จังหวัดน่าน
|
ประวัติศาสตร์-ความเป็นมา
|
-หน้า
2- |
นับตั้งแต่ชนชาติในอาณาจักรน่านเจ้า
ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศจีนได้อพยพจากเมืองเดิมลงมาสู่พื้นที่ทางใต้
และแยกย้ายกันไปตั้งอยู่ในภูมิภาคต่างๆ
แล้ว
ส่วนหนึ่งของไทยเดิมได้ข้ามแม่น้ำโขงลงมาสู่แคว้นสยามสุวรรณภูมิ
ตั้งเมืองเชียงแสนหรือนครโยนกขึ้นเป็นราชธานี
ภายหลังขอมได้แผ่อำนาจขยายอาณาเขตต่อขึ้นมาจนถึงแคว้นโยนก
และใช้กำลังกองทัพปราบปรามนครโยนกราบคาบในราวกลางพุทธศตวรรษที่
17
ขอมก็เข้าปกครองแคว้นสยามสุวรรณภูมิฝั่งใต้แม่น้ำโขงตลอดไป
ต่อมาพระเจ้าพรหมมหาราชประมุขของชาวไทยในแคว้นโยนก
ได้ระดมกำลังเข้าขับไล่ขอมออกไปจากแคว้นโยนก
และชิงหัวเมืองใหญ่น้อยของขอมได้เป็นอันมาก
แผ่อาณาเขตลงมาตลอดแดนที่เรียกว่า
"ลานนา"
คือภาพพายัพในปัจจุบันแล้วสร้างนครชัยปราการ
(เมืองฝาง)
ขึ้นเป็นราชธานีแห่งอาณาจักรลานนาในราว
พ.ศ. 1661
นครชัยปราการดำรงอิสระภาพมาจนราว
พ.ศ. 1731
ถึงสมัยพระเจ้าสิริชัยก็ถูกข้าศึก
(ซึ่งตามพงศาวดารต่างๆ
กล่าวว่าเป็นมอญบ้าง
ไทยใหญ่บ้าง)
ยกทัพมาติดนครชัยปราการ
พระเจ้าสิริ-ชัยเห็นเหลือกำลังที่จะต้านทาน
จึงอพยพพลเมืองและสมัครพรรคพวกกันลงมาทางใต้ภายหลังเชื้อวงศ์เชียงรายจึงได้ไปเป็นกษัตริย์สำคัญขึ้นในกรุงสุโขทัย
และเมืองสุพรรณภูมิเรียกว่า
"ราชวงศ์เชียงราย"
เป็นลำดับต่อไป
ฝ่ายข้างอาณาจักรลานนาตั้งแต่พระเจ้าสิริชัยทิ้งนครชัยปราการอพยพมาทางใต้แล้วจำ-เนียรกาลต่อมาพวกไทยที่เหลืออยู่ก็ควบคุมกันตั้งบ้านเมืองขึ้นหลายแห่ง
ต่างฝ่ายต่างตั้งเป็นอิสระแก่กัน
ตลอดทั้งอาณาจักรในราวพุทธศตวรรษที่
16 หัวเมืองต่างๆ
ที่เป็นนครใหญ่ที่สำคัญมี 3 นคร
คือ - นครเงินยาง (เชียงแสน)
ตั้งอยู่ฝ่ายเหนือ - นครพะเยา
ตั้งอยู่ตอนกลาง - นครหริภุญชัย
ตั้งอยู่ฝ่ายใต้
และนครน่านก็เชื่อว่าได้กำเนิดขึ้นแล้วในยุคนั้น
แต่เค้าเงื่อนตามพงศาวดารโยนกอันกล่าวถึงตำนานฝ่ายเหนือได้ความว่า
ขอมซึ่งตั้งอยู่ ณ
เมืองละโว้ได้มามีอำนาจปกครองอาณาจักรลานนาทั้งหมด
โดยให้ราชธิดาอันมีนามว่า
"พระนางจามเทวี"
ขึ้นครองเมืองหริภุญชัย
(เมืองลำพูน)
ต่อมาในราว พ.ศ. 1600
เมื่อพระเจ้าอนุรุธราชาธิราชแห่งกรุงพุกาม
แผ่อาณาจักรเข้ามาในลุ่มน้ำเจ้าพระยาขับไล่ขอมออกไป
ต่อมาพวกลานนาได้กลับตั้งตัวเป็นใหญ่ขึ้นที่เมืองเชียงแสนอีกวาระหนึ่ง
ผู้ที่เป็นปฐมกษัตริย์ต้นวงศ์นี้
มีนามว่า "จักกราช"
ซึ่งมีกษัตริย์สืบราชวงศ์ครองเมืองอยู่ทั่วอาณาจักรลานนาทั้งปวง
ตามตำนานอันว่าด้วยลำดับวงศ์จัก-กราชข้างฝ่ายเมืองน่าน
ก็ยืนยันไว้ว่ากษัตริย์ครองเมืองน่านในยุคโบราณได้สืบมาจากวงศ์นี้
เมืองน่านได้มีกำเนิดเป็นหลักฐานครั้งแรกที่เมืองวรนคร
(เมืองปัว)
ซึ่งเป็นอำเภอหนึ่งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดน่านในปัจจุบัน
ตามพงศาวดารกล่าวว่า
พระยาภูคาเจ้าเมืองย่าง
(อยู่ในท้องที่ตำบลศิลาเพชร
อำเภอปัว) มีราชบุตร 2 องค์
องค์พี่ชื่อ "ขุนนุ่น"
องค์น้องชื่อ "ขุนฟอง"
เมื่อเจริญวัยขึ้น
พระมหาเถรแตงได้สร้างเมืองทางฝั่งตะวันออกแม่น้ำโขงชื่อว่า
"จันทบุรี" (หลวงพระบาง)
ให้แก่ขุนนุ่นผู้พี่
แล้วสร้างเมืองริมฝั่งแม่น้ำน่านชื่อว่า
"วรนคร"
ให้แก่ขุนฟองผู้น้องและปันอาณาเขตของสองเมืองขึ้นคือฝ่ายวรนครทิศเหนือถึงเมืองท่านุ่นริมฝั่งแม่น้ำโขง
ทิศใต้สุดศาลเมืองล่าง
(เข้าใจว่าเป็นเมืองย่าง) เป็นแดน
กาลเวลาดังกล่าวตกอยู่ในรัชสมัยของพระเจ้าพ่อขุนรามคำแหง
แห่งกรุงสุโขทัย
ทางอาณาจักรลานนาก็มีพระยางำเมืองเป็นเจ้าเมืองพะเยา
และพระยาเม็งรายเป็นเจ้านครเชียงราย
ในขั้นแรกที่สร้างเมืองนี้ขึ้นนั้น
ไม่ปรากฏศักราชว่าเป็นพุทธ-ศักราช
1865
ก็ต่อเมื่อเจ้าเมืองวรนครได้ล่วงไปแล้วถึง
2 องค์
ถ้าจะคาดคะเนตามเหตุการณ์ในพงศาวดารเมืองน่านตอนนี้และนับถอยหลังหวนไปหาการตั้งเมืองวรนครแล้ว
ก็ไม่เกิน 40 ปี คือประมาณ พ.ศ. 1825
แต่ตามพงศาวดารโยนกที่กล่าวตามตำนานเมืองเชียงแสนอันว่าด้วยลำดับวงศ์จักกราชซึ่งเป็นปฐมกษัตริย์ของลานนาในเมืองเชียงราย
กล่าวว่า
นับตั้งแต่ลาวจักกราชไปได้ 12
ชั่วกษัตริย์ถึง
พระยาลาวจังกาเรือนแก้ว
ก็เสียเมืองไชยวรนครเชียงรายให้แก่พระยาน่านหรือนันทบุรีผู้ชื่อว่า
"พระยากือคำล้าน" ราว พ.ศ. 1518
ประการหนึ่ง
กับเมื่อขุนเจืองกษัตริย์เมืองพะเยา
ลำดับที่ 2 มีอายุได้ 16 ปี คือ พ.ศ. 1657
ได้มาคล้องช้าง ณ เมืองน่าน
พระยาน่านผู้มีนามว่า
"พลเทวะ" ยกราชธิดานามว่า
"พระนางจันทรเทวี"
ให้เป็นภรรยาของขุนเจืองประการหนึ่ง
หรือในขั้นหลังที่สุด
เมื่อขุนเจืองได้ปราบดาภิเษกครองเมืองแกวได้
14 ปี คือ พ.ศ. 1691
มีโอรสกับพระนางอู่แก้วราชธิดาพระยาแกว
3 องค์ ผู้พี่ชื่อ
"ท้าวอ้ายผาเรือง"
ผู้กลางชื่อ "ท้าว ยี่คำหาว"
ผู้น้องชื่อ "ท้าวสามชุมแสง"
ครั้นราชกุมารทั้งสามเจริญวัยแล้ว
จึงยกราชสมบัติเมืองแกวให้แก่ท้าวอ้ายผาเรืองผู้เป็นราชโอรสองค์ใหญ่
แล้วโอรสผู้กลางชื่อท้าวยี่คำหาวให้ไปเป็นพระยาครองเมืองลานช้าง
และโอรสผู้น้องอันชื่อท้าวสามชุมแสง
มาเป็นพระยาครองเมืองนนทบุรี
(น่าน)
ประมาณ พ.ศ.
1820
มีบุคคลสำคัญเกิดขึ้นในลานนาไทย
2 คน
คือพระยางำเมืองเจ้าเมืองพระเยาองค์หนึ่ง
กับพระยาเม็งรายเจ้าเมืองเชียงรายองค์หนึ่ง
ส่วนทางอาณาจักรสุโขทัยมีพระเจ้ารามคำแหง
เป็นพระมหากษัตริย์ที่เรืองพระเดชานุภาพอยู่ทางทิศใต้อีกพระองค์หนึ่ง
หลังจากแคว้นน่านได้ตั้งวรนครขึ้นแล้ว
พระยางำเมืองเจ้าเมืองพะเยาก็เข้ามายึดเมืองวรนครเป็นเมืองขึ้น
การเข้ามาถือเอาซึ่งเมืองวรนครครั้งนี้เป็นการง่ายมาก
มิได้มีการรบพุ่งแต่อย่างใด
เพราะทางฝ่ายวรนครไม่ทันรู้ตัว
เตรียมการป้องกันไม่ทัน
ครั้งนั้นเจ้าเมืองวรนครเป็นชายาของพระเจ้าเก้าเถื่อนเจ้าเมืองวรนคร
อันดับที่ 2
ซึ่งได้ละเมืองวรนครไว้ให้แก่ชายา
แล้วไปครอบครองเมืองย่างอยู่อีกฝ่ายหนึ่ง
การที่เสียเมืองวรนครให้แก่แคว้นพะเยาครั้งนี้
ไม่ปรากฏว่าพระเจ้าเก้าเถื่อนทำการแก้มือแก่พระยางำเมืองแต่ประการใด
เห็นจะไม่มีกำลังพอที่จะทำการตอบแทนนั่นเอง
ในขณะที่พระยางำเมืองเข้ามาถึงวรนครนั้น
นางพระยาวรนครได้หนีออกไปจากเมืองได้ไปคลอดบุตรระหว่างทางเป็นชาย
ภายหลังเมื่อกุมารนั้นมีอายุ 16
ปี
ได้ถวายตัวอยู่ในราชสำนักพระยางำเมือง
และพระยางำเมืองโปรดปรานให้นามว่า
ขุนใส่ยศ และให้ไปครองเมืองปราด
ส่วนเมืองวรนครนั้น
พระยางำเมืองให้นางชายาผู้หนึ่งชื่อว่า
อั้วลิม กับบุตรชายชื่อว่า
อามป้อม มาครอง
ภายหลังนางอั้วลิมเกิดผิดใจกับพระยางำเมืองด้วยเรื่องเป็นเชิงว่าพระยางำเมืองระแวงในความจงรักภักดีของนาง
นางเจ็บใจจึงร่วมคิดกับขุนใส่ยศ
เจ้าเมืองปราดแข็งเมืองต่อพระงำเมืองและมาตั้งอยู่ที่วรนคร
แล้วขุนใส่ยศกับนางอั้วลิมก็สมสู่อยู่ด้วยกันฉันท์สามีภริยา
ความทั้งนี้ทราบถึงพระยางำเมืองจึงยกกองทัพมาตีวรนคร
ทางฝ่ายเมืองวรนครให้เจ้าอามป้อมเป็นทัพยกออกไปเมื่อกองทัพทั้งสองฝ่ายได้ปะทะทำการรบกันเพียงเล็กน้อย
พระยางำเมืองก็เลิกทัพกลับไป
นับว่าเกิดความสลดพระทัยในการที่บิดากับบุตรต้องมาทำสงครามกัน
ต่อจากนี้ขุนใส่ยศได้อภิเษกเป็นเจ้าเมืองวรนคร
มีนามว่า "พระยาผานอง" ในปี 1865
นับแต่นั้นมาการเกี่ยวข้องระหว่างแคว้นพะเยากับแคว้นน่านก็ขาดตอนไปเฉยๆ
ไม่มีเรื่องกล่าวถึงกันอีกเลย
ส่วนการเกี่ยวข้องระหว่างเมืองน่านกับกรุงสุโขทัย
ได้ความตามศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงว่า
เมืองน่านเป็นเมืองประเทศราชของกรุงสุโขทัย
|
<<< ย้อนกลับ || อ่านต่อ >>> |

|
|
|