|
จังหวัดระยอง
|
ประวัติศาสตร์-ความเป็นมา
|
-หน้า
2- |
ในรัชสมัยของสมเด็จพระมหาธรรมราชาแห่งกรุงศรีอยุธยา
พระยาละแวก เจ้าเมืองเขมร
ทรงคิดว่าไทยอ่อนแอ
จึงถือโอกาสกรีฑาทัพบุกรุกเข้ามาในแดนไทยแถบหัวเมืองชายทะเลด้านตะวันออก
ตามวิสัยที่เคยกระทำมาเป็นเนืองนิจ
คือเมื่อไทยเข้มแข็ง
เขมรก็มาสวามิภักดิ์
แต่เมื่อไทยอ่อนแอก็ถือโอกาสโจมตีทุกครั้งไป
แต่ในครั้งนี้เขมรก็ไม่สามารถยึดครองหัวเมืองเหล่านี้ไว้ได้
จึงเพียงแต่กวาดต้อนผู้คนไปยังประเทศเขมร
ซึ่งในบรรดาชาวเมืองที่ถูกกวาดต้อนไปในครั้งนั้นก็มีชาวระยองอยู่ด้วยไม่น้อย
ในปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา
ในระหว่างที่กรุงศรีอยุธยาใกล้จะเสียทีแก่พม่าเป็นครั้งที่สอง
พระยาวชิรปราการหรือพระยาตากแม่ทัพคนสำคัญแห่งกรุงศรีอยุธยา
ซึ่งถูกเกณฑ์ให้มารักษากรุงในระหว่างที่ถูกพม่าล้อมไว้ตั้งแต่
ปี พ.ศ. 2306 - 2310
ได้พิจารณาเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาคงจะต้องเสียทีแก่พม่าเป็นแน่แท้เพราะพระเจ้าเอกทัศน์
กษัตริย์ผู้ครองกรุงในเวลานั้นทรงอ่อนแอและไร้ความสามารถ
ถ้าขืนสู้รบต่อไปก็จะไม่เกิดประโยชน์อันใด
ฉะนั้น ในราวเดือนยี่ พ.ศ. 2309
พระยาตากจึงรวบรวมพรรคพวกประมาณ
500 คน มีทั้งไทยและจีน
รวมทั้งข้าราชการที่มีความเชื่อถือในฝีมือของพระยาตากอีกหลายคน
อาทิ เช่น พระเชียงเงิน
หลวงพรหมเสนา หลวงพิชัยราชา
หลวงราชเสนา หมื่นราชเสน่หา
ออกไปตั้งหลัก ณ วัดพิชัย
(อยู่ใต้สถานีรถไฟในปัจจุบัน)
แล้วยกกองทัพมุ่งไปทางตะวันออก
ได้ปะทะกับพม่า
แต่สามารถตีฝ่าวงล้อมไปได้
พอไปถึงบ้านลำบัณฑิตเวลาสองยามเศษก็แลเห็นแสงเพลิงไหม้กรุง
ต่อจากนั้นก็มุ่งไปบ้านโพธิสามหาว
(โพธิสาวหารหรือโพธิสังหารก็เรียก)
และบ้านพรานนก
ได้สู้รบกับพม่าไปตลอดทาง
ออกจากบ้านพรานบนไปบ้านบางคง
หนองไม้ซุง
ตามทางเมืองนครนายกไปบ้านนาเริ่ง
ถึงเมืองปราจีนบุรี
บ้านด่านขบและบ้านทองหลาง
ตะพานทอง บางปลาสร้อย
ถึงบ้านนาเกลือ ออกไป พัทยา
นาจอมเทียน ไก่เตี้ย สัตหีบ
หินโค่ง
แวะหยุดพักไพร่พลที่บ้านน้ำเก่าซึ่งเข้าใจกันในปัจจุบันนี้ว่าเป็นเป็นบ้านเก่า
ตำบลตาขัน อำเภอบ้านค่าย
ซึ่งขณะนั้นผู้รั้งเมืองระยอง
คือ พระยาระยอง
(บุญเมืองหรือบุญเรือง)
ได้ทราบข่าวว่าพระยาตากยกทัพมาก็เกิดความเกรงกลัว
จึงพาคณะกรมการเมืองออกไปเชิญให้พระยาตากพาไพร่พลเข้ามาพักในเมือง
พร้อมทั้งมอบธัญญาหารเกวียนหนึ่งให้พระยาตาก
พระยาตากได้พาไพร่พลเข้ามาที่ท่าประดู่
และพักแรมอยู่ที่วัดลุ่ม
(วัดลุ่มมหาชัยชุมพล) สองคืน
จึงได้ทำการตั้งค่าย
ขุดคูปักขวากล้อมบริเวณที่พักไว้โดยมิได้ประมาท
ในระหว่างเวลานั้น
เป็นระยะที่กรุงศรีอยุธยายังมิได้เสียทีแก่พม่า
ฉะนั้น การยกทัพมาของพระยาตาก
ทำให้กรมการเมืองระยองคิดระแวงไปว่าพระยาตากจะคิดร้ายต่อบ้านเมืองจึงหลบหนีการสู้รบมา
จึงได้นำเรื่องเข้าปรึกษาพระยาระยอง
ซึ่งพระยาระยองก็ได้กล่าวห้ามปราม
แต่กรมการเมืองไม่ยอมเชื่อ
ครั้งเมื่อพระยาตากพักอยู่ที่วัดลุ่มได้สองวัน
นายบุญรอด แขนอ่อน นายมาด
นายบุญมา น้องเมียพระจันทบูร
ได้เข้ามาถวายตัวทำราชการและได้นำความมาแจ้งว่าขุนรามหมื่นซ่อง
นายทองอยู่นกเล็ก ขุนจ่าเมือง
(ด้วง) หลวงแสนพลหาญ
กรมการเมืองระยองได้คบคิดกับพวกทหารประมาณ
1,500 คน
จะยกเข้ามาประทุษร้ายพระยาตาก
ครั้นเมื่อทราบความเช่นนั้นพระยาตากจึงเรียกผู้รั้งเมือง
คือ พระยาระยองมาซักถามความจริง
แต่ผู้รั้งไม่ยอมรับ
พระยาตากจึงสั่งให้ทหารคุมตัวผู้รั้งเมืองไว้และเตรียมการที่จะรับมือกับศัตรูต่อไป
พอพลบค่ำ
พระยาตากจึงสั่งให้ทหารเตรียมการป้องกันไว้และดับไฟมืดทั้งค่าย
ตกเวลาประมาณทุ่มเศษ
พวกกรมการเมืองซึ่งไม่ทราบว่าพระยาตากรู้ตัวก็คุมทหาร
30 คน เข้าโจมตีค่ายทางด้านเหนือ
คือทางด้านวัดเนิน
มีขุนจ่าเมือง (ด้วง) เป็นหัวหน้า
เมื่อขุนจ่าเมืองคุมพรรคพวกเข้ามาใกล้ค่ายประมาณ
5-6 วา
พระยาตากก็สั่งให้ทหารระดมยิงปืนพร้อมกันขุนจ่าเมืองและทหารไม่ทันรู้ตัวจึงถูกอาวุธบาดเจ็บล้มตายไปตามๆ
กัน
พวกกรมการเมืองและทหารที่เหลืออยู่เกิดความกลัวจึงพากันล่าถอยไป
พระยาตากก็ระดมไพร่พลไล่โจมตีและยึดเมืองระยองได้ในคืนนั้นเอง
ยึดได้ทั้งศาสตราวุธและธัญญาหารเป็นจำนวนมาก
บรรดาเหล่าทหารได้เห็นความสามารถและความฉลาดหลักแหลมของพระยาตาก
จึงพากันยกย่องเรียกพระยาตากว่า
"เจ้าตาก"
แต่โดยที่ชื่อเดิมของพระยาชื่อว่า
"สิน" จึงพากันเรียกว่า
"เจ้าตากสิน" ฉะนั้น
จะถือได้ว่าพระยาตากได้รับการยกย่องให้เป็น
"เจ้า"
ที่เมืองระยองนี่เองก็ไม่ผิดนัก
เมื่อเจ้าตากยึดเมืองระยองได้แล้วก็โปรดให้พักไพร่พลอยู่ในเมือง
7-8 วัน
เพื่อบำรุงขวัญทหารและจัดการเมืองให้เสร็จเรียบร้อย
แล้วจึงเสด็จต่อไปยังเมืองจันทบุรีเพื่อยึดเป็นที่ตั้งมั่นในการกอบกู้อิสรภาพของชาติคืนจากพม่าต่อไป |
<<< ย้อนกลับ || อ่านต่อ >>> |

|
|
|
|