บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป »

ประเทศไทย 77 จังหวัด »

จังหวัด » กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บุรีรัมย์ บึงกาฬ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี อุบลราชธานี

» ย้อนกลับ

ประวัติศาสตร์-ความเป็นมา (6)

            ต่อมาในปี พ.ศ.2484 เกิดการสู้รบระหว่างกองกำลังของไทยกับกองทัพญี่ปุ่น ต่อมาเมื่อมีคำสั่งหยุดยิงแล้ว ไทยได้ทำสัญญากับญี่ปุ่น ประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร เป็นเหตุให้คนไทยส่วนหนึ่งจัดตั้งขบวนการเสรีไทยจากทั่วประเทศ รวมทั้งบจากจังหวัดศรีสะเกษด้วย มีการเตรียมการจัดทำสนามบินเพื่อให้เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรมาลง เช่นที่บริเวณศูนย์การศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ และที่บ้านสมานสามัคคี ตำบลโสน อำเภอขุขันธ์
            กบฎสันติภาพและผลสืบเนื่อง  ในปี พ.ศ.2494 รัฐบาลไทยได้ส่งกองทหารไปร่วมรบในสงครามเกาหลี ฝ่ายที่ต่อต้านสงคราม ได้ก่อตั้งขบวนการสันติภาพสากลขึ้น และได้ส่งตัวแทน 9 คน ไปร่วมประชุมสภาผู้สนับสนุนสันติภาพที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อปี พ.ศ.2495 คณะกรรมการสันติภาพได้นำสิ่งของมาบริจาคให้ราษฎรที่บ้านคูซอด จังหวัดศรีสะเกษ หลังจากนั้นชาวบ้านคูซอดก็ถูกจับกุมในข้อหากบฎสันติภาพ 11 คน
            หลังจากนั้นบ้านคูซอดก็เป็นที่สนใจของขบวนการสังคมนิยม มีการติดต่อประสานงานกันกับนักการเมืองฝ่ายซ้าย เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้ทำการปราบปรามผู้มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ นำไปสู่การกวาดล้างจับกุมแกนนำประชาชนบ้านคูซอด และอื่น ๆ รวม 59 คน
               ในปี พ.ศ.2505 ศาลโลกได้ตัดสินใให้ประเทศไทยยกปราสาทเขาพระวิหาร ตำบลบึงมะลู อำเภอกันทราลักษ์ ให้เป็นของประเทศกัมพูชา นับเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของโลก เนื่องจากเป็นไปตามคำพิพากษาของศาลโลก ซึ่งมีเหตุการณ์ดังกล่าวไม่มากนัก และเป็นเหตุการณ์เดียวในประวัติศาสตร์ไทย มีลำดับความเป็นมาดังนี้
                11 สิงหาคม พ.ศ.2406   สมเด็จพระเจ้านโรดม กษัตริย์เขมร ทำสัญญายกเขมรให้เป็นของฝรั่งเศส
                7 ธันวาคม พ.ศ.2406   มีการทำสนธิสัญญาลับระหว่างราชอาณาจักรสยาม กับราชอาณาจักรกัมพูชา ยืนยันว่ากัมพูชาเป็นเมืองขึ้นของราชอาณาจักรสยาม
                15 กรกฎาคม พ.ศ.2410   มีการทำสัญญาระหว่างราชอาณาจักรสยามกับฝรั่งเศส ยอมรับว่ากัมพูชาเป็นเมืองขึ้นในอารักขาของฝรั่งเศส
                10 ตุลาคม พ.ศ.2436   ราชอาณาจักรสยามทำสนธิสัญญายกดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง และเกาะแก่งต่าง ๆ ให้แก่ฝรั่งเศส
                พ.ศ.2441   พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ เสด็จเขาพระวิหาร ประทานนามว่า เทพพระวิหาร
                13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2447   ฝรั่งเศสทำสนธิสัญญากับราชอาณาจักรสยาม โดยราชอาณาจักรสยาม ยอมยกเมืองหลวงพระบางบนฝั่งขวาแม่น้ำโขง และดินแดนทางใต้ของทิวเขาพนมดงรัก ให้แก่ฝรั่งเศส เพื่อแลกกับเมืองจันทบุรี ที่ฝรั่งเศสยึดไว้
                29 มิถุนายน พ.ศ.2447   มีการทำสนธิสัญญาเพิ่มเติม โดยราชอาณาจักรสยามเสียดินแดนให้ ฝรั่งเศสระหว่างทะเลสาบกับทะเลหลวง
                23 มีนาคม พ.ศ.2450   มีการทำสนธิสัญญาระหว่างราชอาณาจักรสยามกับฝรั่งเศส โดยราชอาณาจักรสยามยอมยกดินแดนพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ ให้ฝรั่งเศสเพื่อแลกกับเมืองด่านซ้าย เมืองตราด และเกาะทั้งหลายที่อยู่ภายใต้แหลมสิง ไปจนถึงเกาะกูดให้แก่สยาม
                30 มกราคม พ.ศ.2472   สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้เสด็จปราสาทเขาพระวิหาร มีเรสิดัง กำปงธม และนักโบราณคดีฝรั่งเศส มาคอยรับที่ริมบันไดขึ้นพระวิหาร มีการชักธงฝรั่งเศสที่กลางเขาพระวิหารด้วย สร้างความไม่พอใจแก่พระองค์เป็นอย่างยิ่ง
                11 ตุลาคม พ.ศ.2483  กรมศิลปากร ได้ประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร เป็นโบราณสถาน และจัดให้หลวงศรี จำศีลภาวนาที่ถ้ำขุนศรี เป็นผู้รักษาเขาพระวิหาร
                พ.ศ.2484   ญี่ปุ่นซึ่งชนะฝรั่งเศสในสงครามอินโดจีน โดยยกดินแดนบางส่วนรวมทั้งปราสาทเขาพระวิหารคืนแก่ไทย เป็นผลให้เกิดจังหวัดจำปาศักดิ์ จังหวัดพระตะบอง จังหวัดพิบูลสงคราม
                พ.ศ.2492   ฝรั่งเศสและกัมพูชา คัดค้านอำนาจอธิปไตยของไทยเหนือปราสาทเขาพระวิหาร อย่างเปิดเผยและประท้วงไทยไม่ให้ส่งคนไปรักษาเขาพระวิหาร หลังจากที่ไทยไม่ยอมรับข้อแนะนำของคณะกรรมการประนีประนอม ณ กรุงวอชิงตัน เมื่อ พ.ศ.2490
                พ.ศ.2501   กระทรวงโฆษณาการกัมพูชา พิมพ์เผยแพร่บทความสรุปว่า ปราสาทเขาพระวิหาร เป็นของกัมพูชาตามอนุสัญญา ฉบับวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2447   อันได้รับการยืนยันจากสนธิสัญญา วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2450   สนธิสัญญานี้กลับบังคับใช้อีกตามข้อตกลงที่วอชิงตัน เมื่อปี พ.ศ.2489
                4 สิงหาคม พ.ศ.2501   รัฐบาลไทยประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ทางชายแดนไทยด้านกัมพูชารวม 6 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และอำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบล ฯ สื่อมวลชนทั้งสองประเทศมีการโจมตีกันมากขึ้น
                1 ธันวาคม พ.ศ.2501   รัฐบาลกัมพูชาประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับราชอาณาจักรไทย หลังจากที่การเจรจาไม่ได้ผล
                 6 ตุลาคม พ.ศ.2502  รัฐบาลกัมพูชา ได้ยื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ขอให้ศาลวินิจฉัยให้ราชอาณาจักรไทยถอนกำลังคือ อาวุธออกจากบริเวณเขาพระวิหาร และขอให้ศาลชี้ขาดว่าอธิปไตยเหนือเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา

                4 ธันวาคม พ.ศ.2502 ราชอาณาจักรไทยประกาศขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นโบราณสถานแห่งชาติอีกครั้ง ตามประกาศฉบับที่ 2 ลงวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2502 กับทั้งมีแผนที่แสดงประสาทเขาพระวิหารแนบท้ายด้วย
                รัฐบาลไทยออกแถลงการณ์อ้างข้อกำหนดในสนธิสัญญา พ.ศ.2447 ต้องใช้สันปันน้ำเป็นเขตแดนธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้เขาพระวิหารเป็นของไทย แต่กัมพูชาอ้างแผนที่ ที่มีการจัดทำขึ้นโดยคณะกรรมการผสมตามสนธิสัญญา พ.ศ.2447 ซึ่งมีพลเอกหม่อมชาติเดชอุดม เป็นประธานกรรมการฝ่ายไทย และพันโท แบร์นาร์ด เป็นประธานกรรมการฝ่ายฝรั่งเศส   แล้วส่งให้ฝ่ายไทย 50 ฉบับ สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ตอบรับเมื่อปี พ.ศ.2451 และได้ทรงขอแผนที่ฉบับนี้เพิ่มเติมอีก 15 ฉบับ เพื่อแจกเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นฝ่ายไทย แสดงว่าฝ่ายไทยยอมรับแผนที่นี้
                ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช   เป็นทนายแก้ต่างให้รัฐบาลไทยในคดีพิพาทเกี่ยวกับปราสาทเขาพระวิหาร
                15 มิถุนายน พ.ศ.2505   ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก ได้พิจารณาลงความเห็นด้วยคะแนนเสียงเก้าต่อสามว่า ซากปราสาทเขาพระวิหาร ตั้งอยู่บนดินแดนใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา ทั้งนี้เป็นไปตามแผนที่ซึ่งฝรั่งเศสทำขึ้นตามสนธิสัญญา พ.ศ.2447  และ พ.ศ.2450 โดยอาศัยเหตุผลว่าราชอาณาจักรไทย เพิกเฉยมิได้ประท้วงแผนที่ดังกล่าวนั้น ขณะที่ฝ่ายไทยได้ยืนยันต่อศาลโลก โดยตลอดว่ารัฐบาลไทยถือสันปันน้ำ เป็นเขตแดนตามข้อกำหนดในสนธิสัญญาทุกฉบับ
                15 กรกฎาคม พ.ศ.2505  พลเอก ประภาส จารุเสถียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวคำปราศรัยที่จำต้องสละอธิปไตยเหนือเขาพระวิหาร และทำการรื้อถอนทุกสิ่งออกนอกเขต รวมทั้งเคลื่อนย้ายเสาธงพร้อมธงชาติ จากหน้าผาเป้ยตาดี ลงมาโดยไม่มีการลดธงลงจากยอดเสาแต่อย่างใด
                พื้นที่เขาพระวิหารที่เสียไปเป็นรูปห้าเหลี่ยมคางหมู พื้นที่ประมาณ 150 ไร่
                พ.ศ.2535   เป็นต้นมา ชาวไทยได้มีโอกาสเข้าไปชมเขาพระวิหารได้ โดยเสียค่าใช้จ่ายให้แก่เจ้าหน้าที่กัมพูชา ตามอัตราและในเวลาที่กำหนด
              <
จำนวนประชากรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีจำนวนมากที่สุดในประเทศ จังหวัดที่มีประชาอาศัยอยู่หนาแน่นมากที่สุด เป็นบริเวณที่อยู่ตอนกลางของภาค ซึ่งบริเวณที่ราบและใกล้แม่น้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ ปัญหาที่เกี่ยวกับประชากรของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ปัญหาญวนอพยพ ซึ่งเป็นปัญหาที่เข้ามาอพยพบริเวณจังหวัดที่อยู่ตามจังหวัดชายแดนแทบติดประเทศลาว ซึ่งมีปัญหาคนต่างด้าวเข้ามาอาศัยอยู่ด้วย
           ชาวอีสานที่อาศัยอยู่ในที่ราบสูงโคราชนี้ จะประกอบด้วยกลุ่มชนหลายเผ่า เช่น เขมร ส่วย (กุย) แสก ย้อ ผู้ไทย กะโส้ (โซ่) รวมทั้งไทยโคราช ซึ่งแต่ละเผ่าย่อมมีความแตกต่างกัน แต่วิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยึดมั่นอยู่ในจารีตประเพณี ที่เรียกว่า "ฮีตบ้านคองเมือง" และ "ฮีตสิบสอง คองสิบสี่" สอนให้ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ร่วมกิจกรรมสังคมและ งานบุญงานกุศลเป็นประจำ ทำให้การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันของกลุ่มชนเหล่านี้มีความสงบสุขตลอดมา
             ด้วยอุปนิสัยขยันขันแข็ง และสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์ จิตใจผ่องใสอ่อนโยน และเวลาที่ว่างจากการทำนา จึงคิดสร้าง สรรค์งานศิลป์ในรูปแบบต่างๆ ผ้าไหมลายสวย ผ้าฝ้ายทอมือที่นับวันจะหายาก ข้าวของเครื่องใช้ เครื่องจักสาน และเครื่องปั้นดินเผา สร้างรายได้แก่ครอบครัวอีกทางหนึ่ง
            ความอุดมสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติที่สวยงามบนยอดเขาสูงหลายแห่ง แหล่งรวมอารยธรรมโบราณนับพันปี ที่ทรงคุณค่า ทางประวัติศาสตร์ ตลอดจนวัฒนธรรมพื้นบ้าน วิถีชีวิตที่เรียบง่าย และความมีน้ำใจของชาวอีสาน ยังคงเป็นเสน่ห์ที่มัดใจ ให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนอีสานอย่างต่อเนื่อง

» ย้อนกลับ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook