จังหวัดเชียงใหม่
|
ประวัติศาสตร์-ความเป็นมา
|
-หน้า
2- |
นอกเเหนือจากเมืองต่างๆแล้ว
บริเวณลุ่มแม่น้ำปิงมีชุมชนสำคัญอีกชุมชนหนึ่ง
ที่มีความเจริญรุ่งเรืองและมีวิวัฒนาการสืบต่อกันมาเป็นเวลานานคือ
เมืองหริภุญไชย หรือลำพูน
มีเอกสารหลายเรื่องที่กล่าวถึงเมืองนี้
ได้แก่ ตำนานลำพูน
ตำนานพระธาตุหริภุญไชย
จามเทวีวงศ์ ตำนานมูลศาสนา
และชินกาลมาลีปกรณ์
นอกจากนี้ยังมีการศึกษาค้นคว้าจากโบราณสถานและโบราณวัตถุ
ซากเมืองโบราณต่างๆ เช่น
เมืองท่ากาน เวียงมะโน เวียงเถาะ
ซึ่งเป็นเมืองบริวารของลำพูน
อาจารย์ ร.ศ.ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม
ได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียด
ในรายงานเรื่องแคว้นหริภุญไชย :
โบราณคดีไทยในทศวรรษที่ผ่านมา
หลักฐานที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่ง
คือ ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 2
ได้กล่าวถึงเมืองลำพูน
ซึ่งตรงสมัยพ่อขุนศรีนาวนำถมผู้ปกครองสุโขทัยก่อนสมัยพ่อขุนรามคำแหง
จาก หลักฐานต่างๆ
พอช่วยให้ทราบเรื่องราวของหริภุญไชยได้พอสรุปดังนี้
เมืองนี้ตามตำนานเล่าว่าสร้างขึ้นโดย
ฤาษี ชื่อ วาสุเทพ
เมื่อสร้างเสร็จได้ไปทูลเชิญ
พระนางจามเทวีจากเมืองละโว้มาปกครอง
ราว พ.ศ. 1200
พระนางได้นำบริวารและพระสงฆ์เสด็จขึ้นมาทางน้ำมาปกครองเมืองหริภุญไชย
และมีเชื้อสายของพระนางปกครองสืบมาหลายพระองค์
นับเวลานานถึงหกร้อยปี
จนกระทั่งถึงสมัยพระยาบาหรือยีบา
ได้เสียเอกราชแก่พระยามังรายในราว
พ.ศ. 1824
หริภุญไชยจึงมีสภาพเป็นเมืองหนึ่งของดินแดนล้านนาไทยเรื่อยมา
และในสมัยพระยากาวิละได้ฟื้นฟูเมืองลำพูนให้เจริญขึ้น
และมอบให้เชื้อสายของพระองค์ไปปกครองเรื่อยมา
อนึ่งในสมัยพระนางจามเทวีนี้
พระนางได้ทรงสร้างเมืองลำปางหรือเขลางค์นครให้ราชบุตรปกครองอีกเมืองหนึ่งด้วย5
เมืองหริภุญไชยเป็นเมืองโบราณที่มีความอุดมสมบูรณ์
มีศิลปวัฒนธรรมและพระพุทธศาสนารุ่งเรืองมาก
มีศิลปกรรมที่มีลักษณะของตนเอง
คือ ศิลปสกุลช่างหริภุญไชย
ตลอดจนพบว่ามีการใช้ภาษามอญโบราณในศิลาจารึกของหริภุญไชยด้วย
เมื่อพระยามังราย
ราชบุตรของพระยาลาวเมงและพระนางเทพคำข่าย
เจ้าหญิงแห่งเมืองเชียงรุ้ง
เสด็จขึ้นครองราชย์ที่เมืองเงินยางเชียงแสน
ประมาณ พ.ศ. 1805
พระองค์ทรงมีพระประสงค์ที่จะรวบรวมแคว้นต่างๆ
ที่กระจัดกระจายและเป็นอิสระต่างๆ
ให้รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
โดยจะทรงขยายอำนาจลงมาทางใต้บริเวณลุ่มแม่น้ำปิง
และพยายามขยายลงไปถึงบริเวณ
ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและสาละวิน
บริเวณลุ่มแม่น้ำปิงขณะนั้นมีเมืองหริภุญไชยเป็นเมืองสำคัญและมีความอุดมสมบูรณ์มั่งคั่งทางเศรษฐกิจ
พระยามังรายมีพระประสงค์จะยึดครองเมืองหริภุญไชยไว้ในอำนาจ
จึงทรงย้ายเมืองหลวงหรือทรงมาสร้างเมืองอีกเมืองหนึ่ง
คือ
เมืองเชียงรายทางใต้ลงมาในราว
พ.ศ. 1806
แต่พระองค์พบว่าภูมิประเทศไม่เหมาะแก่การขยายอำนาจลงมาทางใต้
จึงทรงย้ายไปประทับที่เมืองฝางในราวปี
พ.ศ. 1817
ที่เมืองนี้อยู่ไม่ไกลจากเมืองหริภุญไชยมากนัก
พระองค์ทราบถึงความมั่นคงและความมั่งคั่งของรัฐหริภุญไชยดี
จึงดำเนินนโยบายแบบบ่อนทำลาย
โดยให้อ้ายฟ้าทหารของพระองค์มาเป็นไส้ศึกในเมืองหริภุญไชย
โดยใช้เวลาทั้งหมดเกือบ 7 ปี
อ้ายฟ้าสามารถทำให้ประชาชนในเมืองนี้ไม่พอใจพระยายีบาหรือพระยาบา
กษัตริย์ของตนโดยอ้ายฟ้าดำเนินกลวิธีต่างๆ
หลายวิธี เช่น
เกณฑ์แรงงานอย่างหนักในการไปขุดเหมืองชลประทาน
ที่เรียกว่า
เหมืองอ้ายฟ้าหรือเหมืองแข็ง
เกณฑ์ประชาชนตัดไม้ลากไม้ในฤดูฝนมาทำคุ้มที่ประทับของพระยาบา
ทำให้ไร่นาของประชาชนได้รับความเสียหายมาก
นอกจากนี้อ้ายฟ้ายังได้กราบทูลให้พระยาบาห้ามประชาชนเข้ามาร้องทุกข์กับกษัตริย์โดยตรงดังเช่นที่เคยปฏิบัติมา
ให้ทุกคนติดต่อร้องทุกข์กับอ้ายฟ้า
แล้วอ้ายฟ้าก็ตัดสินไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนมาก
อ้ายฟ้าได้กล่าวกับประชาชนว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนทำไปนั้นเป็นบัญชาจากพระยาบา
ทั้งสิ้น
ประชาชนจึงไม่ชอบพระยาบามาก
และเมื่อมีศึกพระยามังรายมาประชิด
ประชาชนจึงไม่กระตือรือร้นจะช่วยรบกับผู้ปกครอง
ในที่สุดพระยามังรายจึงยึดหริภุญไชยไว้ในอำนาจได้สำเร็จเมื่อ
พ.ศ. 1824
เมื่อพระยามังรายได้เมืองหริภุญไชยแล้ว
ได้ประทับอยู่ระยะหนึ่ง
แล้วยกให้อ้ายฟ้าไป
ปกครองแทนพระองค์
โดยพระองค์ได้สร้างเมืองใหม่อีกเมืองหนึ่งทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
ชื่อเมืองชะแว
เมืองนี้น้ำท่วมจึงได้ย้ายมาสร้างเมืองอีกเมืองหนึ่ง
คือ เวียงกุมกาม
ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอสารภีในปัจจุบัน
เมืองนี้น้ำก็ท่วมอีก
ไม่เหมาะจะให้เป็นเมืองหลวงถาวรได้
จึงได้พยายามแสวงหาทำเล
ภูมิประเทศเพื่อสร้างเมืองใหม่
ในที่สุดทรงพบบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง
ตอนเหนือของเวียงกุมกาม
บริเวณเชิงภูเขาสุเทพ
จึงได้เชิญพระสหายของพระองค์มาช่วยคิดการสร้างเมือง
คือ พระยาร่วง (พ่อขุนรามคำแหง)
แห่งเมืองสุโขทัย
พระยางำเมืองแห่งเมืองพะเยา
สร้างเสร็จใน พ.ศ. 1839
จึงให้ชื่อเมืองนี้ว่า
นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่
เป็น
ศูนย์กลางการเมืองการปกครองและศูนย์กลางความเจริญของล้านนาตลอดมา
เมื่อพ่อขุนมังรายสร้างเมืองเชียงใหม่แล้ว
ได้ทรงปกครองและประทับอยู่เมืองนี้ตลอด
พระชนม์ชีพของพระองค์
พระองค์เป็นกษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถ
ทรงเป็นนักรบ นักปกครอง
และอาจจะกล่าวว่าพระองค์เป็นนักพัฒนาก็ได้
ด้วยทรงเป็นผู้นำในการสร้างบ้านเมืองหลายเมือง
ด้านการปกครองในสมัยนี้สันนิษฐานว่าพ่อขุนมังรายจะทรงปกครองเฉพาะเมืองเชียงใหม่เท่านั้น
ส่วนเมืองอื่นเช่นเมืองเชียงราย
เมืองหริภุญไชยนั้น
คงแต่งตั้งให้ราชโอรสหรือข้าราชการขุนนางที่มีความสามารถไปปกครองแทน
เช่น
เมืองเชียงรายได้ให้ราชโอรสขุนครามไปปกครอง
เมืองหริภุญไชยให้อ้ายฟ้าอามาตย์เอกไปครอง
ส่วนด้านการตุลาการหรือการพิจารณาคดีนั้น
สันนิษฐานว่าพ่อขุนมังรายจะทรงรวบรวมกฎหมายขึ้นใช้ปกครองที่เรียกว่า
มังรายศาสตร์
ซึ่งสันนิษฐานว่ามังรายศาสตร์นี้อาจจะได้รับ
อิทธิพลมาจากกฎหมายธรรมศาสตร์ของมอญจากหริภุญไชยก็อาจเป็นได้
และกฎหมายนี้คงได้ใช้
ปกครองบ้านเมืองสืบมา
ด้านการส่งเสริมอาชีพประชาชน
พ่อขุนมังรายได้ส่งเสริมให้ประชาชนประกอบอาชีพหลายอาชีพ
นอกเหนือจากการเกษตรกรรม
ด้านความสัมพันธ์กับอาณาจักรเพื่อนบ้านนั้น
เชียงใหม่มีความสัมพันธ์อันดีกับอาณาจักรสุโขทัย
และอาณาจักรพะเยาตลอดจนอาณาจักรพุกาม
ซึ่งความสัมพันธ์นี้จะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนและการรับเอาวัฒนธรรมระหว่างล้านนาไทยเชียงใหม่กับอาณาจักรใกล้เคียง
ราว พ.ศ. 1854
เมื่อสิ้นสมัยพ่อขุนมังรายแล้ว
เชียงใหม่ได้ปกครองโดยราชโอรสเชื้อสายราชวงศ์มังรายอีกหลายพระองค์
คือ พระยาคราม (พ.ศ. 1855 - 1855)
พระยาแสนภู (พ.ศ. 1855 - 1887) พระยาน้ำท่วม
(พ.ศ. 1865 - 1866) พระยาคำฟู (พ.ศ. 1866 - 1869) และ
(พ.ศ. 1878-1879) และ พระยาผายู (พ.ศ. 1880 - 1899)
ในช่วงระยะเวลาที่พระยาดังกล่าวปกครองบ้านเมืองนั้น
บ้านเมืองอยู่ในระยะก่อร่างสร้างเมืองให้มั่นคงยิ่งขึ้น
ในที่นี้จะขอกล่าวถึงพระราชกรณียกิจของกษัตริย์เชียงใหม่เฉพาะพระองค์ที่สำคัญเท่านั้น
หลังจากสมัยพระยาผายูแล้วกษัตริย์องค์ต่อมาคือ
พระยากือนา ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.
1898 - 1928 พระยากือนา
ทรงเป็นราชโอรสของพระยาผายูเป็นกษัตริย์ลำดับที่
6 ของราชวงศ์มังราย
ในรัชสมัยของพระองค์นั้น
พุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ได้เข้ามาแพร่หลายและประดิษฐานในล้านนาไทย
กล่าวคือ ในราว พ.ศ. 1912
พระยากือนาได้อาราธนาพระสงฆ์จากอาณาจักรสุโขทัย
สุมนเถระนำเอาพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์เข้ามาเผยแพร่ประดิษฐานในล้านนาไทยและเจริญรุ่งเรืองสืบมาจนทุกวันนี้
ในสมัยโบราณก่อนที่รับลัทธิลังกาวงศ์เข้ามาเผยแพร่พุทธศาสนาในล้านนานั้น
จากหลักฐานทางโบราณคดีตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่าง
สันนิษฐานว่าล้านนาไทยจะนับถือพุทธศาสนามาก่อนแล้ว
เป็นนิกายมหายาน
เพราะได้มีการขุดพบเศียรพระพุทธรูปแบบทวารวดีที่หริภุญไชย
และพบเจดีย์มนต์ตามคติมหายาน
เพราะได้มีการขุดพบเศียรพระพุทธรูปแบบทวารวดีที่หริภุญไชย
และพบเจดีย์มนต์ตามคติมหายานที่อำเภอเชียงแสนและล้านนาไทยมีประเพณีทำบุญปอยข้าวสัง
อุทิศส่วนกุศลแก่
ผู้ตายซึ่งประเพณีนี้เหมือนพิธีกงเต๊กตามคติมหายาน
เป็นต้น
เมื่อพุทธศาสนาเข้ามาแพร่หลายในล้านนาแล้ว
มีผลทำให้มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างล้านนาไทยกับอาณาจักรสุโขทัย
ทั้งทางศาสนา ศิลปกรรม
ประเพณีและพุทธศาสนาได้เข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตของคนล้านนาไทยด้วย
พระสงฆ์มีบทบาทและได้รับการยกย่องจากสังคมล้านนามาก
เช่น ทางด้านการศึกษา
พระสงฆ์มีฐานะเป็นครูของประชาชน
ด้านการเมืองตั้งแต่สมัย
พระยากือนาเป็นต้นไปพบหลักฐานว่าพระสงฆ์ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาตัดสินคดีต่างๆ
ร่วมกับขุนนางของบ้านเมือง
นอกจากนี้พระสงฆ์ยังมีบทบาทในการว่ากล่าวตักเตือนกษัตริย์ล้านนาไทยผู้ประพฤติไม่ถูกต้องอีกด้วย
และเป็นที่พึ่งของประชาชนในยามบ้านเมืองอยู่ในความยุ่งยาก
เช่น สงคราม เป็นต้น
นับว่าพระสงฆ์เริ่มมีบทบาทตั้งแต่สมัยพระเจ้ากือนาเป็นต้นไป |
<<< ย้อนกลับ || อ่านต่อ >>> |

|
|
|