|
 |
|
ประวัตศาสตร์-ความเป็นมา |
หัวเมืองภาคตะวันออกนับตั้งแต่เมืองชลบุรี
เมืองระยอง เมืองจันทบูร
และเมืองตราด
รวมทั้งเมืองพุทไธมาศ
(เมืองสีหนุวิลล์
เดิมเป็นหัวเมืองของไทย)
แม้ว่าจะเป็นเมืองสำคัญชายฝั่งทะเลมาตั้งแต่สมัยกรุงเศรีอยุธยาตอนต้น
แต่กระนั้นก็ตามไม่ค่อยจะมีเรื่องราวปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารมากนัก
เพราะเหตุว่าเป็นเมืองที่สงบสุข
ข้าวปลาอาหารบริบูรณ์
ไม่เคยเกิดข้าวยากหมากแพง
ส่วนปัญหาด้านการเมืองก็ไม่เคยคิดกบฏต่อราชธานี
จึงไม่มีเหตุการณ์สำคัญ
หรือเรื่องราวร้ายแรงที่พระราชพงศาวดารจะต้องบันทึกไว้
ฉะนั้นเรื่องราวเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในหัวเมืองภาคตะวันออกจึงค้นพบน้อยมากในเอกสารประวัติศาสตร์
จะพบอยู่บ้างก็กระท่อนกระแท่นไม่ค่อยจะต่อเนื่อง
เหตุการณ์ด้านประวัติศาสตร์ที่ปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ในพระราชพงศาวดารของหัวเมืองเหล่านี้
เพิ่งปรากฏชัดเจนในสมัยตอนกรุงศรีอยุธยาใกล้จะเสียกรุงครั้งที่สอง
เพราะว่าชุมชนหัวเมืองภาคตะวันออกไม่ถูกกองทัพพม่ากวาดต้อนผู้คน
บ้านเมืองไม่แตกระส่ำระสาย
ส่วนหัวเมืองบริเวณภาคกลางที่ล้อมรอบกรุงศรีอยุธยาถูกกองทหารพม่ากวาดต้อนปล้นสะดม
เข่นฆ่าราษฎรตอนที่ล้อมกรุงฯ
ฉะนั้นหัวเมืองภาคตะวันออกจึงมีสภาพปรกติสุข
เพียบพร้อมด้วยกำลังผู้คน
เสบียงอาหาร และศัสตราวุธ
เป็นผลให้ผู้นำทัพที่จะกอบกู้อิสระภาพจึงมุ่งที่จะมารวบรวมกำลังซ่องสุมผู้คน
และกองทัพในหัวเมืองภาคตะวันออกถึง
2 ท่าน คือ (1) กรมหมื่นเทพพิพิธ
เชื้อพระวงศ์ผู้ใหญ่ได้มารวบรวมกองกำลังเมื่อ
พ.ศ.2308 ก่อนเสียกรุงฯ (2)
พระเจ้าตากสิน
สมัยดำรงตำแหน่งพระยาวชิรปราการแม่ทัพ
หรือพระยากำแพงเพชร
ได้มาซ่องสุมผู้คนในหัวเมืองภาคตะวันออกตอนใกล้จะเสียกรุงฯ
กรมหมื่นเทพพิพิธไปซ่องสุมกำลังที่หัวเมืองภาคตะวันออก
กรมหมื่นเทพพิพิธ
เป็นโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ
พระนามเดิมว่า
"พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าแขก"
เป็นพระเชษฐาต่างพระมารดากับ
พระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าเอกทัศน์
(พระเจ้าเอกทัศน์)
และพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าดอกมะเดื่อ
(พระเจ้าอุทุมพร)
ครั้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าบรมโกศเสด็จสวรรคตเมื่อ
พ.ศ.2301 กรมหมื่นเทพพิพิธสนับสนุน
พระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าดอกมะเดื่อ
ซึ่งดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล
(ตำแหน่งรัชทายาท)
ได้ครองราชสมบัติ
แต่พระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าเอกทัศน์ผู้เป็นพี่รีบลาผนวชออกมา
ประจวบกับ
พระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าดอกมะเดื่อรักสงบ
ไม่ชอบการขัดแย้งจึงสละราชสมบัติเสด็จออกทรงผนวช
กรมหมื่นเทพพิพิธเกรงราชภัยจะถึงตน
จึงออกผนวชที่วัดกระโจม
แต่กระนั้นก็ตามเมื่อสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ได้ครองราชย์จึงโปรดเกล้าฯ
ให้กรมพระตำรวจทั้งแปดไปจับตัวมาหวังจะประหารชีวิตเสีย
แต่ขุนนางกราบบังคมทูลว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ผู้ใหญ่ไม่มีความผิดชัดเจน
