
|
| ประวัตศาสตร์-ความเป็นมา |
-หน้า
2- |
ในปี พ.ศ. 2106
ตรงกับรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
พระเจ้าหงสาวดี
บุเรงนองยกกองทัพมาตีเมืองเหนือ
ซึ่งในพระราชพงศาวดารไทยรบพม่ากล่าวว่า
เป็นสงครามครั้งที่ 3
คราวนั้นรบกันด้วยเรื่องช้างเผือก
ในครั้งนี้ปรากฏว่ากองทัพพระมหาอุปราชา
กับพระเจ้าแปรยกไปถึงเมืองสุโขทัย
พระยาสุโขทัยต่อสู้ได้รบพุ่งกันเป็นสามารถ
กำลังไทยน้อยกว่าพม่ามากนักก็เสียเมืองสุโขทัย
ตัวพระยาสุโขทัยพม่าก็จับได้
ฝ่ายพระยาสวรรคโลก
พระยาพิชัยเมื่อรู้ว่าเสียเมืองสุโขทัยแล้วก็ไม่ต่อสู้
พากันไปยอมอ่อนน้อมต่อพระมหาอุปราชาทั้ง
2 เมือง
และในการที่พม่ายกกองทัพมาตีเมืองเหนือครั้งนี้
พม่าให้รวบรวมเรือในหัวเมืองฝ่ายเหนือจัดเป็นกองทัพเรือ
ยกลงมาตีกรุงศรีอยุธยา
และพระยาพิชัยได้ตามเสด็จมาในกองทัพหลวงด้วย
ต่อมา พ.ศ. 2127
ตรงกับรัชกาลสมเด็จพระมหาธรรมราชา
ซึ่งเป็นปีที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชประกาศอิสรภาพ
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้เสด็จขึ้นไปขับไล่กองทัพพม่าทางหัวเมืองเหนือ
ปรากฏว่าพระยาสวรรคโลก
และพระยาพิชัยแข็งเมืองไม่ยอมเกณฑ์กำลังไปช่วยขับไล่กองทัพพม่า
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
จึงยกกองทัพเข้าตีเมืองสวรรคโลก
และเมืองพิชัย
และสามารถเข้าเมืองได้
จับได้ตัวพระยาสวรรคโลก
พระยาพิชัย
มีรับสั่งให้ประหารชีวิตเสียทั้งสองคน
แล้วให้กวาดต้อนผู้คนพลเมืองทั้งเมืองสวรรคโลก
และเมืองพิชัย
ลงมายังเมืองพิษณุโลกจนสิ้นเชิง
ในรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ตามพระราชพงศาวดารได้กล่าวถึงเมืองฝาง
คือในปี พ.ศ. 2135
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชให้เตรียมทัพหลวงที่จะไปปราบเมืองอังวะ
แล้วได้เสด็จยกทัพหลวงไปทางเชียงใหม่
แล้วเสด็จต่อไปทางเมืองหางหลวง
ส่วนสมเด็จพระเอกาทศรถก็ยกทัพหลวงเสด็จไปทางเมืองฝาง
เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จถึงเมืองหลวงนั้น
ได้ทรงพระประชวรหนักก็ตรัสให้ข้าหลวงไปกราบทูลพระกรุณาถึงเมืองฝางสมเด็จพระเอกาทศรถก็เสด็จจากเมืองฝางมายังเมืองหางหลวง
รุ่งขึ้นสมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็เสด็จสวรรคต
แสดงว่าในรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
เมืองฝางคงเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่ง
ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
พระองค์ได้เสด็จเมืองทุ่งยั้ง
และเมืองสวางคบุรี ในปี พ.ศ. 2283
เพื่อนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ ณ
เมืองทุ่งยั้ง
และนมัสการพระมหาธาตุ ณ
เมืองสวางคบุรี
แต่ในพระราชพงศาวดารกล่าวถึงเมืองทุ่งยั้งว่าเป็นเมืองศรีพนมมาศ
ทุ่งยั้ง
ความจริงก็คือเมืองทุ่งยั้งนั่นเอง
ส่วนเมืองสวางคบุรี
ก็เป็นเมืองเดียวกับเมืองฝาง
อาจจะเปลี่ยนชื่อจากเมืองฝาง
มาเป็นเมืองสวางคบุรีในภายหลัง
ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศนี้
ยังมีเรื่องราวที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารอีกว่า
มีพระภิกษุชาวเมืองเหนือรูปหนึ่งชื่อเรือนลงมาเล่าเรียนอยู่ในกรุงศรีอยุธยาจนได้เป็นที่พระพากุลเถร
ตำแหน่งพระราชาคณะฝ่ายวิปัสสนาธุระอยู่
ณ วัดศรีอโยธยา
อยู่มาสมเด็จพระบรมโกศทรงตั้งให้เป็นตำแหน่งสังฆราชา
ขึ้นไปเป็นเจ้าคณะสงฆ์
เมืองสวางคบุรี อยู่ ณ วัดพระฝาง
ต่อมา พ.ศ. 2310
ในรัชกาลพระที่นั่งสุริยามรินทร์
กรุงศรีอยุธยาได้เสียแก่พม่า
หัวเมืองทั้งปวงไม่มีพระราชาธิบดีปกครอง
ก็พากันตั้งตัวเป็นเจ้าขึ้นหลายก๊กหลายเหล่า
พระสังฆราชาเรือน
ได้ตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้าอีกตำบลหนึ่ง
แต่หาสึกเป็นคฤหัสไม่
คงอยู่ในเพศสมณะแต่นุ่งห่มผ้าแดง
คนทั้งปวงเรียกว่า เจ้าพระฝาง
บรรดาเจ้าเมืองกรมการหัวเมืองฝ่ายเหนือตั้งแต่เหนือ
เมืองพระพิษณุโลกขึ้นไป
ก็กลัวเกรงนับถืออยู่ในอำนาจทั้งสิ้น
และเมืองเหนือครั้งนั้นมีเจ้าขึ้นสองแห่ง
แบ่งแผ่นดินออกเป็นสองส่วน
ตั้งแต่เมืองพระพิษณุโลกลงมาจนถึงเมืองนครสวรรค์
กับแควปากน้ำโพนั้น
เป็นอาณาเขตของเจ้าพระพิษณุโลก
ตั้งแต่เหนือเมืองพระพิษณุโลกขึ้นไปจนถึงเมืองน้ำปาด
กระทั่งแดนลาว
กับแควแม่น้ำปากพิงนั้น
เป็นอาณาเขตข้างเจ้าพระฝาง
ต่อมาเมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรี
เสด็จเถลิงถวัลราชสมบัติเป็นบรมกษัตริย์
ณ กรุงธนบุรีแล้ว
ในรัชกาลของพระองค์นี้ปรากฏว่า
เจ้าพระพิษณุโลกถึงพิราลัย
เจ้าพระฝางจึงยกกองทัพลงมาตีเมืองพิษณุโลกอีก
หลังจากเคยยกทัพลงมาตีครั้งหนึ่งแล้ว
แต่เอาเมืองมิได้
แต่ครั้งนี้เจ้าพระฝางสามารถตีเอาเมืองพิษณุโลกได้
ต่อมา พ.ศ. 2313
พระเจ้ากรุงธนบุรีได้ยกกองทัพขึ้นไปปราบหัวเมืองซึ่งเป็นอาณาเขตของเจ้าพระฝางทั้งหมด
ส่วนตัวเจ้าพระฝางนั้นหนีหายสูญไป
เมืองสวางคบุรี
และอาณาเขตทั้งหมดได้ขึ้นกับกรุงธนบุรีแต่นั้นมา
พ.ศ. 2314
พระเจ้ากรุงธนบุรีจะเสด็จไปตีเมืองเชียงใหม่ครั้งแรก
ได้ไปตั้งที่ประชุมทัพหลวงที่เมืองพิชัย
ต่อมา
พ.ศ. 2315
โปสุพลาแม่ทัพพม่าที่ไปตีได้เมืองหลวงพระบาง
ให้ชิกชิงโบ
นายทัพพม่ายกมาตีได้เมืองลับแล
แล้วเลยมาตีเมืองพิชัย
พม่าตั้งค่ายอยู่ที่วัดเอกา
ขณะนั้นเมืองพิชัยรี้พลมีน้อย
พระยาพิชัยได้แต่ตั้งมั่นรักษาเมือง
แล้วบอกขอกองทัพเมืองพิษณุโลกขึ้นไปช่วย
กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท
เมื่อยังเป็นเจ้าพระยาสุรสีห์
เสด็จยกกองทัพขึ้นไปตีค่ายพม่า
พระยาพิชัยยกออกตีกระหนาบอีกด้านหนึ่ง
พม่าก็แตกหนีกลับไป
จน พ.ศ.
2316
โปสุพลายยกกองทัพมาตีเมืองพิชัยอีก
พระยาพิชัยก็ยกพลทหารออกไปต่อรบแต่กลางทางยังไม่มาถึงเมือง
เจ้าพระยาสุรรีห์ก็ยกกองทัพเมืองพระพิษณุโลกขึ้นไปช่วย
ได้รบกับพม่าเป็นสามารถ
และพระยาพิชัยถือดาบสองมือคุมพลทหารออกไล่ฟันพม่าจนดาบหัก
จึงลือชื่อปรากฏเรียกว่า
พระยาพิชัยดาบหักแต่นั้นมา
ครั้งถึง ณ วันอังคารเดือนยี่ แรม
7 ค่ำ กองทัพพม่าแตกพ่ายหนีไป
จึงบอกหนังสือลงมากราบทูลพระกรุณา
ณ กรุงธนบุรี
อุตรดิตถ์ในสมัยอยุธยา
และสมัยธนบุรี
เมืองพิชัยเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่ง
และเมืองสวางคบุรีก็คงเป็นเมืองที่มีความสำคัญที่รองลงมา
หรืออาจเท่าเทียมกันก็ได้
สังเกตได้จากเมืองพิชัยเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยาในสมัยอยุธยาตอนต้น
และคงเป็นเมืองหน้าด่านของกรุงศรีอยุธยา
ส่วนเมืองสวางคบุรีก็คงเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์
สังเกตได้จากเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าแล้ว
เจ้าพระฝางได้ตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้ามีอำนาจในหัวเมืองเหนือตั้งแต่เหนือเมืองพิษณุโลกขึ้นไปจนถึงแดนลาวทีเดียว
ส่วนเมืองทุ่งยั้ง
คงขาดความสำคัญลงไปมาก
แต่ในพระราชพงศาวดาร
กรุงศรีอยุธยาก็ยังกล่าวถึงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
เสด็จนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ ณ
เมืองทุ่งยั้งคราวเดียวกับเสด็จนมัสการพระมหาธาตุ
ณ เมืองสวางคบุรีด้วย
ส่วนเมืองตาชูชกคงขาดความสำคัญลงไปมาก
จนอาจเป็นเมืองร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยา
|
<<< ย้อนกลับ || อ่านต่อ >>> |

|
|
|