|

|
| ประวัตศาสตร์-ความเป็นมา |
-หน้า
2- |
หลังจากพระเจ้าตากตีเมืองจันทบุรีได้แล้ว
(เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 7 ปีกุน พ.ศ.
2310)
ก็ได้เกลี้ยกล่อมผู้คนให้กลับคืนมายังภูมิลำเนาเดิม...ครั้นเห็นว่าเมืองจันทบุรีเรียบร้อยอย่างเดิม
จึงยกกองทัพลงเรือไปยังเมืองตราด
พวกกรมการและราษฎรก็พากันเกรงกลัว
ยอมอ่อนน้อมโดยดีทั่วทั้งเมือง
และขณะนั้นมีสำเภาจีนมาทอดอยู่ที่ปากน้ำเมืองตราดหลายลำ
พระเจ้าตากให้เรียกนายเรือมาเฝ้า
พวกจีนขัดขืนแล้วกลับยิงเอาข้าหลวง
พระเจ้าตากทราบก็ลงเรือที่นั่งคุมเรือรบลงไปล้อมสำเภาไว้แล้วบอกให้พวกจีนมาอ่อนน้อมโดยดี
พวกจีนก็หาฟังไม่
กลับเอาปืนใหญ่น้อยระดมยิง
รบกันอยู่ครึ่งวันพระเจ้าตากก็ตีได้เรือสำเภาจีนทั้งหมด
ได้ทรัพย์สิ่งของเป็นของกองทัพเป็นอันมาก
พระเจ้าตากจัดการเมืองตราดเรียบร้อยแล้ว
ก็กลับขึ้นมาตั้งอยู่ ณ
เมืองจันทบุรี
เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ขึ้นครองราชสมบัติแล้ว
ในปี พ.ศ. 2313
เขมรยกทัพมาตีเมืองตราดซึ่งเป็นระยะที่พระเจ้ากรุงธนบุรีกำลังยกทัพไปตีเชียงใหม่
แต่ในที่สุดทัพเขมรก็ถูกตีพ่ายไป
ต่อมาในปี พ.ศ. 2314
กองทัพเขมรก็ยกทัพมาตีเมืองตราดอีก
นักพระโสตเป็นใหญ่ในเมืองเปียมมีคุณแก่พระนารายณ์ราชา
แต่ยังชื่อนักองตนมาแต่ก่อน
นักองตนยอมเป็นบุตรเลี้ยง
ครั้นนักองตนมีไชยชนะพระรามราชา
ได้เป็นใหญ่แต่ผู้เดียวแล้ว
นักพระโสตทัตก็มีความกำเริบ
เกณฑ์ไพร่พลแขวงเมืองบันทายมาศและเมืองกรังเป็นกองทัพมาตีเมืองตราด
เมืองจันทบุรี
กวาดต้อนเอาครอบครัวไปเป็นอันมาก
เจ้ากรุงธนบุรีทรงพระพิโรธจึงดำรัสให้จัดกองทัพบก
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
(คือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก)
เวลานั้นดำรงพระยศเป็นเจ้าพระยาจักรี
ได้เป็นแม่ทัพยกไปทางเมืองปราจีนบุรี
การยกไปตีเขมรของเจ้าพระยาจักรีในครั้งนี้
ปรากฏว่าได้ตามตีเขมรต่อไปจนได้เมืองบันทายมาศบริบูรณ์
และบาพนมอีกด้วย
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้รวบรวมผู้คนในเมืองตราดได้อย่างสิ้นเชิง
โดยพระองค์
ได้ปราบพวกจีนที่ขัดขืนสำเร็จ
แต่ไม่แน่ชัดว่าพระองค์ตั้งทัพอยู่ที่ใดตอนหนึ่งของประวัติศาสตร์ช่วงนี้เองสันนิษฐานว่า
กองทัพของพระเจ้ากรุงธนบุรี
พักไพร่พลอยู่ที่วัดโยธานิมิต
(วัดโบสถ์)
และเพื่อเป็นการเทอดพระเกียรติแด่อดีตพระมหากษัตราธิราช
ทางราชการได้ประกาศยกย่องวัดโยธานิมิตเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี
ชนิดสามัญ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523
เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันและเป็นพระอารามหลวงวัดเดียวในจังหวัด
นับว่าใช้อุโบสถเก่าของวัดนี้เป็นที่ถือน้ำพิพัฒน์สัตยา
ของบรรดาข้าราชการในอดีต
และมีการขึ้นบัญชีเป็นพระอุโบสถเก่าโบราณสถานด้วย
เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงปราบดาภิเษกขึ้นครองราชสมบัติเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีในปี
พ.ศ. 2325
มีการแบ่งหัวเมืองต่าง ๆ
ในพระราชอาณาจักรใหม่ขึ้นต่อฝ่ายต่าง
ๆ
เมืองตราดเป็นเมืองหนึ่งซึ่งขึ้นตรงต่อ
"กรมท่า"
หัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายตะวันตกขึ้นต่อกรมท่า
19 เมือง
กรมมหาดไทยรวม 20 เมือง
กับเมืองขึ้นมหาดไทยยังคงเมืองขึ้นกรมท่าอีก
8 เมือง คือ เมืองนนทบุรี 1
เมืองสมุทรปราการ 1 เมือง
สาครบุรี 1 เมืองชลบุรี 1
เมืองบางละมุง 1 เมืองระยอง 1
เมืองจันทบุรี 1 เมืองตราด 1
แสดงให้เห็นว่าเมืองตราดยังคงสังกัดอยู่กับฝ่ายกิจการต่างประเทศและการคลัง
ในฐานะเป็นหัวเมืองฝั่งทะเลและเมืองท่าแห่งหนึ่งอยู่ดังเช่นที่ปรากฏมาตั้งแต่สมัยอยุธยา
โดยมิได้เปลี่ยนแปลงแต่ประการใด
ในรัชสมัยนี้เอง องเชียงสือ
ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงชุบเลี้ยงไว้ได้หลบหนีกลับไปยังประเทศญวนเพื่อเอาเมืองคืนในปี
พ.ศ. 2328
ในการไปขององเชียงสือนี้ปรากฏว่าได้หลบหนีมาอยู่ที่
"เกาะกูด"
ในเมืองตราดเป็นเวลานาน ถึง 2 ปี
มีความอดอยากมาก ทางกรุงเทพฯ
จึงต้องส่งเสบียงไปช่วยเหลือในปี
พ.ศ. 2330
ในรัชกาลสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ซึ่งเป็นระยะที่มีราชการทัพเกี่ยวกับญวน
ลาว
และเขมรติดต่อกันเป็นระยะยาวปรากฏหลักฐานว่าเมืองตราดได้เข้าร่วมกับราชการทัพนี้ตลอดเวลา
มีเหตุการณ์เกี่ยวกับวีรกรรมของทางเมืองตราดปรากฏอยู่ด้วยมากมาย
ในปี พ.ศ. 2369
เมื่อเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์เป็นกบฏ
ยกทัพเข้ามาทางนครราชสีมานั้นได้โปรดเกล้าฯ
ให้พระยาราชนิกูล 1 พระยารามกำแหง
1 พระราชวังเมือง 1 พระยาจันทบุรี 1
คุมกองทัพเมืองจันทบุรี
เมืองระยอง เมืองตราด
พลหัวเมืองฝ่ายทะเลตะวันออกห้าพัน
ขึ้นไปทาง พระตะบองบ้าง
ทางเมืองสุรินทร์เมืองสังขะบ้าง
เกณฑ์เขมรป่าดงไปด้วยห้าพันให้ยกทัพไปตีเจ้าราชบุตร
ณ เมืองนครจำปาศักดิ์
แล้วให้เป็นทัพกระหนาบทั้งฝ่ายทางตะวันออกคือ
ทัพพระยาราชสุภาวดี (สิง) ด้วย |
<<< ย้อนกลับ || อ่านต่อ >>> |

|
|
|
|