|

|
| ประวัตศาสตร์-ความเป็นมา |
-หน้า
2- |
พ.ศ. 1922
แผ่นดินสมัยพระเจ้าไสยลือไท
สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พะงั่ว)
กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาได้ยกทัพขึ้นมาตีกรุงสุโขทัยและได้ชัยชนะ
กรุงสุโขทัยจึงตกอยู่ใต้อำนาจของกรุงศรีอยุธยา
เมืองแพร่จึงตั้งตนเป็นอิสระอีกครั้งหนึ่ง
พงศาวดารเมืองน่าน
กล่าวถึงเมืองแพร่ว่า จุลศักราช
652 พ.ศ. 1954
สมัยเจ้าศรีจันต๊ะครองเมืองน่านได้
1 ปี ก็มีพระยาแพร่สองคนพี่น้อง
คนพี่ชื่อพระยาเถร
คนน้องชื่อพระยาอุ่นเมือง
ยกกองทัพไปตีเมืองน่าน
จับตัวเจ้าศรีจันต๊ะฆ่าเสียแล้วพระยาเถรก็ขึ้นครองเมืองน่านแทน
ฝ่ายอนุชาของเจ้าศรีจันต๊ะ
ชื่อเจ้าหุง
หนีไปพึ่งพระยาชะเลียงที่เมืองชะเลียง
(ซึ่งขณะนั้นเมืองชะเลียงขึ้นต่อพระเจ้าไสยฤาไท
แห่งกรุงสุโขทัย) พระยาเถร
ครองเมืองน่านได้ 6 เดือนกับ 9 วัน
ก็ล้มป่วยเป็นไข้โลหิตออกจากรูขุมขนถึงแก่กรรม
พระยาอุ่นเมืองผู้น้องจึงครองเมืองน่านแทน
พระยาอุ่นเมือง
ครองเมืองน่านได้เพียง 1 ปี
เจ้าหุงอนุชาของเจ้าศรีจันต๊ะก็คุมพลชาว
ชะเลียงยกมารบพุ่งชิงเอาเมืองคืน
เจ้าหุงจับตัวพระยาอุ่นเมืองได้นำไปถวายพระยาใต้และถูกกักตัวไว้ที่เมืองชะเลียงเป็นเวลาถึง
10 ปี และถึงแก่กรรมที่นั่นด้วย
ในสมัยพระเจ้าติโลกราช พ.ศ. 1986
กษัตริย์เมืองเชียงใหม่ยก
กองทัพไปตีเมืองน่านและได้ชัยชนะ
พญาอินต๊ะแก่น
เจ้าเมืองน่านหนีไปเมืองชะเลียง
ขณะที่พระองค์กำลังตีเมืองน่านอยู่นั้น
ได้แต่งกองทัพให้พระมหาเทวีผู้มารดายกไปตีเมืองแพร่
พระมหาเทวียกกองทัพไปถึงเมืองแพร่ก็ให้ทหารล้อมไว้
ฝ่ายท้าวแม่คุณ เจ้าเมืองแพร่
เห็นกำลังทหารของกองทัพเชียงใหม่เข้มแข็งกว่าจึงออกไปอ่อนน้อมต่อพระมหาเทวี
และพระมหาเทวีก็ให้ท้าวแม่คุณครองเมืองแพร่ดังเดิม
พงศาวดารโยนก
กล่าวถึงความตอนนี้และแตกต่างไปจากตำนานเมืองเหนือว่า
พ.ศ. 1986
พระเจ้าติโลกราชแห่งนครเชียงใหม่ได้ทรงทราบว่าเจ้ามืองน่านได้กระทำเหตุหลอกลวงพระองค์
ดังนั้นก็ทรงพระพิโรธ
จึงเสด็จยกทัพหลวงไปตีเมืองน่าน
กองทัพยกออกจากเมืองเชียงใหม่ในวันขึ้น
13 ค่ำ เดือนยี่ ปีกุน เบญจศก
แล้วแบ่งกองทัพให้พระมหาเทวี
ผู้เป็นชนนียกไปตีเมืองแพร่อีกทัพหนึ่ง
กองทัพพระมหาเทวียกมาถึงเมืองแพร่
ก็แต่งทหารเข้าล้อมเมืองแพร่ไว้
มีหนังสือแจ้งเข้าไปให้เจ้าเมืองแพร่ออกมาถวายบังคม
ฝ่ายท้าวแม่คุณ
ผู้ครองเมืองแพร่ก็แต่งพลรักษาเมืองมั่นไว้ไม่ออกไปถวายบังคม
และไม่ออกต่อรบกองทัพเชียงใหม่จะหักเอาเมืองแพร่ก็มิได้
นายทัพนายกองทั้งหลายจึงคิดทำปืนปู่เจ้ายิงเข้าไปในเมืองแพร่
นัดแรกกระสุนต้องต้นตาลใหญ่ในเมืองแพร่หักเพียงคอ
นัดที่สองถูกกลางต้นตาลหักโค่นลง
ท้าวแม่คุณเห็นดังนั้นก็ตกใจกลัว
จึงออกไปถวายบังคมต่อพระมหาเทวี
พระมหาเทวีจึงให้ท้าวแม่คุณครองเมืองแพร่ดังเก่า
แล้วเลิกทัพกลับเชียงใหม่
เมืองแพร่สมัยกรุงศรีอยุธยา ( พ.ศ.
2003) สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
ยกทัพหลวงจากกรุงศรีอยุธยาขึ้นมาตีเมืองแพร่ทางเขาพึง
หมื่นด้งนคร
รักษาเมืองเชียงใหม่แทนพระเจ้าติโลกราช
ซึ่งเสด็จไปตีเมืองพง
ยกกองทัพไปตั้งรับไว้
พอพระเจ้าติโลกราชทรงทราบข่าว
จึงเสด็จยกทัพหลวงลงไปช่วยหมื่นด้งนคร
สมเด็จ พระเจ้าบรมไตรโลกนาถ
จึงล่าถอยทัพกลับกรุงศรีอยุธยา
แผ่นดินสมัยพระเมืองแก้วครองเมืองเชียงใหม่
ท้าวเมืองคำข่าย
นำบริวารหมู่จุมมาเป็นข้า
พระเมืองแก้วจึงให้ไปกินเมืองแพร่
พ.ศ. 2051 แม่ทัพกรุงใต้
(กรุงศรีอยุธยา)
ชื่อพระยากลาโหมยกเอา
รี้พลมารบเมืองแพร่
หมื่นจิตรเจ้าเมืองน่านยกทัพมาช่วยต่อสู้ด้วยจนได้ชัยชนะ
พ.ศ. 2053 แม่ทัพกรุงใต้ชื่อ ขราโห
(เพี้ยนมาจากคำว่า "กลาโหม")
ยกทัพมารบเมืองแพร่อีก
หมื่นคำคาย เจ้าเมืองละกอน
(ลำปาง) ยกทัพไปช่วยเมืองแพร่
รบกันจนทัพเมืองใต้แตกพ่ายหนีกลับไป
ในปีเดียวกัน คือ พ.ศ. 2053
พระเมืองแก้วให้เจ้าเมืองแพร่สร้อยไปกินเมืองน่าน
แทนท้าวเมืองคำข่าย
(หมื่นสามล้าน)
ครั้น พ.ศ. 2059
พระเมืองแก้วให้เจ้าเมืองแพร่คำยอดฟ้าไปครองเมืองน่าน
และทรงย้ายเจ้าเมืองน่านไปครองเมืองพะเยา
พระยาแพร่ยอดคำฟ้าครองเมืองน่าน
ต่อมายกทัพไปรบศึกที่เชียงใหม่ป่วยเป็นฝีเนื้อร้ายจนถึงแก่กรรม
พ.ศ. 2066
ขณะที่พม่าเข้าครอบครองลานนาไทย
เจ้าอุ่นเฮือนผู้ครองเมืองน่านได้รบกับพม่า
สู้พม่า
ไม่ได้หนีไปพึ่งเมืองชะเลียง
พอถึง พ.ศ. 2067
เจ้าอุ่นเฮือนก็คุมพวกเข้าหักเอาเมืองน่าน
ไล่ข้าศึกหนีจากเมืองน่านไปอยู่เมืองแพร่
จ พ.ศ. 2088 เมืองเชียงใหม่เกิดจลาจล
ทางกรุงศรีอยุธยาแผ่นดินสมเด็จพระไชยราชาได้ยกกองทัพขึ้นมาตีเมืองเชียงใหม่
พระนางจิระประภา
ราชธิดาเจ้าเมืองเชียงใหม่ได้นำเอาเครื่องราชบรรณาการไปถวาย
พระไชยราชาจึงยกกองทัพกลับ
เมืองแพร่จึงตกอยู่ใต้อำนาจของกรุงศรีอยุธยาไปด้วย
พ.ศ. 2093
พระยาแพร่
เป็นที่พระยาสามล้านเชียงใหม่ได้ร่วมกันคบคิดจะเป็นใหญ่ในนครพิงค์กับ
พระยาล้านช้าง
พระยาหัวเวียงล้านช้างรวบรวมไพร่พลยกกำลังเข้าไปถึงนครพิงค์จักกระทำร้ายแก่เมือง
ครั้นกระทำมิได้ก็ออกหนีไป
ฝ่ายเจ้าขุนทั้งหลายในนครพิงค์ต่างก็แต่งทหารออกรบ
พระยาสามล้าน (พระยาแพร่)
และพวกก็แตกพ่ายหนีไปเมืองแพร่
พ.ศ.
2101
พระเจ้าบุเรงนองกษัตริย์พม่ายกกองทัพมาตีเมืองเชียงใหม่
ทหารเมืองเชียงใหม่มีน้อยกว่าพม่า
อีกทั้งกองทัพพระเจ้าบุเรงนองเข้มแข็งชาญศึกสงครามกว่าพม่าจึงได้ชัยชนะ
เชียงใหม่ตกเป็นประเทศราชของพม่า
เมืองแพร่จึงตกอยู่ใต้อำนาจของพม่าด้วย
พม่าปกครองประเทศราชในอาณาจักรลานนาไทย
อันได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย
ลำปาง ลำพูน พะเยา แพร่ น่าน
ด้วยการให้ขุนนางของพม่าพร้อมด้วยทหารจำนวนหนึ่งอยู่เป็นข้าหลวงอยู่กำกับเมือง
พ.ศ. 2111
อาณาจักรลานนาไทยถูกพม่าเกณฑ์ให้ยกกองทัพไปช่วยรบกรุงศรีอยุธยา
เมืองแพร่ก็ยกกองทัพร่วมไปกับพม่าครั้งนี้ด้วย
และในที่สุด พ.ศ. 2112
กรุงศรีอยุธยาก็แตก
ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า
อาณาจักรลานนาไทยจึงตกอยู่ใต้อำนาจของพม่าดังเดิม
พ.ศ. 2163
แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม
กรุงศรีอยุธยามีกองทัพไม่ค่อยเข้มแข็งเกรียงไกร
อาณาจักรลานนาจึงตั้งตนเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา
พ.ศ. 2177 พระเจ้าสุทโธธรรมราชา
กษัตริย์พม่าได้ยกกองทัพมาตีเมืองเชียงใหม่และจับกุมเอาตัว
พระเจ้าเชียงใหม่ไปคุมขังไว้ที่เมืองหงสาวดี
เมื่อจัดการปกครองในเมืองเชียงใหม่เรียบร้อยแล้ว
พระเจ้าสุทโธธรรมราชายกทัพไปปราบเมืองต่างๆ
ในเขตลานนาไทยยึดเมืองทุกเมืองไว้ในอำนาจ
เมืองแพร่จึงตกอยู่ในอำนาจของพม่าอีกครั้ง
พ.ศ. 2205
แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดให้ยกกองทัพขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่
พระองค์ทรงเป็นจอมทัพตีหัวเมืองรายทางตั้งแต่ลำปาง
แพร่ ลำพูน จนถึงเมืองเชียงใหม่
โปรดให้เจ้าพระยาโกษาเหล็กถมดินทำเป็นเชิงเทินตั้งปืนใหญ่
ยิงกราดเข้าไปในเมืองเชียงใหม่
เชียงใหม่ก็แตก
ฝ่ายกองทัพพม่ายกมาแต่เมืองอังวะเพื่อช่วยเหลือเมืองเชียงใหม่
(เพราะพม่าปกครองเมืองเชียงใหม่)
ก็ถูกทัพไทยซุ่มโจมตีกระหนาบแตกพ่ายยับเยินไป
ดังนั้น
อาณาจักรลานนาจึงตกอยู่ใต้อำนาจของกรุงศรีอยุธยา
แทรกกล่าว มีข้อน่าสังเกตว่า
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเมืองแพร่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ขณะใดที่กองทัพเมืองเชียงใหม่เข้มแข็ง
เมืองแพร่ก็จะขึ้นอยู่กับเชียงใหม่
หากขณะใดที่
กองทัพกรุงศรีอยุธยาเข้มแข็ง
เมืองแพร่ก็จะขึ้นอยู่กับกรุงศรีอยุธยา
ระยะเวลาใดที่ทั้งสองฝ่ายอ่อนแอหรือเกิดจลาจล
เมืองแพร่ก็จะตั้งตนเป็นอิสระทันที
พ.ศ. 2283 พระเจ้าอังวะ
กษัตริย์พม่าให้โปทัพพะการมังดีเป็นแม่ทัพยกกำลังหนึ่งหมื่นคนมาตีเมืองเทิน
เมืองแพร่ เมืองน่าน
กวาดต้อนผู้คนในเมืองดังกล่าวไปไว้ที่เมืองเชียงแสน
|
<<< ย้อนกลับ || อ่านต่อ >>> |

|
|
|
|