ไม่ควรประหารในระหว่างทรงพรตในเพศสมณะ
จึงสั่งให้จองจำไว้
ครั้นกำปั่นจะไปลังกาทวีปเพื่อส่งพระวิสุทธาจารย์
และพระวรญาณมุนีไปเผยแผ่พุทธศาสนาสยามวงศ์ที่เมืองลังกา
จึงให้เนรเทศกรมหมื่นเทพพิพิธไปกับเรือกำปั่นนั้นด้วย
กรมหมื่นเทพพิพิธพำนักที่เมืองลังกาได้
4-5 ปี
ต่อมาภายหลังทราบว่ากรุงศรีอยุธยาถูกกองทัพพม่าล้อมอยู่
จึงหาโอกาสหนีกลับมาเมืองไทยอีก
ได้โดยสารเรือกำปั่นแขกลูกค้าเมืองเทศมายังเมืองมะริด
เมื่อ พ.ศ.2305
ต่อมาเมื่อ
พ.ศ.2307
กองทัพพม่ายกมาตีเมืองมะริด
ตะนาวศรี
กรมหมื่นเทพพิพิธจึงหนีมาอาศัยอยู่ที่เมืองเพชรบุรี
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอุทุมพร
(ลาผนวชมารักษากรุงฯ)
ทราบเรื่องราวกรมหมื่นเทพพิพิธตกยากอยู่ที่เพชรบุรี
จึงโปรดเกล้าฯ
ให้ไปอยู่เมืองจันทบูรในปีเดียวกันนั้น
เมื่อกรมหมื่นเทพพิพิธมาอยู่เมืองจันทบูรนั้น
ข่าวกองทัพพม่าล้อมกรุงฯ
ปล้นสะดมชาวเมืองในหัวเมืองใกล้เคียง
และเข่นฆ่าชาวบ้านชาวเมืองล้มตายเป็นจำนวนมาก
ผู้คนได้รวมตัวกันเป็นชุมนุมตั้งค่ายป้องกันตัว
ดังค่ายบ้านบางระจัน เป็นต้น
ชาวหัวเมืองในภาคตะวันออกต่างก็เห็นว่า
เชื้อพระวงศ์ผู้ใหญ่ได้มาพำนักที่เมืองจันทบูร
ต่างพากันมาสวามิภักดิ์
หวังจะให้เป็นหัวหน้าต่อสู้กองทัพพม่า
ซึ่งพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาบันทึกไว้หน้า
146 ว่า
"ฝ่ายเจ้ากรมหมื่นเทพพิพิธซึ่งไปอยู่
ณ เมืองจันทบูรนั้น
บรรดาคนชาวหัวเมืองทั้งหลาย
ฝ่ายตะวันออกชวนกันนับถือ
พากันมาสวามิภักดิ์พึ่งบารมีกันอยู่เป็นอันมาก
กรมหมื่นเทพพิพิธจึงพาคนทั้งหลายนั้นเข้ามาอยู่
ณ เมืองปราจีนบุรี
และคนชาวหัวเมืองนครนายก
เมืองปราจีนบุรี
เมืองฉะเชิงเทรา เมืองชลบุรี
เมืองบางละมุง
เลื่องลือกันว่าจะเสด็จยกเข้ารบพม่าช่วยกรุงเทพมหานคร
(สมัยโบราณเรียกอยุธยาว่า
กรุงเทพมหานคร เช่นเดียวกัน)
จึงพากันมาเป็นพวก
มาเข้าด้วยเป็นหลายพัน
ทูลรับอาสาจะรบพม่า
กรมหมื่นเทพพิพิธจึงให้ตั้งค่าย
ณ เมืองปราจีนบุรี
จึงแต่งให้หมื่นเก้า
หมื่นศรีนาวา
ชาวเมืองปราจีนบุรี
และนายทองอยู่น้อย
(พระราชพงศาวดารฉบับบริติชมิวเซียมว่า
"นายทองอยู่ นกเล็ก")
ชาวเมืองขลบุรี
คนทั้งสามนี้เป็นนายซ่องฝีมือเข้มแข็ง
ให้เป็นนายทัพหน้าคุมพลชาวหัวเมืองต่างๆ
สองพันเศษยกมาตั้งค่าย ณ
ปากน้ำโยธกา
คนทั้งหลายต่างส่งหนังสือกลับเข้ามาถึงพรรคพวกญาติ
ซึ่งอยู่ในกรุงเทพมหานคร
คนในกรุงเทพมหานครรู้ก็ยินดี
คิดพาครอบครัวหนีจากพระนครออกไปเข้าด้วยกรมหมื่นเทพพิพิธเป็นอันมาก
บรรดาหม่อมเจ้าชายหญิงซึ่งเป็นพระหน่อในกรมหมื่นเทพพิพิธ
กับทั้งหม่อมห้ามข้าไทก็หนีออกไปหาเจ้า
และพระยารัตนาธิเบศนั้นก็พาพรรคพวกหนีออกไปเข้าด้วย
ช่วยกันคิดการซึ่งจะทำสงครามกับพม่า"
(นายซ่อง
คือหัวหน้าซ่องสุมกำลังพล)
เหตุการณ์ที่กรมหมื่นเทพพิพิธตั้งค่ายซ่องสุมผู้คนที่เมืองปราจีนบุรีนั้นอยู่ระหว่าง
พ.ศ.2308
ซึ่งกองทัพพม่ายังตีกรุงศรีอยุธยาไม่แตก
แต่พม่าได้ส่งกองทัพเข้าตีปล้นสะดมหัวเมืองต่างๆ
ใกล้เคียงกับกรุงศรีอยุธยา
ครั้งแม่ทัพพม่าทราบว่ามีค่ายเจ้านายไทยตั้งอยู่ที่เมืองปราจีนบุรี
จึงให้เมฆราโบและกวนจอโบสองนายเป็นแม่ทัพคุมพล
3,000
ยกทัพออกไปตีค่ายที่ปากน้ำโยธกา
ต่อสู้กันเป็นสามารถ
หักค่ายปากน้ำโยธกา
จับตัวหมื่นเก้า หมื่นศรีนาวา
ฆ่าเสีย |
|
|