จังหวัดพิจิตร
|
ประวัติศาสตร์-ความเป็นมา
|
-หน้า
2- |
เมื่อสร้างเมืองเสร็จ
รุ่งขึ้นจึงมีพระราชพิธีสมโภชตามลัทธิพราหมณ์
ทรงพระราชทานนามเมืองใหม่ว่า
เมืองพิจิตร
อันเป็นสมญาตั้งแต่ พ.ศ. 1602
เป็นต้นมา
พระประยูรวงศานุวงศ์ตลอดจนไพร่ฟ้า
ข่าราชบริพาร
จึงถวายพระนามพระเจ้ากาญจนกุมารใหม่ว่า
พระยาโคตรตะบองเทวราช
ให้เหมือนกับนามพระยาโคตรตะบององค์แรก
ซึ่งเป็นต้นราชวงศ์
แลรัชทายาทที่จะครองเมืองต่อไปเบื้องหน้าก็ให้มีนามว่า
พระยาโคตรตะบองเทวราชทุกพระองค์
ครั้นเมื่อขอมเสื่อมอำนาจลง
ไทยได้เริ่มทยอยลงมาในดินแดนสุวรรณภูมิ
พ่อขุนผาเมืองได้ยกกองทัพเข้าตีเมืองหน้าด่านของขอมได้
เมืองพิจิตรจึงเป็นของไทยตั้งแต่นั้นมา
ในปี พ. ศ. 1800
พระยาโคตรตะบองเทวราชองค์สุดท้ายที่เมืองพิจิตรสวรรคต
ไม่มีพระราชโอรสสืบสมบัติเมืองพิจิตร
วงศ์โคตรตะบองเทงราชสิ้นสุดลง
เมืองพิจิตรได้ขึ้นตรงต่อสุโขทัย
สมัยพ่อขุนรามกำแหงมหาราช
ทรงว่างระเบียบการปกครองหัวเมืองออกเป็น
3 อย่าง
โดยแบ่งเป็นหัวเมืองชั้นใน
หัวเมืองชั้นนอก
และเมืองขึ้นหรือเมืองประเทศราช
หัวเมืองชั้นใน
ทรงตั้งเป็นเมืองลูกหลวง(เมืองหน้าด่าน)
ล้มกรุงสุโขทัยไว้ 4 ทิศ
เพื่อป้องกันข้าศึกที่จะทุละทะลวงเข้ามาถึงเมืองหลวง
และเพื่อสะดวกในการจัดกำลังกองทัพ
เมืองพิจิตรเป็นเมืองลูกหลวง
หรือเมืองหน้าด่านอยู่ทางทิศใต้
ทิศเหนือมีเมืองเชลียง(สวรรคโลก)
ทิศตะวันออกมีเมืองสองแคว(พิษณุโลก)
ทิศตะวันตกมีเมืองชากังราว(กำแพงเพชร)
เมื่อสุโขทัยเลื่อมอำนาจลง
และได้ตกเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยา
พิจิตรก็ตกไปอยู่กับกรุงศรีอยุธยา
แต่ความสำคัญของเมืองพิจิตรนั้นลดน้อยลง
เมื่อประมาณ พ.ศ. 2006
รัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ
ทรงยกเลิกการปกครองแบบเก่า
เปลี่ยนมาเป็นแบบจตุสมภ์
เพื่อสร้างความสามัคคีกลมเกลียวในชาติ
เป็นการรวบอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง
ส่วนภูมิภาคมีขุนนางเป็นผู้ปกครอง
และแบ่งหัวเมืองออกเป็นหัวเมืองเอก
โท ตรี จัตวา
เมืองพิจิตรมีฐานะเป็นเมืองตรี
นับว่าพิจิตรเป็นเมืองใหญ่และมีความสำคัญทางทหาร
และการปกครองไม่น้อย
เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถได้เสด็จครองราชย์ที่เมืองพิษณุโลก
ทรงเห็นว่าพิจิตรเป็นเมืองลุ่ม
เต็มไปด้วย บึง คลอง ลำห้วย
โดยเฉพาะบึงสีไฟที่มีน้ำขังตลอดทั้งปีไม่เคยแห้ง
มีเนื้อที่ประมาณ 12,000 ไร่
จึงขนานนามเมืองพิจิตรอีกนามหนึ่งว่า
โอฆะบุรี ซึ่งแปลว่า ห้วงน้ำ
เมืองโอฆะบุรีคือ เมืองพิจิตร
เป็นเมืองโบราณมีป้อมปราการอยู่ริมแม่น้ำน่านเก่า
ซึ่งตื้นเขินแล้ว
ชื่อเดิมเรียกว่า เมืองสระหลวง
คงเป็นเพราะเป็นเมืองที่มีบึงบางมาก
ทั้งในศิลาจารึกสุโขทัยและกฎหมายชั้นเก่าของกรุงศรีอยุธยาก็เรียกว่า
เมืองสระหลวง
ปรับเป็นคู่กับเมือง
เมืองสองแคว คือเมืองพิษณุโลก
ซึ่งเดิมมีแม่น้ำน้อยอยู่ทางตะวันออก
และแม่น้ำน่านอยู่ทางตะวันตก
แต่แม่น้ำน้อยตื้นเขินเสียนานแล้ว
ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
มีเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเมืองพิจิตร
คือ
เมืองพิจิตรเป็นที่ประสูติของสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่
8
และเป็นถิ่นกำเนินของพระโหราธิบดี
กวีเอกของไทย
ดังที่ประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้ว่า
เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จไปเมืองพิษณุโลก
พระเพทราชา(ครองราชย์ พ.ศ. 2231-2246
ต้นราชวงศ์บ้านพลูหลวง)
ได้พานางสนมที่ได้รับพระราชทาน
ซึ่งขณะนั้นตั้งแก่จวนคลอดติดตามไปด้วย
เมื่อถึงบ้านโพธิ์ประทับช้าง
แขวงเมืองพิจิตร
นางได้คลอดบุตรในเดือนอ้าย
ปีขาล พ.ศ. 2201
และฝังรกไว้ที่ต้นมะเดื่อ หรือ
ดอกเดื่อต่อมาได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา
ใน ราชวงศ์บ้านพลหลวง
ทรงพระนามว่า
สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8
(ครองราชย์ในปี พ.ศ. 2246-2254)
ได้เสด็จไปคล้องช้างที่เมืองพิจิตร
เลยไปเยี่ยมมาตุภูมิเดิมที่หมู่บ้านโพธิ์ประทับช้าง
โปรดเกล้าฯ
ให้สร้างพระอารามประกอบด้วยพระอุโบสถ
วิหาร เจดีย์ ศาลาการเปรียญ
และกุฏิสงฆ์ แล้วเสร็จใน ปี พ.ศ. 2244
ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
สภาพบ้านเมืองยังไม่สงบราบคาบ
มีเจ้าเมืองต่าง ๆ
ตั้งตัวเป็นก๊กเป็นเหล่า ถึง 5
ก๊ก
เมื่อสดเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชยกทัพไปปราบก๊กพระยาพิษณุโลกในปี
พ.ศ.2311
ถึงตำบลเกยชัยทรงถูกปืนที่พระชงฆ์ซ้าย
จึงต้องยกทัพกลับพระนคร
จากนั้นเจ้าพระฝางตีเมืองได้เมืองพิษณุโลก
ชาวเมืองพิษณุโลกและเมืองพิจิตรต่างแตกหนีไปพึ่งพระบรมโพธิสมภาร
ณ กรุงบนบุรี จนกระทั่ง พ.ศ2313
สมเด็จพระเจ้าตากสอนมหาราชทรงยกทัพไปปราบเจ้าฝาง
ตีได้เมืองพิษณุโลกและเมืองสวางคบุรี
ในการนี้เมืองพิจิตรเป็นทางผ่านของกองทัพ
และชาวพิจิตรคงจะถูกเกณฑ์ไปในการรบด้วย
และต่อมาทุกครั้งที่มสเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดให้ยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่
มักจะโปรดให้เกณฑ์กำลังหัวเมืองเพื่อทำศึกสงครามด้วยทุกครั้งไป
สมัยรัชกาลที่ 1
พระบาลสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
เมื่อครั้งศึก 9 ทัพ ปี พ.ศ.2328
หม่ายกกองทัพเข้าไปตีเมืองไทยถึง
9 ทัพ ทั้งภาคเหนือ ภาคใต้
และทางตะวันตก
ทางเหนือพม่ายกมาทางเมืองเชียงแสน
ตีได้เมืองสวรรคโลก
เมืองสุโขทัย และเมืองพิษณุโลก
นอกจากเมืองพิจิตร
เพราะว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดให้จัดกองทัพสไหรับที่จะต่อสู้ถึง
9 ทัพ
ทางเหนือให้กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข
เป็นแม่ทัพไปขัดตาที่ทัพที่เมืองนครสวรรค์
กรมพระราชวังบวรสถานพิมุขได้ให้เจ้าพระยาเสนา
ยกกองทัพขึ้นไปรักษาเมืองพิจิตรไว้
เมื่อเป็นเช่นนี้พม่าถึงตั้งค่ายอยู่ที่ปากพิงใต้เมืองพิษณุโลก
เพื่อคอยกองทัพหนุน
จึงยกมาตีกองทัพไทยที่เมืองพิจิตร
และเมืองนครสวรรค์
ดังนั้นกองทัพหลวงของไทยจากกรุงเทพฯ
จึงยกกองทัพตามขึ้นไปที่เมืองนครสวรรค์ก่อน
แล้วหนุนกรมพระราชวังบวรสถานพิมุขขึ้นไปทางบางข้าวตอก
แขวงเมืองพิจิตร
และยกเข้าตีค่ายพม่าที่ปากพิง
จนกองทัพพม่าแตกพ่ายไป
พม่าจึงไม่มีโอกาสตีเมืองพิจิตร
ในสมัยรัชกาลที่ 2
พระบาทสดเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ได้ทรงราชนิพนธ์คำกลอนเรื่อง
ไกรทอง
เนื่องจากเมืองพิจิตรเป็นเมืองที่มีแหล่งน้ำมากมาย
และมีจระเข้ชุกชุม
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ทรงอาศัยเค้าโครงเรื่องจากเรื่องราวชาวพิจิตรได้เล่าสืบต่อกันมา
พระราชนิพนธ์วรรณคดีเรื่อง
ไกรทอง
ปัจจุบันในเรื่องไกรทองได้กลายเป็นชื่อตำบลชื่อหมู่บ้าน
ตามท้องเรื่องหลายแห่ง เช่น
บ้านดงเศรษฐี เกาะศรีมาลา
ดงชาละวัน และสระไข่
|
<<< ย้อนกลับ || อ่านต่อ >>> |

|
|
|