|
จังหวัดชลบุรี
|
ประวัติศาสตร์-ความเป็นมา
|
-หน้า
2- |
พระพนัสบดี
มีพระพุทธลักษณะแปลกว่าพระพุทธรูปอื่นๆ
คือ
เป็นพระพุทธรูปปางประทับยืนบนดอกบัว
ยกพระหัตถ์ทั้งสองเสมอพระอุระ
จีบนิ้วพระหัตถ์ทั้งสอง เช่น
พระพุทธรูปปางปฐมเทศนา
บนฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองมีลายธรรมจักร
เบื้องพระปฤษฎางค์มีประภามณฑล
ประทับยืนบนสัตว์ที่แปลกพิเศษกว่าสัตว์ทั้งหลาย
เป็นภาพสัตว์ที่เกิดจากจินตนาการจากประติมากรผู้สร้างพระพุทธรูป
คือ นำโค ครุฑ หงส์
มารวมเป็นสัตว์ตัวเดียวกัน
สัตว์นั้นหน้าเป็นครุฑ
เขาเป็นโค ปีกเป็นหงส์ โค ครุฑ
หงส์
เป็นพาหนะของเทพเจ้าทั้งสาม คือ
พระอิศวรทรงโค
พระนารายณ์ทรงครุฑ
พระพรหมทรงหงส์
เมื่อรวมกันเข้าจึงเป็นสัตว์พิเศษที่มีเขาเป็นโค
มีจงอยปากเป็นครุฑ
และมีปีกเป็นหงส์
ผู้สร้างอาจหมายถึงพระพุทธเจ้าอาศัยศาสนาพราหมณ์เป็นพาหนะ
ในการประกาศพระศาสนาหรือหมายถึงพระพุทธเจ้าทรงชัยชนะ
แล้วซึ่งศาสนาพราหมณ์ก็ได้
สมัยพระยาพิพิธอำพลเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี
นอกจากมีการขุดพบพระพนัสบดีแล้ว
เมื่อ พ.ศ. 2460 บริเวณหน้าวัดพระธาตุ
มีคนขุดพบกรุพระพิมพ์เนื้อตะกั่ว
สนิมแดง คราบไขขาว
มีพระพุทธลักษณะเช่นเดียวกับพระร่วงหลังรางปืน
สวรรคโลก
พระร่วงหลังลายผ้าลพบุรี
เป็นพุทธศิลปสมัยทวารวดี
พระเนตรโปนประหนึ่งตาตั๊กแตน
ไม่ทรงเครื่องอลังการ
พระเศียรไม่ทรงเทริด
พระหัตถ์ขวาหงายทาบพระอุระ
มีดอกจันทน์บนฝ่าพระหัตถ์
อาณาจักรพระเครื่องถวายนามว่า
พระร่วงหน้าพระธาตุ มี 2 พิมพ์ คือ
ชายจีวรแผ่กว้าง
และชายจีวรธรรมดา องค์พระสูง 5
เซนติเมตร ชนิดชายจีวรแผ่กว้าง
องค์พระกว้าง 2.5 เซนติเมตร
ชนิดชายจีวรธรรมดา องค์พระกว้าง 2
เซนติเมตร
นับเป็นพระกรุที่เลื่องชื่อลือชาในอาณาจักรพระเครื่องยิ่งนัก
นอกจากนั้น
ยังขุดพบพระพุทธรูปสมัยทวารวดีอีกหลายองค์
และพระพิมพ์เนื้อดินดิบขนาดใหญ่
บริเวณหน้าพระธาตุ
วัดกลางคลองหลวง วัดห้วยสูบ ฯลฯ
โบราณวัตถุที่ขุดพบ
ส่วนใหญ่เป็นศิลปะสมัยทวารวดีเช่นเดียวกับเมืองศรีพะโร
แต่เมืองศรีพะโรนั้นไม่ปรากฏว่าได้พบพระพุทธรูปหรือกรุพระพิมพ์
เท่าเมืองพระรถหรือเมืองพนัสนิคม
สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี
ปรากฎชื่อเมืองชลบุรีปรากฏเป็นหลักฐานทำเนียบ
ศักดินาหัวเมือง
ตราเมื่อมหาศักราช 1298 ตรงกับ พ.ศ. 1919
ในรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราช
(ขุนหลวงพะงั่ว)
ออกชื่อเมืองชลบุรีเป็นเมืองชั้นจัตวา
ผู้รักษาเมืองเป็นที่ออกเมืองชลบุรีศรีมหาสมุทร
นา 2400 ขึ้นประแดงอินทปัญญาซ้าย
ปรากฏในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา
ฉบับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงชำระเรียบเรียง
เมื่อ พ.ศ. 1927 ถึง 1929
รัชสมัยสมเด็จพระราเมศวร
กองทัพพระยากัมพูชายกเข้ามาถึงเมืองชลบุรี
กวาดต้อนครอบครัวอพยพหญิงชายเมืองชลบุรีและเมืองจันทบูร
คนประมาณ 6-7 พันคน ไปเมืองกัมพูชา
เมื่อ พ.ศ. 2130
รัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ทหารกัมพูชาก็ได้ยกทัพมากวาดต้อนครอบครัวเมืองชลบุรีไปอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อกรุงศรีอยุธยาถูกกองทัพพม่าล้อมใน
พ.ศ. 2309
กรมหมื่นเทพพิพิธพยายามเกลี้ย-กล่อมชาวหัวเมืองตะวันออก
ตั้งแต่เมืองจันทบุรีตลอดถึงปราจีนบุรีเข้ากองทัพด้วยหวังว่าจะยกไปช่วยกรุงศรีอยุธยารบพม่า
ชาวชลบุรีก็เต็มใจสนับสนุน
พาสมัครพรรคพวกเข้ากองทัพกรมหมื่นเทพพิพิธเป็นอันมาก
จนแทบจะทิ้งให้ชลบุรีเป็นเมืองร้าง
ขณะนั้นพระยาแม่กลอง (เสม)
เป็นข้าหลวงออกไปเร่งส่วยหัวเมืองชายทะเลฝั่งตะวันออก
พักค้างอยู่เมืองชลบุรี
ไม่ยินดีเข้าร่วมมือในกรมหมื่นเทพพิพิธ
พยายามรักษาเงินส่วยที่เก็บรวบรวมได้มานั้นแอบแฝงหลบภัยอยู่ในชลบุรี
ครั้งกรมหมื่นเทพพิพิธยกกองทัพไปตั้งมั่นที่เมืองปราจีนบุรีบอกเข้าไปยังกรุงให้กราบบังคมทูลขออาสาเป็นผู้ป้องกันพระนคร
ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินทรงพระราชดำริเห็นว่า
กรมหมื่นเทพพิพิธทำการซ่องสุมกำลังโดยบังอาจ
แล้วยังทนงเอื้อมเข้าไปขอป้องกันกรุงด้วยความมักใหญ่ใฝ่สูง
ชะรอยจะมีความไม่สุจริตเคลือบแฝงอยู่ด้วย
จึงโปรดให้กองทัพออกไปปราบ
กรมหมื่นเทพพิพิธกลับต่อสู้กองทัพกรุง
รบบุกบั่นผลัดกันแพ้ชนะ
จนกำลังย่อยยับลงทั้งสองฝ่าย
ครั้นพม่าล้อมกรุงกระชั้นชิดมั่นคงแล้ว
ได้ทราบว่ากรมหมื่นเทพพิพิธยังตั้งทัพประจัญอยู่ที่เมืองปราจีนบุรี
พม่าจึงส่งกองทัพออกไปตีเพราะทัพกรมหมื่นเทพพิพิธบอบช้ำอยู่แล้ว
ถูกกองทัพพม่าซ้ำเติมจึงพาลแตกเอาง่ายๆ
ผู้คนล้มตายมากต่อมาก
ที่ยังเหลือก็กระจัดพรัดพรายไม่เป็นส่ำ
เหตุการณ์ครั้งนั้น
ได้ทำให้เมืองฉะเชิงเทราและเมืองชลบุรีต้องร้างอยู่ชั่วคราว
ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าตากสิน
เมื่อยังดำรงพระยศเป็นพระยากำแพงเพ็ชร
ทรงพาพรรคพวกออกไปหากำลังทางหัวเมืองภาคตะวันออก
เดินทางผ่านเมืองชลบุรีซึ่งขณะนั้นว่างร้างเสียแล้ว
เสด็จเลยไปประทับแรมบางละมุง
