|
เมืองพิจิตร
เคยเป็นเมืองที่พระเจ้าเจ้าแผ่นดินปกครองสืบต่อกันมาหลายพระองค์
ตั้งแต่ครั้งยังสร้างเมืองอยู่
ณ นครไชบวร |
|
ประมาณหลังปีพุทธศักราช
1600 ถึง 1800 เมื่อสิ้นราชวงค์
เมืองพิจิตรก็ยังคงมีฐานะเป็นหน้าด้านขึ้นตรงต่อราชธานีสุโขทัย
เมื่อปี
พ.ศ. 300
ชาติละว้าเป็นชาติที่ใหญ่และเจริญที่สุดในสุวรรณภูมิ
เป็นชาติที่มีระเบียบวินัยเรียบร้อยในการปกครองมาก่อน
ได้ตั้งอาณาจักรใหญ่ ๆ
แยกกันอยู่ 3 อาณาจักร คือ
อาณาจักร |
|
ทวาราวดี อาณาจักรยางหรือโยนก และอาณาจักรโคตรบรู
อาณาจักรทวาราวดี
ได้แก่พื้นที่ตั้งแต่จังหวัดพิษณุโลก
ไปจนจดจังหวัดราชบุรีทิศตะวันออกไปถึงปราจีนบุรี
อาณาจักรทวาราวดีนี้มีเมืองสำคัญ
3 เมืองด้วยกันคือ เมืองนครปฐม
เป็นราชธานี เมืองละโว้ ต่อมาเปลี่ยนเป็นลพบุรี
และเมืองสยามต่อมาเปลี่ยนเป็นสุโขทัย
เมืองพิจิตรในสมัยทวาราวดีจึงขึ้นอยู่ในเมืองละโว้
(หรือเมืองลพบุรีในปัจจุบัน)
แต่ขณะนั้นเมืองพิจิตร
จะมีนามว่าอย่างไร ตั้งที่ไหน
ไม่มีกล่าวไว้ในประวัติศาสตร์
ต่อมาเมื่อประมาณปี พ.ศ. 1400
เป็นต้นมา
ขอมมีอำนาจและแผ่อำนาจมาในอาณาจักรทวาราวดีด้วยขอมติได้เมืองโคตรบูร
เมืองยาง
หรือโยนกไว้ได้ทั้งหมดแล้วจัดส่งคนมาครอบครองอย่างเมืองขึ้นธรรมดา
เฉพาะเมืองทวาราวดี
ขอมแบ่งการปกครองออกเป็น 2 มณฑล
คือ มณฑลฝ่ายใต้
และมณฑลฝ่ายเหนือ
มณฑลฝ่ายใต้มีเมืองละโว้โดยขอมมาเปลี่ยนแปลงเป็นลพบุรีให้เป็นศูนย์กลาง
ฝ่ายเหนือมีเมืองสยามคือ
สุโขทัย เป็นศูนย์กลาง
การขยายอำนาจของขอมทำให้ชาวละว้า
ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองส่วนใหญ่ตกอยู่ภายใต้การปกครอง
หรือการเป็นประเทศราชของขอม
กลุ่มชนที่เคยมีอำนาจและรักความเป็นอิสระไม่สมัครใจจะอยู่ในสภาพเช่นนี้
ชาวละว้าจึงมีการอพยพขึ้นไปทางเหนือเพื่อไปแสวงหาดินแดนสร้างเมืองใหม่
เมื่อราว พ.ศ. 1600
พระราชวงศ์ผู้สืบสายมาแต่พระยาโคตระบองเทวราชองค์หนึ่ง
ทรงพระนามว่า เจ้ากาญจนกุมาร
(พระยาโคตระบอง)
เสด็จประพาสทางชลมารคไปตามลำน้ำน่านเก่าขึ้นไปทางเหนือ
เสด็จพระราชดำเนินถึงหมู่บ้านสระหลวงมีบึงใหญ่น้ำลึกใสมีปลาชุกชุม
ประกอบด้วยบัวหลวงงามสะพรั่งเต็มบึงเป็นที่ต้องพระทัย
จึงทรงดำริให้ย้ายเมืองจากนครไชยบวร
มาตั้งใหม่ที่บ้านสระหลวง
และโปรดเกล้าฯให้ฝังหลักเมือง
ต่อมาโอรสพระยาโคตรตะบอง
ผู้ครองนครไชยบวรต่อมามี
พระนามว่า เจ้ากาญจนกุมาร
เสด็จทางชลมารคไปทางทิศเหนือของแม่น้ำน่านเก่าถึงบ้านสระหลวง
ทรงดำริว่าถ้าตั้งเมืองใหม่ในบริเวณนี้
ต่อไปการขยายเมืองก็สะดวก
ทางใต้มีบึงใหญ่อีกแห่งหนึ่ง(บึงไอ้จ๋อ
ปัจจุบันนี้ตื้นเขินแล้ว)
ขวางอยู่ ทางตะวันออกมีบึงสีไฟ
ทางตะวันตกมีแม่น้ำน่านเป็นพรมแดน
หากข้าศึกยกมาก็ยากที่จะบุกเข้าถึงตัวเมือง
พื้นที่บางแห่งราบลุ่มกว้างใหญ่เหมาะแก่การเพาะปลูก
ริมฝั้งแม่น้ำน่านเป็นที่เนินน้ำไม่ท่วมเหมาะแก่ราษฎรจะสร้างบ้านเรือนเรียงราย
ไปตามแม่น้ำล้อมด้วยตัวเมืองอีกทีหนึ่ง
เมื่อมีบ้านเรือนหนาแน่นแล้ว
การเก็บส่วยอากรขนอนของแม่น้ำน่านเก่า
และก่อกำแพงเมืองด้วยอิฐชุบยางไม้บง(บง
เป็นต้นไม้ชนิดหนึ่งมียางเหนียวมาก)
เป็นกำแพงชั้นเดียว
และได้ทำพิธีฝังหลักเมือง เมื่อ
พ.ศ. 1601
ลักษณะกำแพงเมืองก่อด้วยอิฐชุบยางไม้บง
ฐานกว้าง 10 ศอก
สร้างเป็นแนวดิ่งเรียงอิฐตามความยาวของกำแพง
2 แถว แถงหนึ่ง ๆ กว้าง 3 ศอก
เว้นช่องกลาง 4 ศอก
เป็นทางยาวตลอดกำแพง
เรียงอิฐสูงขึ้นไปพร้อมกับถมดินลงช่องกลางตามขึ้นไปจนสุดกำแพง
จึงเรียงอิฐปิดข้างบนและข้างบนที่ขอบกำแพงนั้นไม่ได้สร้างเชิงเทิน
หรือป้อมปราการ
หากปักเสาระเนียดเป็นปราการรายรอบโดยว่างเสาห่างกันเป็นระยะ
ติดไม้คร่าวประกับมั่นคง
ด้านหน้าทีประตู 3 ช่อง
ด้านหลังมี 2 ช่อง
ประตูเมืองทุกช่องก็ด้วยอิฐชุบยางไม้บง
ซุ้มประตูก็เป็นหลังคอทรงปราสาท
คนเก่าท่านเล่ากันต่อ ๆ
มาว่าซุ้มประตูไม่สวย
ทรงปราสาทอยู่บนหลังคามุข
มุขหันหน้าเข้าตัวเมืองทางหนึ่ง
หันออกนอกตัวเมืองทางหนึ่ง
นอกกำแพงด้านตะวันออก
และด้านเหนือขุดคูลึก 6 ศอก
เพื่อป้องกันศัตรูภายนอก
ด้านตะวันตกเป็นหน้าเมือง
ภายในกำแพงเมืองเมืองเดิมไม่มีวัด
มีแต่สถูป
(ปัจจุบันคือวักมหาธาตุ)
|
|
||
อ่านต่อ
>>> |

|
|
|