อนล่างถือชายผ้าพกใหญ่
ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับภาพแกะสลักและกนกซุ้มประตูหน้าต่างและธรณีประตูที่ปราสาทหินพิมาย
นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า
เมืองที่กล่าวนี้
เป็นเมืองควนคราบุรี
ส่วนจันทบูรหรือจันทบุรี นั้น
น่าจะเป็นชื่อเสียงหรือชื่ออาณาเขตอย่างใดอย่างหนึ่ง
และควนคราบุรีก็น่าจะเป็นเมืองสำคัญในอาณาเขตจันทบูร
เช่นเดียวกับที่เมืองพิมายเป็นเมืองสำคัญในอาณาเขตโคตรบูร
เกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.ร.ต. แชน
ปัจจุสานนท์
ซึ่งเป็นผู้ที่สนใจและได้ทำการค้นคว้าในเรื่องชื่อเมืองจันทบุรีมีความเห็นว่า
คำว่า "ควนคราบุรี"
น่าจะเป็นคำเดียวกันกับ
"จันทบุรี" นั่นเอง
แต่มีผู้เขียนหรือแปลผิดเพี้ยนไป
อย่างไรก็ดี
เรื่องเกี่ยวกับชื่อเมืองนี้ยังหาข้อยุติมิได้
นิโคลาส เจอร์แวส (Nicolas Gervais)
ผู้เขียนเรื่องเมืองไทยสมัยสมเด็จพระนารายณ์-มหาราช
ได้กล่าวถึงเมืองจันทบูร (Chantaboun)
ว่า *
"จันทบูนเป็นเมืองที่สวยงามที่สุด
โดยปราศจากการโต้แย้งใด ๆ
(ของหัวเมืองทางใต้)
มีป้อมปราการเข็งแรงมาก
เจ้าเมืองหาง (Chaou Moeung Hang)
ผู้มีฉายาว่า พระองค์ดำ
ซึ่งเป็นผู้สร้างพิษณุโลกได้เป็นผู้ก่อตั้งเมืองนี้บนฝั่งแม่น้ำสายหนึ่งซึ่งมีชื่ออย่างเดียวกัน
จันทบูรเป็นเมืองชายแดนของเขมร
อยู่ห่างจากฝั่งทะเลเป็นระยะทางวันหนึ่งเต็ม
ๆ
ไทยกับเขมรได้รบกันเมื่อ (ค.ศ. 1373-1393)
เพื่อแย่งกันครอบครองเมืองจันทบูน
ซึ่งบางทีก็เรียกว่า
เมืองจันทบุรี (Chandraburi)
เมืองแห่งพระจันทร์
และอีกเมืองหนึ่งที่ชื่อว่า
เมืองชลบุรี (Choloburi)
หรือเมืองจุลบุรี (Culapuri)
เมืองเล็ก"
ตัวเมืองจันทบุรีเดิมตั้งอยู่หน้าเขาสระบาปฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจันทบุรี
ในบริเวณใกล้เคียงกับวัดทองทั่ว
ปัจจุบันนี้ยังมีซากตัวเมือง
กำแพงเมือง
ก่อด้วยศิลาแลงและเชิงเทินปรากฏอยู่ให้เห็นเป็นเค้าอยู่บ้าง
และสิ่งที่ขุดค้นพบมีศิลาจารึกและศิลารูปซุ้มประตู
สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งยืนยันได้ว่าที่ตรงนั้นเคยเป็นเมืองขอมมาแต่โบราณกาล
แต่นามเมืองเก่าจะได้ชื่อว่า
"จันทบุรี" หรือ "จันทบูน"
อย่างไรไม่ทราบชัด
แต่ชาวบ้านยังพากันเรียกว่า
"เมืองนางกาไว"
ตามชื่อผู้ปกครองเมืองสมัยนั้น
ซึ่งมีเรื่องราวเป็นนิยายอันจะเชื่อถือเอาเป็นจริงจังไม่ได้
และยังมีผู้ยืนยันต่อไปอีกว่าได้พบศิลาจารึกอันเป็นอักษรสันสกฤตที่ตำบลเขตสระบาป
มีเนื้อความว่า
"เมืองจันทบุรีแต่เดิมชื่อ
เมืองควนคราบุรี ตั้งมาประมาณ 1,000
ปีแล้ว พลเมืองเป็นชาติชอง
เป็นที่น่าเชื่อว่าเมืองนี้เป็นเมืองขอมมาแต่โบราณ
ก็เพราะยังมีชื่อตำบลบ้านขอมปรากฏอยู่จนทุกวันนี้
และในท้องที่อำเภอมะขาม
อำเภอโป่งน้ำร้อน
ก็มีพลเมืองที่เป็นเชื้อชาติชองอยู่อีกมาก
มีผู้เข้าใจว่าชาติชองนี้น่าจะสืบสายมาจากขอมโบราณ
พวกชองในปัจจุบันตั้งภูมิลำเนาทำมาหากินอยู่ในป่าซึ่งอยู่ติดกับเขตแดนเมืองพระตะบอง
ประเทศกัมพูชาประชาธิปไตยมีภาษาพูดอย่างหนึ่งต่างหากจากภาษาไทยและภาษาเขมร
นักปราชญ์ในทางมนุษย์วิทยาได้จัดให้อยู่ในจำพวกตระกูลมอญ-เขมร
เช่นเดียวกันกับพวกขอมโบราณเหมือนกัน
พวกชองชอบลูกปัดสีต่าง ๆ
และนิยมใช้ทองเหลืองเป็นเครื่องประดับเหมือนอย่างเช่นพวกกระเหรี่ยงที่อยู่ในเขตเมืองกาญจนบุรี
เข้าใจว่าเดิมทีเดียวชนจำพวกนี้คงจะตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ตามท้องที่ต่าง
ๆ ในเขตเมืองจันทบุรีเต็มไปหมด
เพิ่งจะถอยร่นเข้าป่าเข้าดงไปเมื่อพวกไทยมีอำนาจเข้าครอบครองเมืองจันทบุรีในสมัยกรุงศรีอยุธยา
สมัยกรุงศรีอยุธยา
พวกขอมคงจะปกครองเมืองจันทบุรีอยู่ประมาณ
400 ปี
จนกระทั่งเสื่อมอำนาจลงในปลายพุทธศตวรรษที่
17
พวกไทยทางอาณาจักรฝ่ายใต้ซึ่งมีราชธานีอยู่ที่เมืองสุพรรณภูมิ
(เมืองอู่ทอง)
จึงเข้ายึดเมืองจันทบุรีไว้ได้
จันทบุรีจึงรวมอยู่ในอาณาจักรไทยทางฝ่ายใต้เรื่อยมา
มีหลักฐานที่ควรจะเชื่อได้ว่าเมืองนี้เคยเป็นเมืองขึ้นของไทยมาแล้วแต่ในสมัยอู่ทองก็คือ
เมื่อพระเจ้าอู่ทองทรงสร้างกรุงศรีอยุธยาขึ้นใน
พ.ศ. 1893 ทรงประกาศว่า กรุงศรีอยุธยา
มีประเทศราช 16 หัวเมือง
มีเมืองจันทบุรีรวมอยู่ด้วยเมืองหนึ่ง
เมื่อ พ.ศ. 1927 พระราเมศวร
เสด็จขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ได้
แล้วกวาดต้อนเชลยชาวลานนาลงมาไว้ในเมืองต่าง
ๆ
ทางปักษ์ใต้และชายทะเลตะวันออกหลายเมือง
เช่น เมืองนครศรีธรรมราช สงขลา
พัทลุง และจันทบุรี
จึงน่าจะอนุมานได้ว่าพวกไทยเราคงจะออกมาตั้งถิ่นฐานบ้านช่องกันอยู่อย่างมากมายแล้ว
ตั้งแต่ในแผ่นดินพระราเมศวรเป็นต้น
ครั้นต่อมาชาวไทยที่ถูกกวาดต้อนเข้ามาในครั้งนั้นคงจะได้สมพงษ์กับชาวพื้นเมืองเดิม
เช่น พวกขอมและพวกชอง เป็นต้น
จึงทำให้สำเนียงและคำพูดบางคำตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีผิดแผกแตกต่างไปจากทางภาคกลางและภาคพายัพบ้าง
แต่แม้จะผิดแผกแตกต่างกันไปประการใดก็ตาม
ชาวเมืองจันทบุรีก็ยังคงใช้ภาษาไทยเป็นภาษาท้องถิ่นพูดกันอยู่โดยทั่วไปตลอดทั้งจังหวัด
ยกเว้นแต่คนหมู่น้อย เช่น
พวกจีนและญวนซึ่งอพยพเข้ามาอยู่ใหม่
ในชั้นหลังเท่านั้นที่ยังคงพูดภาษาของตนอยู่
ต่อมาได้มีการย้ายตัวเมืองจากเมืองเดิมที่เขาสระบาป
ตำบลคลองนารายณ์
มาสร้างเมืองใหม่ที่บ้านลุ่มซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจันทบุรี
ซึ่งเข้าใจกันว่าจะย้ายมาตั้งแต่สมัยแผ่นดินพระบรมไตรโลกนาถ
เป็นต้นมา
เพราะในรัชกาลนี้ทรงจัดระเบียบการปกครองใหม่คือ
ทรงจัดตั้งตำแหน่งจตุสดมภ์
มีเวียง วัง คลัง นา ขึ้น
และทรงตั้งตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีขึ้นอีก
2 ตำแหน่ง คือ
ฝ่ายทหารตำแหน่งหนึ่งมีชื่อเรียกว่า
สมุหกลาโหม
และฝ่ายพลเรือนตำแหน่งหนึ่งมีชื่อเรียกว่า
สมุหนายก
ส่วนนอกราชธานีออกไปก็จัดการปกครองหัวเมืองต่าง
ๆ
ลดหลั่นกันลงไปตามความสำคัญของเมืองนั้น
ๆ โดยทรงตั้งเป็นเมืองเอก โท ตรี
และจัตวาขึ้นตามลำดับไป
จึงทำให้เข้าใจว่าเมืองจันทบุรีน่าจะย้ายมาตั้งที่ตรงบ้านลุ่มในสมัยนี้ด้วย
เพราะเมืองเดิมที่เขาสระบาปนั้นมีภูเขากระหนาบอยู่ข้างหนึ่ง
คงไม่มีทางที่จะขยายให้ใหญ่โตออกไปกว่าเดิมได้
เหตุผลที่ต้องย้ายเมืองมาตั้งใหม่
ก็คงเนื่องมาจากเมืองเก่าอยู่ห่างไกลลำน้ำมาก
การคมนาคมไม่สะดวกแก่พลเมืองในการไปมาค้าขาย
เมื่อสร้างเมืองใหม่ได้มีการขุดดินถมเป็นเชิงเทินมีร่องคูรอบเมือง
ภายในเมืองได้สร้างศาลเจ้าพ่อหลักเมือง
วัดวาอาราม
แต่บัดนี้ได้ปรักหักพังจนแทบไม่มีอะไรเหลือ
ต่อมาภายหลังทางราชการได้จัดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสภาพบ้านเมืองมาหลายครั้งหลายคราว
จึงทำให้รูปร่างของเมืองเดิมลางเลือนไปจนไม่มีอะไรจะเป็นที่สังเกตได้ |
<<< ย้อนกลับ || อ่านต่อ >>> |

|
|
|
|