และเสด็จต่อไปยังเมืองระยอง
ในระหว่างประทับอยู่ที่เมืองระยอง
กรมการเมืองระยองมีขุนราม
หมื่นซ่อง
เป็นหัวหน้าคิดประทุษร้ายยกพวกลอบมาปล้นค่ายในเวลากลางคืน
สมเด็จพระเจ้าตากสินต่อสู้ป้องกัน
ปราบพวกคิดร้ายแตกกระจายไป
แต่พวกนั้นยังไม่เลิกพยายามที่จะคิดกำจัด
จึงแยกออกเป็น 2 หน่วย ขุนราม
หมื่นซ่อง คุมหน่วยหนึ่ง
ไปตั้งระหว่างทางจากระยองไปเมืองจันทบุรี
นายทองอยู่ นกเล็ก คุมหน่วยหนึ่ง
เล็ดลอดมาตั้งซ่องสุมอยู่บางปลาสร้อยเมืองชลบุรี
ทั้งสองหน่วยนี้
คงจะมุ่งหมายช่วยกันตีกระหนาบกองทัพสมเด็จพระเจ้าตากสิน
แต่สมเด็จพระเจ้าตากสินรีบเสด็จไปทำลายกำลังขุนราม
หมื่นซ่องเสียก่อน
แล้วเสด็จวกกลับมาเมืองชลบุรีเพื่อจะปราบนายทองอยู่
นกเล็ก ให้สิ้นฤทธิ์
(บริเวณที่ตั้งค่ายของสมเด็จพระเจ้าตากสินครั้งนั้น
บัดนี้ก็ยังเรียกเป็นชื่อหมู่บ้าน
และชื่อสะพาน คือบ้านในค่าย,
สะพานหัวค่าย) ฝ่ายนายทองอยู่
นกเล็ก ยอมอ่อนน้อมโดยดี
จึงโปรดให้ช่วยรักษาเมืองชลบุรี
เพื่อราษฎรจะได้ตั้งทำมาหากินเป็นกำลังแก่บ้านเมืองต่อไป
และคอยช่วยปราบพวกสลัดซึ่งเวลานั้นชุกชุมที่สุด
ข้อสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ
ถ้ามีใครสมัครจะไปเข้ากองทัพสมเด็จพระเจ้าตากสิน
ให้นายทองอยู่ นกเล็ก
ช่วยสนับสนุน
อย่ากีดกันเป็นอันขาด
เมื่อทรงจัดที่ชลบุรีเสร็จแล้ว
สมเด็จพระเจ้าตากสินก็เสด็จยกทัพไปยังเมืองระยอง
แล้วต่อไปยังเมืองจันทบุรี
ตั้งรวบรวมกำลังอยู่อย่างรีบร้อน
ฝ่ายนายทองอยู่ นกเล็ก
ชั้นต้นก็ปฏิบัติตามพระบัญชา
แต่ต่อมากลับเหลวไหลเป็นใจด้วยพวกสลัด
และคอยขัดขวางมิให้ใครๆ
ไปสมัครเข้ากองทัพสมเด็จพระเจ้าตากสินโดยสะดวก
ครั้นสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงตระเตรียมกำลังได้เพียงพอสำหรับยกกลับไปปราบพม่าที่ยึดกรุงเก่าแล้วก็เคลื่อนกองทัพเรือออกจากเมืองจันทบุรี
ตรวจกวาดล้างสลัดทะเลฝั่งตะวันออกตลอดมาถึงชลบุรี
ได้ความว่า นายทองอยู่ นกเล็ก
และพวกกลับประพฤติการร้าย
หากำลังโดยทุจริต
มิได้คิดปลูกเลี้ยงชาวเมืองให้เป็นปึกแผ่นตามสมควรแก่หน้าที่ซึ่งทรงมอบหมายไว้
จึงโปรดให้ปลดนายทองอยู่ นกเล็ก
และพวกออกหมดแต่จะทรงพระกรุณาให้ผู้ใดรักษาเมืองแทนต่อจากนายทองอยู่
นกเล็ก ยังไม่ได้ความ
มาปรากฏเมื่อตอนสิ้นรัช-กาลสมเด็จพระเจ้าตากสินว่า
พระยาชลบุรี บุตรเจ้าพระยาจักรี
(หมุด) ต้นสกุล สมุทรานนท์
สมุหนายก
อัครมหาเสนาบดีคนแรกสมัยกรุงธนบุรี
เป็นผู้รักษาเมือง |
<<< ย้อนกลับ || อ่านต่อ >>> |

|
|
|
|