จังหวัดชัยภูมิ
|
ประวัติศาสตร์-ความเป็นมา
|
-หน้า
2- |
ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ระหว่าง พ.ศ. 2199-2231
ซึ่งในสมัยนี้เองเป็นครั้งแรกที่เมืองเวียงจันทน์ได้มาขอเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยา
หลังจากทางกรุงศรีอยุธยาได้รับเมืองเวียงจันทน์เข้าเป็นเมืองขึ้นแล้ว
ชาวเมืองเวียงจันทน์ก็ได้อพยพเข้ามา
ประกอบอาชีพติดต่อกับกรุงศรีอยุธยามากขึ้นเรื่อย
ๆ
การเดินทางจากเวียงจันทน์เข้ามายังอยุธยา
เส้นทางก็ผ่านพื้นที่ของเมืองชัยภูมิปัจจุบัน
ข้ามลำชี
ข้ามช่องเขาสามหมด(สามหมอ)
ชาวเวียงจันทน์ที่อพยพเดินทางผ่านไปผ่านมา
เห็นทำเลแห่งนี้เป็นทำเลดีเหมาะในการเพาะปลูกทำไร่
ทำนา
จึงได้พากันเข้ามาตั้งถิ่นฐานทำมาหากิน
เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่
ตลอดทั้งผู้เข้ามาอยู่อาศัยในแถบนี้มีแต่ความสันติสุขสงบเรียบร้อย
ดินแดนแห่งนี้จึงถูกขนานนามว่า
ชัยภูมิ
เริ่มสร้างบ้านเรือนอยู่กันเป็นหลักแหล่ง
ผู้อพยพส่วนใหญ่อาศัยอยู่หนาแน่นตามลุ่มลำชี
ตามบึง ตามหนองน้ำต่าง ๆ
เมื่อมีคนเพิ่มจำนวนมากขึ้นก็ตั้งเป็นหมู่บ้าน
โดยใช้ชื่อหมู่บ้านตามลักษณะที่ตั้ง
เช่นบ้านอยู่ริมฝั่งชีก็ตั้งชื่อว่าบ้านลุ่มลำชี
ถ้าใกล้หนองน้ำก็ตั้งชื่อบ้านตามหนองน้ำนั้น
เช่น บ้านหนองนาแซง บ้านหนองหลอด
ชาวพื้นเมืองชัยภูมิได้รับสืบทอดอารยธรรมต่าง
ๆ จากบรรพบุรุษเหล่านี้ เช่น
ทางด้านภาษาพูด ภาษาเขียน
(ตัวหนังสือที่เขียนใส่ใบลานหรือหนังสือผูก)
วรรณคดี
ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมอื่น
ๆ
ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของชาวชัยภูมิ
เมื่อมีคนอยู่ในแดนนี้มากขึ้น
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
จึงได้โปรดให้เมืองชัยภูมิขึ้นตรงต่อเมืองนครราชสีมา
เพราะอยู่ใกล้กว่าและสะดวกในการปกครองดูแล
ตั้งแต่นั้นมาเป็นอันว่าเมืองชัยภูมิ
อยู่ในความปกครองของเมืองนครราชสีมา
ตลอดมา
หลังจากกรุงศรีอยุธยา
เสียเอกราชแก่พม่า เมื่อ พ.ศ. 2310
พม่าทำลายล้างผลาญโดยที่ต้องการจะมิให้ไทยตั้งตัวขึ้นอีก
ได้ริบทรัพย์จับเชลย
เผาผลาญทำลายปราสาทราชมณเฑียร
วัดวาอารามตลอดจนบ้านเมืองของราษฎร
ครั้งนั้นพม่าได้กวาดต้อนผู้คนไปเป็นเชลยประมาณ
31,000 คน
กรุงศรีอยุธยาเกือบจะไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย
นอกจากซากสลักหักพังสภาพเหมือนเมืองร้าง
อยุธยาเมืองหลวงของไทย
ซึ่งเคยรุ่งเรืองมาหลายร้อยปีมีกษัตริย์ปกครองติดต่อกันมาถึง
34 พระองค์
ต้องมาเสียแก่พม่าก็เพราะการที่คนไทยแตกความสามัคคีกันเองแต่กรุงศรีอยุธยาก็ยังไม่สิ้นคนดี
คือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ได้พาสมัครพรรคพวกยกออกจากรุงศรีอยุธยา
ไปรวมกำลังอยู่ที่เมืองจันทบุรี
มีอาณาเขตตลอดบริเวณหัวเมืองชายทะเลด้านตะวันออก
ต่อแดนกัมพูชา จนถึงเมืองชลบุรี
ซึ่งขณะนั้นหัวเมืองต่าง ๆ
ที่มิได้ถูกกองทัพพม่าย่ำยี
มีกำลังคน กำลังอาวุธ
ก็ถือโอกาสตั้งตัวเป็นอิสระ
เป็นชุมชนต่าง ๆ ขึ้น
และหวังที่จะเป็นใหญ่ในเมืองไทย
เมื่ออยุธยาเสียแก่พม่า
พระพิมายเจ้าเมืองถือราชตระกูล
และมีความจงรักภักดีต่อราชวงศ์จึงยกกรมหมื่นเทพพิพิธขึ้นเป็นใหญ่
ณ เมืองพิมาย ตั้งเป็นชุมนุม
มีอาณาเขตบริเวณหัวเมืองด้านตะวันออกเฉียงเหนือจดแดนลานช้าง
กัมพูชา ตลอดลงมาจนถึงสระบุรี
ครอบคลุมเมืองนครราชสีมาและเมืองชัยภูมิ
เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้เมืองต่าง
ๆ
ที่อยู่ในอาณาบริเวณนี้ก็ตกอยู่ในอำนาจของกรมหมื่นเทพพิพิธแห่งชุมนุมพิมาย
พ.ศ. 2311 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ได้ยกทัพมาปราบชุมนุมพิมายได้สำเร็จและให้ขึ้นต่อเมืองนครราชสีมาตามเดิมและในช่วง
15 ปี ของสมัยธนบุรี
ประวัติเมืองชัยภูมิไม่ได้กล่าวไว้เลย
แต่เหตุการณ์ต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้นในเขตเมืองพิมาย
และเมืองนครราชสีมา
ก็รวมอยู่เขตเมืองชัยภูมิและ
การปกครองก็มีรูปแบบเหมือนสมัยอยุธยาตอนปลาย
เพราะฉะนั้นเมืองชัยภูมิก็ยังขึ้นตรงต่อเมืองนครราชสีมาเช่นเดิม
ตลอดรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
เดิมท้องที่ชัยภูมิ
มีผู้คนอาศัยมาก
กระจัดกระจายอาศัยอยู่ตามแหล่งที่มีความอุดมสมบูรณ์
อยู่ในความปกครองของเมืองนครราชสีมา
ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า
ในสมัยนี้ใครเป็นผู้นำหรือเป็นเจ้าเมืองชัยภูมิ
อาจจะเป็นเพราะในเขตนี้ผู้คนยังน้อย
ยังไม่รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนจึงยังไม่สมควรที่จะแต่งตั้งใครมาปกครองเป็นทางการได้
ประมาณ พ.ศ. 2360
ได้มีขุนนางชาวเวียงจันทน์คนหนึ่ง
มีนามว่า อ้ายแล (แล)
ตามประวัติเดิมมีตำแหน่งเป็นพี่เลี้ยงราชบุตรเจ้าอนุเวียงจันทน์
ได้ลาออกจากหน้าที่
แล้วอพยพครอบครัวและไพร่พลชาวเมืองเวียงจันทน์
ข้ามแม่น้ำโขง
เลือกหาภูมิลำเนาที่เหมาะเพื่อตั้งหลักแหล่งทำมาหากินขั้นแรกตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านน้ำขุ่นหนองอีจาน
ปัจจุบันอยู่ในท้องที่อำเภอสูงเนิน
จังหวัดนครราชสีมา
ต่อมาได้อพยพมาอยู่ที่โนนน้ำอ้อม
ทุกวันนี้ชาวบ้านเรียกบ้านชีลอง
โดยมีน้ำล้อมรอบจริง ๆ
โนนน้ำอ้อม
อยู่ระหว่างบ้านขี้เหล็กใหญ่กับบ้านหนองนาแซง
กับบ้านโนนกอก
และได้ตั้งหลักฐานมั่นคง เมื่อ
พ.ศ. 2362 คงใช้ชื่อเมืองตามเดิม
คือเรียกว่าเมืองชัยภูมิ
เวลานั้นเขียนเป็นไชยภูมิ
|
<<< ย้อนกลับ || อ่านต่อ >>> |

|
|
|