|

จังหวัดปราจีนบุรีเคยเป็นหัวเมืองเก่าแก่มาตั้งแต่โบราณตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุวรรณภูมิ
อาณาจักรทวาราวดี อาณาจักรฟูนัน
อาณาจักรอีศานปุระ
อาณาจักรลพบุรี
ซึ่งแต่เดิมเคยมีชื่อตามหลักศิลาจารึกว่า
"เมืองอวัธยปุระ"
"เมืองพระรถ" หรือ
"เมืองมโหสถ" เมืองอวัธยปุระ
อำเภอศรีมหาโพธิ
จังหวัดปราจีนบุรี
นอกจากเมืองโบราณและโบราณสถาน
โบราณวัตถุ ขนาดใหญ่และสวยงาม
อันแสดงให้เห็นถึงระดับความเจริญแล้ว
ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์
อันเป็นที่ตั้งของเมือง
ยังแสดงให้เห็นชัดมีความสำคัญเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการคมนาคมในทางภูมิศาสตร์
ภายในเมืองมีโคกเนินที่เป็นศาสนสถาน
ทั้งที่สร้างด้วยศิลาแลงและอิฐหลายแห่ง
ซึ่งล้วนมีขนาดใหญ่
บริเวณเหล่านี้มีเศษกระเบื้องเกลื่อนกลาด
เศษกระเบื้องที่พบมีหลายสมัย
นับตั้งแต่สมัยทวาราวดี ลพบุรี
จนถึงสุโขทัยและอยุธยา
ที่เมืองอวัธยปุระนี้
การชลประทานเพื่อกักน้ำไว้ใช้เจริญมาก
บริเวณเมืองอวัธยปุระได้พบหลักศิลาจารึกที่เนินสระบัว
ตำบลโคกปีบ อำเภอโคกปีบ
จังหวัดปราจีนบุรี มีข้อความว่า
มหาศักราช 683 ปีฉลูนักษัตร แรม 1 ค่ำ
เดือน 7 วันพุธ (ตรงกับ พ.ศ. 1304) |
|
|
เมืองอวัธยปุระ "เมืองพระรถ"
เมืองมโหสถ
หรือเมืองปราจีนบุรีในปัจจุบัน
ได้เกิดขึ้นในอาณาจักรสุวรรณภูมิ
เมื่อพระพุทธศาสนาล่วงมาได้ 300 ปี
ประมาณพุทธศตวรรษที่ 3
สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช
กษัตริย์แห่งอินเดีย
ได้จัดส่งพระเถระ 2 รูป คือ
พระโสณะ และพระ- อุตระ
เข้ามาเผยแพร่พุทธศาสนาในอาณาจักรสุวรรณภูมิ
ลัทธิหินยาน
ซึ่งเป็นลัทธิหนึ่งในพุทธศาสนา
จึงอุบัติขึ้นในดินแดนสุวรรณภูมิ
และเจริญรุ่งเรืองสืบมาซึ่งจะเห็นได้จากโบราณวัตถุต่างๆ
เป็นต้นว่า รูปธรรมจักรและกวาง
สถูปศิลา พระพุทธรูปปางต่างๆ
อันหมายถึง อุเทสิกะเจดีย์
ต้นศรีมหาโพธิ์
ซึ่งได้พันธุ์มาจากเมืองพุทธคยา
ประเทศอินเดีย อันหมายถึง
บริโภคเจดีย์
ซึ่งประดิษฐานอยู่ในเมืองนี้
ตลอดมา
ต่อมาเมืองอวัธยปุระได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรฟูนันระยะหนึ่ง
จนกระทั่งจวบถึงพุทธศตวรรษที่ 11
อาณาจักรทวาราวดีได้มีอำนาจในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาโดยสืบเชื้อสายมาจากอาณาจักรสุวรรณภูมิ
และได้แผ่อำนาจมาถึงเมืองอวัธยปุระ
จนกระทั่งในพุทธศตวรรษที่ 16
อาณาจักรทวาราวดีถึงจุดเสื่อม
และล่มจมลง
เมืองอวัธยปุระจึงต้องตกไปอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรอีศานปุระ
(อาณาจักรเจนละ)
จากหลักฐานการค้นพบศิลาจารึกที่บริเวณเนินสระบัว
ตำบลโคกปีบ อำเภอโคกปีบ
จังหวัดปราจีนบุรี
ซึ่งจารึกเป็นตัวอักษรขอมโบราณ
จึงเป็นหลักฐานยืนยันว่าเมืองอวัธย-ปุระ
น่าจะมีชนชาติขอมอาศัยอยู่ด้วย
และนับถือพุทธศาสนาลัทธิมหายาน
เมืองอวัธยปุระในสมัยนี้มีสภาพเป็นหัวเมืองใหญ่มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและการปกครอง
ทั้งได้ถ่ายทอดคติความเชื่อในพุทธ-ศาสนาลัทธิมหายานและศาสนาพราหมณ์
นิกายต่างๆ เริ่มแพร่หลาย
ดังนั้นพระพุทธรูปในลัทธิมหายานและรูปศิวลึงค์
เทวสถาน
อันเป็นเครื่องหมายแทนรูปเคารพตามคติความเชื่อในสมัยนั้น
จึงปรากฏร่องรอยทิ้งซากปรักหักพังให้เห็นดังในปัจจุบัน
นักประวัติศาสตร์โบราณคดี
กำหนดเรียกศิลปโบราณวัตถุที่ขุดพบในจังหวัดปราจีนบุรี
และแถบตะวันออกของประเทศไทยว่า
"กลุ่มของโบราณดงศรีมหาโพธิ"
ศิลปโบราณวัตถุดังกล่าวนี้เป็นเครื่องหมายสัญลักษณ์
เพื่อระลึกถึงพระพุทธเจ้าศาสดาแห่งพระพุทธศาสนา
ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 14-18
อาณาจักรลพบุรีเริ่มมีอำนาจขึ้นในดินแดนสุวรรณภูมิ
ต่อมาในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
กษัตริย์แห่งอาณาจักรขอม
ได้แผ่ขยายอาณาเขตไปทั่วคาบสมุทรอินโด-จีน
ตลอดแหลมสุวรรณภูมิ
เมืองอวัธยปุระ หรือ
เมืองศรีมโหสถ
จึงตกอยู่ภายใต้อำนาจด้วย
ในสมัยสุโขทัยไม่พบหลักฐานทางประวัติศาสตร์กล่าวถึงเมืองอวัธยปุระ
(ศรีมโหสถ) หรือเมืองปราจีนบุรี
อาจมิได้มีความสัมพันธ์ทางการเมืองกับสุโขทัย
หรือยังอยู่ในอำนาจขอม
เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1
(พระเจ้าอู่ทอง)
ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของไทยในปีพุทธศักราช
1893
ทรงนำแบบแผนการปกครองและวิธีการทหารมาจากกรุงสุโขทัย
ทรงกำหนดให้มีเมืองป้อมปราการด่านชั้นในขึ้น
สำหรับป้องกันราชธานีทั้ง 4 ทิศ
และกำหนดให้เมือง
ปราจิณเป็นหัวเมืองชั้นในด้านตะวันออก
ขึ้นอยู่ในอำนาจของเจ้าพระยาจักรี
ตำแหน่งสมุหนายก เมือง ปราจิณ
จัดเป็นหัวเมืองชั้นโท
เจ้าเมืองมีบรรดาศักดิ์เป็นชั้นพระยา
ต่อมาในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
พระองค์ทรงได้ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงการปกครองกรุงศรีอยุธยาใหม่
คือ
ทรงจัดแบ่งออกเป็นหัวเมืองชั้นนอก
และหัวเมืองชั้นใน
และแบ่งหัวเมืองออกเป็นชั้นๆ
คือ ชั้นเอก ชั้นโท ชั้นตรี
และชั้นจัตวา เมืองปราจิณ
ถูกกำหนดให้เป็นเมืองจัตวา (ชั้น
4) ใช้ขุนนางที่มีบรรดาศักดิ์ พระ
หรือ พระยา ปกครอง
ล่วงมาถึงสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
ทรงสร้างเมืองใหม่ขึ้นหลายเมืองด้วยกัน
เมือง
ปราจิณถูกตัดแบ่งแยกอาณาเขตจากเดิมจัดตั้งเป็นเมืองใหม่เพิ่มขึ้น
คือ
ท้องที่เขตเมืองปราจิณทางด้านใต้
กับท้องที่เมืองชลบุรีด้านเหนือ
ตั้งเป็นเมืองใหม่ คือ
เมืองฉะเชิงเทรา
ในสมัยสมเด็จพระมหา-
จักรพรรดินี้
พระเจ้าแปรกษัตริย์พม่าได้ยกกองทัพมารุกรานไทย
เกิดสงครามระหว่างไทยกับพม่าหลายครั้ง
ฝ่ายพระยาละแวกถือโอกาสที่ไทยมีศึกสงครามจึงยกกองทัพมากวาดต้อนครอบครัวชาวเมืองปราจิณ
และหัวเมืองด้านตะวันออกไปเป็นจำนวนมาก
หลังจากสงครามพม่าสงบลงแล้ว
สมเด็จพระมหา-จักรพรรดิ
จึงโปรดให้พระยาพะเยาเป็นแม่ทัพยกทัพไปตีเมืองละแวก
พระยาละแวกเห็นว่าจะสู้ไม่ได้จึงขอยอมรับผิด
ยอมอ่อนน้อมขอเป็นเมืองออกถวายเครื่องบรรณาการ
และนำครอบครัวชาวไทยที่กวาดต้อนไปจากเมืองปราจิณกลับคืน
ในสมัยของพระมหาธรรมราชา
กรุงศรีอยุธยาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า
บ้านเมืองบอบช้ำจากพิษสงคราม
เขมรฉวยโอกาสส่งกองทัพมารุกรานหัวเมืองต่างๆ
ของไทยหลายครั้ง
เมื่อพม่ายกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาใน
พ.ศ. 2128
พระยาละแวกได้ยกกองทัพมาช่วยโดยเดินทางมาทางด่านเมือง
ปราจิณ
ครั้งนี้กองทัพพม่าแตกพ่ายไป
ต่อมาพระยาละแวกเริ่มเอาใจออกห่าง
จนกระทั่งปี พ.ศ. 2130 พระเจ้าหงสาวดี
นันทบุเรง
ทรงยกกองทัพใหญ่เข้าโจมตีกรุงศรีอยุธยาอีก
ฝ่ายพระยาละแวกเมื่อทราบว่าไทยมีศึกกับพม่า
จึงแต่งทัพเข้ามาตีหัวเมืองทางภาคตะวันออกของไทย
ตีเมืองปราจิณแตก
พระยาศรีไสยณรงค์และพระยาสีหราชเดโช
ยกทัพออกไปตีต้านทัพทางด้านหณุมาน
(ปัจจุบันคืออำเภอกบินทร์บุรี
จังหวัดปราจีนบุรี
และทางด่านพระจารึกหรือด่านพระกริศ
(เข้าใจว่าอยู่ในเขตอำเภอวัฒนา-นคร
จังหวัดปราจีนบุรี)
และแล้วจึงยกทัพกลับมาตั้งมั่นอยู่
ณ เมืองปราจิณ
จนกระทั่งพม่าเลิกทัพแล้วจึงยกทัพกลับกรุงศรีอยุธยา
ต่อมาในสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เข้มแข็ง
ทรงร่วมกับสมเด็จพระเอกาทศรถ
พระอนุชา
ปรับปรุงกองทัพไทยให้เข้มแข็ง
หลังจากสมเด็จพระนเรศวรฯ
ทรงประกาศอิสรภาพกรุงศรีอยุธยาไม่ขึ้นต่อกรุงหงสาวดีอีกต่อไป
ณ เมืองแครง ใน พ.ศ. 2127
พระยาละแวกได้ขอเป็นไมตรีกับกรุงศรีอยุธยา
พ.ศ. 2135
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชโปรดให้จัดเตรียมทัพเพื่อยกเข้าตีกรุงกัมพูชา
ทรงสั่งให้เจ้าเมืองทางหัวเมืองด้านตะวันออก
4 หัวเมือง คือ พระยานครนายก
พระยาปราจิณ
พระวิเศษเมืองฉะเชิงเทรา และ
พระสระบุรี ตั้งค่ายขุดคู
ปลูกยุ้งฉางลำเลียงไว้ที่ตำบลทำนบ
และให้รักษาฉางข้าว พ.ศ. 2136
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงยกทัพหลวงไปตีเมืองละแวก
ต่อมาโปรดให้ พระยาปราจิณ
พระยานครนายก
และพระวิเศษเข้าร่วมกระบวนทัพหลวง
และโปรดให้พระยาปราจีนตั้งกองรวบรวมเสบียงอาหารอยู่ที่เมืองโพธิสัตว์พร้อมด้วยทหาร
3,000 คน
ในที่สุดก็สามารถตีกรุงกัมพูชาเป็นผลสำเร็จ
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชโปรดให้ตั้งพิธีปฐมกรรม
และประหารชีวิตพระยาละแวก
หลังจากนั้นมาราษฎรเมืองปราจิณก็อยู่เย็นเป็นสุข
ไม่ถูกรบกวนจากพวกเขมรอีก |
|
||
อ่านต่อ
>>> |

|
|
|
|