บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป »

ประเทศไทย 77 จังหวัด »

จังหวัด » กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บุรีรัมย์ บึงกาฬ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี อุบลราชธานี

» ย้อนกลับ หน้าถัดไป

ประวัติศาสตร์-ความเป็นมา (6)

             ฝ่ายกองทัพกรุงเทพฯ สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ ยกทัพจากกรุงเทพฯ เมื่อวันเสาร์ที่ 3 มีนาคม ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 4 ปีจอ พ.ศ.2369 โดยทางเรือ เดินทาง 15 วัน ขึ้นบกที่พระพุทธบาท สระบุรี เมื่อ 18 มีนาคม 2369 เพื่อรวมกำลัง กองทัพลาวของเจ้าราชวงศ์เหง้าหนีไปก่อน 7 วันแล้ว จึงจัดกำลังที่มี อยู่เป็นทัพหน้าติดตามไปก่อน ประกอบด้วย พระยาจ่าแสนยากร พระยากลาโหม ราชเสนา พระยาวิไชยอินทรา พระณรงค์วิไชย เป็นกองทัพที่ 1 กรมหมื่นนเรศโยธี กรมหมื่นเสนีย์ บริรักษ์ เป็นกองทัพที่ 2 กรมหมื่นเสนีย์เทพ เป็นยกกระบัตร กรมหมื่นธิเบศร์บวร เป็นจเร กองทัพกรมหมื่นเทพพลภักดี เป็นเกียกกาย พระนเรนทร์ราชา เป็น ทัพหลัง ยกขึ้นมาทางดง พระยาไฟ มาถึงเมืองนครราชสีมา เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2370 พระยาปลัดทองคำ จึงให้ หลวงพิทักษ์โยธา เป็นผู้ติดต่อและนำกองทัพหน้าไปพบกับกองกำลังของพระณรงค์สงคราม ที่ตำบลลำพี้ เพื่อโจมตี ทัพลาวต่อไป ฝ่ายกองทัพน้อยทางซ้าย ของเจ้าพระยาอภัยภูธร ประชุมพล ที่พิษณุโลก แล้วยกไปเมืองหล่ม ตีทัพของเจ้าราชวงศ์เหง้าแตก เจ้าราชวงศ์เหง้าหนีไปหา เจ้าอนุวงศ์ที่ช่องเขาสาร เจ้าพระยาอภัยภูธรนำทัพตีหัวเมืองขึ้น ของเวียงจันทน์ ทางตะวันออกหลายเมือง แล้วยึดอยู่ที่เมืองหล่ม ฝ่ายทัพน้อยทางขวาของพระยาราชสุภาวดี (สิงห์) ตั้งชุมพลที่เมืองปราจีนบุรี มาสมทบด้วยกำลังของเจ้าพระยากำแหงสงคราม (ทองอินท์) เจ้าเมืองนครราชสีมา ที่เมือง กบินทร์บุรี แล้วยกขึ้นไปนครราชสีมาทางช่องเรือแตก (ช่องสะแกราช) แล้วยกออกจากนครราชสีมาไปทางตะวันออก เฉียงเหนือ รบกับทัพของเจ้าโอโถง (หลานเจ้าอนุวงศ์) ณ เมืองพิมาย รบถึงขั้นตะลุมบอนทัพเจ้าโอโถงแตกไปสิ้น หนีไปเมืองสุวรรณภูมิ เข้าหาเจ้า อุปราชติสสะ ฝ่ายกองทัพของพระยาราชสุภาวดีเข้าเมืองขอนแก่น ไปตีค่ายเวียงคุก ที่เมืองยโสธรแตก แล้วยกไปปราบเจ้านครจำปาศักดิ์ (ป่าสัก) หรือเจ้าราชบุตรโย้ ที่เมืองศรีสะเกษ เจ้าราชบุตรโย้ หนีไปตั้งรับที่ดอนมดแดง (อุบล) ทัพไทยตามตีแตก เจ้าราชบุตรโย้ พาพวกหนีไป นครจำปาศักดิ์ ทัพไทยตามตีถึงนครจำปาศักดิ์แตก จับตัวเจ้าราชบุตรโย้ เจ้าปาน เจ้าสุวรรณ ใส่กรงส่งไปกรุงเทพฯ แล้วทัพพระยาราชสุภาวดี ไปตั้งอยู่นครพนม ฝ่ายพระณรงค์สงคราม นำ กองทัพหน้าของกรุงเทพฯ ไปตั้งประจันหน้าค่ายชั้นนอกหนองบัวลำพู ซึ่งพญานรินทร์รักษาอยู่
             พ.ศ. 2370 ทัพหน้าของไทยก็เข้าตีค่ายหนองบัวลำพู พญานรินทร์ทำการ ต่อสู้รักษาค่ายเป็นสามารถ จนถึงวันที่ 4 พฤษภาคม ค่ายหนองบัวลำพูจึงแตก จับตัวพญานรินทร์ได้ ส่งไปถวายสมเด็จ กรมพระราชวังบวรฯ กองทัพหน้าของไทยยึดค่ายหนองบัวลำพ ูแล้วไม่มีกำลังพอ ที่จะตีค่ายที่ทุ่งส้มป่อยอีก 5 ค่าย จึงรออยู่ ฝ่ายกองทัพหลวงของกรุงเทพฯ รวมพลพร้อมแล้วก็ยกจาก สระบุรีมาถึงานครราชสีมา เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2370 สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ ได้รับตัวพญานรินทร์ สอบสวนดูเห็นว่า เป็นคนดี มีความรู้ ความสามารถมากผู้หนึ่ง จึงทรงเกลี้ยกล่อม จะเอาตัวไว้ใช้ราชการ แต่พญานรินทร์ไม่ยอมอยู่ เมื่อแพ้แล้วก็ยอมตาย จึงให้ช้างแทงตาย (แบบชายชาตินักรบ) แล้วยกทัพจากนครราชสีมาไปถึงหนองบัวลำพู เมื่อ 15 พฤษภาคม 2370 จัดเตรียมกำลังเป็น 5 กองรบ แล้วเข้าตีค่ายทุ่งส้มป่อยทั้ง 5 ค่ายพร้อมกัน แตกทั้ง 5 ค่าย เจ้าหน่อคำหนีไปหาเจ้า อนุวงศ์ที่ค่ายช่องเขาสาร เจ้าอนุวงศ์ทราบว่าค่ายต่างๆ ทั้งชั้นนอก ชั้นกลาง แตกหมดแล้ว ก็ตกใจคิดว่าถ้าค่ายช่องเขาสารถูกทำลาย ตนก็จะไม่มีทางรอด จึงสั่งให้ พญาศุโภและพญาชานนท์ ขุนนางผู้ใหญ่ อยู่รักษาค่ายช่องเขาสาร ต่อสู้กับกองทัพไทยให้ถึงที่สุด อย่าถอยเป็นอันขาด ส่วนตัวเจ้าอนุวงศ์ เจ้าสุทธิสาร และเจ้าราชวงศ์เหง้า จะไปนำกำลัง จากเวียงจันทน์มาเพิ่มเติมอีก สั่งแล้วเจ้าอนุวงศ์และบุตรทั้งสอง ก็หลบออกทางด้านหลังช่องเขาสาร ไปยังเวียงจันทน์ กองทัพหลวงของไทยเคลื่อนกำลังไปอีก 250 เส้น ตีค่ายรักษาต้นทางที่บ้านนาด่านแตกก็ติดตามเข้าไปพบค่ายช่องเขาสาร ตั้งอยู่ในชัยภูมิที่คับขัน ตรวจดูแล้วเป็นทางแคบไม่สามารถจะยกกำลังจำนวนมากเข้าไปได้ กำลังน้อยก็ไม่สามารถ เข้าตีได้จำเป็นจะต้องใช้วิธีเผา โดยจัดหน่วยกล้าตายเข้าบุกกลางคืน ขณะนั้น นายนรินทร์ภักดี ซึ่งเป็นคู่หมั้นของนางสาว บุญเหลือ และไปอยู่กรุงเทพฯ ได้เป็นนายกองเดินเท้า อาสามาใน กองทัพหลวงด้วยความเป็นห่วง เมื่อถึงนครราชสีมา แล้วก็ตื้นตันใจยิ่งนักสัญญาใจว่าจะต่อสู้ศัตรู โดยเต็มกำลังและแก้แค้นให้สุดที่รักจนได้ จึงได้ออกต่อสู้ในสนามรบทุกแห่ง เรื่อยมา บัดนี้ทราบ แผนการว่าจะต้องจู่โจมเข้าค่ายข้าศึกในเวลากลางคืน จึงขันอาสาทำงานนี้ตั้งใจว่าจะแก้แค้น ให้สำเร็จจนได้ (ตรงนี้ตามหนังสือ "ท้าวสุรนารี" ของพันตรีหลวงศรีโยธาและคณะ เขียนเล่าไว้) เมื่อแผนการเป็นที่ จึงให้ทหารบุกป่าปีนขึ้นไปทั้งสองฟากค่ายช่องเขาสาร แอบซุ่มอยู่จำนวนมาก เวลากลางคืนตกดึกก็ใช้ธนูไฟยิงเข้าไป ในค่ายลาว ทหารลาวอลหม่านดับไฟหลายแห่ง นายนรินทร์ ภักดี ได้โอกาสก็นำหน่วยกล้าตายปีนค่าย เข้าเปิดประตูค่าย ได้สำเร็จ กองทัพไทยก็เข้าตีในค่าย ทหารลาวตายมาก ที่ยอมจำนนก็มีที่หนีไปก็มี การแก้แค้นสำเร็จลงเมื่อ18 พฤษภาคม 2370 แต่นายนรินทร์ภักดีก็ต้องพลีชีวิตเพื่อชาติในที่รบนั้น เจ้าอนุวงศ์ทราบว่า ค่ายช่องเขาสารแตกแล้ว จึงรวบรวมทรัพย์สมบัติ ครอบครัว หนีไปอาศัยญวนอยู่ที่เมืองล่าน้ำ หรือน้ำไฮ เชิงเขาไก่ เจ้าอนุวงศ์ สัญญาว่าจะยก เมืองพวนให้ญวนเป็นการตอบแทน (เรื่องนี้เป็นเหตุให้ฝรั่งเศสอ้างได้ เมื่อฝรั่งเศส ได้ญวนแล้วก็ยึดเมืองพวนด้วย อ้างว่าเมืองพวนขึ้นแก่ญวน เพราะเจ้าอนุวงศ์ยกให้ญวญแล้ว
             ทัพหลวงของไทยยึดได้ช่องเขาสารแล้ว ก็มีใบบอกไปยัง ทัพน้อยซ้าย-ขวา ให้ไปรวมกำลัง กันที่บ้านพันพร้าว (ตรงข้าวเวียงจันทน์) เมื่อพร้อมแล้ว จึงยกทัพข้ามโขงไปยึดนคร เวียงจันทน์ได้ เมื่อ 23 พฤษภาคม 2370 ไม่มีการต่อสู้เพราะเจ้าอนุวงศ์และบริวารหนีไปก่อน 5 วันแล้ว เมื่อจัดการ บ้านเมืองเรียบร้อยแล้วก็เกณฑ์ไพร่พลทำอิฐมาคนละ 2 แผ่น ข้ามโขงกลับมาก่อเจดีย์ไว้ที่บ้าน พันพร้าวมีฐานกว้าง ยาวด้านละ 5 วา สูง 8 วา 2 ศอก ตั้งชื่อว่า "พระเจดีย์ปราบเวียงจันทน์" จารึก เรื่องเจ้าอนุวงศ์เป็นกบฏ อันเชิญพระเสริม จากวัดยอดเขาแก้ว มาบรรจุในพระเจดีย์นั้น แล้วจัด พลเมืองส่วนน้อยมอบให้เพี้ยเมืองจันทน์อยู่รักษาเวียงจันทน์ ได้อัญเชิญพระบาง กับจับตัวเจ้าอุปราช ติสสะ มาพร้อมกับกวาดต้อนชาวเมืองเป็นส่วนมาก แล้วกองทัพทั้ง 3 ก็กลับ มาพักทัพที่เมือง นครราชสีมา

            เมื่อกองทัพทั้ง 3 พักรวมกันอยู่ที่เมืองนครราชสีมาคิดเห็นร่วมกันว่า ควรจะทำบุญ กุศลอุทิศให้แก่ เพื่อนทหารที่เสียชีวิตในสงครามครั้งนี้ จึงตกลงร่วมกันสร้างวัดขึ้นวัดหนึ่ง นอกเมืองด้านเหนือ ตรงประตูพลแสน (ประตูท่าน้ำหรือประตูน้ำ) ตั้งชื่อ "วัดสามัคคี" สร้างเมื่อเดือนกรกฎาคม 2370 แล้วกองทัพหลวง โดยสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ และกองทัพซ้าย โดย เจ้าพระยาอภัยภูธรได้ยกกลับกรุงเทพฯ ส่วน กองทัพน้อยทางขวาโดยพระยาราชสุภาวดี (สิงห์) ยังตั้งอยู่ที่เมืองนครราชสีมาเพื่อดูแลจัดการบ้านเมืองและฟังข่าว ทางนครเวียงจันทน์ด้วย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.3) โปรดเกล้าให้อัญเชิญ "พระบาง" (เวียงจันทน์) ไปไว้วัดจักรวรรดิ์ราชาวาส ส่วนเจ้าอุปราชติสสะและบริวาร ให้ไปอยู่บ้านของเจ้าอนุวงศ์ที่บางยี่ขัน พวกเวียงจันทน์ ที่กวาดต้อนมาให้ไปอยู่เมืองลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี และนครไชยศรี พวกมาจากนครพนมให้ไปอยู่เมืองพนัสนิคม
              สมัยปฎิรูปการปกครอง  ในปี พ.ศ.2433 ทางกรุงเทพ ฯ ได้รวมกลุ่มหัวเมืองต่าง ๆ เป็นสี่หัวเมือง แล้วแต่งตั้งข้าหลวงจากส่วนกลางไปเป็นข้าหลวงกำกับราชการ
              หัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออก   ตั้งที่ทำการข้าหลวงกำกับราชการที่เมืองจำปาศักดิ์ มีเมืองในสังกัดเป็นเมืองเอก 11 เมือง เมืองขุขันธ์อยู่ในกลุ่มเมืองเอก เมืองที่เป็นเมืองโท เมืองตรี และเมืองจัตวาอีก 16 เมือง
               หัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนือ  ตั้งที่ทำการ ฯ ที่เมืองอุบล ฯ มีเมืองในสังกัดเป็นเมืองเอกอยู่ 12 เมือง เมืองศรีสะเกษ อยู่ในกลุ่มเมืองเอก เมืองที่เป็นเมืองโท เมืองตรี และเมืองจัตวาอีก 29 เมือง
                 หัวเมืองลาวฝ่ายเหนือ  ตั้งที่ทำการ ฯ ที่เมืองหนองคาย มีทั้งหมด 52 เมือง
                 หัวเมืองลาวฝ่ายกลาง  ตั้งที่ทำการ ฯ ที่เมืองนครราชสีมา มีทั้งหมด 19 เมือง
             ปลายปี พ.ศ.2444 ถึงกลางปี พ.ศ.2445 เกิดกบฎผีบุญ เหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในมณฑลอีสาน และมณฑลใกล้เคียงและลุกลามไปอย่างรวดเร็ว โดยเกิดขึ้นที่เมืองกาฬสินธิ์ เนื่องจากมีหมอลลำเที่ยวร้องคำผญา ขับเป็นลำนำไปทั่วทุกบริเวณ บ่งถึงความเป็นมาของผู้มีบุญว่าจะมาจากทิศตะวันออก พวกนายเก่าจะหมดอำเภอ ศาสนาจะหมดสิ้น และมีการต่อเติมว่า บัดนี้ฝรั่งเข้ามาเต็มกรุงเทพ ฯ แล้วกรุงเทพ ฯ จะเสียแก่ฝรั่ง หมอลำพวกนี้มาจากทางตะวันออกของฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง เที่ยวลำคำผญาไปทั่วมณฑลอีสานว่า ผู้มีบุญจะมาเกิด ต่อมามีผู้ตั้งตนเป็นผู้วิเศษคือ ยายหย่า ยายหยอง มีผู้มาสมัครเป็นพรรคพวกมาก ในที่สุดทางราชการได้ส่งกำลังมาปราบ จับกุมตัวการสำคัญไปพิจารณาโทษตัดสินประหารชีวิตสามคน
            พฤติกรรมของยายหย่า ทำตนเป็นผู้ถือศีล บำเพ็ญภาวนา เป็นนิจ เพื่อให้คนทั่วไปเลื่อมใสศรัทธา และเล่าลือกันไปว่าทั้งสองเป็นผู้มีบุญไปเกิด เพราะมีกามาบอกข่าว ยิ่งนานวันก็มีผุ้คนเชื่อถือมากขึ้น มีการปลูกกระต๊อบเล็ก ๆ อาศัยอยู่รอบ ๆ บ้านของยายทั้งสอง เพื่อมารอเข้าพิธี มีการดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ และประกาศตัวเป็นสานุศิษย์ โดยทั้งสองยายจะกล่าวอ้างพระศรีอาริยเมตไตรย์ ว่ากลับชาติมาเกิดเป็นตนในชาตินี้
            กลุ่มเจ้าผู้มีบุญเมืองกาฬสินธิ์จัดกลุ่มกันอยู่หลวม ๆ โดยฝากความหวังไว้กับพระศรีอาริย์ ท้าวธรรมิกราช อันหมายถึงกษัตริย์ในอุดมคติ ผู้จุติมา เพื่อช่วยเหลือ และปกครองผู้คนให้พ้นจากความทุกข์และความเดือดร้อนทั้งปวง คณะเจ้าผู้มีบุญประกอบด้วยบุคคลชั้นหัวหน้าห้าคน หัวหน้าได้แก่ ยายหย่า ยายหยอง สองคนพี่น้อง ท้าวหมาหยุย พระเกษแก้วจุลลา และพ่อเฒ่าเพชร นอกจากนั้นก็มีการกำหนดตำแหน่งอื่น ๆ อีกหลายตำแหน่ง โดยแบ่งหน้าที่กันออกไป
            สาเหตุของกบฎผีบุญ ที่เกิดในแถบหัวเมืองในมณฑลอีสาน จะเห็นว่าการที่มีคนกลุ่มหนึ่งก่อการขึ้น ก็เพราะต้องการให้ราษฎร์หลุดพ้นจากการกดขี่ข่มเหง อันมีสาเหตุทางด้านปกครอง เศรษฐกิจ และสังคมระหว่างชนชั้น ชาวเมืองเห็นว่าชนชั้นผู้ปกครองเอารัดเอาเปรียบ และไม่ได้เป็นคนพื้นเมืองอย่างพวกเขา มองพวกเขาว่าเป็นชนชั้นต่ำ
            ทางราชการได้ใช้นโยบายการนำแบบการปกครองแบบเก่าคือ แบบพ่อปกครองลูก มาใช้ควบคู่กับแบบใหม่ ได้แก่ การออกประกาศตักเตือนราษฏร์ ให้ปฎิบัติตามแบบอย่างทางราชการ เช่นให้ราษฎร์เสียเงินค่าราชการประจำปี ให้เข้ารับราชการทหาร ให้เลิกเล่นการพนัน เลิกการสักตามร่างกาย เลิกการสูบฝิ่น เลิกทรงเจ้าเข้าผี
           ในปี พ.ศ.2483 เกิดกรณีพิพาทไทยกับอินโดจีนของฝรั่งเศส โดยฝรั่งเศสได้ใช้เครื่องบิน เข้ามาทิ้งระเบิดในจังหวัดชายแดนไทย ที่จังหวัดนครพนมกับจังหวัดปราจีนบุรีที่อำเภออรัญประเทศ และได้ส่งกำลังทหารเข้าโจมตี อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ช่องจันทบเพชร ช่องโอบก อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์
            กองทัพบูรพาของไทย จึงได้รุกเข้าไปในเขตอินโดจีนของฝรั่งเศส ยึดค่ายปอยเปต รุกเข้าไปเกือบถึงเมืองเสียมราฐและศรีโสภณ ยึดนครจำปาศักดิ์ได้ กองกำลังทหาร ตำรวจ ของจังหวัดเลยยึดเมืองปากลาย ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขงตรงข้ามเมืองหลวงพระบางได้ ต่อมาได้ทำสัญญาหยุดยิงโดยมีญี่ปุ่นเป็นผู้ไกล่เกลี่ย
            ผลของการรบครั้งนั้นฝ่ายไทยได้จังหวัดที่เคยเป็นของไทยมาก่อนหลายจังหวัดคือ   นครจำปาศักดิ์ พระตะบอง พิบูลสงครามและจังหวัดลานช้าง บางจังหวัดมีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดศรีสะเกษ จึงมีข้าราชการชาวศรีสะเกษที่รู้ภาษาเขมรไปอยู่ประจำทำงานหลายคน

» ย้อนกลับ หน้าถัดไป

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook