บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป »

ประเทศไทย 77 จังหวัด »

จังหวัด » กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บุรีรัมย์ บึงกาฬ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี อุบลราชธานี

» ย้อนกลับ หน้าถัดไป

ประวัติศาสตร์-ความเป็นมา (4)

         ปลายปี พ.ศ.   2369 เจ้าอนุวงศ์สั่งให้คณะกรมการเมืองนครราชสีมา เข้ามาอยู่ในกองบัญชาการเพื่อเป็นที่ปรึกษา แต่ความจริง เพื่อเอาเป็นตัวประกันไว้ แล้วสั่งให้ชาวเมืองออกไปอยู่นอกเมืองให้หมด ขุนโอฐ กรมการเมือง จึงอพยพชาวเมือง นครราชสีมาออกไปอยู่บ้านหมื่นไวย ทางเหนือเมืองนครราชสีมา
             ฝ่ายเจ้าพระยานครราชสีมา และพระยาปลัดทองคำ ได้ทราบข่าวว่าเจ้าอนุวงศ์ยกทัพมายึดเมืองนครราชสีมา ไว้แล้ว จึงได้ วางอุบายผละจากเมืองขุขันธ์บุรี โดยให้เจ้าพระยานครราชสีมานำกำลังส่วนมากไปรายงาน เรื่องราวในกรุงเทพฯ และขอให้ยกทัพไปช่วยกู้เมืองนครราชสีมา ส่วนพระยาปลัดทองคำจะนำกำลังส่วนน้อย เข้าไปในเมืองนครราชสีมา เพื่อคิดการ แก้ไขต่อไป
              ฝ่ายเจ้าอนุวงศ์ยึดเมืองนครราชสีมา คิดว่าชาวเมืองนครราชสีมา ไปรวมกลุ่มอยู่ นอกเมืองอาจจะก่อความวุ่นวายทำอันตรายได้ และถ้ากองทัพจากกรุงเทพฯ ยกมาได้รบพุ่งกัน ชาวเมืองนครราชสีมา ก็จะช่วยกองทัพกรุงเทพฯ เข้าตีกระหนาบ กองทัพลาวก็จะเป็นอันตรายได้ง่าย
           พระยาปลัดทองคำ เร่งรีบเดินทางทั้งกลางวันกลางคืนหลายวัน จึงถึงเมืองนครราชสีมาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2369 ตอนกลางวัน ขบวนกวาดต้อนไปหมดแล้ว จึงพักทหารไทย 50 ไว้นอกเมือง แล้วเข้าไปหาเจ้าอนุวงศ์ ด้วยมือเปล่า
              ขณะนั้นเจ้าอนุวงศ์กำลังตรวจค่ายและสั่งงานอยู่ที่ค่ายบึงทะเลหญ้า พระยาปลัดฯ ก็เข้าไปกราบกราน อย่างอ่อนน้อม และ กราบทูลว่าข้าพระพุทธเจ้ากับเจ้าเมืองนครราชสีมาไปราชการที่เมืองขุขันธ์ยังไม่เสร็จธุระ พอได้ทราบว่าเจ้าย่ำ กระหม่อมเหยียบเมืองนครราชสีมา เจ้าเมืองนครราชสีมามีความเกรงกลัวพระบารมี จึงพอทหารจำนวนมากหลบหนี ไปทางสวายจีก คงจะไปพึ่งดินแดนเขมร ส่วนข้าพระพุทธเจ้าห่วงใยครอบครัว และเกรงว่าพระยาพรหมยกกระบัตร จะต้อนรับเจ้าย่ำกระหม่อมไม่สมพระเกียรติจึงรีบมาเฝ้า เพื่อรับใช้ เจ้าย่ำกระหม่อมตามแต่จะมีบัญชาใช้ และขอฝากเนื้อ ฝากตัวไปรับใช้รับราชการในเวียงจันทน์จนกว่า ชีวิตจะหาไม่
              เจ้าอนุวงศ์เห็นกิริยาพระยาปลัดทองคำแสดงความนอบน้อม พูดจาน่าฟังก็ยินไต่ถามทุกข์สุขตามสมควร รับปากจะให้ ไปอยู่รับราชการในเวียงจันทน์ด้วยกัน "ตอนนี้ครอบครัวชาวเมืองได้อพยพไปแล้ว ให้ลุงติดตาม ไปเถิด" แล้วเจ้าอนุวงศ์ ก็ทำหนังสืออนุญาตเข้าขบวนให้พระยาปลัดทองคำถือไปด้วย พระยาปลัดฯ ออกมาสั่ง ให้ทหารของตน 50 คน แยกย้าย กันไปตามบ้านนอก ให้บอกแก่คนทั้งหลายที่พบเห็นว่าจะช่วยกันกู้อิสรภาพ ของเมืองเราเร็วๆ นี้ ให้คอยฟังข่าว และมา ร่วมมือกับคุณหญิงโม ส่วนตัวพระยาปลัดหาม้าได้ตัวหนึ่ง ก็รีบติดตามขบวนอพยพไปโดยด่วน
             ฝ่ายคุณหญิงโม ได้วางแผนจะกอบกู้อิสรภาพไว้แล้ว ได้ลอบนัดแนะกันเป็นความลับ โดยใช้เสน่ห์หญิงเข้าล่อให้พวก ลาวตายใจยอมผ่อนปรนต่างๆ ให้ขบวนหน้าเดินช้าลง พยายามอ้างความเจ็บป่วยบ้าง เกวียนหักซ่อมช้าบ้าง วัวหลุด วิ่งไล่จับไม่ทันบ้าง และให้ขบวนหลังๆ เดินเร็วขึ้นเพื่อรวมกำลังกันให้ได้ และสั่งทำเหล้าสาโทใส่เกวียนไว้จำนวนมาก และออกอุบายขอมีดพร้าจากทหารลาวเพื่อซ่อมเกวียน ตัดฟืน ทำอาหาร ทหารก็ยอมให้เพราะเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย ครอบครัวไทย ก็ทำไม้หลาว ไม้แหลมซ่อนไว้ในมัดฟืน
              ในราวปีพ.ศ. 2369 เมื่อขบวนอพยพของคุณหญิงโมก็ไปถึงบ้านปราสาท และขบวนอื่นๆ มาทันกันพอดี พระยาปลัดฯ ก็มาถึง ได้แสดงหนังสืออนุญาตของเจ้าอนุวงศ์ให้เพี้ยรามพิชัยดู แล้วเพี้ยรามพิชัยก็อนุญาต ให้เข้าอยู่ใน ขบวนอพยพของคุณหญิงโมได้ พอได้โอกาสก็วางแผนจะกอบกู้อิสรภาพที่ทุ่งสำริด ซึ่งเป็นทางเดิน ไปข้างหน้าอีก 1 วัน อยู่ใกล้เมืองพิมายด้วย กะว่าขบวนอพยพจะมาถึงพร้อมกันทุกขบวน เป็นที่กว้างขวาง วางกำลังได้สะดวก

           จนเมื่อขบวนอพยพมาถึงทุ่งสำริด ขบวนของพระยา พรหมยกกระบัตรก็มาถึง จึงเข้ารวมกันทั้งหมด พอดีกับเหล้าสาโทที่ทำไว้ในเกวียนได้ที่ กำลังเหมาะ และระหว่าง เดินทางมา ครอบครับไทยกับทหารลาวก็สนิทสนมกันดีวางใจได้ ผู้นำครอบครัวไทยแอบตกลงกันแล้ว ว่าจะกู้อิสรภาพที่นี้ คุณหญิงโมจึงพาหลานสาวสวยๆ 5 คน เข้าไปหา เพี้ยรามพิชัยแม่กองควบคุมการกวาดต้อนครั้งนี้ แสดงความนอบน้อมและกล่าวว่าพวกครอบครัวเดินทางมา 6 วันแล้ว ได้รับความเมตตากรุณาจากทหารลาวเป็นอย่างดี ไม่ได้ข่มเหงทำร้าย วันนี้พวกครอบครัวไทยจะขอ จัดเลี้ยงรื่นเริงให้เป็นที่สนุกสนาน จึงขอให้พักนอนกันที่นี้สักคืนหนึ่ง
            พญา(เพี้ย)รามพิชัยเห็นคุณหญิงโมพูดจานอบน้อย และมีสาวๆ มาด้วยหลายก็ชอบใจ จึงอนุญาตให้พักที่ ทุ่งสำริดนี้ และอนุญาตให้จัดเลี้ยงรื่นเริงได้ พระณรงค์สงครามที่ปรึกษาฝ่ายทหารของไทย ก็วางแผนร่วมกับพระยาปลัดทองคำ และพระยาพรหม ยกกระบัตร แล้วก็สั่งการให้กองเกวียนของครอบครัวไทยทั้งหมด 4 ขบวน วางรอบวงรวมกัน มีพื้นที่ว่าง เป็นวงกลมอยู่กลาง เปิดช่องทางไว้ 3 ช่องทาง พวกครอบครัวไทยเข้าอยู่ภายใน ส่วนกองเกวียนของทหารลาว ตั้งเป็นหย่อมๆ อยู่ข้างนอกโดยรอบ มีทหารลายเป็นยามและเดินตรวจตราอยู่รอบนอก หัวหน้าครอบครัวไทย และผู้ใกล้ชิดก็ปรึกษาและวางแผนแบ่งงานกันตามแผน โดยพวกหนึ่งเป็นแม่ครัวพ่อครัว ทำอาหารรสดี มีทั้งกับแกล้ม และอาหารหลัก พวกผู้หญิง แต่งตัวสวยงาม จะนำอาหารกับแกล้มและเหล้าสาโทไปเลี้ยงดูทหารลาวตามกองเกวียน หย่อมต่างๆ พวกนี้ต้องเสียสละ ไม่หวงตัว ปรนเปรอทหารลาวให้หลงใหลเมามาย และเมื่อถึงเวลานัด จะเป็น ผู้ชี้นำว่าทหารลาวอยู่ที่ไหนบ้าง จะได้สังหารได้ง่าย ที่เหลือทั้งหมด แต่งกายชุดตะเบงมาน เอาผ้าพันหัวเหมือนกันหมดทั้งผู้หญิง และผู้ชาย ให้ดู ไม่ออกว่าหญิงหรือชาย คล้ายเป็นเครื่องแบบอย่างหนึ่ง จะเป็นกำลังจู่โจมเมื่อถึงเวลานัดหมายจะยิงปืนขึ้น ให้ช่วยกันร้องว่า "กองทัพกรุงเทพมาแล้ว ๆ ๆ" (เพราะทหารลาวไม่กลัวพวกครอบครัวชาวนครราชสีมา แต่ กลัวกองทัพกรุงเทพฯ จะตามมาทัน)
            เมื่อทุกอย่างก็เป็นไปตามแผน พวกสาวๆ แต่งตัวสวยงามนำสำรับกับข้าว เหล้าสาโทและกับแกล้มไปยัง ที่พักของทหารลาวโดยรอบ ทหารลาวต่างก็ยินดีที่ได้รับการเลี้ยงดูพิเศษ มีสาวๆ มาปรนนิบัติพัดวี และร่วม รับประทานอาหารด้วยกันจนอิ่มหนำสำราญ ทั้งเย้าหยอก กอดจูบก็ได้ไม่ขัดข้อง ยินดีตามใจทุกประการ
             ฝ่ายนางบุญเหลือแต่งตัวสวยงามให้เป็นที่ต้องตาชาย เข้าไปหาเพี้ยรามพิชัยถึงในที่พักตั้งแต่เย็น มีคนรับใช้ นำสำรับกับข้าวอันโอชะประณีตตามไปส่ง พร้อมด้วยสาโทกับแกล้มไปเลี้ยงดูปรนเปรอเพี้ยรามพิชัยด้วยมายา หญิงทุกกระบวน และอ้อนวอนว่าขออย่าทอดทิ้งเสียกลางทางเลย ขอให้นำไปเลี้ยดูเป็นศรีภริยาในเวียงจันทน์ ด้วยเถิด จนเพี้ยรามพิชัยลุ่มหลง ถึงค่ำคืนแม้นางจะชอกช้ำระกำใจ เสียดายตัวเพียงใดก็สู้ทน นางได้หมายตา ดาบของเพี้ยรามพิชัยซึ่งวางไว้ข้างที่นอนจะต้องใช้เป็นดาบสังหารให้ได้ รอแต่โอกาส
            ตกดึกก็เริ่มแผน โดยพระณรงค์สงครามกับทหารมีฝีมือจำนวนหนึ่งก็ลอบออกจากกองเกวียน ลอบฆ่าทหารยามของลาวที่อยู่โดยรอบตายหมดสิ้น ริบเอาปืนไฟมาได้หลายกระบอก แล้วแจกจ่ายปืนไฟไปยัง ทหารไทยจุดต่างๆ ให้กระจายออกไป แล้วทั้งทหารและครอบครัวซึ่งแต่งกายตะเบงมานเหมือนกัน ก็คืบคลาน เข้าไปรอใกล้กองเกวียนของทหารลาวโดยรอบ รอสัญญาณ
             พระณรงค์สงครามก็ให้ยิงปืนทุกกระบอก หลายทิศทาง ทุกคนก็โห่ร้องว่า "ทหารกรุงเทพฯมาแล้ว" ดังลั่นติดต่อกันไป ทุกคนก็ช่วยกันสังหารทหารลาวด้วยอาวุธที่มีจอบเสียม มีดพร้า แหลนหลาว ตามแต่จะหาได้ ด้วยความเคียดแค้น ทหารลาวเมื่อตอนหัวค่ำมีความสุขร่าเริงจากการเลี้ยงดู ร้องรำทำเพลงสนุกสนาน บัดนี้ ถูกฆ่ามากมาย กลายเป็นสมรภูมิเลือด ที่ยังมิทันถูกฆ่าพอได้ยินเสียงโห่ร้องว่า "ทหารกรุงเทพฯมาแล้ว" ก็ขวัญหายไม่เป็นอันสู้รบ หนีไปได้บ้าง ที่ถูกฆ่าตายมากกว่าพันคน ส่วนเพี้ยรามพิชัยนายกองทหารลาว นางสาวบุญเหลือหมายตาจะใช้ดาบที่วางไว้ข้างที่นอน แต่ไม่มีโอกาส พอดี เสียงปืนและเสียงโห่ร้องของฝ่ายไทยทำให้เพี้ยรามพิชัยไหวตัวทันคว้าดาบจากมือนางสาวบุญเหลือไว้ได้ นางสาวบุญเหลือไม่มีทางสู้จึงวิ่งหนี ผ่านกองไฟจึงจับดุ้นฟืนกวัดแกว่งป้องกันตัว พลางถอยเข้าไปใกล้เกวียน ดินระเบิด เพี้ยรามพิชัยเห็นนางจะเกิดอันตราย จึงตัดสินใจโดดคว้าเอวของนางจะดึงกลับออกมา ทันใดนั้น นางก็พุ่งดุ้นฟืนเข้าไปในเกวียน ดินปืนไวไฟก็ระเบิดขึ้นทันที เพี้ยรามพิชัยก็ถูกระเบิดตายพร้อมกับนางสาวบุญเหลือตรงนั้นเอง แสงไฟจากดิจระเบิดทำให้สนามรบสว่างขึ้น ครอบครัวไทยมีความแค้นล้นหัวใจทุกคน แค้นที่ต้องเสียบ้าน เสียเมือง บ้านแตกสาแหรกขาด เสียทรัพย์สินเงินทอง และบางคนยังต้องมาเสียตัวในคราวนี้ ทุกคนจึงไม่ เสียดายชีวิตอีกแล้ว เข้าห้ำหั่นทหารลาวตายเกลื่อน หนีรอดไปได้บ้าง

» ย้อนกลับ หน้าถัดไป

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook